ผมตื่นแต่เช้าด้วยความตื่นเต้นและประหม่าไปหมด ล้างหน้าแปรงฟันและสวมเสื้อยืดสีฟ้าพาสเทลตัวเก่งตัวหลวมจัดเสื้อผ้ากางเกงให้เรียบร้อยอย่างประณีต
ก่อนหน้านี้ผมเข้าครัวไปต้มอุ่นบัวลอยน้ำขิงที่เตรียมไว้ โดยค่อยๆ เทน้ำขิงสีทองกลิ่นหอมกรุ่นเข้มข้นลงในหม้อต้มเหล็กใบเล็ก ช้อนฟองอากาศออกเบาๆ และชิมรสชาติรสหวานเผ็ดร้อนให้พอดีอย่างดี เพราะนึกขึ้นมาได้ว่าพี่ธันวาเคยเปรยเปรยว่าชอบดื่มน้ำขิงต้มตอนที่มีอาการเหนื่อยล้าหรือปวดหัวเครียดสะสมจากงานดีไซน์โครงสร้างอาคาร ผมประคองฝ่ามือสั่นน้อยๆ ประคองหูหิ้วปิ่นโตพลาสติกสีเหลืองอ่อนที่บรรจุบัวลอยน้ำขิงต้มร้อนๆ หอมฉุย
ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึกสามสี่ครั้งเพื่อรวบรวมความเชื่อมั่นใจกล้า ก้าวเท้าก้าวพ้นประตูบ้านสีขาวของตัวเองเตรียมไปง้อพี่ข้างบ้านทว่าก่อนจะก้าวขาปีนข้ามกำแพงปูนเตี้ยกั้นรั้วบ้าน เสียงกระแอมแซวแสนกระตือรือร้นของ 'ป้าพร' เพื่อนบ้านเ้าเก่าที่กำลังยืนถอนต้นหญ้าและกวาดขยะอยู่ริมรั้วถนนก็ดังขัดจังหวะทันที
"อ้าว! น้องข้าวหอม ถือปิ่นโตพลาสติกหน้าตาประหม่าแก้มแดงแจ๋แต่เช้าเชียวนะลูก... จะปีนข้ามกำแพงรั้วไปง้อป้อนขนมคุณธันวาข้างบ้านเขาเหรอจ๊ะ? สู้ๆ นะลูก ป้าเห็นเหตุการณ์โต้เถียงเมื่อบ่ายวานนี้แล้วจ้า คุณธันวาน่ะตอนโกรธเมื่อวานนะ ป้าเห็นเดินก้าวเท้าเร็วๆ ตาขวางดุดันยังกับเสือั์จะไปออกศึกา... น่ากลัวปานนั้นเชียว! แต่ป้ารู้นะจ๊ะว่าเขาทำหน้าดุหึงหวงหน้ามืดขนาดนั้นน่ะแปลว่ารักและห่วงใยน้องหอมสุดหัวใจเลยนะลูก คนเรารักมากก็หวงมากเป็ธรรมดาจ้ะ รีบเข้าไปง้อเถอะลูก ป้าอุ่นกับข้าวรอฟังข่าวดีอยู่ริมรั้วหน้าบ้านนะจ๊ะ!"
ป้าพรเอ่ยแซวตาหยีพลางชูกำปั้นกระฉับกระเฉงให้กำลังใจเพื่อนบ้านรุ่นลูก
ผมสะดุ้งตัวโยนหน้าร้อนฉ่าววูบแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำลามลึกไปถึง่ลำคอเกลียดตัวเองที่เก็บอาการสั่นเครือตื่นเต้นไม่อยู่
"กะ... ก็ประมาณนั้นครับป้าพร! ขอบคุณสำหรับกำลังใจและคำแนะนำนะครับป้า!"
ผมพยักหน้ารับคำละล่ำละลักอายม้วน ก่อนจะรีบก้าวขาสั้นๆ ปีนป่ายข้ามกำแพงเตี้ยกั้นรั้วบ้านเดี่ยวตรงไปยังฝั่งบ้านสีเทาเข้มขรึมของพี่ธันวาทันทีราวกับวิ่งหนีความอายของตัวเอง
เมื่อก้าวเข้าสู่สนามหญ้าอันร่มรื่นบ้านพี่ธันวา กลิ่นไอดินอุ่นชื้นผสมกลิ่นไม้หอมโชยอวลต้อนรับ ผมลองบิดลูกบิดประตูกระจกบานเลื่อนกระจกชั้นล่างก็พบว่าไม่ได้ลงกลอนล็อกไว้ บ่งบอกว่าเ้าของบ้านตัวใหญ่คงจงใจเปิดทิ้งไว้เพื่อต้อนรับหรือลืมล็อกเพราะสมาธิแตกซ่าน ผมค่อยๆ ก้าวขาเปิดแทรกตัวเดินเข้าไปข้างในบ้านเดี่ยวสีเทาเข้มอย่างระแวดระวัง
ขณะที่ผมเดินก้าวขาผ่านห้องนั่งเล่นด้านล่างเพื่อก้าวขึ้นบันได สายตาก็เผลอเหลือบมองโมเดลโครงสร้างตึกสถาปัตยกรรมจำลองสีขาวที่วางอยู่บนชั้นกระจกใสโชว์ มันเป็งานดีไซน์ที่หรูหราและประณีตลึกซึ้งมาก บ่งบอกว่าพี่ธันวาในยามทำงานมีความจริงจังและเก่งกาจเป็สถาปนิกดีไซเนอร์ที่ใครๆ ก็ยอมรับ ทำให้ผมรู้สึกชื่นชมและยำเกรงเขาขึ้นไปอีกระดับ
บ้านทั้งหลังเงียบเชียบและสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบ มีเพียงเสียงเดินของนาฬิกาแขวนผนังไม้ชั้นล่าง กลิ่นกาแฟดำหอมกรุ่นอบอวลโชยฟุ้งลงมาจากชั้นสองผสมกลิ่นกายเฉพาะตัวแสนสะอาดของพี่ธันวาช่วยเหนี่ยวรั้งความอบอุ่นในใจให้กลับคืนมา ผมค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นบันไดไม้ชั้นสองมุ่งตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของพี่ข้างบ้านอย่างแ่เบาที่สุด
ที่ห้องทำงานส่วนตัว... ประตูไม้บานสไลด์เปิดกว้างทิ้งไว้ครึ่งหนึ่ง ผมเห็นเงาร่างสูงใหญ่บึกบึนแผ่นหลังกว้างแกร่งของพี่ธันวานั่งจดจ่อก้มหน้าก้มตาเขียนแบบดีไซน์ด้วยเมาส์ปากกาบนโต๊ะทำงาน ใบหน้าคมคายดุดัน คิ้วหนาขมวดมุ่นนิ่งสนิท และใบหูหนาขยับนิดๆ ยามได้ยินเสียงฝีเท้าเบาหวิวของผม แต่ทว่าเขากลับทำเป็นิ่งเฉยชาไม่ยอมหันมามองหรือเอ่ยปากทักทายเลยสักคำเดียว คล้ายกับจงใจสร้างมาดขรึมตึงตังงอนง้อประชดล่อซื้อผมเต็มอัตราศึก
"เอาของมาวางไว้บนโต๊ะแล้วข้ามรั้วกลับบ้านไปเดี๋ยวนี้เลยครับข้าวหอม... พี่ต้องทำงานแปลแบบส่งดีไซน์ยุ่งมาก ไม่มีเวลาว่างมาเล่นตลกกับเราหรอกครับ..."
เสียงทุ้มต่ำเฉียบขาดเ็าเอ่ยขัดขึ้นเรียบนิ่งบีบคั้นจิตใจ
คำพูดเย็นเฉียบไร้รอยอ่อนโยนนั้นเปรียบเสมือนลิ่มแหลมทิ่มแทงหัวใจดวงน้อยของผมจนร้าวระบม ขาเรียวสั่นเทาจนเกือบก้าวเดินต่อไม่อยู่ น้ำตาสีใสที่อุตส่าห์สะกดกลั้นไว้ั้แ่เช้าพลันทะลักร่วงหล่นลงมาตามแก้มกลมพรากๆ ทันที ผมวางปิ่นโตพลาสติกสีเหลืองอ่อนลงบนโต๊ะทำงานเสียงดังตุบ ก่อนจะวิ่งเข้าไปสอดแขนเรียวบางโอบกอดกักขังรอบเอวหนาบึกบึนของพี่ธันวาจากทางด้านหลังแ่า ซบหน้าที่เปียกปอนกับแผ่นหลังแกร่งกว้างร้องไห้โฮสะอื้นสะอื้นรุนแรง
---
ผมรู้ตัวั้แ่น้องก้าวเดินข้ามกำแพงรั้วปูนเตี้ยมาแล้ว แว่วเสียงเรียกแซวของป้าพรฝั่งตรงข้ามดังข้ามรั้วเข้ามาช่วยเปิดเผย แฟลตทิชชู่บนโต๊ะสะท้อนการสั่นน้อยๆ ของฝ่ามือผมยามจับปากกาเมาส์วาดรูปพยายามคีบลุคเ็าขรึมดุไว้เต็มกำลัง ยัยตัวแสบเดินถือปิ่นโตสีเหลืองก้มหน้าเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องทำงานของผมอย่างกลัวๆ กล้าๆ
ผมพยายามเค้นเสียงเ็าเฉียบขาดไล่น้องกลับบ้านเพื่อดูว่าปฏิกิริยาของเด็กดื้อจะเป็อย่างไร ทว่าผลลัพธ์กลับเกินคาดไปไกลล้านเท่า เสียงปิ่นโตวางลงตามด้วยน้ำเสียงสะอื้นโฮและร่างเล็กนุ่มที่พุ่งเข้ามากอดเอวหนาของผมจากด้านหลังแ่าแรงบีบเต็มรัก หยาดน้ำตาร้อนผ่าวชุ่มโชกซึมผ่านเสื้อเชิ้ตสีเข้มตรงแผ่นหลังสะกิดหัวใจแกร่งของผมสั่นะเืยวบยาบ
"ฮึก... พี่ธันวา... ผมขอโทษนะครับ... อย่าโกรธเกลียดผมเลยนะ... อย่าออฟไลน์เ็าเป็คนแปลกหน้าใส่ผมแบบนี้อีกเลยนะครับ..."
ข้าวหอมร้องไห้สะอื้นเสียงสั่นระริกสารภาพรักละล่ำละลักข้างหลัง
"แบงค์เขาเป็เพื่อนสนิทของผมจริงๆ นะครับ แบงค์มีแฟนเป็พิมเด็กคณะบริหารธุรกิจแล้วด้วย แฟนเขาน่ารักมาก... แบงค์ไม่ได้คิดอะไรกับผมเลย และผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับใครคนอื่นเลยครับ... ผมรักพี่ธันวาคนเดียวนะครับ... รักพี่ข้างบ้านแสนดีจอมดุคนนี้คนเดียวและรักมากที่สุดในโลกแล้วครับ ฮือ..."
คำสารภาพรักแท้จริงและความรู้สึกสั่นระริกสะอื้นงอแงแสนหวานลึกซึ้งจากปากของน้องทำเอาหัวใจแกร่งที่พยายามบึ้งตึงเฉยชาของผมหลอมละลายกลายเป็ผงในพริบตา ความโกรธหึงหวงตลอดคืนอันตรธานหายวับไปหมดสิ้นอย่างสิ้นซาก
ผมถอนหายใจยาวปล่อยวางปากกา หมุนเก้าอี้กลับมาดึงแขนเรียวบางสั่นระริกของน้องให้ก้าวมาเผชิญหน้ากันดึงร่างเล็กขึ้นมาอุ้มนั่งตักกว้างโอบกอดประคองไว้แ่าจมอก ผมดึงทิชชู่มาค่อยๆ ซับน้ำตาแดงก่ำบนแก้มกลมใสอย่างอ่อนโยนทะนุถนอมประคบประหงมสุดหัวใจ
ผมเอื้อมมือไปหยิบปิ่นโตสีเหลืองอ่อนมาแกะฝาช้อนตักบัวลอยน้ำขิงขึ้นมาทานคำหนึ่ง ความร้อนเผ็ดร้อนของน้ำขิงบวกความเหนียวนุ่มหวานล้ำของแป้งบัวลอยละลายซึมซาบกระตุ้นพลังกายที่ล้าสะสมให้หายวับ
"อร่อยมากครับข้าวหอม... ขอบคุณนะครับที่ห่วงใยต้มมาให้พี่ทาน..."
ผมกระซิบยิ้มมุมปากอ่อนละมุน
"แต่คราวหลังวันหน้าจะง้อพี่ ไม่ต้องวุ่นวายทำขนาดนี้หรอกครับคนดี แค่ก้าวขาเดินมาบอกรักพี่ตรงๆ พี่ก็ยอมพร้อมใจยกโทษละเว้นโทษให้เธอทุกอย่างบนโลกใบนี้แล้วครับเด็กดี"
"ผมก็... ผมก็เป็ของพี่ธันวาแค่คนเดียวอยู่แล้วนี่ครับ... พี่ธันวาคนบ้า หวงเกินไปแล้วครับ..."
ข้าวหอมบ่นพึมพำปากยื่นเอามือเล็กแตะแก้มผมสั่นสั่นสะท้านแก้มแดง
"ก็เพราะเป็ของเราเพียงคนเดียวไงครับพี่ถึงได้หึงหวงจนแทบคลั่งบ้าขนาดนี้... และถ้าข้าวหอมยังแกล้งทดสอบความหึงหวงของพี่ละก็... คืนนี้พี่จะหวงเธอลงโทษคาเตียงให้ขาดใจเลยครับดีไหมครับคนดี"
ภายในห้องทำงานที่เงียบสงบ แสงแดดสีทองผ่านตัวเราสองคนบนเก้าอี้หนังนุ่มขนาดใหญ่ เสียงหัวใจของเราสองคนเต้นเป็จังหวะเดียวกันอย่างอบอุ่น ข้าวหอมกอดรอบไหล่ของผมแน่นขึ้นลืมความโศกเศร้าหมองหม่นไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรักอบอวลหวานละมุนที่เชื่อมประสานจิติญญาของเราข้างบ้านเข้าด้วยกัน
"จริง... จริงนะครับพี่ธันวา... พี่ไม่ทิ้งข้าวหอมใช่ไหมครับ..."
น้องช้อนตามองตาแป๋วสั่นเครือเอ่ยถามประจบอ้อนใบหน้าหวานซุกอกผมไม่ยอมห่าง
"ต่อไปนี้ห้ามปล่อยให้ผู้ชายคนไหน หรือใครก็ตามมากอดััเนื้อตัว ร่างกายแบบนั้นอีกเด็ดขาดนะครับเข้าใจไหมครับเด็กดี... ร่างกายทุกส่วนของข้าวหอม อ้อมกอด และจูบแสนหวานนี้มันเป็ของพี่ข้างบ้านคนนี้คนเดียวเท่านั้นครับ..."
ผมสั่งสอนน้ำเสียงทุ้มพร่าดุเข้มปนคลั่งรัก จรดปลายจมูกสูดกลิ่นแป้งเด็กหอมสะอาดฟุ้งจากซอกคอขาวระหงโชยกลิ่นรักละมุนใจ
"เข้าใจ... เข้าใจแล้วครับพี่ธันวา... ข้าวหอมสัญญาครับ..."
น้องบ่นงุบงิบครางตอบพยักหน้าแก้มกลมร้อนฉ่าระเรื่อแดงแจ๋ไปทั่วลำคอขาวอย่างยินยอมเต็มใจที่จะตกอยู่ใต้พันธนาการรักของพี่ข้างบ้านคนร้ายกาจคนนี้ตลอดไป..