สนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 38 ระมัดระวังทุกย่างก้าว

             เมื่อย้อนกลับมานึกถึงหมิงเป่าจู เสียงตะโกนโห่ร้องให้เผาสังหารนางเพื่อคลายโทสะของเทพหยวนสื่อเทียนจุนก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง

             “โอ้? กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ กระบี่ศักดิ์สิทธิ์อะไรหรือ” หลี่ไหวฺอวี้ถามด้วยความสงสัย

             “จะมีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์อะไรได้ ก็ต้องเป็นเล่มที่อยู่บนแท่นบูชาของต้าซือแน่นอนอยู่แล้ว เมื่อครู่นี้เจ้าไม่เห็นประกายแสงวูบวาบยามกระบี่พลิ้วไหวราวกับมังกรทะยานหรอกหรือ” หยวนต้าจ้วงเดินขึ้นหน้าออกมา กล่าวพลางชี้ไปที่แท่นบูชา

             “ในเมื่อต้าซือไม่สามารถแสดงอภินิหารให้ชม เช่นนั้นข้าขอยืมดูกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ได้หรือไม่” หลี่ไหวฺอวี้ยิ้มมุมปาก พร้อมกับถามต่อ

             “นี่คือของวิเศษ ใช่สิ่งที่คนกายเนื้อธรรมดาอย่างเจ้าจะจับต้องได้ที่ใดกัน เจ้าไม่มีฌานตบะ ถึงมันจะอยู่ในมือเจ้า ก็จะไม่ปรากฏอภินิหารอันใดออกมาอยู่ดี” นักพรตยืนกอดอกด้วยความกระหยิ่มใจ

             “แน่นอน แน่นอน ข้าเพียงจะขอยืมมาดูเท่านั้น เมื่อเป็นของวิเศษ คงไม่ใช่ว่าคนธรรมดาเช่นข้าแตะต้องเล็กน้อย ก็จะหักใช่หรือไม่” หลี่ไหวฺอวี้เลิกคิ้วมองนักพรตปลอม พลางเอ่ยกลั้วยิ้ม

             “แน่นอนอยู่แล้ว เจ้าหยิบไปดูได้ แต่รีบเอากลับมาคืนก็พอ” นักพรตถูกไล่เบี้ยทุกทาง ขึ้นขี่หลังเสือแล้วลงยาก [1] ถึงจำใจต้องตอบตกลง

             ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ดูเป็นชายหนุ่มเลือดร้อนอายุยังไม่มาก ที่มารบเร้าขอดู เป็นไปได้ว่าแค่เพียงชมชอบการเล่นดาบเล่นกระบี่ทั่วไป

             หลี่ไหวฺอวี้กุมด้ามกระบี่แล้วชูขึ้นมาอย่างง่ายดาย เขามองพิจารณาตั้งแต่บนลงล่างอย่างละเอียดลออ ราวกับว่ากำลังดื่มด่ำชื่นชมในความสง่างามของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์

             “เอาล่ะ เมื่อชมเสร็จแล้วก็รีบเอากลับไปวาง อย่าให้ข้าเสียเวลาปราบปิศาจ” 

             นักพรตมีสีหน้าอึดอัดใจ เมื่อเห็นหลี่ไหวฺอวี้เพียงแค่ดูเฉยๆ มิได้เคลื่อนไหวอย่างอื่น ถึงค่อยโล่งอก ก่อนพูดเร่งเร้า 

             “ฮึ่ย อย่าใจร้อนนักสิ ข้าก็พอรู้วิถีแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง อยากจะแสดงให้ต้าซือได้รับชม และขอคำชี้แนะได้หรือไม่”

             หลี่ไหวฺอวี้ยิ้มร้าย ฉวยโอกาสที่นักพรตยังตะลึงพรึงเพริด เปิดฝาชามที่ปิดอยู่ ใช้กระบี่จิ้มลงไป 

             สีหน้าของนักพรตฉายแววตื่นตระหนก จิตใต้สำนึกสั่งการให้เข้าไปปิด แต่หลี่ไหวฺอวี้ไหนเลยจะยอมให้เขาได้สมดังใจ ตวัดกระบี่แทงออกไป ทำให้อีกฝ่ายต้องถอยหลังกรูดออกไปหลายก้าว 

             ทันใดนั้นตำแหน่งปลายกระบี่ก็เกิดประกายแสงสีน้ำเงินผุดวาบขึ้นมา พร้อมกับเสียงแตกเปรี๊ยะ เหมือนที่นักพรตแสดงอิทธิฤทธิ์ก่อนหน้านี้ทุกประการ 

             “นะ... นี่มันเรื่องอะไรกัน” มีเสียงร้องอุทานมาจากหมู่ชาวบ้าน หลี่ไหวฺอวี้เผยฝีมือเพียงเล็กน้อยก็ทำเอาทุกคนตะลึงลาน

             ไม่เพียงแต่ชาวบ้านที่ไม่เข้าใจ นักพรตเองก็คาดไม่ถึงว่าเจ้าหนุ่มบ้านนอกคนหนึ่ง แม้รูปโฉมจะโดดเด่น แต่ก็เป็นเพียงชาวนาในหมู่บ้านเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล จะรู้เคล็ดลับวิชานี้ได้อย่างไร

             ด้วยความเชื่อเช่นนี้ ถึงรับปากให้เขาดูกระบี่ ไม่นึกว่าเขาจะล่วงรู้ความลับในชามนั้น 

             หลี่ไหวฺอวี้ตวัดข้อมือไปมา กระบี่ธรรมดาเล่มหนึ่งก็สามารถแสดงพลานุภาพอันน่าทึ่งภายใต้อุ้งมือเขา 

             เขาตบเท้าทั้งสองกระโดดขึ้นไปบนอากาศ จากนั้นก็หันปลายกระบี่ชี้ลงก่อนพุ่งลงไป ชั่วพริบตาที่กระบี่แตะพื้น ตัวกระบี่ก็หักจนเกิดเสียงดัง

             ไม่ใช่แค่หักเป็นสองท่อน แต่แตกละเอียดกระจัดกระจายไปทั่วพื้น!

             “หะ...หักแล้ว” ชาวบ้านต่างงงเป็นไก่ตาแตก นี่คือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ไฉนถึงหักง่ายดายเช่นนี้ สู้จอบบิ่นที่บ้านของตนเองยังไม่ได้ด้วยซ้ำ

             “เจ้า! บังอาจ!” นักพรตตวาดด้วยน้ำเสียงดุดัน

             “โธ่เอ๋ย ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ต้าซือ กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ของท่านมีฤทธิ์เดชเท่านี้เองหรือ ดีนะที่ข้าช่วยทดสอบให้ก่อน มิเช่นนั้นถ้าเกิดหักขึ้นมาตอนทำพิธี คนที่เสียหน้าก็คือท่าน”

             หมิงเป่าจูลอบหัวเราะคิกคัก หลี่ไหวฺอวี้ผู้นี้ช่างหน้าหนาไร้ยางอายจริงๆ แต่ก็น่าทึ่งยิ่งนักที่เขาสามารถค้นพบความแยบยลนี้ได้ 

             แม้ว่านางจะไม่ได้สังเกตเห็นตั้งแต่แรก แต่พอเห็นการแสดงออกของหลี่ไหวฺอวี้ ก็เข้าใจในที่สุด 

             ในชามนั้นไม่มีทางเป็นอะไรไปได้นอกจากผงหลินเฝิ่น [2] ซึ่งจุดติดไฟ [3] ต่ำมาก จึงสามารถจุดไฟให้ติดได้ด้วยการเสียดสีของปลายกระบี่ แสงสีฟ้าก็คือเปลวไฟที่เกิดจากการเผาไหม้ของผงหลินเฝิ่น เป็นวัตถุที่จำเป็นต้องเตรียมไว้สำหรับสร้างกลลวง 

             ส่วนเสียงระเบิด ก็น่าจะเพิ่มดินปืนเข้าไปในปริมาณน้อย

             เทคโนโลยีสมัยใหม่เปิดเผยความลับของสิ่งเหล่านี้มานานแล้ว ตอนนั้นนางกำลังร้อนใจมิได้ใคร่ครวญถึงจุดนี้ ช่างสะเพร่าเหลือเกิน

             “เจ้าจะต้องถูกสวรรค์ลงทัณฑ์” นักพรตชี้ไปที่หลี่ไหวฺอวี้ด้วยนิ้วมือสั่นระริก พลางข่มขู่อย่างรุนแรง

             “แต่ก่อนที่สวรรค์จะลงทัณฑ์ข้า ข้ายังมีคำถามต้องการคำชี้แนะจากต้าซือ” หลี่ไหวฺอวี้โยนกระบี่ที่เหลือแต่ด้ามจับทิ้ง ก่อนเดินเข้าหานักพรต

             “แต่ข้าไม่อยากเสวนากับคนไร้วิชาความรู้เช่นเจ้า” นักพรตถอยไปด้านหลัง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง กลืนน้ำลายลงคอ

             “ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับท่านแล้วล่ะ ต้าซือ” หลี่ไหวฺอวี้บุ้ยใบ้ให้เขามองไปด้านล่างของท่านบูชา สายตาของชาวบ้านทั้งหมดกำลังจดจ้องทั้งสองคนอยู่ ราวกับกำลังเฝ้ารอคำตอบ

             “เจ้าต้องการถามอะไร” เสียงของนักพรตสั่นระริก

             “อย่าเพิ่งตื่นเต้น เป็นแค่คำถามเล็กน้อยเท่านั้น” ลูกนัยน์ตาดำขลับของหลี่ไหวฺอวี้วูบไหวเล็กน้อยแฝงไปด้วยแผนการ “ขอบังอาจถามต้าซือว่าท่านมาจากสำนักใด”

             “สำนักกุยหยวนแห่งเขาหัวซาน" เอ่ยมาถึงตรงนี้นักพรตก็เกิดความมั่นใจขึ้นมา ยืดเอวตั้งตรงขึ้นกว่าเดิมมากมาย

             “อ้อ ที่แท้ก็เป็นผู้วิเศษจากเขาหัวซานอันเลื่องชื่อ เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว” หลี่ไหวฺอวี้พูดแสดงความเกรงใจ

             ทุกคนฟังทั้งสองคุยกันก็สูดไอเย็นเข้าโพรงอกด้วยความตื่นเต้น เขาหัวซานเป็นดินแดนล้ำค่าของลัทธิเต๋า สำนักกุยหยวนเป็นสำนักระดับแนวหน้า ผู้สอนในนิกายล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญพรตที่มีชื่อเสียงและมีความรู้ในศาสตร์วิชาอย่างลึกซึ้ง

             นักพรตยังไม่ทันได้เห่อเหิมลำพองใจ ก็ได้ยินคำถามต่อมาของฝ่ายตรงข้าม “ไม่ทราบว่าท่านเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ท่านใด”

             “ฮึ ท่านอาจารย์มีฉายาทางธรรมว่าปั๋วหยาง” นักพรตมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมประกาศนามอาจารย์ของตนออกมา

             “ที่แท้ก็เป็นศิษย์ของท่านปั๋วหยางเจินเหริน [4] นี่เอง” หยวนต้าจ้วงกล่าวด้วยความตื่นเต้น

             แม้แต่บุรุษซื่อๆ อย่างหยวนต้าจ้วงซึ่งรู้จักแต่การทำงานหนักยังเคยได้ยินชื่อเสียง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าคนผู้นี้มีชื่อเสียงโด่งดังเพียงใด 

             ปั๋วหยางเจินเหรินเป็นผู้บุกเบิกลัทธิเต๋านิกายใหม่ที่มีแนวคิดหวนคืนสู่ธรรมชาติดั้งเดิม เขาปฏิบัติบำเพ็ญจิตขั้นสูง มีวิชาแก่กล้า มักเหินเมฆาไปทั่วสี่สมุทร ชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ

             “ท่านกราบอาจารย์เข้าสู่การบำเพ็ญเต๋าตั้งแต่เมื่อใด” หลี่ไหวฺอวี้ไม่แปลกใจกับคำตอบ และยังคงถามต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

             “ปีจี่โหย่ว [5] เดือนสาม เจ้าจะถามไปทำไม” นักพรตใจเต้นราวกับย่ำกลอง หรือว่าเขาจะรู้จักกับคนในสำนักนี้ แต่ทันใดนั้นเขาก็ล้มเลิกการคาดคะเนนี้ไปเสีย เป็นไปไม่ได้ ต่อให้เขามีวรยุทธ์อยู่บ้าง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักกับผู้สูงส่งเช่นนั้น

             แต่ไรมานักพรตของสำนักกุยหยวนมักเร้นกาย นอกจากจะได้รับคำเชิญจากเชื้อพระวงศ์ถึงจะออกมาปรากฏตัว คนธรรมดายากที่จะเชิญได้

             เขาน่ะหรือ? นักพรตพิจารณาหลี่ไหวฺอวี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า มังกรตัวจริงจะบินขึ้นมาจากหลุมได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด 

             แต่ไรมาตนเองก็เร่ร่อนไปทั่วยุทธภพ ยังไม่เคยถูกใครเปิดโปงมาก่อน ยิ่งไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันความจริงได้ ตนเองพูดอย่างไรก็คืออย่างนั้น วันนี้ก็ไม่เป็นข้อยกเว้น!  

             หลังจากชาวบ้านได้ยินเรื่องนี้ก็ยิ่งเชื่อถ้อยคำของนักพรต พวกเขาเคยได้ยินว่าท่านปั๋วหยางเจินเหรินรับศิษย์เข้าสำนักคนสุดท้ายเมื่อปีจี่โหย่ว หรือว่าจะเป็นคนผู้นี้?

             “เดือนสาม... ไม่ทราบว่าช่วงนี้ท่านปั๋วหยางเจินเหรินสบายดีหรือไม่ ข้าเคยมีวาสนาได้รับการช่วยเหลือจากเจินเหริน ยังซาบซึ้งในพระคุณอยู่เสมอ ต้าซือช่วยพาข้าไปพบเจินเหรินอีกสักครั้งได้หรือไม่ จะได้ขอบคุณท่านต่อหน้าด้วยตนเอง” 

             หลี่ไหวฺอวี้พูดด้วยความจริงใจ นัยน์ตายังเผยแววรำลึกถึงความหลัง

             ชาวบ้านต่างพากันถอนหายใจ ไม่นึกว่าชายหนุ่มจะมีวาสนาถึงกับเคยพบกับปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งแห่งเขาหัวซาน 

             “เจินเหรินใช่บุคคลที่คนอย่างเจ้าจะเข้าพบตามอำเภอใจได้หรือ เห็นแก่ที่เจ้ากับอาจารย์ข้าเคยมีวาสนาได้พบกัน ข้าจะพาเจ้าไปก็แล้วกัน นี่ถามจบหรือยัง”

             ถ้อยคำยโสโอหังกล่าวออกมาพร้อมกับสายตาดูหมิ่นเหยียดหยัน 

     

             เชิงอรรถ

            [1] ขึ้นขี่หลังเสือแล้วลงยาก เป็นการเปรียบเปรยว่าเรื่องราวได้ดำเนินผ่านไปแล้วกลับพบเจอกับอุปสรรค แต่ก็ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องดำเนินการต่อไปจนถึงที่สุดโดยไม่อาจหยุดยั้งลงกลางคันได้

            [2] หลินเฝิ่น คือ ผงฟอสฟอรัส

            [3] จุดติดไฟ (Fire Point) คืออุณหภูมิของสารที่เป็นเชื้อเพลิงได้รับความร้อน จนถึงจุดที่จะติดไฟได้แต่การติดไฟนั้นจะต้องต่อเนื่องกันไป โดยปกติความร้อนของ Fire Point จะสูงกว่า Flash Point ประมาณ 7 องศาเซลเซียส

            [4] เจินเหริน เป็นคำเรียกนักพรต หมายถึง เป็นผู้รู้ตื่นอย่างแท้จริง

            [5] นับแต่โบราณมาชาวจีนมีฐานคิดในการนับเวลา เรียกว่ากิ่งฟ้าก้านดิน (เทียนกานตี้จือ) โดยกิ่งฟ้าทั้งสิบเรียงตามลำดับคือ จย่า อี่ ปิ่ง ติง อู้ จี่ เกิง ซิน เหริน และกุ่ย ส่วนก้านดินทั้งสิบสองซึงชาวจีนใช้เป็นคำเรียกโมงยาม ได้แก่ จื่อ โฉ่ว อิ่น เหม่า เฉิน ซื่อ อู่ เว่ย เซิน โหย่ว ซวี และไฮ่ เมื่อนำมาจับคู่กับก้านดินก็จะเป็นคำเรียกปี

    คล้ายกับเรื่องสนมรักของเจิ้นวันวันคิดแต่จะหาตังค์ [จบ] ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    484K 1138
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668