ปลาหมึก? ไม่ใช่ว่ามันควรอยู่ในทะเลหรือไง การจะนำมันมาให้รอดชีวิตได้ถึงที่นี่ ไม่ใช่เื่ง่าย!
“นี่คือปลาหมึก ญาติห่าง ๆ ของคุณนายส่งมาให้ บอกว่าเป็อาหารทะเล นำมายากมาก เพียงแต่ว่าคุณนายท่านไม่ถูกปาก แม่นางหนิงเอากลับไปกินสิ ลองรสชาติใหม่ ๆ บ้าง”
“ถ้าเป็เช่นนั้น รบกวนขอบคุณคุณนายแทนข้าด้วย คุณนายช่างใจดีมีเมตตา” หนิงเยี่ยนเอ่ย
“แม่นางหนิงช่างพูด ช่างเจรจาเสียจริง”
สาวน้อยชุดเขียวพูดไปยิ้มไปแล้วจึงเดินกลับเข้าจวน
เด็กรับใช้จับปลาหมึกขึ้นมาจากกะละมังแล้วใส่ลงในตะกร้าสะพายหลังให้หนิงเยี่ยน
“แม่นางหนิง งั้นข้าน้อยขอตัวกลับแล้วเช่นกัน”
“กลับเถอะ ขอบคุณนะหนุ่มน้อย”
“มะ...ไม่ต้องขอบคุณ”
เป็ครั้งแรกที่เด็กรับใช้เช่นเขาได้รับคำขอบคุณ ทำเอาหูแดงขึ้นมาจนต้องรีบหมุนตัววิ่งกลับเข้าจวนไป
ไร้เดียงสาเสียจริง! แค่นี้ก็เขินเสียแล้ว หนิงเยี่ยนพอได้ปลาหมึกมาก็หมุนตัวเดินไปตลาด หลังจากย้ายบ้าน เธอต้องซื้ออะไรเข้าบ้านเสียหน่อย ไม่อย่างนั้นบ้านหลังใหญ่ของเธอคงจะมีแค่เคียวกับขวานอยู่ไม่กี่ด้าม ในลานบ้านคงโล่งมาก บ้านแบบนี้มันมีที่ไหนกัน
เมื่อเดินไปถึงตลาดขายสัตว์พอถามราคาแล้ว ความคิดที่จะซื้อวัวขี่กลับก็มอดดับลงไปทันที วัวลากเกวียน 1 ตัวถูกที่สุดราคา 5 ตำลึง ถ้าดี ๆ หน่อยจะแพงขึ้นกว่าเดิม ซื้อไม่ไหว ซื้อไม่ไหว เงินที่ขายเนื้อหมาป่าก็ไม่พอซื้อวัว 1 ตัว
หนิงเยี่ยนเดินไปยังร้านของชำร้านเดิมที่เธอเคยซื้อ เด็กขายของในร้านพอเห็นหนิงเยี่ยนก็ยิ้มแย้มแล้วออกมาต้อนรับ
พอเข้าไปใกล้หนิงเยี่ยน จมูกเธอก็ฟุดฟิด รู้สึกว่ามีกลิ่นอะไรแปลก ๆ ลอยออกมาจากตะกร้าสะพายหลังของหนิงเยี่ยน เด็กขายของแอบกลั้นลมหายใจไม่ให้หนิงเยี่ยนสังเกตถึงความผิดปกติ เปิดร้านขายของเพื่อเงิน ลูกค้าจะแบกอะไรมาก็ต้องขายของ อย่าว่าแต่แบกของกลิ่นเค็ม ๆ คาว ๆ แบบนี้มาเลย ต่อให้แบกขี้วัวมาเต็มตะกร้าก็ต้องออกไปต้อนรับ
หนิงเยี่ยนปลดตะกร้าลงจากหลังวางเอาไว้ แล้วเดินเข้าร้านไป เธอเลือกเอาข้าวสาร 10 กิโล เมล็ดฮุยเซียงห่อเล็ก โป๊ยกั๊กและฮวาเจียว (*สมุนไพรดับกลิ่นอาหาร)
“มีเมล็ดพันธุ์ผักไหม?”
“มีสิ มีสิ”
เด็กขายของพาหนิงเยี่ยนเดินไปในร้าน เพราะภายในร้านค่อนข้างทึบทำให้หนิงเยี่ยนต้องปรับสายตาสักครู่จึงมองเห็นสิ่งของตรงหน้าในความมืดได้ บนชั้นวางไม้มีถุงกระสอบวางอยู่ ในถุงพวกนั้นมีเมล็ดพันธุ์อยู่หลายชนิด
บนถุงยังมีกระดาษติดไว้ กระดาษพวกนั้นเขียนบอกชื่อของเมล็ดพันธุ์ต่าง ๆ มีทั้งแตงกวา ถั่วแขก มะเขือยาว ผักกาดขาว หัวไชเท้า ผักจี้ไฉ่............
“พวกนี้เป็พันธุ์ผักที่เหลืออยู่ของปีนี้ ไม่มีปัญหาว่าปลูกแล้วไม่โต”
“อื้อ....”
หนิงเยี่ยนไม่ใช่เกษตรกรมืออาชีพ เธอไม่แน่ใจว่าเมล็ดพันธุ์เหล่านี้เหมาะกับอากาศแบบไหน เธอจึงเอามาลองอย่างละหน่อย
ดึงผ้ากระสอบสีเทาออก พบว่าบนชั้นวางของ มีรองเท้าพื้นเรียบวางอยู่ เธอจึงเอามาด้วย 2-3 คู่ มีของเธอ ของเ้าหนูโหย่วหยูแล้วก็คู่หนึ่งที่เหมาะกับลู่ต้า
มองดูรองเท้าผู้ชายในมือ หนิงเยี่ยนรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็คนดีจริง ๆ ผู้หญิงตามหลัก 5 เคร่ง 4 งาม 3 รัก ยังไงก็คือเธอ ไม่อย่างนั้นลองเปลี่ยนเป็คนอื่นดูสิ ใครจะไปสนความเป็ความตายของผู้ชายคนนั้นกัน ยิ่งไปกว่านั้นคงไม่มีทางซื้อรองเท้าให้ด้วย
เอ๊ะ....แต่ถ้าพวกขี้นินทาในหมู่บ้านรู้เข้าว่าเธอออกมาซื้อรองเท้าผู้ชายข้างนอก ต้องคิดไปเองแน่ ๆ ว่าเธอซ่อนผู้ชายไว้ การออกมาซื้อครั้งนี้ ช่างเป็การเสียสละครั้งใหญ่จริง ๆ
(*หลักความรักชาติค่านิยมของพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน 5 เคร่ง เคร่งเื่มารยาท กริยา ความสะอาด วินัย ศีลธรรม งาม 4 อย่าง ใจงาม วาจางาม ความประพฤติงาม สภาพแวดล้อมงาม 3รัก รักชาติ รักคนในสังคม รักพรรคคอมมิวนิสต์)
เด็กขายของ มองของที่หนิงเยี่ยนซื้อแล้วจึงหยิบลูกคิดขึ้นมาดีดคำนวณราคา
“ลดให้แล้วนะ ทั้งหมด 3 เหรียญทองแดง”
“เอ้านี่...”
หนิงเยี่ยนรีบเอาเงินออกมาจ่าย ไม่ได้ต่อรองราคา ถึงแม้จะรู้ว่าเงินนั้นหามาอย่างลำบาก แต่เื่ต่อราคานั้นเธอไม่ถนัดเลยแม้แต่นิดเดียว ต่อราคาต้องใช้เวลาพักใหญ่ เงินที่ต่อมาก็ไม่ได้มากมายอะไร เสียเวลาเปล่า ๆ เด็กขายของจัดการห่อของที่หนิงเยี่ยนซื้อให้อย่างดี แล้วเอาใส่ตะกร้าสะพายหลังให้
“แม่นางหนิง รอบหน้ามาใหม่นะ”
หนิงเยี่ยนโบกมือให้เพื่อตอบกลับเด็กขายของ แล้วจึงออกเดินทางกลับหมู่บ้าน เธอรู้สึกว่าตะกร้าสะพายหลังหนักอึ้งขึ้นมา
หนิงเยี่ยนครุ่นคิดในใจว่าถ้ากลับถึงบ้านแล้วจะคุยกับลู่ต้าสักหน่อย เธอช่วยชีวิตเขาไม่พอ ให้กินดีอยู่ดี ใส่เสื้อใหม่ รองเท้าใหม่ เ้านั่นต้องทำอะไรตอบแทนหน่อยแล้วล่ะ อืม...ลู่ต้าเขียนหนังสือเป็ กำลังวังชาก็ดี ร่างกายแข็งแรงสุด ๆ บนตัวมีแต่รอยแผลเต็มไปหมด ต้องเป็พวกฝึกวิทยายุทธแน่ ๆ
งั้นให้ลู่ต้าช่วยฝึกสอนแนะนำเ้าหนูโหย่วหยูให้มีความรู้เพิ่มพูนไปสักระยะน่าจะดี รอแผลหายดีแล้วสอนวิชามวย วิทยายุทธด้วย หนิงเยี่ยนสนใจทักษะการต่อสู้ในยุคนี้มาก แต่ไม่รู้ว่าพวกวิทยายุทธกำลังภายในแบบในตำนานจะมีจริงไหม ถ้าเกิดมีจริง... ใครบ้างล่ะตอนเด็กที่ไม่มีความฝันว่าจะได้ท่องยุทธภพ ตอบแทนผู้มีพระคุณ
เดินออกมาจากถนนเล็ก ๆ ของร้านของชำ หนิงเยี่ยนก็ชำเลืองมองเหลียงชื่ออีกครั้ง เหลียงชื่อติดดอกไม้ผ้าไหมสีชมพูไว้ที่หัว
“ที่แท้ก็หนิงเยี่ยนนี่เอง รอบนี้ซื้ออะไรล่ะ พวกเราคนบ้านเดียวกัน ทำไมไม่มาซื้อกับพี่สะใภ้ล่ะ เ้าไม่ถูกใจของในร้านพี่สะใภ้งั้นหรือ?”
เหลียงชื่อมองเห็นตะกร้าสะพายหลังของหนิงเยี่ยนเต็มไปด้วยสิ่งของ ใบหน้าของเธอจึงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง บ้านตระกูลหนิงนี่มันไม่มีตัวไหนดีเลย คนแก่ก็รู้จักแต่ขอเงินผัวตัวเอง พวกยังเด็กก็เสแสร้งแกล้งทำ อินังนี่ก็ไม่รู้จักระวังพฤติกรรมกับลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ซื้อของก็ไม่มาซื้อร้านของตระกูลตัวเอง
รอบที่แล้วซื้อจากร้านตรงข้าม เหลียงชื่อได้ยินเด็กขายของร้านนั้นคุยโม้ว่า หนิงเยี่ยนซื้อแต่ของดี ๆ จากร้านนั้นไป
“อือ ไม่ถูกใจ”
หนิงเยี่ยนตอบออกไปด้วยใบหน้าจริงจัง
“จะ..เ้า….”
พอเห็นทีท่าของเหลียงชื่อเหมือนจะด่าเธอขึ้นมาอีกเธอจึงรีบเดินหนีไป
เหลียงชื่อเสียหน้าจนพูดไม่ออก มิหนำซ้ำยังต้องมาฟังเด็กขายของร้านตรงข้ามออกมาพูดเกทับอีกว่าร้านของตนนั้นมีลูกค้ารายใหญ่มาซื้อของกลับไป......
เหลียงชื่อกระทืบเท้า แต่เธอไม่มีทางทำอะไรได้เลย หากคนไม่เข้ามาซื้อของที่ร้านของเธอ จะให้เธอออกไปบังคับให้เขาเข้ามาซื้องั้นเหรอ?
หนิงเยี่ยนเดินกลับไปถึงหมู่บ้าน พบเข้ากับสวีชื่อที่ตอนนี้ทั้งผอมทั้งอ่อนแอ ทั้งเนื้อทั้งตัวของสวีชื่อผอมจนเหมือนกับกระดูก ถ้าลมแรง ๆ พัดมา หนิงเยี่ยนกลัวเหลือเกินว่าเธอจะปลิวไปกับสายลม
“อิสารเลว อิตัวซวย ทำไมยังไม่ไปตายอีก”
พอเดินผ่านสวีชื่อ เสียงก่นด่าก็ดังตามหลังมาเข้าโสตประสาทของหนิงเยี่ยน หันไปมองก็เจอสายตาจิกกัดของสวีชื่อ ถึงแม้ว่าจะเคยผ่านประสบการณ์สยดสยองนองเื แต่ก็ยังขนลุกอยู่ดี.....นี่แม่ลูกกันจริง ๆ ใช่ไหม?
ถ้าหากว่าเธอกับสวีชื่อไม่ได้มีหน้าตาคล้ายกัน หนิงเยี่ยนคงสงสัยจริง ๆ ว่า สวีชื่อคลอดเธอออกมาจริง ๆ ไหม?
“ท่านไม่ชอบข้า ไม่เป็ไร ข้าก็ไม่้า ส่วนเื่ที่ข้าทำไมยังไม่ไปตาย ถ้าข้าไปตายแล้วท่านคงจะมีความสุข แต่ความสุขของข้าคือการเห็นท่านไม่มีความสุข”
หนิงเยี่ยนเดินเข้าไปใกล้แล้วกระซิบให้สวีชื่อฟัง พอเห็นว่าตัวของสวีชื่อสั่น หนิงเยี่ยนจึงเดินกลับบ้าน
สวีชื่อคงรู้สึกแย่มาก แต่หนิงเยี่ยนไม่สนแล้วล่ะ ถ้าสวีชื่อไม่มาหาเื่ เธอเองก็คงไม่พูดอะไรแบบนั้นออกไป ตอนนี้สวีชื่อน่าจะเป็โรคประสาทแล้วจริง ๆ ไม่รู้เลยว่าสมองมีปัญหาด้วยไหม เสียเปรียบให้เธอไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแต่เหมือนไม่ได้เรียนรู้ ยังรู้สึกว่าจะมาเอาเปรียบเธอได้
พอกลับถึงบ้าน เธอได้ยินเสียงหัวเราะของเ้าหนูโหย่วหยู อารมณ์หดหู่ของหนิงเยี่ยนจึงหายไปในทันที
“นี่มันกลิ่นอะไรเนี่ย?”
เ้าหนูน้อยเดินเข้ามาใกล้ผู้เป็แม่ กลิ่นแรง ๆ จากของในตะกร้าบนหลังแม่ก็ลอยปะทะเข้าจมูกเต็ม ๆ
“ปลาหมึก อร่อยมาก เดี๋ยวจะย่างปลาหมึกให้เ้ากิน”
คิ้วบาง ๆ ของหนิงโหย่วหยูขมวดเข้าหากัน ของที่กลิ่นไม่พึงประสงค์ขนาดนี้กินได้ด้วยเหรอ?
“กินได้เหรอ?” เ้าหนูน้อยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ได้สิ” หนิงเยี่ยนยิ้ม
คนที่รู้ว่ารสชาติของปลาหมึกย่างนั้นอร่อยเพียงใดแบบหนิงเยี่ยนรีบพยักหน้าตอบรับ
“งั้นข้าไม่กินมันนะ มันดูสกปรก ขาก็เยอะ น่าเกลียดกว่างูอีก....”
ยิ่งมองปลาหมึกในตะกร้า แววตาที่แสดงออกว่ารังเกียจของเ้าหนูน้อยยิ่งแจ่มชัดขึ้น
“อ๋อ.... เ้าเป็คนตัดสินคนจากภายนอกสินะ…”
“.......”
เ้าหนูไม่กล้าพูดอะไรออกไป รู้สึกว่าตอนนี้... พูดอะไรออกไปก็ผิด
.................