ปกป้องข้าที ข้าอ่อนแอ!
05 แม่จ๋าหนูกลัว
ลู่เว่ยหลงอยากหัวเราะก๊ากให้ฟันหัก
ใจจริงแล้วเขาก็อยากอยู่รอดูสีหน้าของฮูหยินฝูอยู่หรอก แต่พระเอกในหนังที่เดินหันหลังให้ะเิเนี่ยมันเท่กว่าเป็ไหนๆ
คนร่างบางกะจะค่อยวกเข้าเรือนแยกของเขาทีหลังจึงเดินอ้อมเรือนใหญ่ออกไปด้านหน้าจวน
จวนสกุลฉินตั้งอยู่ในแคว้นหาน ห่างออกมาจากเมืองไป่เยว่ไม่มากนัก
สกุลฉินเป็สำนักดาบสกุลเซียนใหญ่ที่สุดในแคว้นหาน มีการร่วมมือกับสำนักดาบเล็กๆอีกหลายแห่งช่วยกันปกครองแคว้นหานให้สงบสุข ในโลกนี้จะมีสัตว์เทพ และสัตว์อสูรอาศัยอยู่ตามแหล่งต่างๆ วันดีคืนดีก็ออกมารุกรานชาวบ้านบ้าง มีคนใช้วิชามารออกมาทำร้ายชาวบ้านบ้าง
แคว้นหานตั้งอยู่ทางทิศใต้ในภูมิประเทศที่เป็หุบเขา ล้อมรอบด้วยป่าแน่นขนัดกว้างขวาง มีป่าโลหิตที่มีสัตว์อสูรระดับสูงอาศัยอยู่มากมาย หุบผาสูงชันยากแก่การสำรวจ พื้นที่กว้างใหญ่จนบางพื้นที่ยังถือเป็ป่าลับแล
เนื่องจากพื้นที่ใหญ่ยากต่อการควบคุม สัตว์อสูรก็แข็งแกร่ง ทำให้มีโจรป่าเกิดขึ้นเป็ดอกเห็ด
ตระกูลฉินจึงมีบทบาทสำคัญที่ตรงนี้
เพลงดาบสกุลฉินเน้นไปที่ความแข็งแรง ทรงพลัง ดุดัน รวดเร็ว เป็เพลงดาบที่ยากต่อการฝึกหัดแต่ให้ผลชะงัด ผู้มีวรยุทธิ์ที่ไม่แข็งแกร่งมากพอก็จะฝึกไม่ไหว โดนวิชาดาบดูดกลืนพลังปราณเสียเอง
ดังนั้นสำนักดาบตระกูลฉินจึงแข็งแกร่งเป็อย่างมาก เรียกได้ว่าหากแคว้นใดเจอเหตุการณ์ยากต่อการต่อกร ก็ต้องเร่งส่งสาส์นขอความช่วยเหลือจากประมุขฉินเป็ที่แน่นอน
“คุณชายจะไปทางนี้หรือขอรับ?”
เด็กรับใช้คนดีเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง
“ทางนี้เป็ทางไปยังลานฝึกของสำนักนะขอรับ”
“อืม ไปทางนี้แหละ ข้าว่าจะแวะไปดูอะไรเสียหน่อย”
ลู่เว่ยหลงตอบ เขารู้ว่าหากไปทางนี้ก็จะต้องเจอกับตัวละครหลักอีกตัวหนึ่งแน่ เพียงแต่ว่าความทรงจำก่อนหน้านี้ของเขาแทบไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับสำนักกระบี่เลย
ดูท่าคุณชายลู่จะไม่เคยสนใจเื่นี้มาก่อน เดินเฉียดยังนับครั้งได้ คราวนี้รู้สึกคล้ายจะไปดูเต็มตาเป็ครั้งแรกเสียด้วยซ้ำ
เมื่อเข้าใกล้ เสียงโหวกเหวกก็เริ่มลอยตามลมมาให้ได้ยิน เสียงคำรามอย่างเป็จังหวะ รวมถึงเสียงกระบี่กระทบกัน บอกว่าลานฝึกไปทางนี้ถูกแล้วเป็แน่
ลานฝึกกว้างขวางปรากฏแก่สายตากลมโตของลู่เว่ยหลง
ชายหนุ่มวันฉกรรจ์มากมาย แบ่งกลุ่มฝึกเป็กลุ่มๆตามความถนัด ท่าทางทะมัดทะแมงรวมถึงเพลงกระบี่เกรี้ยวกราดทำให้ลู่เว่ยหลงมองตามเพลิดเพลิน
ก่อนหน้านี้ประมุขฉินได้นำลูกศิษย์ในสำนักออกไปปฏิบัติภารกิจกว่าครึ่ง ดังนั้นที่เห็นตอนนี้ก็คือครึ่งเดียวที่เหลืออยู่ แต่เท่านี้ก็มากมายแล้ว สำนักกระบี่แห่งนี้ช่างยิ่งใหญ่เสียจริง
ร่างบางกระชับเสื้อผ้าให้แน่นขึ้นเมื่อเริ่มรู้สึกหนาว
เขามองกายแต่งกายของศิษย์แต่ละคน ชุดประจำสำนักสีเทาส่งเสริมให้ร่างแข็งแรงของแต่ละคนดูดีเป็หนึ่งเดียวขึ้นมาก เขาสังเกตได้ว่ามีเพียงสามคนเท่านั้นที่มีผ้าสีแดงผูกผมและข้อมืออยู่
“มีเกอน้อยจังนะ”
ลู่เว่ยหลงพูดกับจิ้นฝาน จิ้นฝานมองตามแล้วพยักหน้าถี่ๆ
“เพลงดาบของสำนักตระกูลฉินมีความรุนแรงมากขอรับ หากร่างกายไม่พร้อมก็ไม่สามารถฝึกเพลงดาบนี้ได้ ศิษย์สำนักที่เป็เกอจึงมีแค่ห้าคนเท่านั้นขอรับ”
คนร่างบางร้องอ้อ จะว่าไปผู้หญิงก็มีน้อยมากๆเหมือนกัน ช่างเป็เพลงดาบที่เลือกปฏิบัติเสียจริง
ลู่เว่ยหลงมองไกลออกไป เขาสังเกตเห็นคนผู้หนึ่ง ท่าทางสง่างาม แต่งกายแตกต่างจากศิษย์สำนักทุกคน คนผู้นั้นเดินๆยืนๆ คอยมองดูผู้ที่กำลังฝึกฝนอยู่ เขาะโแนะนำบ้างเข้าไปจับท่าให้ถูกต้องบ้าง ศิษย์ทุกคนต่างก็ให้ความเคารพเป็อย่างดี
“ผู้นั้นคือท่านฉินหย่งชางขอรับ” จิ้นฝานเอ่ยเมื่อเห็นคุณชายมองด้วยท่าทางงงๆ
ลู่เว่ยหลงนึกขึ้นได้ทันที ใบหน้าคุณชายรองฉินปรากฏขึ้นในความคิด
ฉินหย่งชาง ลูกชายของฝูฮูหยิน เขามีใบหน้าคมแต่แฝงความอ่อนโยน มีเสี้ยวของฝูฮูหยินอยู่เล็กน้อย แต่เอียงไปทางประมุขฉินเสียมากกว่า ความสามารถทางกระบี่ถึงจะเป็รองพี่ชายแต่ก็นับได้ว่าแข็งแกร่ง นิสัยช่างต่างจากฝูฮูหยินยิ่งนัก
ตัวฉินหย่งชางไม่มีความทะเยอทะยานอยากแย่งความเป็หนึ่งจากคนพี่ และส่งเสริมให้สำนักดาบมีความเป็ระเบียบเรียบร้อยได้เป็อย่างดี ความสัมพันธ์กับคุณชายลู่ถือว่าไม่ดีไม่ร้าย เนื่องจากไม่ค่อยได้พบหน้ากันตรงๆเท่าใดนัก
ขณะกำลังมองดูเหล่าศิษย์ฝึกกันเพลินๆ ก็มีร่างสูงในชุดสีเทาร่างหนึ่งวิ่งเหยาะๆเข้ามาหา ใบหน้าเข้มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
ลู่เว่ยหลงเลิกคิ้ว ในที่สุดตัวละครที่เขากำลังรออยู่ก็มาแล้ว...
“ข้าได้ข่าวจากศิษย์น้องของข้าว่าคุณชายป่วยหนัก อาการดีขึ้นแล้วหรือขอรับ”
ชายหนุ่มยิ้มไปจนถึงตา สีหน้าพราวระยับดุจคุยหยอกล้อกับเหล่าสตรีในโรงเตี๊ยม สายตากวาดจ้องมองร่างบางเหมือนจะปลิวลมของลู่เว่ยหลงจากหัวจรดเท้า แล้วกลับมาส่งตาวิบวับให้คุณชายอีกครั้ง
“เจอกันครั้งล่าสุดก็เกือบสองเดือนแล้ว ครั้งนั้นคุณชายมีท่าทีแปลกๆ ข้านึกว่าเป็เพราะข้าแกล้งหยอกคุณชายมากเกินไปหน่อย แท้จริงแล้วเพราะคุณชายน่าจะรู้สึกป่วยอยู่นี่เอง”
จางฉวนเท้าเอวพูดด้วยท่าทางสบายๆอย่างคนกันเอง ไม่ผิดกับความทรงจำของลู่เว่ยหลงคนก่อนเลย
ก่อนหน้านี้จางฉวนมักจะเข้าหาคุณชายลู่และชวนคุยผูกมิตรอย่างสม่ำเสมอเช่นนี้แหละ แต่คุณชายลู่กลับรู้สึกรำคาญและอึดอัดกับท่าทีของจางฉวนสุดๆ เพียงแค่เดินผ่านก็ต้องถูกรั้งไว้ พูดคุยหยอกล้ออยู่ฝ่ายเดียวกว่าชั่วยามถึงจะปล่อยไป ไม่รู้จะทำอย่างไรให้ต่างคนต่างอยู่ เห็นร่างบึกบึนของจางฉวนแล้วก็ยิ่งไม่กล้าพูดความ้าของตนเอง ได้แต่ก้มหน้าก้มตายืนฟังอย่างสงบเสียทุกที
“ท่านไม่ต้องไปฝึกซ้อมหรือ?”
ลู่เว่ยหลงพูดหน้านิ่งๆ จางฉวนเผยหน้าตาเบิกบานดีใจอย่างปิดไม่ได้ขึ้นมาทันที คุณชายลู่พูดโต้ตอบกับเขาเป็ครั้งแรกรึนี่?
“ข้าฝึกในส่วนของข้าเสร็จแล้ว เหลือก็แต่คอยคุมศิษย์น้องเหล่านี้เท่านั้น คุณชายเป็ห่วงข้าหรือขอรับ?”
ลู่เว่ยหลงแอบถอนหายใจ ไม่ตอบคำ ผินสายตาไปมองทางอื่น
เขาเริ่มเข้าใจอะไรๆมากขึ้น จางฉวนคนนี้เล็งเขาไว้นี่เอง แต่วิธีการออกจะไม่เหมาะกับคนเก็บตัวอย่างคุณชายไปหน่อยนะ
ว่าแต่เมื่อครู่นี้จางฉวนบอกว่าเจอกันครั้งสุดท้ายเกือบสองเดือนที่แล้วงั้นรึ งั้นก็คงอยู่ใน่ที่คุณชายพบเจอเื่หนักใจอะไรสักอย่างจนทำให้เริ่มไม่กินไม่ดื่มพอดีกระมัง
แบบนี้แปลว่าจางฉวนคนนี้ก็คงไม่เกี่ยวกับเหตุผลที่คุณชายลู่คิดทำร้ายตัวเอง... รึเปล่านะ?
ลมพัดแรงมาอีกวูบจนคนร่างบางจามติดกันสองครั้ง จิ้นฝานกุลีกุจอหยิบผ้าเช็ดหน้าเนื้อดีมาให้เขาใช้ซับน้ำมูก แก้มและปลายนิ้วของเขาเริ่มแดงจากอากาศหนาว
จางฉวนมองคนรูปงามตรงหน้าอย่างหลงใหล
คุณชายลู่เรียกได้ว่าเป็เกอที่สวยสมบูรณ์แบบ ใบหน้าเล็ก ผมยาวที่รวบครึ่งหัวไว้ด้วยผ้าของเกอมีประกายสีน้ำตาลเข้มสลวย ดวงตาสีอ่อนกลมโต จมูกกับปากรับกันกับรูปทรงหน้าดูนุ่มนวล คุณชายลู่มีร่างกายที่อ่อนแอและมักมีสีหน้าเหนื่อยล้า ไม่ว่าใครที่พบเห็นต่างก็อยากยื่นมือเข้ามาช่วยเอาอกเอาใจดูแล
ตัวเขาสนใจคุณชายลู่มาั้แ่แรกเห็น ใจคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรให้คุณชายสนใจในตัวเขาดี แต่คุณชายไม่แม้แต่จะต่อบทสนทนาของเขาเลยสักครั้ง
ร่างเล็กบางที่ยืนโอนเอนตามแรงลมทำให้จางฉวนอยากปรี่เข้าไปช่วยประคอง แต่เมื่อเขานึกถึงสายตาเปี่ยมด้วยจิตสังหารของ ‘รองประมุข’ คนนั้นที่เคยส่งมาให้เขาแล้วก็ต้องหยุดกึก
จางฉวนหลับตาปี๋ เกิดความครั่นคร้ามในใจเข้ามาเกาะกุมอย่างฉับพลัน สายตานั้นของรองประมุขเขาเหลือบไปเห็นด้วยความบังเอิญในขณะที่เขากำลังแกล้งแหย่คุณชายลู่ด้วยความคึกคะนอง จางฉวนกลืนน้ำลายแล้วสะบัดหัวแรงๆ
ถ้าวันนี้เขายังสลัดภาพสายตานั้นไม่หลุดแล้วก็... คืนนี้เขาต้องนอนไม่หลับแน่ๆ!
“เพลงกระบี่นี้เริ่มฝึกได้ตอนอายุเท่าไหร่หรือ?”
ลู่เว่ยหลงหันไปชวนคุยในเื่ที่อยากรู้ จางฉวนกระตือรือร้นตอบ
“เริ่มฝึกขยายลมปราณั้แ่ก่อนอายุสิบหนาว เมื่อไหร่ที่ลมปราณแข็งแกร่งมากพอจะรับเพลงกระบี่นี้ได้ ก็สามารถเริ่มฝึกได้เลยขอรับ”
จางฉวนชี้ไปทางเด็กๆ
“ในกลุ่มศิษย์น้อยเ่าั้มีคนหนึ่งเริ่มฝึกั้แ่สิบสองหนาว ถือว่าอายุน้อยมากแล้วขอรับ แต่ก็มีที่อายุน้อยกว่านี้อีกขอรับ”
“อายุเท่าไรหรือ?”
“เจ็ดหนาวขอรับ”
“ไม่จริงน่า”
ลู่เว่ยหลงทำหน้าไม่เชื่อ หันไปมองเด็กๆกลุ่มนั้นอีกครั้ง สิบกว่าขวบก็ตัวเล็กนิดเดียว จะยกกระบี่ไหวหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แล้วนี่เจ็ดขวบ? เด็กป.2 เนี่ยนะ?
เขาเหลือบไปมองเพลงศิษย์รุ่นพี่ที่กำลังฝึกเพลงกระบี่ เสียงตวัดและปลดปล่อยปราณรุนแรงเป็อย่างมาก เื่นี้เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด
“จริงขอรับ เื่นี้ท่านประมุขเป็คนพูดเองเลยขอรับ”
“แล้วใครกันรึ? ยังอยู่ที่สำนักนี้หรือไม่?”
“อยู่สิขอรับ ท่านนั้นคือท่านรองประมุข ฉินหย่งสือ ขอรับ”
ในหัวของลู่เว่ยหลงเหมือนมีะเิลงดัง ตู้มมมมม
อะ... อัจฉริยะยังไงอัจฉริยะอยู่วันยันค่ำสินะ เหมือนว่าคุณชายใหญ่คนนี้จะเก่งกาจเกินหน้าเกินตาคนปกติไปมากโข ถ้างั้นนี่อาจจะเป็เื่ที่ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ก็ได้
ลู่เว่ยหลงหนังศีรษะชาหนึบ มือทั้งสองข้างเย็นจัด เหงื่อเริ่มไหลลงจากกลางหลังทั้งๆที่อากาศหนาว การหายใจเริ่มปั่นป่วน
ลู่เว่ยหลงเริ่มสะกิดใจ
เดี๋ยวก่อนนะ อาการแบบนี้มันคืออาการหวาดกลัวของคุณชายลู่สินะ? ว่าแต่ ทำไมจู่ๆก็รู้สึกหวาดกลัวขนาดนี้ขึ้นมาได้ล่ะ? เขาก้มลงมองดูมือที่กำลังสั่นเทาของตนเอง ริมฝีปากก็เริ่มที่จะสั่นด้วย ลู่เว่ยหลงนิ่งนึกย้อนกลับ
ไม่น่าใช่เื่อายุเจ็ดขวบ จะว่าช็อกก็ไม่ช็อกขนาดนั้น แปลว่าที่มาความกลัวคือบุคคล? บุคคลที่ว่าคือ...
ท่านรองประมุขฉินหย่งสือ?
ทันใดนั้นทั้งร่างของคุณชายลู่ก็เกิดสั่นขึ้นมาอย่างรุนแรง สมองเกิดอาการตึงขมวด หน้าอกเต้นตุบรัวเร็วเหมือนกลอง
จิ้นฝานใ “คุณชายหนาวหรือขอรับ รีบกลับเรือนกันเถิดขอรับ”
“ใกล้ยามอิ่วแล้ว คุณชายกลับเรือนก่อนอากาศจะเย็นลงกว่านี้เถิดขอรับ” จางฉวนรีบบอกเมื่อเห็นอาการไม่สู้ดีของคนร่างบาง
ลู่เว่ยหลงยังคงนิ่ง เขาลองคิดถึงคนที่ชื่อฉินหย่งสืออีกครั้ง
ฉินหย่งสือ!
บรื๋ออออ
ฉินหย่งสือ!
บรื๋ออออ
ฉินหย่งสือ!
บรื๋ออออ
ลู่เว่ยหลงสั่นจนเหนื่อย ดูท่าจะจริงแล้วล่ะ คุณชายลู่คนนี้หวาดกลัวคนๆนี้เข้าจับหัวจิตหัวใจ เพียงแค่ได้ยินชื่อจากปากคนอื่นก็รู้สึกครั่นคร้าม เพียงแค่นึกถึงก็ตัวสั่นเป็ลูกนก
คนหน้าซีดสูดหายใจลึกทำใจกล้า ลองพยายามนึกถึงใบหน้าของคนที่ว่านี้ดู
แต่กลับไม่เห็นอะไรเลย
ทุกอย่างถูกบดบังด้วยหมอกมัว จะเห็นก็แค่... เท้า? เท้าทั้งสองข้างของคนๆนั้นแบบไกลๆ แค่เท้าเท่านี้เองหรือ? หรือว่าคุณชายลู่จะหวาดกลัวเอามากจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าต่อหน้าเขา อีกทั้งไม่ยอมเข้าใกล้ ไม่มีความทางจำเื่เสียงเลยแม้แต่น้อย
โถ... น่าสงสาร
สงสารคนๆนั้นหรอกนะ! เขาเป็คนส่งจ้าวหนิงเฟิ่งเพื่อมารักษาร่างหักๆนี้มิใช่หรือ? ไม่ได้แปลว่าเขามีความเป็ห่วงเ้าของร่างนี้เลยหรือไง? แถมเมื่อขณะที่คนๆนั้นยังอยู่ที่จวนนี้ ก็คอยคุ้มภัย ปกป้องมิให้คุณชายลู่ถูกคนใจร้ายพวกนั้นรังแกไม่ใช่หรือ? แล้วมันเพราะเหตุใดเล่า คุณชายลู่จึงได้กลัวจนหัวหดขนาดนี้
“คุณชายขอรับ คุณชาย”
จิ้นฝานเขย่าร่างเ้านายเบาๆเมื่อเห็นร่างบางนิ่งไป เด็กน้อยกลัวว่าไข้ของคุณชายจะกลับมาอีกครั้ง
“อะ.. อืม กลับกัน”
ลู่เว่ยหลงตอบ เขากำลังจะออกเดิน แต่ก็ตัดสินใจหันกลับมาหาจางฉวน
“รู้ไหมว่าประมุขฉินกับ ฉะ..ฉะ.. ฉิน.. คะ.. คุณชายใหญ่จะกลับมาเมื่อไร?”
จางฉวนทำหน้างงๆพักหนึ่ง แล้วตอบอ้อมแอ้ม
“ยังไม่ทราบเลยขอรับ ภารกิจครั้งนี้เห็นว่าเป็ภารกิจระดับั์ เป็ศึกใหญ่ที่ต้องรวมกำลังหลายแคว้นอาจจะใช้เวลานานกว่าครึ่งปี สำนักตระกูลฉินเพิ่งออกไปไม่ถึงสี่เดือน คงจะอีกสักพักใหญ่เลยขอรับ”
“อืม ขอบใจเ้ามาก ข้าขอตัว”
ลู่เว่ยหลงเดินกลับจวนด้วยอาการจิตหลุดลอย
คนๆนั้นทำดีกับคุณชายลู่อย่างคนอาทรมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน คุ้นๆเหมือนจะเป็เพื่อนวัยเด็กกันด้วยหรือเปล่านะ? แต่คนๆนั้นอายุมากกว่าคุณชายลู่หลายปี จะเป็เพื่อนกันอีท่าไหน? เพราะอะไรที่ทำให้คุณชายลู่หวาดกลัวคนๆนั้นได้เพียงนี้? เริ่มหวาดกลัวมาั้แ่เมื่อไร?
ข้อสงสัยเหล่านี้ไอ้ดินอย่างเขาต้องรู้ให้ได้ ต้องเอาชนะความกลัว จ้องหน้าที่โดนเซ็นเซอร์ด้วยหมอกศีลธรรมอันเป็ปริศนาให้กระจ่างให้ได้!
พลังใดก็ไม่ยิ่งใหญ่เท่าพลังเผือก!
ลู่เว่ยหลงตัดสินใจกับตัวเองแน่วแน่ ก่อนเดินลิ่วกลับเรือน
—————
คุณพี่ยังไม่ทันโผล่มาก็น่าสงสารเสียแล้ว 55555
รอติดตามอ่านกันด้วยนะคะ <3
ขอบคุณทุกๆกำลังใจค่า