เพราะไป๋เซียวเฟิงเป็ผู้ฝึกตนสายบัณฑิต การจะตามหาตัวเขาในสนามรบจึงมิยากนัก เพียงแค่คอยสังเกตสายพลังปราณอ่อนโยนที่ปล่อยออกมา ก็จะสามารถตามรอยของไป๋เซียวเฟิงได้
ในสนามรบที่ไม่กว้างมากนักมีเพียงแห่งเดียวที่ส่งกระแสปราณลักษณะนี้ออกมา คือปลายดาบขบวนรบกระบี่หนึ่งสาย
เซิ่งมู่กับต้าจินทะยานไปยังแหล่งที่มาของพลังปราณ ระหว่างทางก็คอยสกัดกั้นการโจมตีของชายชุดดำไปพลาง
ปลายขบวนกระบี่คือหลิวถงผู้ฝึกตนขอบเขตหกที่กำลังรับมือกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าคนหนึ่ง โดยมีไป๋เซียวเฟิงข้างกาย
หลิวถงมีเพียงหนึ่งธาตุและไม่ถนัดการโจมตี ผนวกกับไป๋เซียวเฟิงที่ไร้พลังทำลายล้างสูง เมื่อต้องรับมือกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าที่ถนัดด้านการโจมตี หากมิใช่ว่าหลิวถงเป็ผู้ฝึกตนขอบเขตหก การต่อสู้นี้เกรงว่าชายชุดดำคงคว้าชัยชนะไปได้นานแล้ว
ภาพการต่อสู้เบื้องหน้าที่เซิ่งมู่เห็นจึงเปรียบเสมือนเต่าสองตัวกำลังช่วยกันป้องกันการโจมตีจากนกกระสาที่ปราดเปรียว
เต่าตัวแรกจะคอยพ่นยันต์ออกมาปัดป้องการโจมตี ในขณะที่เต่าตัวที่สองเอาแต่วิ่งหลบหลีกคมดาบอย่างหัวซุกหัวซุน
“นั่นคือ… การต่อสู้ของผู้ฝึกตนรึ?” ต้าจินแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“ถามข้าทำไมเล่า? ข้าฝึกตนที่ไหนกันล่ะ!” เซิ่งมู่ตอกกลับ
ต้าจินส่ายหัว คราแรกที่เย่น่าหลันอธิบายเื่ความแตกต่างของผู้ฝึกตนกับผู้ฝึกยุทธให้เขาฟัง เขาคิดว่าการต่อสู้ของผู้ฝึกตนต้องสง่าผ่าเผย ล่องลอยทะยานลม ขยับนิ้วเพียงไม่กี่ครั้ง ผู้ฝึกยุทธล้วนตกตาย แต่เบื้องหน้านี้ คือภาพการต่อสู้ของผู้ฝึกตนครั้งแรกที่ต้าจินได้เห็น
ทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อว่าภาพผู้ฝึกตนอันสูงส่งที่เขาเคยคิดในหัวกลับพังทลายไม่เหลือชิ้นดี กลายเป็เต่าสองตัวช่วยกันปัดดาบจากผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าคนหนึ่ง
“ข้าบอกเ้าเลยนะเซิ่งมู่ ต่อให้ข้าเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่ข้าจะไม่ฝึกตนสายยันต์กับสายศิลป์ฉินแน่ๆ …” ต้าจินเปิดปากพึมพำ
เซิ่งมู่ได้แต่ส่ายหัว “ช่างเถอะๆ ข้าคร้านจะใส่ใจเ้าแล้ว” พูดจบเซิ่งมู่พลันใช้ปลายเท้างัดหินก้อนเท่าศีรษะลอยขึ้นมาสามสี่ก้อน แล้วใช้หมัดซัดไปเต็มแรง ส่งหินสี่ก้อนนั้นพุ่งไปหามือดาบขอบเขตห้าด้วยความเร็ว
แม้พลังทำลายล้างจะมิได้เป็อันตราย แต่ก็ทำให้มือดาบชุดดำชะงักไปชั่วครู่ เพียงพอที่จะสร้างช่องว่างให้หลิวถงกับไป๋เซียวเฟิงได้หายใจหายคอ
เมื่ออีกฝ่ายเห็นเซิ่งมู่กับต้าจินเข้ามาหา จึงเดาะลิ้นด้วยอาการไม่พอใจ ก่อนจะพุ่งถอยเข้าไปในกลุ่มป่าสนด้านหลัง พยายามหนีการล้อมโจมตีจากทั้งสี่คน
“ขอบใจเ้ามาก…” ไป๋เซียวเฟิงกล่าวขอบคุณออกมาด้วยสีหน้าซีดเซียว เขาเป็เพียงผู้ฝึกตนขอบเขตสี่ ทั้งไม่ถนัดด้านโจมตี จะให้รับมือกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามก็เหลือบ่ากว่าแรงแล้ว นับประสาอะไรกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าที่ฝึกฝนมาอย่างดี “เ้าบ้านั่น… มันเอาแต่โจมตีข้า… ไม่หยุดเลย…” ไป๋เซียวเฟิงชี้นิ้วไปทางที่มือดาบคนนั้นหนีไป
“แต่ต้องขอบคุณคุณชายไป๋ ทำให้ข้าสามารถยื้อเวลาได้นานเพียงนี้ ข้าคงต้องขอตัวก่อน หากชายคนนั้นไปรวมกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าที่เหลือ อาจทำให้ผู้าุโเฉินลำบากได้” หลิวถงกล่าวขอบคุณ ก่อนจะถีบเท้าพุ่งตัวตามชายชุดดำคนนั้นไป
“เ้ามาหามีอะไรรึ?” ไป๋เซียวเฟิงเปิดปากถาม “สถานการณ์เป็เช่นไรบ้าง”
“ระหว่างทางมาหาเ้า พวกข้าเฝ้าสังเกตสถานการณ์ของฝ่ายอื่นไปด้วย ผู้คุ้มกันรับจ้างที่เป็ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามทั้งสามคน กำลังรับมือกับศัตรูที่อยู่ในขอบเขตเดียวกันสองคน นี่แสดงให้เห็นว่าฝีมือของศัตรูมิใช่คนธรรมดาแน่ ส่วนผู้คุ้มกันของตระกูลเฉิน จางฮวา จ้าวกั๋ว หวังฟา จางหนิวและหลี่ซิ่วร่วมมือกันสู้กับผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามหกคน ส่วนสุยอู๋ซินกำลังรับมือกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามที่เหลือด้วยตัวคนเดียว” เซิ่งมู่อธิบายให้ไป๋เซียวเฟิงฟัง “แต่ทางฝั่งของแม่นางเฉิน… ข้ายังมิเจอนางเลย”
“ท่านหวังเอ้อร์บอกข้าว่าศัตรูมีสามสิบคน เป็ผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้า ห้าคน ขอบเขตสี่ ห้าคนและที่เหลือล้วนอยู่ในขอบเขตสาม แต่ก่อนหน้านี้ท่านผู้าุโเฉินสังหารขอบเขตสี่และขอบเขตสามไปห้าคน จึงเหลือผู้ฝึกยุทธขอบเขตสามเพียงสิบหกคนเท่านั้น ข้าเกรงว่าขอบเขตสี่และขอบเขตสามที่เหลือคงไปล้อมโจมตีแม่นางเฉินแล้ว” ไป๋เซียวเฟิงคาดเดาสถานการณ์
“ถ้าเช่นนั้นรีบไปช่วยแม่นางเฉินก่อนเถอะ” ทั้งสามพยักหน้าตามคำของเซิ่งมู่ ก่อนจะรีบออกตัวไปทางทิศของเฉินจื้อเยว่
“เ้าว่ามันแปลกๆ หรือไม่?” เซิ่งมู่ถามไป๋เซียวเฟิงที่กำลังเรียกเม็ดโอสถเสริมปราณขึ้นมากลืนลงคอ
ไป๋เซียวเฟิงที่กำลังโคจรลมปราณขณะวิ่งไปด้วยก็เอ่ยตอบ “เ้าก็รู้สึกเหมือนกันหรือ? พวกคนชุดดำเหล่านี้แม้จะมีจำนวนมาก แต่ด้วยขอบเขตยุทธเพียงเท่านี้การจะล้อมสังหารพวกเราแทบจะเป็ไปมิได้เลย…”
“แต่พวกมันก็ยังเลือกที่จะโจมตี…” เซิ่งมู่กล่าวเสริม
ไป๋เซียวเฟิงพยักหน้า “ข้าคิดว่าพวกมันคงมิได้มีเพียงเท่านี้ หรือไม่ก็อาจมีอาวุธิญญาระดับสูง ที่สามารถสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตแปดอย่างผู้าุโเฉินได้”
“หากเป็เช่นนั้นเรารีบเอาเื่นี้ไปบอกกับท่านิเจ๋อเถอะ ความปลอดภัยของกลุ่มพ่อค้าต้องมาก่อน” กล่าวจบ เซิ่งมู่บอกให้ต้าจินกับไป๋เซียวเฟิงแยกไปหาผู้าุโเฉินและิเจ๋อ ส่วนตัวเขาจะแยกไปช่วยเหลือเฉินจื้อเยว่กับคนที่เหลือจัดการผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่
ระหว่างทางไป๋เซียวเฟิงที่ได้ฟังว่าเซิ่งมู่จัดการผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ได้คนหนึ่ง แม้จะใแต่ก็สบายใจในเวลาเดียวกัน จึงยินยอมให้เซิ่งมู่ไปช่วยเหลือทางฝั่งเฉินจื้อเยว่ด้วยตัวคนเดียว ถึงอย่างไรเสียผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าทั้งหมดก็ไปรวมตัวกับผู้าุโเฉินหมดแล้ว หากคิดเป็ห่วงคงต้องห่วงตัวเขากับต้าจินเองเสียมากกว่า
หลังแยกกับไป๋เซียวเฟิงได้ไม่นานเซิ่งมู่ก็มาถึงสนามรบฝั่งเฉินจื้อเยว่
เฉินจื้อเยว่ เฉินชิงชิง และหลิวจื่ออี้ สตรีทั้งสามกำลังรับมือการโจมตีจากผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ทั้งสามอย่างเป็รอง
“พลังปราณของเฉินจื้อเยว่แทบจะเหือดแห้งแล้ว หากไม่เป็เพราะอาวุธิญญาขั้นสูงสามสี่ชิ้นที่บินวนคอยคุ้มกายอยู่รอบๆ ทั้งสามคนคงเพลี่ยงพล้ำไปนานแล้ว… ว่าแต่หัวหน้าหวังหายไปไหนกัน มิใช่ต้าจินบอกว่าเขาคอยคุ้มครองอยู่รึ?”
ระหว่างที่เซิ่งมู่ครุ่นคิดในใจ เขาพลันถีบตัวพุ่งไปหาผู้ยุทธขอบเขตสี่คนหนึ่งที่กำลังจะลอบโจมตีสตรีทั้งสามจากด้านหลัง
ชายชุดดำที่ััได้ถึงการมาของเซิ่งมู่จึงเปลี่ยนวิถีดาบมาทางเขาแทน เซิ่งมู่ที่เตรียมรับมือ ยกแขนที่สวมเกราะหนังเผิงขึ้นมากันไว้
หากเป็ตามที่ต้าจินบอก เกราะหนังเผิงนี้แม้แต่ผู้าุโเฉินยังโจมตีเข้าได้ยาก นับประสาอะไรกับผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่
เมื่อดาบยาวปะทะลงมาบนเกราะแขนของเซิ่งมู่กลับส่งเสียงดัง เคร้ง! คล้ายการโจมตีใส่โลหะแข็ง เซิ่งมู่อาศัยจังหวะที่คู่ต่อสู้ชะงัก ปล่อยหมัดเต็มแรงไปยังหัวใจของมือดาบ เหมือนครั้งที่โจมตีชายร่างกำยำ แต่มือดาบกลับไหวตัวทัน ปล่อยฝ่ามือเข้ามารับการโจมตีของเซิ่งมู่ ก่อนที่ร่างจะถอยกรูดไปสองจั้ง
“รองหัวหน้าหน่วยสาม แค่เด็กที่อยู่ขอบเขตสามยังจัดการมิได้รึ?” คำพูดทิ่มแทงพร้อมเสียงหัวเราะเยาะดังมาจากศัตรูขอบเขตสี่คนหนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่ไกล
มือดาบที่ประมือกับเซิ่งมู่สบถออกมาด้วยความไม่พอใจ พร้อมตั้งท่าดาบอันคุ้นเคย
เซิ่งมู่ที่เห็นดังนั้นขมวดคิ้ว “ดาบปราบกบฎของตระกูลสุย…” เขาพึมพำเบาๆ
“หัวหน้าหวังหายไปไหนแล้ว!?” เซิ่งมู่หันไปะโถามสตรีทั้งสามที่อยู่ห่างไปไม่ไกล
“โดนผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าดึงความสนใจไปแล้ว!” เฉินชิงชิงที่มีรอยแผลเต็มตัวะโตอบกลับมา พลางพยายามใช้ทวนของนางปัดการโจมตีจากผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ไปด้วย
เซิ่งมู่มองประเมินนางชั่วครู่ ก่อนจะย้ายสายตาไปยังศัตรูเบื้องหน้าตน หากไม่มีอาวุธคุ้มกายของเฉินจื้อเยว่และโอสถของหลิวจื่ออี้ คาดว่าสถานการณ์ของคนทั้งสามคงแย่ยิ่งกว่านี้เสียอีก
เซิ่งมู่เห็นมือดาบชุดดำไม่เข้ามาโจมตีตนเสียที ตัดสินใจตั้งท่าหมัดคล้ายจะปล่อยการโจมตี มือดาบเห็นดังนั้นจึงยกดาบเตรียมป้องกัน แต่ผ่านไปสิบกว่าลมหายใจ เซิ่งมู่ก็ยังมิออกหมัด
ระหว่างที่ชายชุดดำขมวดคิ้วสงสัย ก็พาลเปลี่ยนเป็ความโกรธ ก่อนจะตัดสินใจพุ่งมาโจมตีเซิ่งมู่ เพราะว่าการตั้งท่าหมัดเมื่อครู่ของเด็กหนุ่มเป็เพียงการหลอกล่อ เพื่อจะถ่วงเวลาไม่ให้ตนเข้าสู่การต่อสู้ มิได้มีเจตนาแห่งการฆ่าฟันปล่อยออกมา
เซิ่งมู่ถอนหายใจ คราแรกตนคิดว่าจะถ่วงเวลาได้นานกว่านี้อีกสักหน่อย หากสุยอู๋ซินหรือผู้คุ้มกันคนอื่นๆ ตามมาช่วยเหลือทัน ก็จะพลิกสถานการณ์ให้ฝ่ายตนได้เปรียบ
เมื่อเห็นว่าถ่วงเวลาต่อไปไม่ได้แล้ว เซิ่งมู่จึงพุ่งเข้าไปรับดาบที่ฟันออกมาตรงๆ
มือดาบที่จดจำกระบวนท่าได้เปลี่ยนการฟันลง เป็ใช้ด้ามดาบทุบลงไปแทน แม้เกราะแขนหนังเผิงจะทันต่อการโจมตีของผู้ฝึกยุทธขอบเขตสี่ได้ แต่แรงกระแทกที่ส่งออกมาทำให้แขนซ้ายของเซิ่งมู่ด้านชาไปชั่วขณะ
เซิ่งมู่ที่เห็นท่าไม่ดีพยายามถอยออกมาตั้งหลัก แต่มือดาบกลับตามตัวติดไม่ห่างกาย หมายเอาดาบฟันไปยังไหล่ซ้ายของเซิ่งมู่ที่ยังขยับไม่ได้
วิชาดาบปราบกบฎเป็วิชาที่โดดเด่นในพลังทำลายเป็วงกว้างและมีการออกดาบที่ว่องไว แต่ระหว่างการเดินทางเซิ่งมู่ศึกษาวิชาดาบสายนี้มาไม่น้อย อีกทั้งยังได้ลูกหลานสายตรงอย่างสุยอู๋ซินเป็คนให้คำแนะนำ ทำให้เซิ่งมู่พบจุดอ่อนของวิชาดาบปราบกบฎ
เซิ่งมู่อาศัยจังหวะที่มือดาบฟาดลงมา ตวัดเท้าเตะข้อต่อของศัตรูโดยที่อีกฝ่ายมิทันตั้งตัว ทำให้มือดาบชุดดำเบื้องหน้าต้องถอยไปตั้งหลักเป็ครั้งที่สอง
“ถึงวิชาดาบปราบกบฎที่เ้าใช้จะดูไม่เหมือนมือใหม่ แต่กลับยังมิใช่คนที่ใช้วิชานี้มาอย่างชำนาญ… พวกเ้าคือใครกันแน่ ทำไมถึงใช้วิชาดาบตระกูลสุยในการลอบโจมตี!” เซิ่งมู่เปิดปากถาม
ทว่ามือดาบชุดดำยังคงปิดปากเงียบ เซิ่งมู่เห็นดังนั้นจึงตัดสินใจเป็ฝ่ายพุ่งเข้าไปหาเอง หากศัตรูยังมิชำนาญในวิชาดาบ การโจมตีก่อน จะถือว่าได้เปรียบกว่า
เด็กหนุ่มซัดหมัดตรงเข้ากลางหน้าผากศัตรู เมื่ออีกฝ่ายเห็นดังนั้นจึงพยายามใช้แขนเบี่ยงการโจมตีออกไป ก่อนจะพบว่าหมัดเมื่อครู่เป็เพียงการหลอกล่อ กระบวนท่ารุกฆาตที่แท้จริงคือเข่าที่แทงเข้ามายังชายโครง
มือดาบชุดดำที่มิทันตั้งตัว ถูกเข่าของเซิ่งมู่กระแทกเข้าอย่างจัง ทำให้มีเสียงกร๊อบอันน่ากลัวดังลั่นออกมาจากซี่โครง
ชายชุดดำอีกคนที่เคยหัวเราะเยาะพรรคพวกของตน ครานี้กลับมิได้ส่งเสียงหยอกล้อเหมือนเคย แต่หันไปสบสายตากับสหายของตนที่เพิ่งเพลี่ยงพล้ำให้เด็กหนุ่ม
“ของแข็งรึ?” ชายชุดดำที่เป็คนหัวเราะกระซิบถาม
มือดาบชุดดำที่ปะทะกับเซิ่งมู่พยักหน้าเบาๆ “หมัดเต็มแรงของเ้าเด็กนั่นเทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธขอบเขตห้าครึ่งก้าว หากยังฝืนใช้วิชาดาบกระจอกนี่อีก เกรงว่าวันนี้คงมิได้เอาชีวิตกลับไปได้แล้วกระมัง?” มือดาบพูดกับสหายด้วยเสียงแ่เบา
สหายชุดดำอีกคนพยักหน้าด้วยความเข้าใจ “รีบจบงาน อย่าให้พวกมันรู้ตัวตน…” กล่าวเสร็จเขาจึงพุ่งออกไปโรมรันสู้กับสตรีทั้งสามต่อ
ขณะที่เซิ่งมู่กำลังยืนคาดเดาประโยคการสนทนาของชายชุดดำทั้งสอง เขาก็เริ่มขมวดคิ้วออกมา เพราะทันทีที่ชายชุดดำโยนดาบทิ้งไป เขาก็พุ่งเข้ามาหาเซิ่งมู่ด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม พร้อมปล่อยหมัดด้วยความดุดัน
เซิ่งมู่ที่ตั้งใจใช้ฝ่ามือเบี่ยงการโจมตีของศัตรูเบื้องหน้า พลันรู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือ เขาจึงตัดสินใจถีบตัวออกมาตั้งหลัก พลางสังเกตเห็นว่ามือของตนมีรอยแผลยาวครึ่งชุ่นกลางฝ่ามือ หากเมื่อกี้เขาดึงมือกลับไม่ทัน มือของเซิ่งมู่ตอนนี้คงเหลือนิ้วหัวแม่มือเพียงนิ้วเดียวแล้วกระมัง?
เมื่อมองกลับไป เซิ่งมู่พบว่าตอนนี้ชายชุดดำมิได้ถือดาบดังเดิม แต่สองมือกลับโผล่มีดสั้นประณีตสองเล่มปรากฎขึ้นมาแทน
“มือมีด?” เขาเอ่ยถาม
ชายชุดดำยังคงมิตอบโต้ กลับรอให้เซิ่งมู่ดึงเศษผ้ามามัดห้ามเืที่ฝ่ามือของตนอย่างใจเย็น ทั้งสองคนยืนจับจ้องกันครู่หนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าปะทะกันด้วยความเร็ว
“สู้กับมือมีดต้องเน้นความเร็ว ตำราวิชามีดที่ข้าอ่านมีไม่ถึงสามเล่ม หากเป็มือดาบ มือกระบี่ หรือแม้แต่มือทวนข้ายังมั่นใจ ปะทะกับมือมีดเช่นนี้ข้าจะมิยิ่งเสียเปรียบหรือ?” เซิ่งมู่คิดในใจพลางเอาแขนรับการโจมตีของมือมีด ขณะที่เขาคิดว่าป้องกันไว้ได้แล้ว ชายเบื้องหน้ากลับเปลี่ยนท่าจับมีดด้วยความคล่องแคล่ว
จากจับแบบคว่ำเป็แบบหงาย ระยะการแทงของมีดจึงเพิ่มมากขึ้นในชั่วพริบตา ส่งผลให้ต้นแขนขวาของเซิ่งมู่มีรอยบากสั้นๆ หลังการโจมตีแรก ชายชุดดำยังคงเสียดแทงเข้ามายังชายโครงของเซิ่งมู่ ในตอนที่เซิ่งมู่คิดว่าเขาป้องกันได้แล้ว ชายชุดดำพลันเปลี่ยนวิธีจับมีดในระยะประชิดอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดรอยแผลเล็กๆ ข้างลำตัวของเซิ่งมู่
เด็กหนุ่มตัดสินใจใช้เท้าวาดเตะเป็วงกว้าง ก่อนจะถอยไปพักหายใจ
“ผู้ใช้หมัดเช่นเ้าเวลาเจอผู้ใช้มีดเช่นข้าครั้งแรก ล้วนมีสภาพไม่ต่างกับเ้า จงระลึกไว้เถอะว่าโชคดีเพียงไหนแล้วที่ยังมิตายจากคมมีดแรก” แม้มือมีดชุดดำจะเอ่ยด้วยเสียงแ่เบา แต่กลับดังพอให้เซิ่งมู่ได้ยิน
เซิ่งมู่ที่กำลังวิเคราะห์วิชามีดของอีกฝ่ายอยู่มิได้สนใจคำพูดนั้น สิ่งที่ทำให้มือมีดได้เปรียบผู้ใช้หมัดคือมีดสั้นเป็อาวุธที่ไม่ยาว พลังโจมตีน้อย แต่เพราะเป็เช่นนั้นหลายคนจึงมองเมินอาวุธประเภทนี้ มีดสั้นแบบนี้จะไม่สามารถทำความเสียหายได้เท่ากับดาบ กระบี่หรือทวน แต่กลับอาศัยการลอบฟันคู่ต่อสู้ทีละเล็กทีละน้อย ดั่งพ่อค้าแล่เนื้อ
การต่อสู้กับผู้ใช้อาวุธประเภทนี้จึงไม่น่ากลัว แต่มีความรู้สึกรำคาญใจเข้ามาแทน และยิ่งเขาคุ้นเคยกับหมัดมากเท่าไหร่ มีดก็ยิ่งน่ากลัวมากเท่านั้น ชั่วขณะที่เขาคิดว่าป้องกันได้แล้ว มือมีดแบบชายเบื้องหน้ากลับอาศัยระยะที่เพิ่มมาเล็กน้อยลอบโจมตี แผลสองแผลคงมิเป็ไร แต่หากสะสมไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดคนที่หมดแรงก็จะเป็ตัวเขาเอง…
“ถึงอย่างไรก็คงมิเจอเป็คนสุดท้ายหรอกกระมัง…” เซิ่งมู่พึมพำ