"บอสครับ... มันมาแล้ว"
เสียงเรียกของแจ็กกี้ปลุกให้ผมตื่นจากภวังค์ความคิดหันไปมองหมอนั่นที่ยื่นหน้าจอสมาร์ทโฟนมาประกอบรายงาน
"ส่งคลิปไปให้ร้อยเวร"ผมมองภาพจากกล้องวงจรปิดบนจอสมาร์ทโฟน ซึ่งในนั้นมีชายคลั่งพร้อมลูกน้องนับสิบกำลังอาละวาดตั้งท่าจะพังประตูรั้วบ้านเช่าของผม
ใช่... ไอ้หมอนั่นคือ ส.ส.จินตลีลาคนที่ผมให้ลูกน้องตามเก็บหลักฐานการปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ส่งตำรวจแล้วจ้างทนายไปช่วยว่าความให้ลูกหนี้ของมัน
"เดี๋ยวตำรวจก็ให้มันเสียค่าปรับแล้วก็ปล่อยมันออกมาเหมือนเดิมนั่นแหละครับ"นายปันผลนั่งเท้าคางพูด สีหน้าท่าทางบ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมตัดสินใจทำ
"ผมรู้"คำตอบที่สวนทางกับรอยยิ้มมุมปากของผม ทำเอานายปันผลขมวดคิ้วถาม
"บอสวางแผนซ้อนแผนอะไรไว้ใช่ไหมครับ?"หมอนั่นจ้องหน้าผมเหมือนกดดันให้ต้องตอบ
"ผมก็แค่ทำให้ไอ้ส.ส.นั่นมันวุ่นๆ พอมันหายวุ่น อาณาจักรของผมในเขตที่มันดูแลก็..."ผมละท้ายประโยคไว้ในฐานที่เข้าใจ
"บอสจะย้ายฐานการผลิตเหรอครับ?"เป็นอีกครั้งที่แจ็กกี้ตั้งคำถามเป็นการเป็นงานและผมมั่นใจว่าอีกสักพักจะมีเรื่องไร้สาระเข้ามาแทนที่
"ยังไม่แน่... ถ้าพวกนายจบหลักสูตรนักบินก่อนผมก็อาจจะเปิดโรงงานพร้อมกัน" ผมเห็นแจ็กกี้อ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่างแต่ถูกขัดจังหวะจากเจ้าหน้าที่สายการบินที่เรียกให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่อง
...พวกเราเสร็จสิ้นภารกิจที่เกาะรงแล้วและกำลังจะเดินทางกลับกะลาแลนด์ด้วยเที่ยวบินธรรมดา ปราศจากเส้นสายของรัฐบาลใดแน่นอนว่าการจองตั๋วเครื่องบินกระชั้นชิด ทำให้มีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกที่นั่งเพียงแต่นั่นไม่ใช่ที่นั่งของผม
"ฮึ่ยยยยยย!!"แจ็กกี้กำหมัดแน่น เมื่อพบว่าตัวเองถูกจัดให้นั่งข้างๆนักการเมืองไทยพรรคเดียวกับนายเวหาและนายจินตลีลา
"มันเปลี่ยนไม่ได้หวังว่านายคงจะเข้าใจ" นายปันผลตบบ่าเพื่อนน้ำเสียงส่อแววสมน้ำหน้ามากกว่าเห็นใจ
"ฮึ่ยยยยยย!! รู้หรอกน่า"แจ็กกี้จำใจนั่งลงบนที่นั่งของตัวเอง ซึ่งอยู่แถวเดียวกับที่นั่งของผมและปันผลแต่คนละฝั่ง
...ปัญหาควรจะจบแค่ตรงที่แจ็กกี้นั่งกำหมัดทนอึดอัดไปตลอดทางถ้าพวกเราไม่ค้นพบว่ามีนักการเมืองพรรคเดียวกันเพิ่มมาอีก 1 คนเป็นเจ้าของที่นั่งแถวเดียวกัน ฝั่งเดียวกันกับแจ็กกี้
"ท่านนายกฯบอกว่าเลือกตั้งครั้งนี้เราชนะแน่นอน คนรักเราทั้งนั้น"
"มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้วเพราะว่าท่านนายกฯ ของเราเป็นคนดี สวดมนต์ไหว้พระทุกวัน"
ตาแก่นักการเมืองสองคนนั้นคุยกันเสียงดังระหว่างที่เครื่องบินกำลังทะยานขึ้นจากรันเวย์และการที่มันดังมาเข้าหูผมซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามห่างออกไป 2 ที่นั่งนั่นก็หมายความว่าทั้งนายปันผลและแจ็กกี้ซึ่งนั่งใกล้กว่าไม่มีทางที่จะไม่ได้ยิน
"อย่าทำอะไรที่ผมไม่ได้สั่ง...เข้าใจไหม?" ผมกระซิบบอกปันผลที่นั่งอยู่ข้างๆแต่ดูเหมือนหมอนี่จะไม่ได้ยิน เพราะมัวแต่ส่งสัญญาณมือโต้ตอบกับแจ็กกี้อยู่
...รอมันเข้าห้องน้ำแล้วเชือดมันเลยดีไหม?
...ถ้ามันไม่เข้าห้องน้ำจะทำยังไง?
นี่คือสิ่งที่สองคนนั้นใช้ภาษามือคุยกันและผมแปลมันออก เพราะเคยเรียนรู้มาจากข้างในเรือนจำกะลาแลนด์
"ปันผล..."ผมกระซิบเรียกชื่อคนข้างๆ เสียงเย็นขัดจังหวะแจ็กกี้ที่กำลังจะส่งภาษามือตอบเกี่ยวกับวิธีฆาตกรรมตาแก่พรรคร่วมรัฐบาลกะลาแลนด์สองคนนอกห้องน้ำเครื่องบิน
"ขะ... ครับบอส"นายปันผลสะดุ้งนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบรับเสียงเรียกพร้อมกับหันมาหาผม
"อย่าทำอะไรที่ผมไม่ได้สั่ง...เข้าใจไหม?" ผมย้ำคำพูดเดิมก่อนหน้านี้
"เอ่อ... ครับให้ผมบอกหมอนั่นด้วยใช่ไหมครับ?" ปันผลชี้มือไปทางแจ็กกี้ซึ่งกำลังนั่งทำหน้านิ่วคิ้วขมวด นิ้วมือสองข้างหงิกเกร็ง ไม่ใช่เพราะเป็นลมชัก แต่เพราะกำลังบังคับตัวเองไม่ให้หันไปบีบคอคนข้างๆที่ยังคงพูดไม่หยุด
"ไม่ต้อง... ผมจัดการเอง"ผมตอบปันผล แล้วส่งภาษามือบอกแจ็กกี้ว่า... อย่าทำอะไรที่ผมไม่ได้สั่งเด็ดขาด
...ครับบอส
หมอนั่นส่งภาษามือตอบกลับมาด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนคนที่กำลังหมดอาลัยตายอยากในชีวิต แบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
...ถ้านายทำได้ผมจะซื้อแผ่นเกมที่อยากได้ให้
ผมส่งภาษามือบอกหมอนั่นอีกครั้งแต่ดูเหมือนแรงจูงใจครั้งนี้จะใช้ไม่ได้ผล
...ผมอยากส่งพวกนี้ไปนรกมากกว่าครับบอส
นี่คือสิ่งที่แจ็กกี้ตอบกลับมาและเพราะพวกเราไม่สามารถสวมแว่นดำบนเครื่องบินได้ผมจึงมองเห็นแววตาที่จ้องมองมาของแจ็กกี้ได้อย่างชัดเจน
...ไม่ได้ ไม่ใช่ตอนนี้
ผมตัดบทด้วยภาษามือชุดสุดท้ายแล้วขยับตัวกลับมานั่งพิงเบาะ หากถามว่ามั่นใจแค่ไหนว่าแจ็กกี้จะทำตามคำสั่งผมก็สามารถตอบได้ทันทีว่าผมไม่ใช่แจ็กกี้ และจะมั่นใจเฉพาะกับตัวเองเท่านั้นหมอนั่นอาจจะทำ หรือไม่ทำหรือรอจนถึงสนามบินกะลาแลนด์แล้วค่อยลงมือทำอะไรบางอย่างก็ได้
"โชคดีนะครับที่หมอนั่นไม่ทำอะไรห่ามๆ"นายปันผลป้องปากคุยกับผมพลางพยักพเยิดหน้าไปทางแจ็กกี้ที่เดินลากกระเป๋าเดินทางอยู่ข้างหน้าห่างจากพวกเราไปสองสามก้าว
"อืม..." ผมตอบรับในลำคอทั้งที่ยังไม่มั่นใจสักเท่าไหร่ว่าหมอนั่นจะไม่ทำอะไรจริงๆ
...ตาแก่พรรครัฐบาลที่นั่งติดกับแจ็กกี้รบกวนเพื่อนร่วมทางแทบจะตลอดเวลาด้วยการพูดเสียงดังเร่งเสียงสมาร์ทโฟนจนสุดเปิดแสงหน้าจอสว่างแยงตาคนอื่นระหว่างที่มีการลดแสงภายในห้องโดยสาร รวมทั้งนั่งกินที่แจ็กกี้แบบไม่เกรงใจ
ถ้าผมได้นั่งในตำแหน่งของแจ็กกี้...คงทำอะไรสักอย่างแบบที่คนอื่นจะไม่สามารถจับมือใครดมได้เพียงแต่นั่นไม่ใช่วิธีการของแจ็กกี้
"ผมขอออกไปขี่จักรยานเล่นนะครับบอส"
นั่นคือคำขอแรกของแจ็กกี้ทันทีที่พวกเรากลับมาถึงบ้านเช่า
"มีอะไรก็โทรมาแล้วกัน"ผมตอบเป็นเชิงอนุญาต แม้ว่านี่จะไม่ใช่เวลาที่คนธรรมดาควรขี่จักรยานเล่น
แน่นอน...ผมรู้ว่าหมอนี่ไม่ได้อยากออกไปขี่จักรยานแต่จะออกไปทำอะไรสักอย่างเพื่อระบายอารมณ์
"ครับบอส"หมอนั่นรับคำแล้วขี่จักรยานออกไปจากบ้านในตอนที่นาฬิกาชี้บอกเวลาเที่ยงคืน
"จะดีหรือครับบอสให้ผมตามไปดูไหมครับ?" นายปันผลมองตามหลังแจ็กกี้ไปด้วยสีหน้าและแววตาที่บ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจ
"ไม่เป็นไร" ผมตอบสั้นๆแล้วตัดบทด้วยการแยกตัวไปอาบน้ำ เตรียมเข้านอนถึงอย่างนั้นก็ไม่ลืมที่จะเร่งระดับเสียงเรียกเข้าของสมาร์ทโฟนให้ดังเพียงพอจะปลุกผมให้ตื่นหากว่ามีตำรวจจาก สน.ใกล้บ้านติดต่อมา
"บอสครับ มีสายเรียกเข้าครับ...บอสครับ มีสายเรียกเข้าครับ..."
เสียงของนายปันผลดังปลุกผมที่กำลังนอนให้ตื่นขึ้นมารับโทรศัพท์เปล่า! หมอนั่นไม่ได้อยู่ในห้องนอนของผม แต่ใช้เสียงของตัวเองตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าสมาร์ทโฟนเครื่องนี้และผมยังไม่มีเวลาเปลี่ยน
"สวัสดีครับ"ผมพยายามปรับเสียงให้ปราศจากอาการง่วงนอนหลังพบว่าหมายเลขโทรศัพท์บนหน้าจอเป็นของสถานีตำรวจใกล้บ้านที่เดียวกับที่ผมให้แจ็กกี้ส่งคลิปชายคลั่งพังประตูไปให้
"คุณไมเคิลใช่ไหมครับตอนนี้ลูกน้องของคุณ..."
ประโยคนั้นเข้าหูซ้ายแล้วทะลุหูขวาของผมออกไปและแม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจนักว่าหมอนั่นก่อเรื่องอะไรไว้แต่ผมก็ลุกขึ้นแต่งตัวแล้วขับรถออกจากบ้านมาเอง โดยไม่ได้ปลุกนายปันผล
...สำหรับผมแล้วมันก็แค่จิตสำนึกและหน้าที่ความรับผิดชอบของคนเป็นบอสไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมอนุญาตให้แจ็กกี้ออกไปขี่จักรยานเล่นยามวิกาลหรือเรื่องที่นี่ไม่ใช่เวลางานของนายปันผลก็ตาม
"ก็... นี่แหละครับผมจำเป็นต้องปรับลูกน้องของคุณไมเคิลข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญาแล้วก็พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองครับเพียงแต่เขาอ้างว่าไม่มีเงินติดตัว ก็เลยต้องโทรหาคุณไมเคิล"
"ครับ" ผมมองป้ายหาเสียง 5แผ่น ที่ทะลุเป็นรูปคนขี่จักรยาน ประกอบคำพูดของร้อยเวรประจำสถานีตำรวจแล้วหันไปมองหน้าแจ็กกี้ที่เวลานี้ยืนยิ้มเจื่อนๆ อยู่กับของกลางเหล่านั้น
"ผมขอโทษครับบอส"หมอนั่นทำตาละห้อยเหมือนสำนึกผิดที่ทำให้ผมต้องมาโรงพักคนเดียวตอนตี 3
"เท่าไหร่ครับ?" ผมหันกลับไปถามร้อยเวรและจ่ายเงินค่าปรับแทนลูกน้องผู้ปราศจากเงินสักบาทในกระเป๋าสตางค์เพราะเลือกรับค่าจ้างเป็นแผ่นเกม
"ถึงลูกน้องคุณไมเคิลจะบอกว่าไม่ทันดูป้ายเลยเบรกรถไม่ทัน แต่ถ้าทางพรรคการเมืองต้องการให้ชดใช้ค่าป้ายหาเสียงผมจะติดต่อคุณไมเคิลไปอีกทีนะครับ" คำพูดของร้อยเวรทำเอาแจ็กกี้ถึงกับยืนอ้าปากค้างหมอนั่นคงกำลังคำนวณจำนวนแผ่นเกมที่จะถูกหักแทนเงินเดือน
"ครับ... ไปได้แล้ว!"ผมตบบ่าเรียกสติแจ็กกี้ แล้วเดินนำหน้ามาที่รถ โดยมีหมอนั่นเข็นจักรยานตามมาติดๆ
"ผมขอโทษครับบอส"แจ็กกี้พูดประโยคเดิมซ้ำอีกครั้งเหมือนกังวลว่าผมจะยังไม่ได้ยินมัน
"ไม่ต้องขอโทษผมเป็นคนอนุญาตให้นายออกมาเอง" ผมลอบถอนหายใจระหว่างตอบกลับคำขอโทษแล้วหันไปเห็นรอยแดงบนหน้าผาก กับรอยเลือดซึมบนใบหน้าของคนเป็นลูกน้อง
...ผมรู้ว่าหมอนี่จงใจขี่จักรยานทะลุป้ายหาเสียงเพราะมันคือป้ายของพรรครัฐบาล ที่ตาแก่นักการเมือง 2 คนบนเครื่องสังกัดอย่างน้อยมันก็คงดีกว่าการระบายอารมณ์ด้วยวิธีอื่นที่ทำให้ผมต้องเดือดร้อนกว่านี้
"เอาเป็นว่ารอบนี้ผมจะยังไม่หักเงินเดือนนายก็แล้วกันตั้งใจทำงาน และอย่าให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก"คำพูดของผมเรียกรอยยิ้มและดวงตาเป็นประกายของแจ็กกี้คนเดิมให้กลับคืนมา ใช่...เรื่องนี้ผมรู้อยู่แล้ว
"ขอบคุณครับบอสผมสัญญาว่าคราวหน้าจะไม่ทำให้จับได้ครับ"
คำตอบรับของแจ็กกี้บ่งบอกว่าหมอนี่เข้าใจคำสั่งของผมเป็นอย่างดีว่านี่... ไม่ใช่การ 'สั่งห้าม'
"บอสน่าจะปล่อยหมอนี่นอนคุกสักคืนนะครับโทษฐานที่ไม่ชวนผม" นายปันผลพูดขึ้นหลังจากรับรู้วีรกรรมของแจ็กกี้ในตอนเช้า
"ผมขอโทษแล้วกันที่ไม่รู้ว่านายเองก็ชอบขี่จักรยาน"
มีคนเคยบอกว่าผมเป็นอัจฉริยะด้านการประชดประชันสีหน้านายปันผลในตอนนี้ก็กำลังบอกแบบนั้นเหมือนกัน
"ไม่ใช่แบบนั้นครับบอสผมไม่ได้จะขี่จักรยานทะลุป้ายเหมือนหมอนี่สักหน่อย"น้ำเสียงนั้นฟังดูคล้ายน้อยเนื้อต่ำใจกับอะไรสักอย่าง
"แต่นายจะไปเหมาอาวุธสงครามจากดาร์คเว็บมาถล่มป้ายพวกนั้นโดยทะลวงแต่หน้าผู้สมัคร" ผมต่อท้ายคำพูดของนายปันผลให้จบประโยคทำเอาหมอนั่นหันขวับมาจ้องหน้า
"บอสรู้ได้ยังไงครับ!?"คำถามนั้นทำเอาผมถึงกับต้องกลั้นยิ้ม
"เพราะผมเป็นบอสของพวกนายไง"
ประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งจากตอนเป็นมนุษย์และรองหัวหน้ายมทูตทำให้ผมอ่านความคิดของผู้คนรอบข้างได้ไม่ยากถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคนอย่างผมจะไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรอีก
"วันนี้พวกนายมีเรียนคอร์สนักบินถ้าลองเรียนแล้วมันไม่ใช่ตัวเอง หรือถ้าเริ่มรู้สึกว่าการเรียนไปทำงานไปมันหนักก็แจ้งผม ไม่ต้องฝืน" ผมย้ำในสิ่งที่เคยพูดไปแล้วอีกครั้ง
"ครับบอส"และต่อให้เจ้าพวกนั้นจะตอบรับในสิ่งที่ผมพูดทุกครั้งแต่ผมก็รู้ว่าทั้งปันผลและแจ็กกี้จะไม่มีทางพูดความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมา
"อยู่บ้านรักษาเนื้อรักษาตัวดีๆนะครับบอส พวกผมจะรีบกลับ"
"อย่าออกจากบ้านตอนที่พวกผมไม่อยู่นะครับ"
ที่ผ่านมาผมอาจจะเคยคาดหวังให้มีสักคนเห็นผมอยู่ในสายตาแต่ก็แทบจะไม่มี ผมชินชา ไร้ความรู้สึก และเลิกที่จะคาดหวัง จนวันนี้...
"รีบไปกันได้แล้ว"ผมโบกมือให้ลูกน้องสองคนขึ้นเครื่องบินส่วนตัวที่ทางโรงเรียนการบินส่งมารับและรอจนมันบินลับสายตา จึงค่อยเดินไปหยิบกุญแจรถ
"ครับ... ผมกำลังออกไป"
ปลายทางติดต่อมายืนยันเวลานัดในตอนที่ผมกำลังจะขับรถออกจากบ้านจุดหมายของผมในวันนี้ยังคงเป็นจังหวัดแถบชานเมืองซึ่งแน่นอนว่าจุดประสงค์คือการสร้างอาณาจักร เพียงแต่ที่นั่นไม่ใช่ที่ดินรกร้างและไม่ได้มีไว้สำหรับตั้งโรงงานผลิตพลังงานแสงอาทิตย์
"ผมได้ข่าวมาว่ามีมหาเศรษฐีไทยติดต่อซื้อที่ดินตรงนี้ไว้สร้างหมู่บ้านจัดสรรกับศูนย์การค้าครบวงจร?"
ปกติแล้วผมไม่มีรสนิยมในการติดต่อซื้อขายผ่านนายหน้ายกเว้นมันจะเป็นที่ดินที่ผมหมายตาและต้องการมาไว้ในกำมือให้ได้
"มันก็ยังไม่แน่หรอกครับถ้าเกิดว่าคุณไมเคิลจะสู้ราคาค่าเช่าสักหน่อย"และนั่นคือคำตอบซึ่งเป็นที่มาของนัดหมายในวันนี้
"ผมคุยกับทางเจ้าของที่ดินแล้วนะครับเขาตกลงให้คุณไมเคิลเช่าระยะยาวแบบไม่มีกำหนด ตามเงื่อนไขที่คุณไมเคิลเสนอมานี่ครับเอกสาร ผมจัดการให้เรียบร้อยแล้ว"
ไม่มีตัวอักษรไหนในเอกสารที่จะเล็ดรอดสายตาของผมดังนั้น ถ้าใครสักคนจะเล่นตุกติก ผมก็ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นเจ้าของที่ดิน... หรือนายหน้า
"ในเอกสารระบุว่าคุณเป็นล่ามของผมหมายความว่ายังไงครับ?" ผมวางเอกสารลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าเจ้าของคิ้วหนาตาตี่แว่นเหลี่ยมที่กำลังนั่งยิ้มรอให้แผนโง่ๆ ของตัวเองสำเร็จ
"ก็เป็นทั้งนายหน้าและล่ามด้วยไงครับคุณไมเคิลเป็นคนกัมพูชา ไม่เห็นแปลกที่จะมีผมเป็นล่ามติดต่อเจ้าของที่ดินให้"คำตอบนั้นทำเอาผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้
"เจ้าของที่ดินเป็นคนชาติไหนล่ะครับ?"ผมย้อนถามเพื่อต้อนให้ได้คำตอบในการปิดเกม
"ก็ต้องคนไทยสิครับ"น้ำเสียงนั้นมีแววเยาะหยันให้ความรู้สึกเหมือนผมเป็นนักลงทุนต่างด้าวไร้สมองที่แค่มีเงินก็คิดจะงัดข้อกับมหาเศรษฐีที่ถือสัญชาติเจ้าของประเทศ
"แล้วคุณกำลังคุยภาษาอะไรกับผมล่ะครับ?"
คราวนี้คำถามของผมทำเอาคนตรงหน้าชะงักไป
"ถ้าคิดจะเป็นล่ามให้ผมอย่างน้อยก็พูดภาษาเขมรให้ได้เสียก่อน แล้วผมจะพิจารณาเซ็นสัญญาจ้างงาน"ผมยิ้มหยันกลับไปแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน "แก้เอกสารให้ผมด้วยหรือถ้าคุณอยากจ่ายค่าขาดประโยชน์ให้ผมกับเจ้าของที่ดินจะประวิงเวลาต่อก็ได้"
เสียงสบถก่นด่าเป็นภาษาอังกฤษดังแว่วมาเข้าหูระหว่างที่ผมออกมาจากห้องพร้อมเอกสารซื้อขายที่มีลายเซ็นของทุกฝ่ายครบถ้วนหมอนั่นคงคิดว่าผมเข้าใจแค่ภาษาไทยกับภาษาเขมร
...น่าเสียดายที่ผมยังไม่ว่างเล่นด้วยแต่ในอนาคตผมอาจจะเก็บมะพร้าวเน่าชิ้นนี้มาบดให้เป็นซากอยู่ในอาณาจักรก็ได้
"ผมจะส่งโลเคชั่นให้ถ้าคุณว่างก็มาเจอผมได้เลย ผมจะกินข้าวกลางวันที่นี่ประมาณชั่วโมงนึง"การทำงานในช่วงเวลาที่ไม่มีลูกน้องให้เรียกใช้ ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรสักเท่าไหร่นอกเหนือจากการที่ต้องคอยระวังหน้าหลังให้ตัวเอง ซึ่งก็ไม่ได้ต่างจากตอนเป็นยมทูต
ใช่... หมายความว่าที่ที่ผมจะนั่งกินข้าวกลางวันอาจไม่ใช่โลเคชั่นที่ว่านั่นก็ได้
"แปลนไม่ยาก น่าจะสร้างเสร็จภายใน1 เดือน เดี๋ยวผมพิมพ์รายละเอียดมาให้พร้อมแจกแจงค่าใช้จ่ายทั้งหมดครับ" คำตอบที่น่าพอใจของหัวหน้าช่างบริษัทรับเหมาก่อสร้างทำให้ผมอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อยตารางงานวันนี้จบแล้ว ที่เหลือก็แค่กลับให้ถึงบ้านก่อนที่เจ้าพวกนั้นจะกลับมา
...ทำไมผมถึงไม่ลุยงานตอนที่มีลูกน้องขนาบข้างหรือเลือกให้เจ้าพวกนั้นทำงานนี้แทนงั้นเหรอเพราะนี่ไม่ใช่ภาระที่คนเป็นลูกน้องควรจะแบกก็แค่นั้น
...นักธุรกิจใหม่ไฟแรงคงไม่รู้สินะว่าการลงทุนให้ได้กำไรในไทยแบบที่เลือกจะสร้างศัตรูเอาไว้ด้วย มันไม่ได้ง่าย...
นั่นคือข้อความที่ส่งเข้ามาในอีเมลของผมหมอนั่นคงไม่รู้ว่ามีคนอยู่แค่ 3 บนโลกเท่านั้นที่รู้ว่าผมใช้อีเมลนี้ซึ่งถ้าไม่นับปันผลกับแจ็กกี้ ก็จะเหลือไอ้คิ้วหนาตาตี่แว่นเหลี่ยมแค่คนเดียว
"รนหาที่" ผมแคปหน้าจอสมาร์ทโฟนเก็บไว้ก่อนจะขับรถออกจากลานจอดรถของร้านกาแฟในปั๊มน้ำมันชานเมืองมุ่งหน้ากลับบ้านให้ทันเวลาเลิกเรียนและเลิกงาน เพื่อไม่ให้การจราจร ณช่วงเวลานั้นทำให้ผมถึงบ้านช้ากว่าที่ควรเป็น
"อยู่บ้านรักษาเนื้อรักษาตัวดีๆนะครับบอส พวกผมจะรีบกลับ"
"อย่าออกจากบ้านตอนที่พวกผมไม่อยู่นะครับ"
คำพูดของเจ้าพวกนั้นยังดังอยู่ในโสตประสาทเปล่า... ผมไม่ได้กลัวลูกน้องเป็นห่วง แต่ขี้เกียจตอบคำถามเรื่องที่ว่าผมไปไหนทำอะไรบ้าง
"ผมจำได้ว่าเมื่อเช้าเช็ดรถแล้วและมันก็ไม่มีฝุ่น"
นั่นคือคำพูดประโยคแรกของนายปันผล ทันทีที่หมอนั่นกลับมาถึงบ้าน
"เครื่องยนต์ก็ร้อนด้วยนะครับ"แจ็กกี้ผสมโรงพร้อมกับทำสีหน้าท่าทางเหมือนจะจับพิรุธผม
"แล้วยังไง?" ผมตอบคำถามด้วยคำถามโดยที่ตายังมองจอสมารท์โฟน และยังนั่งไขว่ห้างพิงพนักโซฟาอยู่ที่โถงบ้านกลบเกลื่อนรอยเหงื่อบนหลังเสื้อ
"บอสไปไหนตอนที่พวกผมไม่อยู่ใช่ไหมครับ?"คราวนี้นายปันผลตั้งคำถามแบบไม่อ้อมค้อม
"พวกนายจะให้ผมนอนเป็นผักอยู่บ้าน4-5 เดือนหรือไง" ผมละสายตาจากจอโทรศัพท์มองสบตาลูกน้องสองคนที่เดินตรงเข้ามาหา
"ถ้าบอสไปเดินห้างหรือออกไปพักผ่อนสมอง ผมก็คงไม่มีปัญหาหรอกครับ" นายปันผลยังไม่เลิกขัดคอ
"และพวกผมก็มั่นใจว่าบอสไม่ได้ออกบ้านเพื่อไปเที่ยวเล่นแน่นอนครับ"แจ็กกี้พยักหน้าเห็นด้วย หึ...น่าดีใจที่เจ้าพวกนี้เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยในเรื่องของผม
"ผมไปทำเรื่องที่ผมควรทำเดี๋ยวเรียนจบมาพวกนายก็รู้เองว่าผมออกไปทำอะไร" ผมไม่ได้ตอบสิ่งที่ลูกน้องอยากรู้แต่สมองหวนคิดไปถึงเหตุการณ์เมื่ออาทิตย์ก่อน...
"แกบ้าไปแล้วเหรอเหมาผักมาทั้งสวนทำไม แกเห็นฉันกับบอสเป็นกระต่ายหรือไง!?"
เสียงโวยวายของนายปันผลเรียกผมให้เงยหน้าขึ้นมองแจ็กกี้ที่หอบถุงผักมากองบนโต๊ะกินข้าว
"ลุงเขาโดนพ่อค้าคนกลางส่งผักคืนสวนไม่จ่ายเงิน อ้างว่าขายไม่ออก ก็เลย... เหมามา" แจ็กกี้ตอบคำถามของนายปันผลระหว่างที่หันมายิ้มเจื่อนๆ ให้ผม
"ลุงนั่นอยู่ที่ไหน?"ผมจ้องหน้าแจ็กกี้เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าต้องการคำตอบที่จริงจังนั่นคือที่มาของตารางงานในช่วงที่ผมส่งลูกน้องไปเรียนการบิน
"อายุ 40 กว่า เรียกลุง"ผมอดบ่นลับหลังแจ็กกี้ไม่ได้หลังจากเห็นชายเจ้าของสวนที่หมอนั่นเหมาผักมาจากตลาดใกล้บ้านซึ่งกรำแดดจนดูแก่กว่าอายุ แต่ยังทะมัดทะแมงและแข็งแรง
...ความดีความชอบของแจ็กกี้ในเรื่องนี้คือทำให้ผมได้รับรู้วงจรอุบาทว์ที่พ่อค้าคนกลางสร้างไว้ให้กับเกษตรกร
"ใช่ครับ เราต้องเก็บผักส่งให้เขาพอขายได้เงินแล้ว เขาถึงจะเอาเงินให้เรา แต่ถ้าขายไม่ได้เขาก็จะเอาผักมาคืนเราแทนครับ"
สิ่งที่ได้รับรู้ทำให้ผมคิดอะไรบางอย่างออกบางที... โลกใบนี้ก็อาจไม่ได้มีแค่พวกมะพร้าวเน่าที่จำเป็นต้องเก็บกวาด
"ขอบคุณมากครับ ขอบคุณจริงๆเทวดามาโปรดคนจนๆ อย่างพวกเราแล้ว"
คำตอบรับของอีกฝ่ายค่อนข้างขัดหูผมนิดหน่อยเพราะมันทำให้ผมนึกถึงพวกมารสูทขาวที่อ้างตนว่าเป็นเทวดาแล้วคอยทำสงครามแย่งวิญญาณคนดีจากยมทูต
"ผมไม่ใช่เทวดาแต่เป็นยมทูต"