ตอนที่ 9
ทางด้านเจียงเจินเจิน ที่กลับมาจากซักผ้าที่ลำธารด้วยความไม่ชอบใจ เธอหลงรักพี่หยุนเฟยเทียนมาั้แ่เริ่มสาว แต่ตอนนั้นเธอก็ยังเด็กเกินไปที่จะแต่งงาน และพี่เฟยเทียนก็ได้แต่งงานกับพี่ฉือเหมยหลินไป
เธอก็พยายามเข้าไปแทรกกลางทำตัวเหมือนว่าเป็น้องสาวที่แสนดี แต่แสนบอบบาง ให้พี่เฟยเทียนคอยปกป้องเสมอ และมักจะทำให้พี่เหมยหลิน เข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง จึงมักมีเื่ทะเลาะกับพี่เฟยเทียนบ่อยๆ จนเกิดเป็รอยร้าว และบวกกับอะไรหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะความจน แต่ต้องดูแลใครหลายคน ทำให้ของกินมักจะไม่เพียงพอ เมื่อมีหลายสิ่งหลายอย่างมารุมเร้า ทำให้ในที่สุดก็ทนไม่ได้ก็ต้องเลิกร้างกันไป แม้ว่าจะมีลูกด้วยกันแล้วก็ตามที
ตอนที่รู้ว่าทั้งสองคนแยกทางกันแล้วเธอดีใจมากเหลือเกิน เพราะคิดว่าคนที่จะได้แต่งงานกับพี่เฟยเทียนต้องเป็เธออย่างแน่นอน เธอพยายามเข้าหาทั้งเขา ลูกของเขา และครอบครัวของเขา แต่ก็ไม่เป็ผล มันไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะในที่สุด คนที่เขาจะแต่งงานด้วยกลับไม่ใช่เรา แต่กับเป็ผู้หญิงหน้าไม่อายคนนั้น ที่ไม่มีอะไรเทียบเท่าเธอเลยสักนิดเดียว แล้วมีสิทธิ์อะไรมาแย่งพี่เฟยเทียนของเธอกัน แค่คิดก็รู้สึกว่ายอมรับไม่ได้แล้ว
"เป็อะไรไปอีกล่ะลูก ใครทำให้ไม่พอใจมาอีกล่ะ ไหนบอกแม่มาสิ"
ฮวาหลัน ถามลูกสาวออกไปด้วยความเป็ห่วง และเธอดูแลลูกสาวคนนี้เป็อย่างดี เพราะเธอมีลูกน้อย หลังจากคลอดลูกสาวร่างกายก็อ่อนแอ จึงไม่สามารถมีลูกได้อีก จึงค่อนข้างที่จะตามใจ จึงทำให้เป็เด็กที่เอาแต่ใจ แต่ก็ไม่มากจนรับไม่ได้
"แม่ค่ะ ทำไมพี่เฟยเทียนถึงไม่ชอบหนูค่ะ หรือว่าหนูไม่ดี ทำไมต้องแต่งงานกับคนอื่นด้วย ทั้งที่หนูเต็มใจที่จะแต่งงานกับพี่เขา"
เธอมองลูกสาวด้วยความเห็นใจ แต่เธอก็ดูออกว่าเฟยเทียน คิดกับเจินเจิน เหมือนว่าเป็น้องสาวเท่านั้น เพราะเห็นว่าเป็น้องสาวของเพื่อน มีแต่เจินเจินที่คิดเกินเลยแค่เพียงฝ่ายเดียว
"ลูกน่าจะทำใจได้แล้วนะ แม่จะหาชายหนุ่มที่ดี มาแต่งงานกับลูก ดีไหม"
"แต่หนูทำใจไม่ได้ และไม่ได้อยากที่จะแต่งงานกับคนอื่นสักหน่อย หนูอยากจะแต่งงานกับพี่เฟยเทียนคนเดียว" พูดอย่างคนที่เอาแต่ใจ
"หนูก็รู้นี่นาว่าพี่เขาไม่ได้รักหนูในเชิงชู้สาวเลยสักนิด เขาเห็นหนูเป็เพียงน้องสาวเท่านั้น แล้วจะให้เขาแต่งงานด้วยได้ยังไงกัน"
"แต่หนูไม่ได้อยากเป็แค่น้องสาวนี้ค่ะ แม่ก็รู้ว่าหนูชอบเขามาตั้งนาน ก่อนที่พี่เขาจะแต่งงานครั้งแรกเสียอีก หนูอุตส่าห์ดีใจที่พี่เขาเลิกกับเมียได้ และหนูก็มีความหวังอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่เลือกหนูเหมือนเดิม ในเมื่อหนูก็แสดงออกมาว่าไม่้าเป็น้องสาวเสียหน่อย"
"แม่ก็ไม่รู้จะช่วยอะไรได้ ในเมื่อไม่มีวาสนาต่อกัน ลูกก็ตัดใจเสียเถอะ"
เธอก็รู้สึกเสียใจเหมือนกันที่ไม่สามารถช่วยให้ลูกสาวได้อย่างที่หวังได้ แต่เื่นี้จะไปบังคับใจกันไม่ได้
"ทำไมต้องเป็หนูด้วย ทั้งที่ผู้หญิงคนนั้นพี่เฟยเทียนก็ไม่ได้รักเสียหน่อย ยังตัดสินใจแต่งงานได้เลย ไม่เห็นจะมีอะไรดีสู้หนูได้สักอย่าง แต่กับหนูที่มีดีขนาดนี้เขากลับไม่เลือก หนูไม่ยอมนะคะแม่ แม่ไม่ช่วยหนูเลย ทำไมแม่ไม่ช่วยหนู ไปพูดกับแม่พี่เฟยเทียนยกเลิกงานแต่งกับผู้หญิงคนนั้นแล้วมาแต่งกับหนูแทนได้ไหมคะ"
เธอยังไม่อยากจะยอมแพ้ เพราะอย่างไรตอนนี้ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้แต่งงานกัน ยังมีสิทธิ์ ที่จะยกเลิก
"จะทำอย่างนั้นได้ยังไงกัน มันไม่ใช่เื่ที่เราจะไปยุ่งวุ่นวายกับครอบครัวคนอื่นเขาได้ แม่ว่าหนูจะเอาแต่ใจมากเกินไปแล้ว อย่าได้คิดทำอะไรที่ไม่เหมาะไม่ควรเป็อันขาด และการพูดการจายิ่งไม่สมควรจะพูดสิ่งไม่ดีออกมา"
"ก็แม่ไม่ยอมช่วยหนูนี่คะ หนูขอโทษ ที่พูดไม่ดีออกไป"
"สำหรับแม่นั้นให้อภัยลูกได้เสมอ แต่คนอื่นลูกจะพูดไม่คิดไม่ได้ เพราะมันอาจย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ เข้าใจนะลูก"
"เข้าใจแล้วค่ะ หนูขอตัวก่อนนะคะ"
พูดเสร็จก็เดินกลับเข้าห้องไป แม้จะบอกแม่ว่าเข้าใจ แต่ในส่วนลึกของใจยังคงต่อต้านและไม่อาจจะยอมรับได้ และคิดว่าเขาแต่งงานได้ก็ยังเคยเลิกกันมาแล้ว และจะเลิกอีกครั้งไม่ได้เลยหรือ เธอคิดอย่างมาดหมาย
และคิดถึงสีหน้าของผู้หญิงที่จะมาแต่งงานกับพี่เฟยเทียน ที่เห็นวันนี้ดูแตกต่างจากทุกวันมาก เพราะทุกครั้งจะไม่กล้าที่จะมองตาของใคร เอาแต่ก้มหน้าก้มตา แต่ที่เห็นวันนี้กลับกล้าที่จะมองตาเธอ ไม่มีความกลัวสักนิด และดูจะนิ่งมากเลย ไม่รู้ว่าการยั่วโมโหหรือยั่วยุจะได้ผลหรือเปล่า แต่ก็คิดว่าคงต้องลองดู
ทางด้านของจินเย่วที่กลับมาถึงบ้านก็เป็อย่างที่เธอคิด ป้าสะใภ้มายืนเท้าสะเอวรออยู่ที่หน้าบ้าน ก่อนที่จะพูดอะไรเธอจึงพูดกลับไปก่อนทันที
"แหมป้าสะใภ้ จะมารอเอาผ้าไปตากหรือคะ ขอบคุณมากค่ะ ช่างดีเหลือเกิน"
ป้าสะใภ้ที่ได้ยินอย่างนั้นก็โมโหขึ้นมาอีก เธอตั้งใจมารอด่า เพราะซักผ้าอะไรตั้งนาน งานอื่นไม่คิดจะทำหรือยังไงกัน แต่กลับถูกหลานสาวถามกลับมาเสียก่อน
"จะบ้าหรือยังไง ซักผ้าอะไรหายไปตั้งนาน งานอื่นยังมีอีกมาก จะี้เีไปถึงไหนกัน"
เธอว่าออกไป โดยไม่ได้คิดอะไรด้วยความเคยชิน เพราะอีกฝ่ายมักจะเงียบไม่เถียงกลับแม้แต่คำเดียว แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ใครจะยอมให้ด่ากัน
"ป้าสะใภ้ด่าใครหรือคะ หรือว่าจะด่าตัวเองกับพี่สาวเย่วเล่อค่ะ แต่ก็ดีแล้วล่ะค่ะ ที่จะได้รู้ตัวกันเสียทีว่าต้องขยัน อย่าได้ี้เี"
เมื่อว่าเธอ ก็แค่ว่ากลับ จะไปสนทำไมกัน ในเมื่อว่าเธอี้เี ไม่ดูตัวเองว่าไม่ทำอะไรสักอย่าง ไม่ี้เีกว่าหรือยังไง
"นังจินเย่ว แกว่าฉันี้เีหรือ"
"ไม่นะคะ ป้าว่าตัวเองไม่ใช่หรือคะ เพราะฉันก็ทำงาน มีแต่ป้ากับพี่สาวไม่ทำงาน ไม่น่าจะใช่ฉันที่ี้เีนะคะ หรือว่าไม่ใช่ หรือว่าทำแบบป้าเรียกว่าขยันหรือคะ"
"มันจะมากไปแล้วนะ แกอยากจะโดนไม้จากฉันใช่ไหม ได้สงสัยอยากจะลองดี กล้ามาว่า ฉันี้เี อย่างนั้นก็เจ็บตัวเสียเถอะ"
ด้วยความโมโห จึงได้คว้าไม้ เพื่อที่จะมาตีจินเย่ว แต่เธอหรือจะยอมให้ตี ไม่มีวันเสียหรอก เธอจึงเข้าประชิดตัว ขณะที่ป้ากำลังยกไม้จะตี ชกเข้าที่ท้อง ได้ยินเสียงร้อง แต่เธอทำเฉย ทำเป็ไม่สนใจ แต่ป้าก็ยังไม่ยอม ยังจะเข้ามาตีซ้ำ เธอจึงชกซ้ำ และทำเหมือนว่าเธอถูกตี เพื่อให้ชาวบ้านได้ยิน
"ป้า อย่าตีฉันเลย กลัวแล้ว อย่าตีฉันเลย" เธอแกล้งร้องเสียงดัง แต่ในใจแอบยิ้ม คิดจะทำร้ายเธอหรือ ไปคิดมาใหม่
"อะไรของแก ฉันยังตีไม่โดยเลยนะ แกนะสิที่ตีฉัน"
เธอเจ็บมากเลยตอนนี้ เพราะไม่รู้ว่าจินเย่วมันทำอะไรกับเธอ ส่วนชาวบ้านที่ไม่ได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ได้ยินเสียงของจินเย่ว เหมือนถูกทำร้าย และก็เห็นเฟินเย่วถือไม้อยู่พอดี คงจะทำร้ายหลานอีกตามเคย
"เธอทำร้ายหลานอีกแล้วหรือ ทำไมถึงได้ใจร้ายจัง ทั้งที่ก็ทำงานให้เธอทุกอย่าง"
"ฉันไม่ได้ทำร้ายมันนะ มีแต่มันที่ทำร้ายฉันนะสิ"
"หลักฐานก็อยู่ที่มือของเธอยังจะปฏิเสธอีกหรือ อย่างจินเย่วนะหรือจะทำอะไรเธอ"
เฟินเย่ว จึงได้โยนไม้ทิ้งทันที แต่ก็ไม่กล้า ที่จะเอาหลักฐานที่จินเย่วทำร้ายตัวเองให้ใครดูเพราะว่ามันอยู่ใต้ร่มผ้านะสิ จึงไม่รู้จะทำยังไง จะปฏิเสธก็ทำไม่ได้ จะกล่าวหาจินเย่วก็ทำไม่ได้เหมือนกัน จึงคิดจะออกไปจากตรงนี้โดยเร็ว
"เป็เื่ภายในครอบครัวพวกเธอไม่เกี่ยว"
ว่าเสร็จแล้วจึงได้เดินเอามือกุมท้องเข้าบ้านไป เพราะไม่สามารถทำอะไรได้แล้วในตอนนี้
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )