บทที่ 10
พร้อมไม่ว่าจะอยู่ไหนก็ได้บทเป็คนบ้า
“ถึงหรือยังเนี่ยองค์ชาย” คนที่ทั้งเจ็บแผล และเริ่มเหนื่อยจากการเดินทางไม่รู้ปลายทาง หลังจากออกจากตัววัดมาก็เดินมานานมากแล้ว สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าไม้ ต้นไม้ใบหญ้าน้อยใหญ่ และดูซับซ้อนมาก เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย เดี๋ยวเลี้ยวขวา หากให้พร้อมมาคนเดียวมีหวังติดอยู่ในนี้ไม่ได้ไปไหนกันพอดี
“เงียบปาก แล้วเดินตามมา” องค์ชายเอ่ยบอกเสียงนิ่ง และเดินนำต่อไป
“จะไม่ให้ปากได้ไงเล่า รกขนาดนี้ องค์ชาย! รอด้วยยย เดี๋ยวงูกัดพร้อมมมม ตาปูดหน้าบวมก็แย่แล้วนะ” คนตัวเล็กเอ่ยเสียงเบา เพราะอ้าปากกว้างมากไม่ได้ เนื่องจากแผลที่ปาก พยายามวิ่งให้ทันอีกคน ก่อนจะทะลุป่ารกออกมาเป็ลานกว้าง มีกระโจมที่พักหลายหลังอยู่โดยรอบ แต่ก็ยังไม่เห็นใคร
“หู้ยย เหมือนหลุดมาคนล่ะโลกเลย” พร้อมเอ่ยกับตัวเอง พลางมองไปรอบๆ อย่างตื่นเต้น มองเห็นอุปกรณ์ฝึกหลายอย่าง มีม้า มีช้างอีกด้วย ซึ่งถูกขังไว้ในคอกของมัน มองดูโดยรอบเรียกได้ว่ากว้างขวางจนแทบจะเป็อีกเมืองได้อยู่แล้ว
“ตามข้ามา” เสียงนิ่งเอ่ยบอก ก่อนจะเดินนำไป พร้อมก็เดินตามอีกคนไป มองดูรอบตัวไปด้วย ก่อนจะเข้ามาในกระโจมใหญ่กระโจมหนึ่ง ซึ่งมีคนอยู่สามคน
“องค์ชายเก้า” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น ก่อนทั้งสามจะก้มหัวเคารพ ซึ่งไม่ได้ทำความเคารพแบบที่พร้อมเคยเห็น เพราะไม่ได้คุกเข่าถวายบังคม พอมองทั้งสามคนดีๆ บอกได้เลยว่าหล่อล่ำทุกคน หล่อในแบบของไทยแท้ๆ ไม่ได้เสริมเติมแต่ง ผิดสีกร้านแดด กับหุ่นล่ำสมชายชาตรี มันทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจอย่างไม่ต้องสงสัย พร้อมรู้สึกว่ามาอยู่นี่ก็ไม่เลวเหมือนกัน น่าจะมีอาหารตาให้ดูอีกเยอะเลย
“อะแฮม” คนตัวขาวที่กำลังเพลิดเพลินกับการชื่นชมชายหล่อเข้มทั้งสามสะดุ้งนิดๆ เมื่อคนที่พาตนมากระแอมออกมา
“เหตุใดถึงมาโดยมิบอกกล่าวเล่าพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ชายคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น พลางเดินมาหาคนที่ยืนอยู่ และอีกสองคนก็เดินตามมาด้วย
“มีเหตุนิดหน่อย ข้าเพียงมาอยู่มินานเท่านั้น”
“แล้วข้าหลวงที่ถูกทำร้ายมานี่เป็ผู้ใดกัน อย่าบอกนะว่าพระองค์เป็ผู้ทำร้ายข้าหลวงผู้นี้” ชายอีกคนเอ่ยอย่างใ มองดูข้าหลวงตัวเล็กกับองค์ชายเก้าสลับไปมา
“ใช่ที่ใดกัน เ้าเห็นข้าชอบรังแกผู้ด้อยกว่าอย่างนั้นรึ” เสียงนิ่งเอ่ยต่อ ใช้ห่างตามองคนที่ดูจะไม่สนใจอาการเจ็บป่วย แต่มองทหารของตนอย่างไม่เก็บอาการอย่างไม่ชอบใจนัก
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ พระองค์มิเคยพาผู้ใดมาด้วย แลเมื่อพามาก็มาด้วยสภาพเช่นนี้ กระหม่อมเพียงตั้งข้อสงสัยเท่านั้น”
“คุณพร้อม เป็ข้าหลวงคนสนิทของข้า นี่นายกองยศโทนามว่าประกิต อีกผู้คือนายกองยศตรีนามว่าเลิส แลนายหมวดยศเอกนามว่าปาน” องค์ชายเอ่ยแนะนำ คนตัวเล็กยิ้มหวาน พลางเอาผมทัดหูอย่างเหนียมอาย ทั้งที่ไม่มีความอายสักนิด
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับทุกท่าน”
“เลิกแสดงกิริยาอ้อล้อเช่นนี้แล้วรีบตามข้ามา” ว่าจบก็เดินนำออกจากกระโจมไปทันที ไม่ทันให้ทหารทั้งสามนายได้กล่าวทักทายด้วยซ้ำ แต่คนตัวเล็กก็ยังไม่เดินตามออกไป ยังคงยิ้มหวานให้ทหารสุดกร้าวใจต่ออย่างลืมตัว
“คุณพร้อม!” เสียงแข็งๆ ดังขึ้นมาอีก
“ไปแล้ว ขัดความสุขจริงๆ เลยองค์ชายเนี่ย ไปก่อนนะครับ ไว้เจอกันใหม่น้าคุณนายกอง นายหมวด” คนตัวชาวโบกมือลา ก่อนจะรีบตามคนที่เรียกตนอยู่ออกไปด้วยความเร็วแสง ปล่อยให้นายทหารทั้งสามที่ไม่เข้าใจอะไร มองหน้ากันอย่างฉงนต่อไป
“ข้าหลวงขององค์ชายกิริยาแปลกนัก” ประกิตเอ่ยอย่างนึกขำ
“ข้ามิเคยพบเคยเห็นข้าหลวงเช่นนี้มาก่อนเช่นกันขอรับ” ปานเอ่ยขึ้นบาง ได้แต่มองตามหลังสองคนที่พึ่งออกไปอย่างงงงวยๆ
“มิใช่แค่ข้าหลวงผู้นั้นหรอกที่แปลก องค์ชายก็แปลกมิต่างกัน” ทั้งสามมองหน้ากันอย่างรู้กัน ก่อนจะยิ้มออกมาเหมือนกับเจอเื่สนุก
.
.
“องค์ชาย แฮกกๆๆ เดินเร็วไปไหนเนี่ย พร้อมเจ็บอยู่นะครับ” คนตัวขาวได้แต่จับเข่าของตนอย่างเหนื่อยหอบ ไม่รู้อีกคนจะรีบเดินไปไหน
“กิริยามิงามเช่นนั้นอย่าให้ข้าเห็นอีก ผู้อื่นเห็นจะคิดอย่างไร ข้าหลวงที่ถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างดีจะต้องมีมลทินเพราะเ้าผู้เดียวหรือ อ้อล้อผู้ชายเช่นนี้ข้าก็พึ่งจะเคยเห็น มิงามตานัก” องค์ชายมาดนิ่งหยุดเดิน และหันมาตำหนิพร้อมเสียงเข้ม
“โห่ แค่ชื่นชมเฉยๆ ยังไม่ได้อ้อล้อเลยซักนิดเดียว คนเราเห็นของสวยๆ งามๆ ก็ต้องมีอาการกันบ้างสิครับ ไม่ได้หรือไงเล่า อะ เจ็บ” คนตัวขาวเถียงกลับเสียงเบา ตนไม่ได้คิดจะทำอะไรสักนิดเลย แค่ชื่นชมในฐานะอาหารตาเท่านั้น ก่อนจะจับปากตัวเอง เพราะเผลออ้าปากพูดกว้างไปหน่อย ทำให้เจ็บแผลขึ้นมา
“ควรแล้วรึ” เสียงแข็งๆ ของอีกฝ่ายเอ่ยอย่างตำหนิต่อ
“วุ้ย เื่เยอะจัง งั้นไม่อ้อล้อคนอื่น แล้วอ้อล้อองค์ชายแทนได้ไหมล่ะ” คนตัวเล็กเอ่ยอย่างไม่นึกกลัว อีกคนได้แต่ขมวดคิ้วกับสิ่งที่อีกคนกล่าว
“ข้ากำลังตำหนิเ้าที่ทำกิริยามิงาม ยังจะมาพูดเล่นอีกรึ เหตุใดมิรู้สำนึกเสียบ้าง”
“แรง! ใครว่าพูดเล่นเล่า เดี๋ยวจะอ้อล้อให้ไปไม่เป็เลย ดุดีนัก” พร้อมบอกต่อ มองหน้าอีกคนอย่างหยอกล้อ พร้อมกับอมยิ้มมองตาอีกคนอย่างมีเลศนัย จนร่างสูงเป็ฝ่ายหันหน้าหนีแทน
“ข้ามิอยากพูดกับคนวิปลาสเช่นเ้าแล้ว กล่าวไปก็เสียเปล่า รีบตามข้ามา ข้าจะพาไปที่พักของเ้า” คนตัวสูงว่าจบก็เดินนำไปทันที
“นึกว่าจะแน่ โถ่..พ่อนักรบแต่ขาดประสบการณ์รัก น่าเอ็ดดูดีแฮะ” คนตัวขาวเอ่ยอย่างถูกใจ
“ยังจะยืนยิ้มเป็คนบ้าอยู่อีก รีบตามมาเสีย” พร้อมได้แต่ยิ้มขำคนที่ไม่วายหันมาดุตนอีก ก่อนจะรีบเดินตามอีกคนไป
“กระโจมหลังนี้เป็ของเ้า เข้าไปจัดการความเรียบร้อยเองเสีย” คนตัวสูงเอ่ยบอก เมื่อมาถึงกระโจมหลังหนึ่ง ซึ่งก็มีกระโจมอยู่ติดกันอีกสองกระโจม
“แล้วองค์ชายพักไหนล่ะครับ” คนตัวเล็กถามขึ้น
“กระโจมนี้ หากมีกระไรสำคัญก็มาเรียกข้าได้” คนตัวสูงบอกกลับ พร้อมมองกระโจมข้างๆ ตนอย่างสำรวจ ก็ไม่ได้ดูหรูหราแตกต่างจากกระโจมอื่น ดูแล้วก็เหมือนกับทุกหลัง เลยสรุปได้ว่าองค์ชายเก้าติดดินกว่าที่คิดเยอะเลย
“ว้า พร้อมคิดว่าจะได้พักกระโจมเดียวกับองค์ชายแล้วนะเนี่ย” คนตัวขาวแกล้งพูดขึ้นมา พลางยิ้มให้อีกคนไป ก่อนจะได้สายตาดุๆ กลับมา
“องค์ชายไม่อยากพักกับพร้อมเหรอครับ” คนตัวเล็กเอ่ยเสียงหวาน พลางเดินเข้าไปหาอีกคนใกล้ๆ หวังให้องค์ชายเสียอาการ แต่อีกคนกลับยืนนิ่ง
“ว่าไงครับ โอ๊ยย! เจ็บนะองค์ชาย นี่ก็ช้ำไปทั้งตัวแล้วนะ ไม่สงสารกันบ้างหรือไง ชิ” คนตัวขาวร้องออกมาเสียงดัง พลางเอามือประคองแผลที่ปากของตนเองเอาไว้ หลังจากอีกคนใช้นิ้วจิ้มลงที่แผลของตน
“จะได้หลาบจำ มิทำกิริยาเช่นนี้อีก แลที่เจ็บก็ทำตัวเองทั้งนั้นมิใช่หรือ” คนตัวสูงเอ่ยเสียงนิ่ง ทั้งที่มุมปากแอบยกขึ้นมานิดๆ อย่างห้ามไม่ได้
“หึ้ยย! หยอกก็ไม่ได้” คนตัวขาวบ่นไม่จริงจังอะไร
“เอาแต่พองาม รีบเข้าไปพักเสีย ข้าจะให้เ้าเริ่มฝึกวันพรุ่ง ประเดี๋ยวถึงเวลาอาหารเย็นจะให้คนมาแจ้ง” ร่างสูงใหญ่เอ่ยบอกต่อ
“นี่เบาสุดๆ แล้วเถอะ ยังไม่ได้สวมิญญานางแมวยั่วสวาทเลย ชิ”
“พูดจามิรู้ความ ข้าไปแล้ว เ้าก็รีบเข้าไปพักเสีย” ว่าจบร่างสูงก็เดินไปที่กระโจมของตนทันที
“ไม่ให้อ้อล้อคนอื่น ค่อยดู! พร้อมจะอ้อล้อองค์ชายนี่แหละ ให้ตบะแตกไปเลย บ่นดีนัก อ่าส์ เจ็บ จิ้มมาได้” คนตัวเล็กเดินเข้ากระโจมของตัวเองบ้าง
“เตียงแข็งซะ นี่เหรอวะรสชาติชีวิตของไอ้พร้อม” คนตัวขาวมองดูเตียงที่แข็งกว่าเตียงที่วังหลายเท่าอย่างเหนื่อยใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าตนต้องมาใช้ชีวิตเหมือนมาเข้าค่ายลูกเสือแบบนี้ แต่คิดอีกที่น่าจะเป็เข้าค่ายพ่อเสือมากกว่า เพราะเ้าของค่ายดุอย่างกับเสือแหนะ เอะอะก็บน อะไรๆ ก็ไม่งาม
“พร้อม” เสียงเรียกของคนที่พึ่งแยกกันดังขึ้นหน้ากระโจม พร้อมรีบลุกออกไปดูทันที
“ขึ้นถึงพร้อมแล้วหรือครับองค์ชาย” คนตัวเล็กยิ้มถาม แต่อีกคนกลับถลึงตาใส่เสียอย่างนั้น
“ข้านำยามาให้ เอาไปทาเสีย แผลจะได้หายไวๆ” คนตัวใหญ่เอ่ยบอก ก่อนจะยื่นตลับทองแดงให้อีกคน พร้อมรับมา ก่อนจะเปิดดู ซึ่งก็พบว่าเป็ผงสีเหลือ และมีกลิ่นฉุนตามแบบฉบับของยาสมุนไพร
“ขอบคุณครับ ใจดีแบบนี้ คิดอะไรกับพร้อมปะเนี่ย” พร้อมเอ่ยเสียงทะเล้น พลางมองอีกคนอย่างหยอกล้อ
“พูดจามิเคยรู้ความ รีบนำไปทาเสีย” ว่าจับก็เดินกลับที่พักของตนไปทันที พร้อมได้แต่มองตามอย่างนึกงงในความมาเร็วไปเร็วของอีกคน
“เฮ้ออ แล้วมันทายังไงวะเนี่ย” คนตัวเล็กกลับเข้ามาในที่พักก่อนจะเอาผงสีเหลืองทาที่แผลของตน และทาตามแขนและขาไปด้วย เพราะมีรอยช้ำอยู่ จนกลายเป็ตัวเหลือไปทั้งตัว และยังมีกลิ่นยาตลบอบอวลไปทั่วห้อง
“เราทาทั่วขนาดนี้ น่าจะหายเร็วขึ้นแล้วล่ะ” คนตัวเล็กพยักหน้ากับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเอาตลับยาไปวางไว้ที่โต๊ะข้างเตียง และกลับมานอนลงที่เตียงแข็งๆ อย่างอ่อนเพลีย จนถึงเวลากินข้าวก็ได้ยินเสียงคนมาตาม
“คุณพร้อมขอรับ คุณพร้อม”
“ออกไปแล้วครับ” คนตัวเล็กรีบออกมาข้างนอกทันที และพบว่าเป็ทหารนายหนึ่งมาตามตน
“เอ่อ เหตุใดถึงได้เหลืองทั้งตัวเช่นนี้เล่าขอรับ แลมีกลิ่นยาเต็มตัวเลยขอรับ” นายทหารเอ่ยถามพลางมองอีกคนอย่างสงสัย และขยับออกห่าง เพราะกลิ่นยาที่เข้าจมูก
“นี่ไง ทาแผล บังเอิญมีรอยเต็มตัว พร้อมก็เลยทาให้ทั่ว จะได้หายเร็วๆ มาตามไปกินข้าวใช่ไหม รีบนำไปเร็ว เราหิวแล้ว” คนตัวขาวเอยบอก อีกคนได้แต่มองอีกคนด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้จะใกับภาษาแปลกๆ ที่อีกคนใช้ หรือการเอายาทาไปทั้งตัวของอีกคนแทน
“อะ เอ่อ ตามข้ามาขอรับ” ว่าจบก็พาคนตัวขาวเดินไปทันที
“อุ๊ป! อือหืออออ อยากพาพวกสามนางเพื่อนรักมาด้วยจริงๆ อาหารตาดีๆ ทั้งนั้น” คนตัวขาวเอ่ยอย่างชอบใจ เมื่อเข้ามายังบริเวณที่มีคนมารวมตัวกันอยู่ บางคนใส่เสื้อ บางคนไม่ใส่เสื้อ ดูแล้วก็เพลินตาไม่เบาเลยจริงๆ คนตัวขาวเดินมายังบริเวณตรงกลางด้านหน้าคนที่นั่งกันอยู่หลายชีวิต ก่อนจะยิ้มหวานให้คนที่ยืนรอตนอยู่
“อึก ท่านทำสิ่งใดมากันคุณพร้อม เหตุใดถึงมีกลิ่นยาเต็มตัวเช่นนี้” พร้อมจำได้ว่าคนที่พูดกับตนชื่อเลิส เป็นายกองอะไรสักอย่าง
“ยาทาแผลครับ องค์ชายให้มา” คนตัวขาวบอกกลับด้วยรอยยิ้ม
“เหตุใดมิทาเพียงที่แผล เอามาทาทั้งตัวเช่นนี้ด้วยเหตุใด” องค์ชายเอ่ยถามเสียงติดดุนิดๆ พร้อมก้มมองตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าตอบอีกคนไป
“ก็พร้อมเป็แผลทั้งตัวนี่นา นี่แผลช้ำเป็จ้ำๆ เลยครับ” คนตัวขาวยกแขนขึ้นพลางพับแขนเสือให้อีกคนดู
“ยาที่ให้ใช้กับแผลสดเท่านั้น เ้าอายุเท่าใดแล้ว เหตุใดมิรู้จักคิด เอามาทาเช่นนี้ไม่หมดแล้วหรือ”
"งะ แล้วตอนไห้ไม่บอกเล่า" พร้อมหน้ามุ้ยว่ากลับ ตนก็กลัวจะปวดมาก เลยรีบทายาให้ทั่ว ใครจะรู้ว่าแบ่งแผลสดกับฟกช้ำออกจากกัน ยาพารายังรักษาได้ทุกโรคเลย
"ยังจังทำหน้าเช่นนี้อีก"
“อย่าดุต่อหน้าคนเยอะสิครับ ไว้ค่อยดุตอนอยู่สองคนนะ” คนตัวเล็กกระซิบบอกเสียงเบาให้ได้ยินกันสองคน ซึ่งองค์ชายถอนหายใจออกมา ก่อนจะหันไปหาทหารของตน
“นี่คุณพร้อม เป็คนสนิทของข้า จะมาฝึกกับเราที่ค่ายแห่งนี้สักพัก” คนตัวใหญ่เอ่ยบอกกลับทหารของตน ทำให้หลายสายตาจับจ้องมาที่พร้อม คนตัวเล็กก็ยิ้มไปให้
“อาจจะพูดจาเลอะเลื่อนไปบ้าง พวกเ้าก็อย่าได้ถือสาไปเล่า”
“องค์ชาย! พร้อมไม่ได้บ้านะ” คนตัวขาวกัดฟันเรียกอีกคนเบาๆ พูดแบบนี้หักหน้ากันชัดๆ ตอนนี้ทุกคนคงคิดว่าพร้อมเป็คนบ้าอย่างไม่ต้องสงสัย ไหนจะตัวเหลืออาบไปด้วยยา ไหนจะพูดจาเลอะเลือนอีก
"คนดีๆที่ใดจักเป็เช่นเ้ากัน เจ็บตัวแล้วยังทำตัวเช่นนี้อีก"
"พร้อมไม่คุยด้วยแล้ว" พร้อมสะบัดหน้าหนี้ไม่พูดด้วย มองไปยังโต๊ะที่ตั้งอาหารเอาไว้ โดยให้แต่ละคนลุกไปหยิบอุปกรณ์และตักกันเอาเอง แต่ก็ยังเป็ระเบียบดีไม่มีใครแซงคิวใครให้เสียอารมณ์ คนตัวขาวจึงจะไปตักด้วย แต่โดนดึงคอเสื้อไว้ก่อน จึงต้องหันไปดูว่าใครมาขัดขวางเวลากินของตน
“องค์ชาย ดึงพร้อมไว้ทำไมครับ พร้อมจะไปเอาข้าว หิวไส้กิ่วหมดแล้ว”
“อาหารส่วนของเ้าอยู่นี่ แลมานั่งทานตรงนี้” คนตัวสูงชี้ไปที่แคร่ที่มีหม้อแยกเอาไว้อยู่ และมีอีกแคร่เล็กๆ ให้ตนนั่ง
“แล้วองค์ชายนั่งไหน”
“ข้านั่งกับนายกองทางด้านนี้” คนตัวสูงบอกกลับ ซึ่งก็ไม่ได้ไกลกันเลย ห่างกันเพียงแค่ห้าก้าวเท่านั้นเอง
“พร้อมไปนั่งด้วยได้ไหม” คนตัวเล็กเอ่ยอย่างนึกตื่นเต้น
“มิได้ มันมิงาม มีแต่ชายทั้งนั้น เ้าจะไปนั่งด้วยเช่นไร” คนตัวสูงบอกเสียงดุ พร้อมไหล่ตกทันทีที่ได้ยิน ตนต้องมานั่งกินข้าวคนเดียวทั้งที่คนอื่นมีกลุ่ม รู้สึกหดหู่อยู่เหมือนกัน
"พร้อมก็เป็ชายเถอะ" คนตัวขาวสวนกลับ แต่ได้สายตาดุๆของอีกคนมาแทน ถึงได้ยอมแพ้
“ก็ได้” คนตัวขาวเดินไปตักอาหารของตน ก่อนจะเดินไปนั่งที่ตามที่องค์ชายบอก พอเห็นว่าพร้อมไม่ดื้อ และทำตามที่ตนเองบอกแล้ว ร่างสูงก็ไปทานอาหารในที่ของตนบ้าง พลางหันมองอีกคนที่ตัวเหลืองอ่อยเป็ระยะ ซึ่งทุกครั้งพร้อมก็จะยิ้มให้อีกคนจนตาปิดทุกครั้งที่สบตากัน
“ไปได้ข้าหลวงผู้นี้มาจากที่ใดกันพ่ะย่ะค่ะ กิริยาแปลกแยก มิเหมือนข้าหลวงที่ข้าเคยเห็นแม้แต่น้อย” ประกิต นายกองโทเอ่ยถามอย่างนึกสงสัย มองไปที่พร้อมก็เห็นว่ากินข้าวเสียคำใหญ่โต ไม่มีว่าจะสงวนท่าทีแม้แต่น้อย แล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ทั้งแปลกตาและแปลกใจ องค์ชายมองตามก็ได้แต่ถอนหายใจออกมายาวๆ ดูอีกคนที่ปากแตก ตาปิดไปหนึ่งข้าง แต่ก็กินข้าวได้อย่างเอร็ดอร่อยนิ่ง
“ถึงจะรูปงาม แต่ก็แปลกพิลึกนะพ่ะย่ะค่ะ” นายกองอีกคนเอ่ยขึ้นมาบ้าง ซึ่งมองอย่างไรก็ไม่อาจมองเป็คนปกติได้ แอบเสียได้รูปโฉมไม่น้อยเลย
**********************************************************************************
#มาดึกแต่ก็มานะทุกคนนนนนนนนนน วุ่นวายไม่ไหว นี่ยังไม่พ้นวันนะคะ 55555