ตอนที่ 15
รุ่งเช้าวันใหม่มาเยือนอีกครั้ง แม้นว่าชีวิตคนเราจะต้องพบเจอความมืดมิดสักเท่าใด ก็ย่อมต้องพบพานแสงสว่างอีกเช่นกัน เพียงหลับตาและตื่นขึ้นพบกับสิ่งใหม่ๆ ดังเช่นหยุนเสวี่ยเฟิงในวันนี้ มันยังคงตื่นเช้าขึ้นมาวิ่งออกกำลังกายเช่นเดิม เมื่อนึกถึงตำรากระบี่ดับตะวันที่มันได้รับคืนก่อน มันก็ยิ่งอดทนรอที่จะเรียนรู้พลังปราณธาตุไม่ไหว
‘เมื่อไหร่พี่เหว่ยซานจะตื่น’ หยุนเสวี่ยเฟิงยังคงวิ่งต่อไป ่เช้าในวันนี้คล้ายว่าเวลาจะยืดออกไปเนิ่นนาน
หลังจากวิ่งออกกำลังกายเสร็จแล้ว เช้านี้หยุนเสวี่ยเฟิงก็ยังทบทวนท่ากระบี่พื้นฐานไปด้วย พื้นที่สนามหญ้าวันนี้ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่น อันเกิดจากฤดูที่กำลังจะผลัดเปลี่ยน ส่วนใบที่กำลังร่วงหล่นนั้นกลับกลายเป็เป้าซ้อมให้กับกระบี่ไม้ในมือเด็กน้อย
ฉับ!
ใบต้นหูกวางถูกตัดออกครึ่งกลางอากาศ พร้อมกันนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็ตวัดกระบี่ไม้ไปด้านหลัง สองเท้ายืนตรง มืออีกข้างยกชูดัชนีกระบี่เป็ท่าจบเพลงกระบี่
“ฟู่..”
หยุนเสวี่ยเฟิงถอนหายใจยาว เมื่อได้ลองใช้เพลงกระบี่พื้นฐานจนจบกระบวนท่าแล้ว จิตใจของมันคล้ายจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เหงื่อที่ไหลโทรมออกมาบ่งบอกว่ามันควรจะนั่งพักได้แล้ว
“เช้านี้ร้อนเสียจริง สภาพอากาศของโลกนี้คล้ายจะผันเปลี่ยนฤดูไปเรื่อยเปื่อย” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็หยิบพัดเมฆาโลหิตออกมากางแล้วพัดเข้าหาตัว เ้าพีดจีนสีดำนี้ยังคงคล้ายไม่มีสิ่งใดพิเศษ นอกจากลวดลายเมฆสีแดงแล้วตรงด้ามจับก็ไม่มีลวดลายอันใดอีก
‘ต้องมีระดับ30ก่อนหรือ.. อีกกี่ปีกันนะ?’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิด มันอดใจไม่ได้เลยที่จะลองถ่ายทอดพลังิญญาไปยังตัวพัดแต่แตกต่างจากครั้งก่อนคือตอนนี้มันใช้พลังิญญาบังคับให้พัดวาดสายลมให้มันแทนการใช้มือ
‘อา.. โชคยังดีที่ยังสามารถทำได้’ พัดเมฆาโลหิตลอยกลางอากาศ โบกสายลมเอื่อยเข้าหาตัว หยุนเสวี่ยเฟิงเอนกายพิงกับรากไม้ต้นใหญ่
ครั้งนี้ที่ใช้พลังิญญากับพัดเมฆาโลหิตนั้น มิได้ถ่ายทอดเข้าไปในตัวพัด หากแต่ว่าเป็เพียงการใช้พลังจับไว้เหมือนเช่นที่มันใช้กับตะเกียบไม้เท่านั้น
หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งนิ่งนานมันก็ยิ่งเคลิบเคลิ้ม เสียงนกไม้ภายในป่าใหญ่ก็ยิ่งขับกล่อมให้มันเข้าสู่นิทรา แม้นว่าจะหลับเต็มตื่นมาแล้ว แต่กระนั้นห้วงแห่งความฝันก็ยังย่างกรายเข้าปกคลุมดวงจิตของมัน
‘อยู่ต่อในกรงหรือจะออกโบยบิน..’ ในห้วงความฝัน พลันปรากฏร่างของเด็กสาวอาภรณ์สีฟ้าสดใส
“ท่านเป็ใคร?” หยุนเสวี่ยเฟิงพยายามจับจ้องหญิงสาวเบื้องหน้า แต่ในขณะนี้ภาพทุกอย่างคล้ายจะพร่ามัวไปหมดแต่แล้วภาพนั้นก็เริ่มเลือนหายไปเรื่อยๆ จากนั้นเหตุการณ์ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
รอบกายของหยุนเสวี่ยเฟิงกลับกลายเป็สวนพฤกษา เบื้องหน้าคล้ายจะมีเด็กสาวผมดำยาว ดวงตาสีฟ้าครามกำลังจ้องมองมัน โสทประสาทคล้ายจะรับรู้ถึงท่วงทำนองจากเครื่องดนตรีสายชนิดหนึ่ง
‘เ้าเป็ใคร?’ เด็กสาวถาม
“ข้าชื่อ...” ยังมิทันจะได้ตอบคำถามใด ถ้อยคำของหยุนเสวี่ยเฟิงพลันจางหายไป ภาพเด็กสาวเบื้องหน้าเริ่มถอยห่างจากตัวมันไปเรื่อยๆ
“อยู่ในกรงหรือโบยบิน?” เสียงสดใสยังคงถามคำถามเดิม
“ย่อมต้องโบยบิน!” หยุนเสวี่ยเฟิงะโลั่น ภาพเด็กสาวลอยห่างจางไปจนสัดท้ายกลับกลายเป็ผืนป่าเบื้องหน้า
“ความฝัน?” หยุนเสวี่ยเฟิงใตื่นขึ้น คำกล่าวสุดท้ายของมันคล้ายว่ามันจะละเมอะโออกมาพร้อมกับตื่นขึ้น
“โบยบิน? เหตุใดข้าจึงกล่าวเช่นนั้น” ภาพความฝันเมื่อครู่กลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงคำว่า’โบยบิน’ เท่านั้นที่ยังติดอยู่ในหัวของมัน
“เสวี่ยน้อย.. อาหารเช้าพร้อมแล้ว” ยังมิทันที่หยุนเสวี่ยเฟิงจะได้ขบคิดสิ่งใด เสียงเรียกด้วยพลังปราณวายุก็ลอยเข้ามาหามัน
หยุนเสวี่ยเฟิงสะบัดหน้าคราหนึ่งก่อนจะรีบลุกขึ้นและออกวิ่งกลับบ้าน พร้อมกับความฝันที่มันลืมเลือนไป ทว่ามันมิได้สนใจบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใกล้ตัวมันอีกด้วย
ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิงกำลังออกวิ่งไปนั้น เ้าพัดเมฆาโลหิตกลับยังคงล่องลอยอยู่ และยังลอยตามเด็กชายกลับบ้านไป!
“เสวี่ยน้อยหายไปไหนมา พี่สาวเรียกเ้าตั้งหลา..” เหว่ยซานกล่าวทักทายเมื่อเห็นว่าหยุนเสวี่ยเฟิงวิ่งมาหยุดตรงหน้านาง เพียงแต่ก่อนที่นางจะกล่าวจบ นางพลันเหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างกำลังพุ่งมาด้านหลังของเด็กชาย
“เสวี่ยน้อย!” เหว่ยซานดวงตาทอประกายสีส้ม นางรีบฉุดรั้งเด็กชายเข้ามาหาตัว พร้อมกันนั้นผ้าแพรสีอำพันก็ถูกดึงออกมา
เปรี้ยง!
เสียงะเิดังขึ้นสนั่นป่าเขา เมื่อปลายผ้าแพรถูกสะบัดกระทบเข้ากับวัตถุสีดำที่พุ่งเข้ามา กระแสพลังมากมายปะทุออกผลักดันทุกสิ่งในพื้นที่รอบๆให้กระเด็นออก
ผ้าแพรสีอำพันเมื่อจู่โจมสำเร็จก็วกกลับมาลอยวนเวียนหญิงสาวและเด็กชาย ส่วนวัตถุที่ถูกโจมตีนั้นถูกกระแทกจนถอยห่างออกไป
“มันคืออะไรหรือพี่ซานซาน?” หยุนเสวี่ยเฟิงใกับการกระทำที่ไม่บอกกล่าวล่างหน้า มันยืนตั้งหลักพร้อมกับมองไปยังวัตถุสีดำที่ลอยอยู่กลางอากาศไม่ไกล
“เมฆาโลหิต” เหว่ยซานกล่าวเสียงเย็น นางยังคงจ้องมองพัดดำลายเมฆที่ลอยอยู่ กระแสพลังสีแดงจางๆยังคงไหลเวียนไปรอบๆตัวมัน
“เอ๊ะ ข้าลืมไปเสียสนิท แต่ทำไมมันถึงยังลอยมาได้ ทั้งที่ข้าไม่ได้สั่ง.. แถมเมื่อครู่ข้านั้นหลับไป” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อนึกขึ้นได้ มันก็มองพัดสีดำอย่างพินิจ
เป็จริงดังที่มันกล่าว หากว่าเป็สิ่งของอย่างอื่น หากว่ามันไม่ได้คิดสั่งการใดๆ สิ่งของนั้นจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ อีกทั้งเมื่อมันหลับไป การใช้พลังิญญาที่ต่อเนื่องเพื่อควบคุมสิ่งของจะถูกหยุดไป
“เสวี่ยน้อยลองสั่งมันสิ” เหว่ยซานยังคงจ้องมองตาไม่พริบ เ้าพัดเมฆาโลหิตหยุดลอยอยู่ที่เดิม บัดนี้กระแสพลังสีแดงได้จางหายไปเกือบหมดแล้ว
ได้ยินเช่นนั้น หยุนเสวี่ยเฟิงมันก็กางมือไปยังพัดเมฆาโลหิต พลันนั้นตัวพัดก็ถูกหุบลง กระแสพลังสีแดงจางๆพลันหายไปก่อนที่พัดดำจะตกลงบนพื้น เหว่ยซานที่เห็นดังนั้นก็ถอดถอนหายใจ
“ทำไมมันจึงเป็เช่นนี้?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล้าๆกลัวๆ มันลังเลที่จะเดินไปเก็บพัดสีดำนั้น
“มันไม่มีอันตรายใดๆ เพียงแต่เมื่อครู่ พี่สาวคล้ายจะััถึงจิตของมันได้” เหว่ยซานกล่าวเช่นนั้น หยุนเสวี่ยเฟิงก็เบาใจ มันเดินไปเก็บพัดดำเข้ามิติเก็บของ
“จิตของมัน?” หยุนเสวี่ยเฟิงทวนคำ
“เป็จิตของยุทธภัณฑ์ระดับสูง เมื่อเราถ่ายทอดพลังิญญาเข้าไปในตัวมันเ้าจะพบว่ามันจะผลักดันออกมา แต่หากว่าเราควบคุมด้วยการห่อหุ้มพลังไว้ มันจะสามารถใช้พลังที่เรามอบให้ได้ เพียงแต่มีเงื่อนไขเพียงว่า ขณะนั้นเราต้องละความสนใจจากมัน” เหว่ยซานยังกล่าวต่ออีกว่า
“โชคยังดีที่มันไม่ทำร้ายเสวี่ยน้อยตอนหลับ ทีหลังอย่าหาทำอีก” หญิงสาวกล่าวเสียงดุเล็กน้อย นางรัดผ้าแพรไว้กับเอวแล้วชักชวนให้เด็กชายไปรับประทานอาหาร
ในขณะรับประทานอาหารเช้านั้นเอง หยุนเสวี่ยเฟิงยังข้องใจเื่พัดสีดำอยู่ มันจึงเอ่ยถามต่อ เหว่ยซายก็มิได้ปิดบังความรู้อันใด
“ในโลกแห่งนี้ยุทธภัณฑ์จะถูกแบ่งออกเป็สามระดับคือ ต่ำ กลาง สูง ระดับสูงจะมีจิตของมันแฝงอยู่ หากว่ายังไม่ได้เป็นายของมัน มันจะสามารถใช้พลังิญญาที่เรามอบให้มันได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็ในขณะที่เราไม่ได้สนใจจะควบคุมมัน” เหว่ยซานอธิบาย
“แล้วเหตุใดมันจึงไม่โจมตีข้าในตอนที่หลับ?”
“ยุทธภัณฑ์นั้น แม้จะมีจิติญญาสถิตอยู่ แต่มันก็มิได้มีความคิดซับซ้อนอันใด จากเมื่อครู่นี้ พี่สาวลองมาวิเคราะห์ดูอีกที มันคล้ายว่าจะตามเสวี่ยน้อยมาเท่านั้น”
“เช่นนั้นข้าก็ควรจะเก็บมันไว้ก่อน จนกว่าจะได้เป็นายของมัน, วันนี้พี่ซานซานจะสอนข้าใช้พลังปราณใช่หรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อหมดเื่สงสัยแล้วมันจึงรีบกินข้าวทันที
“วันนี้พี่สาวจะสอนเสวี่ยน้อยดูดซับพลังปราณธาตุจากหินธาตุ เพียงแต่ว่าเสวี่ยน้อยยังคงจำสัญญาประลองของเราได้หรือไม่?” เหว่ยซานยิ้ม เมื่อเห็นว่าเด็กขายผงกหัว นางก็กล่าวต่อว่า
“การประลองเป็การแลกเปลี่ยนวิชายุทธ เสวี่ยน้อยเมื่อได้รับตำราเคล็ดวิชาระดับ9มาแล้ว สมควรจะต้องประลองกับพี่สาวด้วยพลังทั้งหมด”
“พรวด!”
กล่าวถึงตรงนี้ข้าวในปากหยุนเสวี่ยเฟิงก็พุ่งออกมา มันสำลักจนต้องดื่มน้ำเสียอึกใหญ่
“พี่ซานซานระดับ70 แล้วข้าจะไปสู้ท่านได้ยังไง” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้ง
“พี่สาวจะใช้พลังิญญาเพื่อป้องกันเท่านั้น แต่เสวี่ยน้อยต้องใช้โจมตีและป้องกันไปด้วย จะว่าอย่างไร?”
“เช่นนั้นก็ได้” ได้ยินเช่นนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็เบาใจ ด้วยพลังของหญิงสาวที่มันได้เห็นก่อนหน้า หากมันต้องเป็ฝ่ายรับนั้นคงไม่เป็การดีแน่แท้
เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว หนึ่งหญิงสาวและหนึ่งเด็กชายก็เดินมายังสนามหญ้าที่เดิม บัดนี้มันได้เปลี่ยนเป็ลานฝึกอย่างเป็ทางการแล้ว เหว่ยซานโบกมือไปเบื้องหน้าพลันปรากฏหินหลากสีจำนวน9ก้อนเรียงรายกันออกมาจากนั้นจึงเริ่มอธิบายหลักการใช้พลังปราณธาตุ
“การจะใช้พลังปราณธาตุนั้น ขั้นแรกเราจะเริ่มจากการดูดซับพลังธาตุแรกกำเนิดเข้าไปในกระแสพลังิญญาในร่างกายก่อน” เหว่ยซานไม่ได้กล่าวปากเปล่า นางกางฝ่ามือออกไปยังหินหลากสีทั้งเก้า จากนั้นกระแสพลังหลากสีจากก้อนหินก็เริ่มถูกดูดออกมาเป็เส้นสายเข้ามาโอบล้อมร่างของนางไว้ เพียงไม่กี่อึดใจ หินพลังธาตุทั้ง9ก็หมดแสงลงกลับกลายเป็เพียงก้อนหินธรรมดา
“การดูดซับพลังธาตุแรกกำเนิดหรือระดับต่ำนั้น จะเป็การดูดซับเพื่อเปิดด่านเก็บกักพลังธาตุของเรา ต่อจากนั้นหากว่าใช้พลังธาตุที่เก็บกักจนหมดแล้ว จะใช้พลังิญญาในร่างกายเพื่อสร้างและเติมเต็มเข้าไปดังเดิม”
“แล้วระดับของพลังธาตุเป็อย่างไรหรือ?” หยุนเสวี่ยเฟิงมีคำถามขึ้นมาทันที หากว่าร่างกายได้เปิดด่านเก็บกักแล้วใช้พลังิญญาเพื่อสร้างพลังธาตุ แล้วเหตุอันใดยังจะต้องมีระดับอีก
“ระดับของพลังธาตุ จะแบ่งเป็ ต่ำ กลาง สูง และสุดขั้ว การจะแบ่งระดับได้นั้น ต้องดูจากปริมาณพลังธาตุที่กักเก็บไว้อธิบายตอนนี้จะยังไม่ชัดเจน ให้เสวี่ยน้อยลองดูดซับเสียก่อน” เหว่ยซานว่าแล้วนางก็นำหินพลังธาตุออกมาอีก9ก้อนแทนที่ของเดิม
หยุนเสวี่ยเฟิงสูดหายใจทำสมาธิคราหนึ่ง จากนั้นมันก็เริ่มแผ่พลังิญญาออกไปยังหินธาตุทั้งเก้า ชั่วขณะนั้นเองภายในห้วงจิตของมันกลับคล้ายมีดวงแสงบางอย่างผุดขึ้นมา จากนั้นเมื่อหินธาตุทั้งเก้าเริ่มทอแสงส่งพลังธาตุเข้าไปในร่างกายของมัน พลังิญญาที่กระจัดกระจายไปทั่วร่างก็เริ่มถูกบีบอัดให้เล็กลง กลับกลายเป็ดวงแสงขนาดใหญ่กว่าดวงแสงอีก9ดวง
กระบวนการทั้งหมดนั้นมิได้สร้างความเ็ปอันใดให้หยุนเสวี่ยเฟิง พลังิญญาที่ถูกบีบอัดให้กลายเป็ดวงแสงนั้นกลับทำให้มันสามารถควบคุมพลังได้ง่ายขึ้น ดวงแสงธาตุที่ก่อกำเนิดก็เริ่มโคจรหมุนเวียนดวงแสงพลังิญญา
“สำเร็จแล้ว..” หยุนเสวี่ยเฟิงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น ในขณะนี้ตัวมันคล้ายจะรับรู้ถึงพลังธาตุทั้งเก้าได้เลือนราง แต่เพียงเท่านี้ก็ถือว่าได้รับรู้แล้ว
‘นี่คือพลังธาตุหรือ?’ หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มััพลังธาตุทั้งเก้าภายในตัวของมัน มือน้อยทั้งสองข้างโอบเข้าหากัน จากนั้นราวกับมันจะได้เรียนรู้บางอย่างโดยมิได้ตั้งใจ
หยุนเสวี่ยเฟิงเริ่มใช้พลังิญญาชักนำพลังธาตุออกมาทันที เมื่อจินตนาการว่าจะใช้พลังธาตุไฟ ดวงแสงพลังิญญาก็เริ่มปลดปล่อยกระแสพลังกระตุ้นดวงธาตุไฟ พลันนั้นลูกไฟดวงเล็กก็ปรากฏขึ้นมาระหว่างสองมือน้อย
“เสวี่ยนน้อยเก่งมาก” เหว่ยซานมองเด็กชายด้วยแววตาชื่นชม
“เอ๊ะ!”
ยังมิทันจะได้พินิจดวงไฟในมือมันก็เลือนหายไปเสียแล้ว แทบจะในทันทีทันใด หยุนเสวี่ยเฟิงพลันรู้สึกได้ว่าพลังิญญาของมันถูกชัดนำไปฟื้นฟูดวงธาตุไฟที่อับแสงลงให้เริ่มสว่างขึ้นอีกครั้ง
“เป็เช่นนี้” หยุนเสวี่ยเฟิงจับััพลังิญญาในร่าง ปริมาณที่ใช้ในการฟื้นฟูนั้นน้อยยิ่งกว่าน้อย เทียบเท่ากับการใช้พลังิญญาห่อหุ้มสิ่งของเพื่อควมคุม แน่นอนว่ามันสามารถใช้พลังิญญาเพื่อการนี้ได้จจนหมดวัน
“เป็เช่นนั้น” เหว่ยซานทวนคำแล้วนางก็กล่าวอีกว่า
“ระดับพลังธาตุนั้นจะแบ่งตามคุณสมบัติที่เพิ่มเข้ามา ระดับต่ำนั้นเพียงแค่ััรับรู้และอาจจะใช้ออกมาได้เต็มที่เพียงห้าส่วนของพลังิญญาชักนำออกมา ระดับกลางสามารถใช้ออกมาได้เทียบเท่าการใช้พลังิญญาปกติ ระดับสูงสามารถใช้พลังธาตุออกมาได้โดยใช้พลังิญญาชักนำเพียงแค่ครึ่งเดียว และระดับสุดขั้วคือการเป็นายแห่งธาตุ เ้าจะสามารถใช้พลังธาตุได้ไม่จำกัดโดยมิต้องรอมันฟื้นฟูอีกเลย”
“สุดยอดขนาดนั้น?” หยุนเสวี่ยเฟิงตาถลึง
“แต่เสวี่ยน้อยอย่าลืมว่า การที่จะใช้พลังธาตุนั้นขึ้นอยู่กับพลังิญญาที่มี หากว่ามีพลังธาตุสุดขั้วแต่ระดับพลังิญญาแค่11แล้ว ยังมิทันจะได้ใช้ พลังิญญาก็จะหมดไปเสียก่อน”
“หัวใจหลักของการใช้พลังปราณธาตุจะสัมพันธ์กับระดับพลังิญญาเป็สำคัญ”
หยุยเสวี่ยเฟิงนิ่งขบคิด มันััได้ว่า ถ้าหากมันมีระดับพลังิญญาที่สูงขึ้น ดวงแสงพลังธาตุก็จะใหญ่และสว่างขึ้นเช่นกัน
“ระดับพลังปราณธาตุจะเพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อระดับพลังิญญาเพิ่มขึ้นใช่ไหมพี่ซานซาน?” หยุนเสวี่ยเฟิงตกผลึกความรู้ทันที แต่เหว่ยซานกลับส่ายหน้าและบอกว่า
“การจะเพิ่มระดับพลังธาตุนั้น เราจะต้องดูดซับพลังธาตุเข้ามาเท่านั้น และจะต้องดูดซับพลังธาตุจากวัตถุเฉพาะหรือสถานที่เฉพาะเท่านั้น น่าเสียดายที่พลังธาตุดินกับธาตุลมในถ้ำนั้น พี่สาวได้ดูดซับไปจนหมดแล้ว” เหว่ยซานถอดถอนหายใจ
“ทุกสิ่งที่ข้ามีในวันนี้ ก็เพราะพี่ซานซานมอบให้ทั้งหมด ไว้วันหน้าข้าย่อมต้องมีโอกาสพบพานพลังธาตุเป็แน่ ส่วนในวันนี้ข้าคงต้องขอให้พี่ซานซานช่วยอธิบายธาตุทั้ง9ได้หรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงในจริงของมันแล้วก็รู้สึกขอบคุณในสิ่งที่หญิงสาวมอบให้แก่มัน หรือไม่ก็อาจจะเริ่มรู้สึกมากกว่าคำว่าขอบคุณนี้
เหว่ยซานเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา นางลูบหัวเด็กชายคราหนึ่งแล้วจึงอธิบายต่อ
“พลังธาตุนั้นจะมีด้วยกัน9ธาตุ ประกอบไปด้วย ไฟ น้ำ ลม ดิน สายฟ้า ไม้ แสง มืด และสุดท้ายคือธาตุมิติ ธาตุเหล่านี้’ไม่มี’การสะกดข่มกันดังเช่นว่า น้ำน้อยแพ้ไฟ สายฟ้าผ่าลงต้นไม้มอดไหม้ ดินสามารถถูกลมพัดพา”
“แล้วธาตุมิติเป็อย่างไรหรือ?” ตามที่เหว่ยซานอธิบายมานั้น 8ธาตุจะมีอยู่เป็ธรรมชาติ เพียงแต่ธาตุมิตินั้น จะอย่างไรมันก็ดูจะแตกต่างออกไป”
เหว่ยซานชี้นิ้วไปยังกำไลหยกดำที่แขนของหยุนเสวี่ยเฟิง นางกล่าวว่า
“กำไลหยกดำนี้มีส่วนผสมของศิลาธาตุมิติ.. อันที่จริงแล้วธาตุมิตินั้นจะนับว่าไม่เป็ธาตุก็ได้ เพียงแต่การใช้โจมตีนั้นจะเป็การบิดกระชากห้วงมิติเข้าตัดหรือฟาดฟัน”
“หากจะให้ข้าเดา หินพลังธาตุมิติเป็สิ่งที่หายากที่สุดกระมัง” หยุนเสวี่ยเฟิงคาดเดา นอกจากธาตุมิตินั้น ศิลาธาตุอื่นๆดูจะหาได้ง่ายกว่าดังเช่นในธรรมชาติทั่วไป
“ถูกต้อง, อันที่จริงแล้วเครื่องประดับมิติเก็บของนั้น เป็ฝีมืุ์ที่สร้างขึ้นมา จากศิลาธาตุมิติระดับต่ำเท่านั้น” เหว่ยซานว่าแล้วก็หยิบศิลาธาตุมิติก้อนสุดท้ายของนางยื่นให้หยุนเสวี่ยเฟิงรับไว้แล้วกล่าว่า
“ศิลามิติระดับต่ำนั้นพบได้ยากยิ่ง หากไม่ให้ผู้ตื่นรู้แรกเริ่มดูดซับแล้ว ก็จะเอาไปทำเครื่องประดับมิติ”
“พวกเขาไม่ดูดซับให้พลังธาตุมิติเพิ่มหรือ? เพียงเล็กน้อยก็ยังดี” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวพลางดูดซับพลังธาตุมิติจากศิลาระดับต่ำ มันรู้สึกได้อย่างเลือนรางว่าดวงแสงธาตุมิติของมันใหญ่ขึ้นมาน้อยยิ่งกว่าน้อย แทบจะไม่ต่างจากเดิมเลยด้วยซ้ำ
“เพราะว่ามันหายากจึงไม่ดูดซับเพื่อฝึก การฝึกพลังธาตุนั้นทุกผู้ทุกคนต่างหันเหไปฝึกพลังธาตุที่หาได้ง่าย หากมีทุนทรัพย์มาก ก็จะใช้เพื่อสรรหาธาตุแสงและมืด” เหว่ยซานค่อยๆบอกกล่าวให้หยุนเสวี่ยเฟิงตกผลึกความรู้ นางไม่ได้เร่งรีบมากนักเพราะตอนนี้นางรู้ดีว่าเด็กชายพัฒนาไปได้รวดเร็วกว่าคนทั่วไป นางจึงอยากให้ความรู้พื้นฐานของเด็กชายนั้นละเอียดที่สุด
“บทเรียนเื่พลังธาตุก็มีแค่นี้ หากว่าเสวี่ยน้อยสงสัยสิ่งใดก็ให้รีบถามพี่สาว”
“ตอนนี้ยังไม่มีครับพี่ซานซาน”
“เช่นนั้นพี่สาวก็จะไปฝึกวิชาผ้าแพรต่อ เสวี่ยน้อยค่อยๆลองเรียนรู้ไปเถอะ”
ครั้นเมื่อเหว่ยซานได้จากไปแล้ว หยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มทดลองพลังธาตุทันที ต้นไม้ใหญ่ใกล้เคียงถูกใช้เป็เป้าสำหรับการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า
ฉับ!
รอยมีดกรีดเข้าเปลือกต้นไม้ใหญ่เป็รอยยาว ในรอยนั้นปรากฏร่องรอยคล้ายถูกไฟไหม้อยู่บ้าง
“ธาตุไฟเมื่อโจมตีก็จะเป็เปลวเพลิงตามที่คิด” หยุนเสวี่ยเฟิงมองร่องรอยไหม้บางๆบนเปลือกไม้อย่างพินิจ แล้วเหลือบมองไปยังร่องรอยอื่นๆ
‘สายฟ้าก็เกิดเป็รอยไหม้ แต่แตกต่างจากเปลวเพลิง เปลวเพลิงไหม้จากภายนอก ส่วนสายฟ้านั้นคล้ายจะเป็การถูกเผาผลาญจากภายในออกมา’
หยุนเสวี่ยเฟิงยังได้ทดลองโจมตีธาตุอื่นๆอีก มันเพียงโจมตีได้ธาตุละครั้งเท่านั้น ซึ่งในขณะที่รอพลังิญญาฟื้นฟูพลังปราณธาตุ มันก็ทดลองธาตุอื่นๆต่อ เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม พลังิญญาของมันก็ใกล้จะหมดลง
“ต้องพักสักหน่อยแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็นั่งลงใต้ต้นไม้ก่อนจะหยิบผลส้มออกมาแกะเปลือกด้วยมือ
‘จากที่ทดลองดูใช่ว่าทุกธาตุจะใช้โจมตีไปเสียหมด ธาตุน้ำให้คุณสมบัติเป็ความเย็น ธาตุลมให้คุณสมบัติความเร็วธาตุไม้มีคุณสมบัติยืดหยุ่น ธาตุแสงเป็คุณสมบัติคลื่นกระแทก มืดนั้นดึงดูด’ เมื่อความคิดได้ตกพลึกเป็ที่เรียบร้อยแล้ว มันก็หยิบตำราเพลงกระบี่ดับตะวันขึ้นมาดู
ปกตำราสีแดงดำสะท้อนเข้ากับแสงแดดเกิดเป็ประกายลวดลายคล้ายดวงตะวันทอแสง หากแต่ว่าดวงอาทิตย์บนหน้าปกนั้นเป็สีดำเงา หยุนเสวี่ยเฟิงมองอย่างพินิจครู่หนึ่งแล้วจึงถ่ายทอดพลังิญญาเข้าไป
‘เพลงกระบี่ดับตะวัน มี9ขั้น ระดับขั้นจะแปรผันตามระดับของพลังิญญา ผู้เรียนรู้จะต้องสามารถใช้พลังปราณธาตุความมืด แสงสว่าง ไฟ และสายฟ้า อย่างน้อยที่ระดับต่ำ และและเรียนรู้พื้นฐานการใช้กระบี่แล้ว หาก้าเรียนรู้ให้ใช้พลังิญญาระดับอย่างน้อย10 เพื่อปลดผนึกเป็เ้าของเคล็ดวิชา’ ข้อมูลวิธีใช้ตำราเริ่มถ่ายทอดเข้ามาในหัวของหยุนเสวี่ยเฟิง มันสูดหายใจเข้าลึกๆครั้งหนึ่งแล้วจึงกล่าวว่า
“ปลดผนึก!”
จบตอน.
เริ่มเบื่ออยู่ในป่าละ ตอนหน้าจะเริ่มพาเสวี่ยน้อยออกไปไปเที่ยวแล้วนะ