คมฉณัฐมารอรับที่หน้าบ้านแต่เช้า หล่อนมองเขาสีหน้าแปลกใจไม่คิดว่าคำสัญญาเื่วิวาห์หลอกๆทำให้เขาลงทุนต่อหล่อนเช่นนี้
“น้องมิครับพี่มารับเดี๋ยวไปส่งมี่โรงพยาบาลนะ” รอยยิ้มผ่านริมฝีปากมันอ่อนโยนเพียงแค่มองมันกลับทำให้ใจหล่อนเต้นตึกตักขึ้นมา
“คุณไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้นะคะ” หล่อนพยายามปฏิเสธออกไป รู้สึกกลัวใจตัวเองเสียแล้ว
“มิทำไมใช้สรรพนามแบบนั้นอีกแล้วอยากให้ความแตกเหรอ” เขาส่งเสียงดุออกมามิลันดาก้มหน้างุดรู้สึกผิดที่ตนเองทำพลาดไป
“ขอโทษค่ะมิลืมไป”
“ไปเถอะเดี๋ยวพี่ไปส่งพี่จะแวะไปเยี่ยมอาดาวเรืองด้วย”
ประตูรถเปิดออกหญิงสาวเงียบตลอดทางแต่ในใจกลับเต้นโครมครามจนกระทั่งรถจอดเทียบหน้าโรงพยาบาลสองร่างเดินเคียงกันเข้ามาเขารู้สึกว่าตนเองโชคเข้าข้างที่หล่อนยอมขอแต่งงงานเพื่อช่วยแม่ไม่อย่างนั้นคงทำเ็าใส่ไม่ยอมคุย เมินหนีและเขาก็ไม่รู้ว่าควรใช้วิธีไหนให้เรากลับมามองหน้ากันเหมือนเดิมได้
หากย้อนเวลากลับไปในวันนั้นจะไม่ปฏิเสธ แต่ทว่าอดีตนั้นไม่อาจย้อนได้อีกแล้ว และเขาไม่รู้เลยน้องมิยังคงรู้สึกกับเขาเช่นเดิมหรือเปล่า ถ้าหล่อนยังคิดกับเขาเหมือนเก่าก็อยากบอกเหลือเกินว่าใจเรากำลังตรงกัน
รมย์รวัตรหรี่ตามองเห็นเพื่อนและชายอีกคนซึ่งเดินคู่กันมา ปกติมิลันดาไม่เคยเดินกับเขาในโรงพยาบาลเลยแต่วันนี้มันแปลกกว่าทุกวัน สองฝ่ายเดินสวนกัน แพทย์หนุ่มหยุดเท้า ความสับสน กังวลเริ่มเกาะกินใจ มองมิลันดาด้วยความไม่เข้าใจ
“อ้าววัตรพักเหรอ” หล่อนทักเพื่อน แล้วยิ้มเจือนๆ
“อืมเพิ่งตรวจคนไข้เสร็จ”
หล่อนยังไม่อยากพูดอะไรกับเพื่อนขอตั้งสติก่อน หาทางเลี่ยงกันคงเป็การดีในเวลาแบบนี้
“ฉันไปเยี่ยมแม่ก่อนนะวัตร”
หมับ!
เรียวแขนถูกคว้าไว้มิลันดาหันมองเพื่อนรมย์รวัตรขบกรามแน่น มันไม่ปกติกับสิ่งที่เห็นตอนนี้ชายหนุ่มอีกคนมองดูและพยายามข่มใจไม่ให้ทำอะไรวู่วาม
“ขอคุยด้วยหน่อยสิมิ”เขาบอกเสียงสั่น มองเพื่อนแววตาอ้อนวอน
มิลันดาใจอ่อน“ก็ได้”
“มิขอเวลาครู่เดียวนะคะ”หล่อนบอกกับคมฉณัฐ เขาพยักหน้ารับรู้
เพื่อนชายเดินนำออกมาตรงมุมตึกปลอดผู้คนแล้วหยุดยืนหันหลังให้มือข้างตัวกำแน่นเหมือนอัดอั้นอะไรบางอย่าง
“มีอะไรเหรอวัตร” มิลันดาถามเสียงแ่
“เกิดอะไรขึ้นเหรอมิผู้ชายคนนั้นกับแก ทำไมถึงเดินด้วยกัน ท่าทีที่แกมีให้เขามันก็เปลี่ยนไป”ต่อให้ไม่อยากรู้คำตอบ แต่เขาจำต้องฟัง ในเมื่อตัดสินใจยอมรับความเ็ปรับรู้ไปเลยเสียดีกว่า
คนถูกถามเม้มริมฝีปากอยากหนีจากคำถามแต่ไม่อาจทำได้ รู้อยู่แก่ใจกับความรู้สึกของเพื่อนหล่อนควรบอกความจริง
“แม่...ฉันป่วย”
รมย์รวัตรหันกลับมาช้อนสายตามองเพื่อน“ฉันรู้แล้วมิ”
“แม่...อยากให้ฉันแต่งงานกับเขา ฉันอยากทำให้แม่สบายใจ”
คำตอบทำเอาคนได้ยินกัดริมฝีปากหัวใจสั่นสะท้าน ความกลัวกำลังแล่นพล่าน
“แกเลยจะแต่งงานกับเขาใช่ไหมมิ”
หล่อนพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ ต่อให้พูด หรืออธิบายอะไร รมย์รวัตรยังคงเ็ปอยู่ดีมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีก เพราะหล่อนเลือกแล้วที่จะทำแบบนี้
“แล้วฉันล่ะมิฉันล่ะ แกไม่รู้เลยเหรอว่าฉันคิดยังไงกับแก!”คนอกหักถาม น้ำตาเอ่อคลอ
มิลันดาใช้ความเงียบแทนคำตอบต่อให้รู้ว่ารมย์รวัตรคิดเช่นไรกันตนแต่กระนั้นใจหล่อนก็ยังไม่สามารถฝืนให้รักเขาได้
“แกจะไม่ตอบอะไรหน่อยเหรอมิ” เขาถามอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นเครือ
“ให้ฉันพูดอะไรออกไปในตอนนี้มันคงไม่มีความหมายหรอกวัตร”
“ต่อให้แกรู้ว่าฉันรักแกแกก็ยังจะแต่งกับเขาใช่ไหม” ชายหนุ่มถามทั้งน้ำตามือข้างตัวกำแน่นเพื่อลดความราวร้าวในอก เขารู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะจมน้ำ
“ฉันต้องแต่งงานกับพี่คม”มิลันดายืนยันเสียงหนัก
พูดไม่ออกยืนนิ่งไร้ซึ่งเสียงใดเอ่ยออกมามีเพียงร่างกายอันสั่นเทาแทบทรงตัวไม่อยู่ โลกทั้งใบเหมือนพังทลายลงต่อหน้า
เจ็บ...เหลือเกิน
มือเอื้อมคว้ารมย์รวัตรมาโอบกอดทำได้เท่านี้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจรมย์รวัตรคิดเช่นไรกับหล่อน แต่ ณเวลานี้มันสายเกินไปจะถอยหลัง รู้ดีว่าทำให้อีกฝ่ายเ็ปมากเพียงใด
“ฉันขอโทษวัตรฉันขอโทษจริงๆ” หล่อนร้องไห้ออกมา ร้องเพราะเข้าใจความรู้สึกเพื่อนดีในอดีตตนเองก็เคยเผชิญมาเช่นเดียวกัน
มิลันดาคลายอ้อมกอดมองเพื่อนผ่านม่านน้ำตายกมือขึ้นปาดมันออก ตอนนี้หากถามอะไรไปรมย์รวัตรคงไม่ตอบ ตัดสินใจเดินหันหลังจากมาปล่อยเพื่อนชายยืนพิงกำแพงดุจคนไร้เรี่ยวแรง
เสียงฝีเท้าแ่เบาหยุดยืนตรงหน้าคมฉณัฐช้อนสายตาขึ้นมอง คนตัวเล็กกัดฟันข่มความเสียใจ ตัดสินใจแล้ว จะไม่ถอยกลับ
“ไปเถอะค่ะพี่คม” เสียงหนักแน่นบอกกล่าวแล้วก้าวนำ คมฉณัฐเหลือบมองด้านหลังตรงมุมตึกเห็นร่างเพื่อนมิลันดากำลังพิงกำแพง ในใจเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมา
ร่างสูงค่อยๆเลื่อนกายทรุดลงนั่งกองกับพื้น เพิ่งเข้าใจความรู้สึกมิลันดาก็คราวนี้ไอ้คำว่าอกหักมันยังน้อยด้วยซ้ำ หลงรักมานับสิบปีทั้งๆ ที่ไม่เคยหวังอะไรแต่ทำไมพอได้รับรู้ว่าหล่อนกำลังจะแต่งงาน กลับเจ็บราวหัวใจกำลังแหลกสลายลง
ภาพตรงหน้าทำให้พยาบาลสาวหยุดฝีเท้าลงมองดูเขาแววตาหม่นเศร้าสองเท้าพยายามก้าวเข้าไปแต่กลับสั่นระริกเพียงแค่มองก็รับรู้ได้ว่าเพราะอะไรทำให้ชายหนุ่มตกอยู่ในอาการเช่นนี้คงเพราะหมอมิลันดา แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หล่อนอยากช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นมาตัดสินใจพาตัวเองเดินเข้าหาเขา
“มานั่งทำอะไรคะหมอวัตร”หล่อนทักทายแล้วยิ้มให้
มือรีบยกปาดน้ำตาปรีบสีหน้าตนเองไม่นึกว่าจะให้คนอื่นมาเห็นเขาในสภาพทุเรศเช่นนี้
“ผมเบื่อๆเลยมานั่งตรงนี้ครับ” รมย์รวัตรตอบ
คำตอบทำเอาคนฟังขมวดคิ้วเอากาแฟเย็นเพิ่งซื้อมาแตะผิวแก้มเพื่อให้อีกคนรู้สึกตัวรมย์รวัตรสะดุ้งเล็กน้อยแล้วมอง
“กาแฟค่ะ”หล่อนบอก แล้วส่งให้ “เบื่อจนต้องร้องไห้เลยเหรอคะ”
เขายิ้มเจือนๆ
“เห็นด้วยเหรอครับ”
“ค่ะ”
“พอดีผมมีเื่ให้คิดนิดหน่อย”หมอหนุ่มตอบเลี่ยง ไม่อยากให้ใครรู้เื่ส่วนตัวสักเท่าไหร่
“ระบายกับณีก็ได้นะคะถ้าหากคุณรู้สึกทุกข์ใจ ณียินดีรับฟังค่ะ”
เขามองรอยยิ้มมันทำให้รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง ความจริงอยากออกไปข้างนอกบ้าง แต่เพราะเพิ่งมาจากต่างประเทศเลยทำให้ไม่รู้สถานที่ยามค่ำคืน
“วันนี้คุณณีว่างไหมครับ”
“ทำไมเหรอคะ?”ได้ยินคำถามเลยรู้สึกแปลกใจ
“ไปเที่ยวผับเป็เพื่อนผมหน่อยได้ไหมผมเพิ่งมาจากเมืองนอกยังไม่มีเพื่อนผู้ชายที่สนิทเลย มีแค่คุณนี่แหละครับ” เขาบอกตามจริง แต่ไม่รู้คนถูกชวนนั้นจะยินดีหรือเปล่า
พยาบาลสาวครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วยิ้มกว้าง
“ว่างค่ะคืนนี้เจอกันนะคะ” หล่อนตอบแล้วลุกยืน “ณีไปทำงานก่อนนะคะ”
สายตามองแผ่นหลังลับหายแล้วถอนใจเขารู้สึกอึดอัดและกดดันกับสิ่งที่ได้รับรู้ในวันนี้ บางทีการเมาอาจเป็การช่วยให้เขาหลงลืม่เวลาเ็ปได้ถึงแม้ไม่มากก็ตาม