“ตรงนี้พอได้”
น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น บ่งบอกว่าค่อนข้างพอใจทำเลที่ตนเลือก ท้ายตลาดแห่งนี้มีบ้านเรือนรายล้อม ทำให้มีเด็กเล็กที่วิ่งเล่นสนุกสนานไม่ขาดสาย ซึ่งนับเป็กลุ่มลูกค้าสำคัญในกิจการของเขา
มือหนาเอื้อมปัดฝุ่นละอองบนโต๊ะไม้ตัวเก่าที่เช่าหามาเป็แผงร้านชั่วคราว สาละวนกับการจัดวางข้าวของหน้าร้านอยู่สักพัก
ครู่ใหญ่ผ่านไป คนที่พยายามหนีห่าง กลับไม่พ้นถูกเขาตามจนเจอ
บุรุษในอาภรณ์สีเขียว ขยับจีบพัดโบกวีเบา ๆ อย่างมีชั้นเชิงอยู่ตลอดเวลา มิต้องเสียเวลาแหงนมองก็รู้ว่าผู้ใด
“พบตัวเ้าจนได้”
จิตรกรหนุ่มกลับหลังหัน หมายจะหลีกเร้นไปอีกทาง ทว่าพัดไหมทองคำกลับยื่นมาขวางกั้นไว้เสียก่อนอย่างรู้เท่าทัน
“ประเดี๋ยวก่อน... ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นตามหาเ้าอยู่เนิ่นนาน ใจคอจะไม่คิดเอ่ยนามให้ข้ารับรู้สักหน่อยหรือ?”
อีกฝ่ายส่งเสียงจิ๊ในลำคอ
คุณชายผู้เสพทุกข์เช่นเขา หาได้มีเพียงญาณััโศกศัลย์ที่ว่องไว โสตประสาทยังดีเป็พิเศษอีกด้วย ั์ตาดำขลับจดจ้องบุรุษตรงหน้า ไม่ยอมลดละง่าย ๆ
“หลี่ชิงเฉิน” เขาเอ่ยแบบขอไปที เมื่อหนีไม่ได้ก็ยืนหยัดอยู่ที่เดิม มือไม้จัดข้าวของบนแผง ง่วนกับการเปิดร้านขายของต่อ
“ชื่อดี… ชื่อดี”
คุณชายผู้เสพทุกข์ละมือกลับ ยกขึ้นประสานตรงหน้า แนะนำตัวบ้าง
“ข้าคุณชายผู้เสพทุกข์ ฉางขู่กงจื่อ”
หลี่ชิงเฉินประสานมือตอบรับแบบลวก ๆ ตามมารยาท ไม่อาจล่วงรู้ว่าด้วยท่าทีดังกล่าว ชื่อของอีกฝ่ายได้เข้าสู่โสตของเขาสักนิดบ้างหรือไม่
จิตรกรหนุ่มนั่งลง หยิบโคมไฟเปล่าที่เตรียมไว้ขึ้นมาถืออย่างถนัดมือ ตวัดพู่กันจุ่มหมึก แตะแต้มวาดลวดลายดอกสาลี่ลงบนโคมไฟ
“นี่เ้ากำลัง…”
เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ทำของขาย”
ฉางขู่กงจื่อมองพู่กันบนศีรษะสลับกับพู่กันในมือของอีกฝ่าย รู้สึกเคลือบแคลงใจไม่น้อย ยามวาดผลงานเพื่อเลี้ยงชีพ เขากลับเลือกใช้พู่กันสามัญอีกอันในกล่องไม้ ขณะที่อันที่แลดูล้ำค่าและสำคัญยิ่งกว่า กลับถูกใช้วาดต้นวัชพืชเสียอย่างนั้น คิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
นอกจากโคมไฟที่กำลังวาด บนแผงยังมีกระบอกไม้ไผ่ภาพ แผนที่เมืองว่านอิงเฉิน ตะเกียงผีเสื้อราตรี พัดเจ๋อซ่าน และงานฝีมืออื่น ๆ อีกหลายชิ้นที่วาดเสร็จแล้ว
ภาพเหล่านี้มองดูแล้วก็น่าตื่นตาไม่น้อย แต่แท้จริงกลับหาได้มีความพิเศษอันใดไม่ เป็เพียงทักษะที่พอจะรักษาหน้าให้เรียกตนเองว่าจิตรกรได้อย่างเต็มปากเท่านั้น แน่นอนว่า หากต้องนำไปเปรียบกับผลงานชิ้นเอกของศิลปินเลื่องชื่อที่คุณชายผู้มั่งคั่งเช่นเขาเคยผ่านตามานับมิถ้วน ผลงานตรงหน้าเหล่านี้ก็มิอาจนับเป็กระไรได้
ฉางขู่ถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ เพ่งมองหลี่ชิงเฉินที่กำลังตั้งใจวาดรูป จนอีกฝ่ายแทบไม่มีสมาธิ
“มองอะไรนัก…”
“ข้ากำลังสงสัยว่าเหตุใดเ้าถึงมาเป็จิตรกร”
“เพราะข้าพอใจ”
พอหลี่ชิงเฉินทวนคำถามนั้นอีกรอบ ถึงกับต้องหยุดวาดพู่กันชั่วขณะ ก่อนเงยมองฉางขู่ ถามกลับจริงจัง “เ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
ฉางขู่มองบรรดารูปภาพบนแผง ยิ้มแห้ง
“ไม่มีอันใด”
เขากล้ำกลืนคำพูด ไม่รู้ควรกล่าวตามตรงดีหรือถนอมน้ำใจดี
“เ้าวาดรูปได้ เอ่อ… นับว่างดงาม” คุณชายผู้เสพทุกข์เลือกกล่าวอย่างหลัง โบกพัดถี่ ๆ ประดุจอากาศเกิดอบอ้าวขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
หลี่ชิงเฉินหรี่ตามอง
“เป็ข้ามากกว่าที่ควรถาม… เ้าไม่มีอันใดทำแล้วหรือไร ถึงได้มาตามติดข้าที่เป็คนแปลกหน้าเช่นนี้”
คุณชายผู้เสพทุกข์ยืดหลังตรง ปั้นหน้าเคร่งขรึม วางท่าพูดจามีหลักการ
“กลับกัน ข้ากำลังกระทำเื่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่ต่างหาก”
ตามด้วยโบกพัดสามจังหวะ พร้อมกับเอ่ยสามคำ “เผชิญชีวิต ลิ้มรสความทุกข์ ผดุงคุณธรรม”
หลี่ชิงเฉินส่ายศีรษะ คาดว่าคงเป็งานอดิเรกผลาญเวลาว่างของคุณชายบ้านรวยท่านนี้เสียมากกว่ากระมัง
“และการจะเข้าถึงความทุกข์ที่ล้ำลึกเหนือชั้น…ยิ่งต้องขอคำชี้แนะจากเ้า”
ใบหน้าของหลี่ชิงเฉินบ่งบอกว่าไม่เข้าใจสิ่งที่ฉางขู่กล่าว
ฉางขู่หุบพัด ชี้ไปทางอีกฝ่าย ค่อย ๆ ลดระดับลงถึงกึ่งกลางอก
“ความทุกข์ระทมจนถึงขีดสุดที่ซุกซ่อนอยู่ในก้นบึ้งจิตใจของเ้า… สักวันข้าจะต้องรับรู้ให้ได้”
หลี่ชิงเฉินชะงัก ซ่อนสีหน้าไม่อยู่ไปชั่วขณะ ก่อนอีกอึดใจจะก้มศีรษะรังสรรภาพวาดบนโคมไฟต่อ เสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เ้าเลิกคิดเองเออเองเถอะ” เขาเสริม “จิตรกรที่มีชีวิตเสรีจักมีอันใดเป็ทุกข์”
“ไม่มีทาง ััของข้าไม่เคยผิดพลาด ั้แ่ได้พบเ้า ข้าก็รับรู้ได้ทันทีว่าในใจของเ้าเต็มไปด้วยความขมขื่นที่รอให้ข้าเรียนรู้อยู่”
ฉางขู่เผยรอยยิ้มแฝงเลศนัย แววตาประดุจมองทะลุหน้ากากอันเฉยเมยไม่รู้ร้อนรู้หนาวนั่นของหลี่ชิงเฉินได้
“...”
ความเงียบเข้าปกคลุมไม่นาน ลูกค้าคนแรกของวันก็มาหยุดยืนอยู่ที่เบื้องหน้า แม้อาภรณ์คลุมกายจะมิดชิด แต่ทรวดทรงงดงามใต้ผ้าคลุมมิอาจซ่อน ยิ่งยามเมื่อสุ้มเสียงกังวาลใสดั่งอัปสร เอื้อนเอ่ยอย่างแช่มช้า ยิ่งแจ้งชัดว่าผู้มาเยือนคือสตรีโฉมสะคราญ
“ข้าขอซื้อตะเกียงผีเสื้อราตรีนี้ ”
ฝ่ามือขาวนวลหยิบยื่นถุงเงินห่อใหญ่ วางลงบนโต๊ะ พัดพากลิ่นหอมกรุ่นของบุปผาที่ยากจะระบุพรรณ โชยชายมาแตะจมูก
หลี่ชิงเฉินแววตากระตุกไหววูบครั้งนึง เงยขึ้นมองดวงพักตร์ใต้หมวกสานที่คลุมผ้าสีดำปิดไว้ เห็นเพียงริมฝีปากแต้มชาดเบาบาง
สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกไปนอกจากคำขอบคุณ
“ขอบคุณแม่นางที่อุดหนุน”
นางพยักหน้าเล็กน้อย รับไม้แขวนตะเกียงพาดประคองถือไว้บนเรียวแขน เดินหายไปในฝูงชน
ฉางขู่กงจื่อตะลึง ลุกขึ้นเดินมามองตำแหน่งที่ตะเกียงเคยถูกวางไว้ สิ่งที่ทำให้เขาเสียอาการได้ปานนี้นั้น ไม่ใช่สตรีที่งดงามที่เพิ่งจากไปแต่อย่างใด
“ขายได้จริงด้วย… ซ้ำยังได้ราคาถึงเพียงนี้” คุณชายผู้เสพทุกข์เผลอหลุดความในใจ
หลี่ชิงเฉินจิ๊ปาก กล่าวอย่างหน่าย ๆ
“สิ่งที่เ้าไม่เห็นค่า ก็อย่าได้เหมารวมว่าผู้อื่นจะคิดเช่นเดียวกันหมด”
ตามด้วย โบกพู่กันเป็สัญญาณให้หลีกไป “ไป ไป ข้าจะขายของ ไม่ซื้อก็อย่าขวางหน้าร้าน”
ฉางขู่กงจื่อเชิดคาง ถือโอกาสสำแดงฐานะคุณชายเสียเลย
“ข้าซื้อ” มือข้างที่ไม่ได้ถือพัด หยิบถุงเงินออกมาวาง พลางเลือกหยิบผลงานสักชิ้นขึ้นมา
เมื่ออีกฝ่ายติดกับดังคาด หลี่ชิงเฉินพลันยกมุมปากเล็กน้อย โดยที่ฉางขู่ไม่ทันสังเกตเห็น
คุณชายผู้เสพทุกข์ทอดสายตาพินิจพัดเจ๋อซ่านที่เลือกสรรเองกับมือ บนนั้นแต้มแต่งด้วยลวดลายกอไผ่ซ้อนชั้น ตรงตามความนิยมชมชอบของตนพอดี
‘หลี่ชิงเฉิน ไม่ยอมให้เ้าสมใจหรอก’
ฉางขู่ลอบยิ้มหยันในใจ เขาจัดแจงเก็บพัดไหมทองคำล้ำค่าคู่กาย แล้วกางพัดเจ๋อซ่านลายกอไผ่เล่มใหม่ขึ้นโบกสะบัดแทน เขาย่อมรู้ดีถึงความร้ายกาจของจิตรกรผู้นี้ นอกจากไม่ยอมให้เข้าหาเพื่อทำความคุ้นเคยได้โดยง่าย ซ้ำยังต้อนให้เขายอมเสียเปรียบควักทรัพย์ออกมา ที่จริงเขาเองก็ไม่ได้โง่เง่า เพียงแค่เงินไม่เท่าไหร่ ไม่อาจทำให้ขนหน้าแข้งของเขาร่วงสักเส้น
ในเมื่อเขาอยากจะอยู่...หน้าไหนก็อย่าหวังจะผลักไสตามใจชอบ