ตระกูลหลินคึกคักที่สุดในรอบสามปี เสียงดังออกมาจากทุกทิศั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างดี เสียงฝีก้าวของทหารที่เดินเป็แถว เสียงค้อนตอกเสาตั้งสนามประลอง เสียงเด็กที่ยังไม่ถึงวัยคัดเลือกซึ่งมามุงดูอยู่ตามรั้วและขอบกำแพง หลินเย่ก้าวผ่านทั้งหมดนั้นด้วยจังหวะที่ไม่เร่งและไม่ช้า
ความร้อนจากร่างกายหลายร้อยคนที่รวมตัวกันอยู่ในลานแคบแผ่ออกมาเป็ชั้นบางๆ ต่างจากความร้อนของแดดตรงที่มันมีความชื้นปนอยู่ด้วย กลิ่นเหงื่อกับกลิ่นผ้าที่เพิ่งซักสะอาดผสมกันจนแยกไม่ออก เสียงหลายร้อยเสียงที่พูดพร้อมกันก่อตัวเป็เสียงกระหึ่มต่ำ ซึ่งฟังไม่ออกว่าผู้ใดพูดอะไร
ลานกลางของตระกูลชั้นในถูกแบ่งออกเป็สี่สนามด้วยเสาไม้และเชือกสีแดง แต่ละสนามกว้างพอให้คนสองคนเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ พื้นดินถูกบดปรับจนเรียบและแน่นกว่าปกติ มีทหารยืนประจำอยู่ทุกมุมสนาม และมีโต๊ะผู้ตัดสินตั้งอยู่ด้านข้างพร้อมคนจดบันทึกนั่งประจำอยู่
เด็กราวร้อยคนรวมตัวกันอยู่กลางลาน สายหลักและสายรองยืนคละกันทว่าไม่ปะปนกัน มีระยะห่างบางอย่างคั่นอยู่ตรงกลาง ระยะที่ไม่มีผู้ใดกำหนดขึ้น ทว่าทุกคนต่างรักษามันเอาไว้เองโดยธรรมชาติ
เสียงฝีเท้าชุดหนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าลาน ร่างสูงใหญ่ในชุดทหารสีเข้มก้าวออกมา ไหล่กว้าง ใบหน้าเหลี่ยม มีหนวดเคราสั้นที่ดูแลไว้เรียบร้อย ฝีเท้าหนักและมั่นคง น้ำหนักที่กดลงบนพื้นนั้นไม่ได้มาจากร่างที่ใหญ่เพียงอย่างเดียว หากมาจากปราณที่อัดแน่นอยู่ข้างในด้วย
ทหารทั้งลานโค้งคำนับพร้อมกัน หลินตงที่ยืนอยู่ข้างสนามก็โค้งตัวลงเล็กน้อย
นายพลประจำตระกูลหลิน
หลินเย่รู้สึกถึงมันก่อนที่สายตาจะเห็น ความร้อนจางทว่าต่อเนื่องแผ่ออกมาจากร่างของชายผู้นั้น ราวกับเตาหลอมที่ไม่เคยดับอย่างไรอย่างนั้น ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่การข่มขู่ มันเป็เพียงสิ่งที่รั่วออกมาจากร่างซึ่งสะสมปราณมานานพอจะกดทับอากาศรอบตัวเอาไว้ได้
ปราณในตันเถียนของหลินเย่กระเพื่อมเบาๆ ตอบสนองต่อบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเขามากนัก
นายพลยืนอยู่กลางลานครู่หนึ่งโดยไม่พูดสักคำ ปล่อยให้เสียงพูดคุยค่อยๆ ดับลงเองทีละเสียง จนในที่สุดก็ไม่เหลืออยู่เลยแม้แต่เสียงเดียว แม้แต่เด็กที่มุงดูอยู่ตามรั้วก็หยุดนิ่ง
"เงียบ"
คำเดียว ทว่าหนักพอจะรู้สึกได้ที่กลางอก ปราณที่แทรกอยู่ในเสียงนั้นไม่มากพอจะเรียกว่าการโจมตี ทว่ามากพอจะทำให้ทุกสิ่งในรัศมีหยุดนิ่งลงไปเอง
หลินเย่สังเกตทุกอย่างอยู่เงียบๆ นายพลอธิบายกติกาอย่างสั้นและตรง
ผู้เข้าคัดเลือกจะลงสนามทีละคู่ ผู้ใดชนะสามการประลองติดต่อกัน ผู้นั้นได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันชุมนุมัน้อยสิบตระกูลทันที เป้าหมายคือห้าสิบที่นั่งสำหรับตระกูลหลิน
ผู้ใดเร็วกว่าและชนะได้ก่อน ผู้นั้นก็ได้ไป ทว่าสิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่ากติกา คือสิ่งที่นายพลกล่าวต่อมา
"งานแข่งขันครั้งนี้มีความสำคัญเป็พิเศษ" เสียงของเขาเรียบ ทว่าถ่วงน้ำหนักลงในทุกคำ เป็น้ำเสียงที่ผู้าุโใช้เมื่อกำลังจะบอกสิ่งที่ต้องจดจำ "ตระกูลหลินจะประกาศบุตรศักดิ์สิทธิ์ในปีนี้ ผู้ที่ได้รับตำแหน่งนั้นจะได้รับทรัพยากรของตระกูลโดยไม่มีขีดจำกัด นั่นรวมถึงคัมภีร์ขั้นสูง โอสถที่ไม่เปิดให้ผู้ใดแตะต้อง และการสนับสนุนจากผู้าุโตระกูลโดยตรง"
เด็กสายหลักกลุ่มหนึ่งขยับตัว เสียงพึมพำแผ่ออกไปเป็คลื่น ความตื่นเต้นที่พยายามซ่อนทว่าซ่อนได้ไม่หมด
ฝั่งสายรองกลับเงียบลง ไม่ใช่ความประหลาดใจ หากเป็ความเงียบของคนที่รู้ดีอยู่ก่อนแล้วว่าคำประกาศนั้นไม่ได้พูดถึงพวกตน
"ธิดาศักดิ์สิทธิ์" นายพลพูดต่อ เสียงต่ำลงเล็กน้อย "จะประกาศในภายหลัง"
หลินเย่จับการเปลี่ยนแปลงในน้ำเสียงนั้นได้ ในภายหลัง ไม่ใช่วันนี้ และไม่ใช่ในเร็ววัน มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ต้องรอ
สนามแรกเริ่มก่อน สองคนแรกที่ยกมืออาสาคือเด็กสายหลักและเด็กสายรอง ดูจากสายตาที่สบกันเมื่อครู่ สองคนนี้รู้จักกันมาก่อน และไม่ได้ชอบหน้ากัน
หลินเย่ยืนอยู่ข้างสนาม กอดอก มองอยู่เงียบๆ
"ข้าหลินอู่ รวมลมปราณขั้นสอง"
"ข้าหลินป๋อ รวมลมปราณขั้นสอง"
หลินเย่กวาดสายตาไปยังอีกสามสนามที่เริ่มขึ้นพร้อมกัน เสียงประกาศระดับขั้นดังออกมาจากทุกสนาม ขั้นหนึ่ง ขั้นสอง ขั้นหนึ่ง ขั้นสอง
ไม่มีขั้นสาม
หลินเย่คำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว เด็กอายุสิบสี่ถึงสิบหกปีในตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหลิน ย่อมมีทรัพยากรและมีผู้สอนที่เหนือกว่าสายรองทั้งหมด ทว่าระดับขั้นเฉลี่ยของพวกเขายังอยู่เพียงขั้นหนึ่งและขั้นสองเท่านั้น
หลินตงที่ยืนคุมสนามหันมามองเขาครู่หนึ่ง ในดวงตาของนางมีบางอย่างที่อ่านออก ทว่านางไม่ได้เอ่ยมันออกมา
หลินอู่พุ่งออกมาก่อน ไม่รีรอ ไม่สำรวจ ไม่ให้เวลาอีกฝ่ายตั้งตัวแม้เพียงเสี้ยวลมหายใจ นั่นคือความมั่นใจของเขา หมัดแรกตรงและเร็ว ปราณสีน้ำเงินจางเคลือบอยู่ที่ข้อมือ
หลินป๋อถอยหลังรับ ปัดออกทางซ้าย แล้วตอบโต้ด้วยหมัดที่มาจากทางขวา หลินอู่รับด้วยปลายแขน หมุนตัวเล็กน้อย แล้วปล่อยหมัดที่สองออกมาจากมุมต่ำ หลินป๋อรับไม่ทัน โดนเข้าที่ไหล่ขวาจนถอยออกไปสองก้าว
ท่วงท่าของหลินอู่บอกว่าเขาฝึกวิชาประจำตระกูลมาพอสมควร การถ่ายเทน้ำหนักสม่ำเสมอและจงใจ ไม่ใช่สัญชาตญาณ หากเป็การฝึกซ้ำจนกลายเป็นิสัย มีครูสอนที่ดี มีเวลาฝึกที่เพียงพอ
ทว่าเขาอ่านคู่ต่อสู้ไม่เป็
หลินเย่เห็นจุดนั้นชัดั้แ่หมัดที่สี่ หลินอู่ออกหมัดโดยไม่ดูว่าหลินป๋อกำลังจะทำอะไร เขาออกตามแผนที่วางไว้ในหัวก่อนการต่อสู้จะเริ่ม ไม่ได้ปรับตามสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า
หลินป๋อเองก็มีจุดอ่อนเช่นกัน ตั้งรับมากเกินไป ถอยมากเกินไป ขาขวาแบกน้ำหนักมากกว่าที่ควรในทุกท่าที่ถอย หากหลินอู่เห็นจุดนั้นแล้วโจมตีทางขวาอย่างต่อเนื่อง หลินป๋อจะเสียสมดุลภายในสามหมัด
ทว่าหลินอู่ไม่เห็น
การต่อสู้ดำเนินต่อไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนที่หลินอู่จะขัดแขนหลินป๋อเอาไว้แล้วดันออกนอกสนามด้วยแรงที่มากกว่า ชนะด้วยพละกำลัง ไม่ใช่ด้วยวิชา
"สายรองที่ฝึกมาสามปี... มีดีเพียงเท่านี้จริงหรือ" หลินอู่เอ่ยขึ้นขณะเดินออกจากสนาม เสียงดังพอให้ทุกคนรอบข้างได้ยิน "สนามนี้แคบไปสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองควรยืนอยู่ตรงไหน"
หลินป๋อก้มหน้าลง เด็กสายรองหลายคนที่ยืนอยู่รอบเงียบลงตามกัน ความเงียบชนิดที่ไม่ต้องฝึกก็ทำเป็
"ถัดไป"
ไม่มีผู้ใดยกมือ
หลินเย่ยกมือขึ้น
เด็กสายรองหลายคนหันมามองเขา ไม่ใช่เพียงความประหลาดใจ มันเป็สายตาของคนที่มองเพื่อนร่วมชะตากรรมซึ่งกำลังเดินเข้าไปหาสิ่งที่ไม่มีทางชนะ บางคนเบือนหน้าออกไปทางอื่น ราวกับไม่อยากเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
หลินตงชำเลืองมองมาที่เขา ไม่มีอะไรอยู่บนใบหน้า ทว่ามุมปากขวาขยับขึ้นเพียงนิดเดียว หลินเย่รู้จักการขยับนั้นดี มันแปลว่านางกำลังจะได้เห็นอะไรสนุก
หลินเย่ก้าวขึ้นสนาม โค้งคำนับตามพิธี ก่อนจะหันมาประกาศ
"หลินเย่ รวมลมปราณขั้น..." เขาหยุดไปครู่สั้นๆ ปล่อยให้ช่องว่างนั้นฟังดูเหมือนความลังเล "ขั้นสอง ขอรับคำชี้แนะ"
หลินตงแทบสำลักเสียงหัวเราะของตนเอง นางยืนกอดอก กลืนบางอย่างลงคอ แล้วหันหน้าออกไปทางอื่นอยู่ชั่วครู่ นางรู้ดีว่าน้องชายที่ฝึกกับนางมาร่วมสามปีนั้นไม่ได้อยู่ที่ขั้นสอง ไม่มีทางเป็ไปได้
หลินอู่มองหน้าเขาอยู่ครู่หนึ่ง "ขั้นสอง... เช่นนั้นก็ขอให้เ้าได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าในสนามนี้"
เขายิ้ม เป็รอยยิ้มที่ไม่มีความอ่อนโยนอยู่ในนั้นแม้แต่น้อย แล้วจึงเข้าท่าเตรียมตัว
หลินอู่พุ่งออกมาทันทีในแบบเดิม หมัดแรกตรงและเร็ว
หลินเย่ก้าวออกทางซ้ายหนึ่งก้าว หมัดนั้นพลาดไปโดยไม่แตะแม้แต่ชายเสื้อ ไม่ใช่การก้าวใหญ่ ไม่ใช่การะโ เพียงครึ่งก้าวเล็กๆ ที่คำนวณให้พอดีกับระยะของหมัดนั้น ไม่มากกว่านั้นแม้แต่นิ้วเดียว
หลินอู่ชะงักไปครึ่งจังหวะ ก่อนจะปรับทิศแล้วส่งหมัดที่สองออกมา หลินเย่ถอยหลังครึ่งก้าว หมัดพลาดอีกครั้ง
ไม่ได้ปัด ไม่ได้รับ เพียงแต่ไม่อยู่ตรงนั้นเมื่อหมัดมาถึง
หลินตงจับตามองลักษณะการหลบของน้องชาย ขยับเพียงนิดเดียวทุกครั้ง ไม่เสียแรง ไม่เสียพื้นที่ ราวกับคนที่รู้ล่วงหน้าว่าหมัดจะไปตกตรงไหนก่อนที่มันจะออก
นางขมวดคิ้วเบาๆ
ความอดทนของหลินอู่เริ่มปริออก เขาปล่อยหมัดออกมาเป็ชุด เร็วขึ้น หนักขึ้น ปราณที่เคลือบอยู่บนมือหนาขึ้นตามความโกรธที่สะสม
หลินเย่หลบทุกอย่าง บางครั้งก้าว บางครั้งเอียงตัว บางครั้งเพียงขยับไหล่เล็กน้อย ใบหน้าไม่เปลี่ยน ไม่มีความตื่นเต้น ไม่มีความกังวล สายตากวาดไปรอบสนามเป็ครั้งคราว ราวกับการหลบหมัดเป็เพียงงานของมือข้างหนึ่ง ส่วนใจของเขานั้นไปอยู่ที่อื่น
ระหว่างนั้นเขากวาดสายตาไปที่สนามข้างๆ ครั้งหนึ่ง บันทึกการเคลื่อนไหวของเด็กที่น่าสนใจคนหนึ่งเอาไว้ในหัว แล้วจึงกลับมาที่สนามของตัวเอง
หลินอู่ขาดสติ พุ่งตัวเข้ามาเต็มแรง หลินเย่เบี่ยงตัวออกทางขวา มือซ้ายเบนทิศการพุ่งของอีกฝ่ายไปเพียงเล็กน้อย แล้วหมัดขวาจึงปล่อยออกไปที่หน้าท้อง ไม่หนักเป็พิเศษ ทว่าตรงจุดที่ถูกต้อง
เสียง 'ตึง' ดังขึ้นหนึ่งครั้ง ร่างของหลินอู่กระเด็นออกไปนอกสนาม
หลินอู่นั่งอยู่กับพื้นครู่หนึ่ง มือกุมหน้าท้อง หายใจไม่สะดวก ดวงตาที่แดงก่ำเงยขึ้นมอง
"เ้า..." เขาพูดพลางหอบ "กล้าดีนัก"
หลินเย่ล้วงมือเข้ากระเป๋า ดึงเม็ดโอสถออกมาหนึ่งเม็ด แล้วโยนลงไปให้
หลินอู่มองเม็ดโอสถที่ตกลงบนพื้นข้างตัว แล้วตบมันกระเด็นออกไป
หลินเย่เก็บสายตากลับ หันหลังออกจากสนาม การประลองที่สองผ่านไปอย่างรวดเร็ว
คู่ต่อสู้แต่ละคนมีจุดอ่อนที่เห็นได้ั้แ่ก่อนการต่อสู้จะเริ่ม ไม่ต้องใช้เวลาทดสอบ ไม่ต้องใช้เวลาวิเคราะห์กลางสนาม เขาก้าวเข้าสนามพร้อมคำตอบอยู่ในหัวแล้ว
มันจบลงภายในการแลกหมัดเพียงห้าครั้ง คู่ต่อสู้ครั้งนี้สูงกว่าหลินเย่ครึ่งหัว ทว่าน้ำหนักตัวที่มากทำให้การเปลี่ยนทิศช้ากว่าที่ควร หลินเย่ไม่ได้ชนะด้วยหมัด หากชนะด้วยการบังคับให้อีกฝ่ายเปลี่ยนทิศสามครั้งติดต่อกันจนขาเริ่มหนัก แล้วจึงปล่อยหมัดออกไปในครั้งที่สี่
ระหว่างรอการประลองที่สาม หลินเย่ยืนอยู่ข้างสนามแล้วกวาดสายตาขึ้นไปยังส่วนบนของตำหนัก ตามนิสัยที่ทำเสมอเมื่ออยู่ในพื้นที่โล่ง
เขาเห็นพวกเขาสองคน
กู่เหวยยืนอยู่ที่ระเบียง้า มือวางอยู่บนราวระเบียง ท่าทางของชายชราดูเป็คนที่มาเพื่อดู ไม่ใช่คนที่บังเอิญผ่านมา ข้างกายเขามีหญิงสาวยืนอยู่คนหนึ่ง
หลินเย่ไม่รู้จักนาง ทว่ารู้ว่านางคือผู้ใด เพราะไม่มีผู้ใดในตระกูลหลินที่มีตำแหน่งสูงพอจะยืนเคียงข้างกู่เหวยได้อย่างเป็ธรรมชาติเช่นนั้น
นางอายุน่าจะใกล้เคียงกับตน รูปร่างบางและสูง บนใบหน้าไม่มีสีหน้าพิเศษใด ไม่ตื่นเต้น ไม่เบื่อหน่าย เหลือเพียงความเงียบ ความเงียบของคนที่อยู่กับร่างกายป่วยของตัวเองมานานจนเลิกวิตกไปกับมันแล้ว
หลินเหยียน
นางมองลงมาที่สนาม สายตากวาดผ่านเด็กทุกคน ชั่งน้ำหนักทีละคน แล้วจึงหยุดอยู่ที่หลินเย่ครู่หนึ่ง
หลินเย่ไม่หลีกสายตา
สองคนมองกันอยู่ชั่วขณะข้ามระยะห่างของลาน ดวงตาของนางนิ่ง หลินเย่รู้จักความนิ่งเช่นนี้ เขาเคยเห็นมันมาก่อน ไม่ใช่ความนิ่งของคนที่สงบ หากเป็ความนิ่งของคนที่มองความตายเดินเข้ามาใกล้ทุกวันจนจำหน้ามันได้
ไม่มีการพยักหน้า ไม่มีการรับรู้ใดแสดงออกมา แล้วสายตาของนางก็เลื่อนออกไปทางอื่น
กู่เหวยไม่ได้มองลงมาที่เขาเลยสักครั้ง ชายชรายืนมองลานคัดเลือกด้วยดวงตาที่อ่านไม่ออกจากระยะนั้น
เสียงเรียกชื่อสำหรับการประลองที่สามดังขึ้น หลินเย่ถอนสายตาออกจากระเบียง้า หันกลับมาที่สนาม
เขาก้าวเข้าไป ผ่านเส้นเชือกแดงที่กั้นสนามเอาไว้ อากาศข้างในแน่นกว่าข้างนอก พื้นดินใต้เท้าแน่นและเรียบ มีรอยเท้าจากสองการประลองที่ผ่านมาทับซ้อนกันอยู่
หลินเย่ยืนเข้าตำแหน่ง มองคู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม