# บทที่ 3 — ยาถ้วยที่สอง
ถาดยาวางอยู่บนโต๊ะไม้เงียบ ๆ
ไออุ่นจากถ้วยกระเบื้องลอยขึ้นบางเบา กลิ่นสมุนไพรไม่แรงนัก หากเป็เมื่อก่อน โม่เฉินคงยอมรับมันโดยไม่คิดอะไรมาก เขาเป็เพียงศิษย์นอกไร้พร์ ผู้ใดจะเสียเวลาวางแผนซับซ้อนเพื่อทำร้ายคนอย่างเขา
แต่เมื่อคืนมีคนพยายามฆ่าเขาแล้วหนึ่งครั้ง
คนที่เคยเชื่อว่าตนไร้ค่าจนไม่มีใครสนใจ ตายไปพร้อมกับร่างเดิมแล้ว
“อย่าแตะมัน” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว ขณะยกถ้วยยาเข้าหาแสงตะเกียง
โม่เฉินมองนาง “ข้ายังไม่ได้คิดจะดื่ม”
“สายตาเ้าบอกอย่างอื่น”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยอมรับด้วยรอยยิ้มจาง “ข้ากำลังคิดว่าหากคนร้ายอยากให้ข้าดื่ม ควรดื่มให้เขาดูหรือไม่”
“อย่าพูดเหมือนชีวิตตนเองเป็หมากบนกระดาน” นางว่า น้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “ข้าไม่ยอมให้เ้าลองเสี่ยงกับพิษอีกถ้วย”
เสิ่นเยว่โหรวหยิบเข็มเงินออกมาแตะที่น้ำยา เข็มไม่เปลี่ยนสี นางจึงใช้แผ่นกระดาษยันต์วางเหนือไอน้ำ แล้วรออยู่ครู่หนึ่ง กระดาษขาวสะอาดค่อย ๆ ปรากฏเส้นสีฟ้าอ่อนเป็วงเล็กคล้ายลายเถาวัลย์
“ยานี้ไม่มีพิษ” นางบอก “เป็ยาบำรุงเืธรรมดา”
โม่เฉินเลิกคิ้ว “แปลกที่คนซึ่งเพิ่งส่งพิษมาเมื่อคืน จะส่งของดีให้ข้าเช้านี้”
“ยังมีอย่างอื่น” เสิ่นเยว่โหรวพลิกกระดาษยันต์ แล้วใช้ปลายเข็มขูดผงบางส่วนจากขอบถ้วยลงบนฝ่ามือ “ผงติดตามกลิ่นปราณ มันไม่มีผลกับคนทั่วไป แต่เมื่อถูกกลืนเข้าไป จะทิ้งร่องรอยปราณไว้หนึ่งวัน”
“เพื่อยืนยันว่าข้ายังมีชีวิต”
“และดูว่าเ้าฟื้นมากแค่ไหน” นางตอบ “ผู้ปรุงผงชนิดนี้สามารถตามรอยได้หากอยู่ไม่ไกลนัก”
หน้าต่างระบบลอยขึ้นจากมุมห้อง ดวงตาอีโมจิหรี่ลงเป็รูปสามเหลี่ยม
“น่าชื่นชม คนร้ายมีบริการติดตามหลังการขายด้วย”
โม่เฉินไม่สนใจคำแซะนั้น เขามองถ้วยยาอีกครั้งอย่างครุ่นคิด หากคนร้ายส่งยานี้มา แสดงว่าอีกฝ่ายยังไม่แน่ใจว่าเขารอดจริงหรือไม่ และที่สำคัญ คนร้ายอยากรู้ว่าพิษเมื่อคืนทำให้เขาอ่อนแอเพียงใด
“เราส่งคำตอบที่เขาอยากได้ไป” เขากล่าว
เสิ่นเยว่โหรวมองเขา “อย่างไร”
“ให้เขาคิดว่าข้าดื่มยาแล้ว แต่ไม่ต้องให้ผงติดตามเข้าสู่ร่าง”
นางนิ่งคิด ก่อนหยิบขวดน้ำสมุนไพรสีเหลืองอ่อนออกมา “น้ำล้างชีพจรนี้มีกลิ่นใกล้เคียงกับยาบำรุง หากผสมกับเศษยาบนก้นถ้วย คนที่มาตรวจจากระยะไกลอาจแยกไม่ออกทันที”
“ทำได้หรือไม่”
“ไม่รับประกันว่าจะหลอกผู้เชี่ยวชาญระดับสูงได้” นางตอบตรง ๆ “แต่คนร้ายไม่กล้าเข้ามาใกล้เ้าตอนนี้ หากเขาต้องอาศัยร่องรอยปราณ น่าจะพอซื้อเวลาให้เรา”
โม่เฉินพยักหน้า “แค่นั้นก็พอ”
เสิ่นเยว่โหรวเทน้ำสมุนไพรลงในถ้วย แล้วใช้ช้อนคนให้คราบยาเกาะตามขอบ จากนั้นนางหยดของเหลวลงบนผ้าซับ จัดให้เหมือนถ้วยถูกดื่มไปเกินครึ่งอย่างพอดี
“นี่เป็ครั้งแรกที่ข้าปลอมหลักฐานทางโอสถ” นางพึมพำ
“แปลว่าข้าได้รับเกียรติ” โม่เฉินว่า
แม้กำลังถูกพิษเล่นงาน เสิ่นเยว่โหรวก็อดมองเขาอย่างระอาไม่ได้ “หากรอดจากเื่นี้ เ้าควรใช้ความสามารถไปทำเื่ที่ทำให้คนอื่นปวดหัวน้อยลง”
ก่อนโม่เฉินจะตอบ เสียงฝีเท้าเบาราวกับใบไม้ตกก็ดังขึ้นบนชายคา หน้าต่างถูกผลักเปิด ลั่วชิงเสวี่ยก้าวเข้ามาโดยไม่เสียเวลาทักทาย
“หลินอวี้ออกจากเรือนพักแล้ว” นางบอก “นางไม่ได้กลับหอโอสถ”
“ไปที่ใด” เสิ่นเยว่โหรวถาม
“เรือนเก็บสมุนไพรเก่าด้านตะวันตก”
โม่เฉินกับเสิ่นเยว่โหรวมองหน้ากันทันที เรือนนั้นถูกปิดมาหลายปีหลังเกิดอัคคีภัยเล็ก ๆ สมุนไพรที่เหลือย้ายไปคลังใหม่แล้ว ไม่มีเหตุผลให้ศิษย์รับใช้ไปที่นั่นยามเช้า
“มีใครรอนางอยู่หรือไม่” โม่เฉินถาม
“มีชายคนหนึ่งในชุดคลุมเทา เขามาถึงก่อนนางไม่นาน” ลั่วชิงเสวี่ยตอบ “ข้ายังไม่เข้าใกล้ เพราะกลัวเขารู้ตัว”
“แหวนเงินรูปใบไม้?”
หญิงสาวพยักหน้า “อยู่ที่มือขวา”
เบาะแสจากความทรงจำของโม่เฉินไม่ใช่ภาพหลอน คนที่อยู่หลังศิษย์รับใช้เมื่อคืนเชื่อมกับฝ่ายคลังสมุนไพรจริง ๆ
ลั่วชิงเสวี่ยหยิบแผ่นหยกบันทึกเสียงขนาดเล็กจากแขนเสื้อวางบนโต๊ะ “ข้าบันทึกได้ไม่ครบ เขาตั้งค่ายกลกันเสียงรอบเรือน แต่มี่หนึ่งที่ลมพัดเปิดช่อง”
นางส่งปราณเข้าไปในแผ่นหยก เสียงขาดหายดังขึ้นในห้อง
“...ปิ่นอยู่ที่ใด” เสียงผู้ชายทุ้มต่ำถาม
ตามด้วยเสียงหลินอวี้สั่นเครือ “ข้าไม่เห็นมัน ข้าส่งชาแล้วก็กลับ…ท่านบอกเพียงว่ามันทำให้ศิษย์พี่โม่หลับ”
“คนตายไม่จำเป็ต้องรู้ว่าตนถูกอะไร”
ความเงียบสั้น ๆ ตามมา ก่อนหลินอวี้จะพูดแทบเป็เสียงสะอื้น “ท่านสัญญาว่าจะส่งยาช่วยน้องชายข้า”
“ทำตามคำสั่ง แล้วน้องเ้าจะอยู่ต่อ”
เสียงชายคนนั้นขาดหายเพราะค่ายกลกลับมาปิดสนิท
เสิ่นเยว่โหรวกำมือแน่น “น้องชายของหลินอวี้ป่วยด้วยโรคเส้นลมปราณพิการ เขาต้องใช้ยาอุ่นชีพจรทุกเดือน หากขาดยา…”
“นางจึงถูกบังคับ” โม่เฉินกล่าว
ลั่วชิงเสวี่ยมองแผ่นหยก “นั่นไม่ได้ลบความผิดที่นางส่งชาให้เ้า”
“ไม่” เขาตอบ “แต่ทำให้เรารู้ว่า หากจับนางตอนนี้ คนที่ถือยาของน้องนางจะใช้ชีวิตเขาเป็เครื่องมือ หรือฆ่านางปิดปาก”
ลั่วชิงเสวี่ยนิ่งไป นางเข้าใจเหตุผล เพียงไม่ชอบปล่อยให้คนที่เกี่ยวข้องกับคดีเดินอยู่ข้างนอก
“เขาสั่งนางอีกอย่างหนึ่ง” นางพูดต่อ “ข้าเห็นหลินอวี้รับกระดาษแผ่นเล็ก ก่อนแยกตัวมาทางเรือนพักของเ้า”
คำตอบอยู่ตรงหน้าแล้ว
คนร้ายส่งยามาทดสอบโม่เฉิน จากนั้นใช้หลินอวี้ส่งคำสั่งปลอมเพื่อแยกคนที่ช่วยเขาออกจากกัน เมื่อเสิ่นเยว่โหรวออกไป คนร้ายก็จะมีโอกาสลงมือซ้ำ หรือเข้ามาค้นหาปิ่นในห้องโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ด้วย
“ระบบ” โม่เฉินเอ่ยในใจ “หลินอวี้มีค่าชะตาหรือไม่”
หน้าต่างลอยมาด้านหน้า ดวงตากลอกไปมาเหมือนกำลังดูรายการบางอย่างที่มีแต่ตัวมันเห็น
“มีค่าปานกลาง แต่เส้นชะตากำลังแตกหัก” ระบบตอบ “หากถูกทิ้งไว้ตามเดิม นางมีโอกาสสูงจะตายภายในสามวัน พร้อมกับน้องชาย”
“หากช่วยนาง”
“เ้าจะเปลี่ยนจุดตัดสินใจสำคัญของชีวิตนาง” ปากอีโมจิยิ้มกว้าง “มีสิทธิ์ได้รับแต้มชะตาครั้งแรก ยินดีด้วย โฮสต์พบโอกาสทำกำไรแล้ว”
โม่เฉินขมวดคิ้ว “ชีวิตคนไม่ใช่กำไร”
“สำหรับระบบ มันคือความเป็ไปได้ที่เปลี่ยนแปลงได้” น้ำเสียงของมันลดความกวนลงเล็กน้อย “แต่โฮสต์จะเรียกมันว่าอะไรก็ได้”
เขาไม่ตอบ เพราะเสียงเคาะประตูดังขึ้นพอดี
ครั้งนี้ดังสามครั้ง ช้าและเป็จังหวะสม่ำเสมอ
ลั่วชิงเสวี่ยขยับไปยืนข้างผนัง เสิ่นเยว่โหรวเก็บแผ่นหยกไว้ในแขนเสื้อ โม่เฉินเอนตัวลงบนเตียงอีกครั้ง
“เข้ามา” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว
ประตูเปิดออก หลินอวี้ยืนอยู่เหมือนก่อนหน้า แต่สีหน้าของนางยิ่งขาวซีด มือทั้งสองกำกระดาษพับเล็กแน่นจนยับ
“ศิษย์พี่เสิ่น” นางเอ่ย “เ้าสำนักมีคำสั่งด่วน ให้ท่านไปพบที่หอโอสถทันที”
เสิ่นเยว่โหรวรับกระดาษมาอ่านเพียงแวบเดียว สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็เย็นลง
“ตราประทับผิด” นางพูด
หลินอวี้เงยหน้าพรวด “อะไรนะ”
“ตราเ้าสำนักต้องกดด้านดอกไม้หันขึ้น” เสิ่นเยว่โหรวชี้ที่มุมกระดาษ “แต่นี่กลับด้าน”
ร่างของหลินอวี้สั่น นางถอยไปหนึ่งก้าวเหมือนเพิ่งรู้ว่าตนถืออะไรมา
“ข้าไม่รู้…คนผู้นั้นบอกว่าหากข้าไม่ส่ง น้องชายข้าจะ…”
“เขาอยู่ที่ใด” ลั่วชิงเสวี่ยก้าวออกจากเงา
หลินอวี้ใจนแทบทำกระดาษหลุดมือ นางมองกระบี่ที่เอวลั่วชิงเสวี่ย แล้วส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ข้าพูดไม่ได้ เขาบอกว่ามีคนเฝ้าน้องชายข้าอยู่ หากข้าทรยศ—”
“หากเ้ายังทำตามเขา น้องเ้าก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี” โม่เฉินตัดบท
เขาพูดไม่ดัง แต่ทำให้ทุกคนหันมามอง
“คนที่ใช้ชีวิตน้องเ้าเป็เครื่องมือ ย่อมไม่ปล่อยพยานให้มีชีวิตนานนัก เมื่อได้ปิ่นหรือฆ่าข้าสำเร็จ คนต่อไปที่เขาจะกำจัดคือน้องเ้ากับเ้า”
หลินอวี้ริมฝีปากสั่น นางไม่อาจเถียงคำพูดนั้น เพราะลึก ๆ คงเข้าใจอยู่แล้ว
เสิ่นเยว่โหรวเดินเข้าไปใกล้โดยไม่เร่งรัด “หากเ้าบอกข้าว่าน้องเ้าอยู่ที่ใด ข้าสามารถตรวจอาการและหาทางหายาให้เขาได้ แต่เราต้องรู้ก่อนว่าเ้ากำลังถูกบังคับจากใคร”
หลินอวี้หลับตา น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงข้างแก้ม
“เขาไม่ได้บอกชื่อ เขาให้ข้าไปพบที่เรือนเก็บสมุนไพรเก่าเสมอ” นางตอบ “วันนี้เขาบอกว่า หากศิษย์พี่เสิ่นออกจากเรือนพัก ให้ข้าจุดกำยานสีดำในเรือนนั้น แล้วรอรับยาให้น้อง”
ลั่วชิงเสวี่ยหรี่ตา “กำยานสีดำคืออะไร”
เสิ่นเยว่โหรวสีหน้าเปลี่ยนทันที “กำยานนำิญญา มันไม่ได้ใช้รักษาโรค แต่ใช้กระตุ้นปราณพิษที่ซ่อนอยู่ในร่างคน”
โม่เฉินรู้ความหมายทันที คนร้ายไม่ได้แค่้าแยกเสิ่นเยว่โหรวออกไป เขา้าให้หลินอวี้จุดกำยานเพื่อเร่งพิษมารเย็นในร่างโม่เฉิน หากเขาหลงเชื่อคำสั่งปลอมและปล่อยให้เสิ่นเยว่โหรวจากไป กำยานจากเรือนเก่าจะไหลมาตามลมและกระตุ้นพิษในตัวเขา
แผนนี้ไม่ต้องมีคนเข้ามาในห้อง ไม่ต้องทิ้งหลักฐานใหม่
“มันต้องถูกจุดในระยะใกล้แค่ไหน” เขาถาม
“หากใช้กำยานเต็มแท่ง กลิ่นตามลมไปได้ถึงหลายเรือน” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “แต่เรือนเก่าอยู่ใต้ลมจากที่นี่พอดี”
หลินอวี้ทรุดลงคุกเข่า “ข้าไม่รู้ว่ามันจะฆ่าศิษย์พี่โม่ ข้าสาบาน ข้าแค่…”
“ข้ารู้” โม่เฉินกล่าว
คำตอบของเขาทำให้นางชะงัก
เขาไม่ได้บอกว่านางไม่มีความผิด เพียงบอกว่าเขารู้ว่าใครกำลังใช้ความกลัวของนางเป็อาวุธ และตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่า คือไม่ให้คนร้ายควบคุมอาวุธชิ้นนั้นต่อไป
“เ้ากลับไปที่เรือนเก่า” โม่เฉินพูดต่อ
เสิ่นเยว่โหรวหันมาทันที “ไม่ได้”
“นางต้องไป” เขาอธิบาย “หากไม่ไป คนร้ายจะรู้ทันทีว่านางพูดกับเราแล้ว แต่จะไม่ให้จุดกำยานจริง เราเปลี่ยนมันเป็หลักฐานและตามหาเขา”
“แล้วเ้าล่ะ” ลั่วชิงเสวี่ยถาม น้ำเสียงเย็นกว่าเดิม “เ้าจะอยู่รับกลิ่นกำยานรอให้พิษกำเริบหรือ”
โม่เฉินมองออกนอกหน้าต่าง แสงเช้าเริ่มส่องชัดเหนือหลังคาสำนัก ทางไปเรือนเก็บสมุนไพรเก่าอยู่ไม่ไกลนัก หากเขาไม่ไป เขาจะเห็นเพียงผลลัพธ์ที่คนร้ายจัดไว้ให้ แต่หากไป เขาอาจได้เห็นหน้าหมากที่อยู่หลังฉาก
“ข้าจะไปกับหลินอวี้”
“เ้ายังมีพิษอยู่” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว
“เพราะอย่างนั้น เขาจึงมั่นใจว่าข้าจะไม่ไป”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเขานิ่งนานหลายอึดใจ ก่อนพูดว่า “ข้าจะไปก่อน ซ่อนตัวรอบเรือน และตัดทางหนี หากเห็นชายชุดคลุมเทา ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาหายไปอีก”
“อย่าออกหน้า จนกว่าจะเห็นว่ามีคนคุมตัวน้องชายหลินอวี้หรือไม่” โม่เฉินเตือน “เราไม่รู้ว่าเขาใช้ตัวประกันที่ใด”
นางพยักหน้า แม้ไม่ชอบแผนที่ต้องรอ
เสิ่นเยว่โหรวเปิดกล่องยา หยิบขวดสีแดงเข้มส่งให้โม่เฉิน “ยาประคองชีพจร ดื่มได้ครึ่งขวด มันไม่ถอนพิษ แต่จะทำให้เ้าพอเดินได้หนึ่งชั่วยาม หลังจากนั้นต้องกลับมาให้ข้าตรวจ”
โม่เฉินรับขวดมา “ครั้งนี้ไม่มีผงติดตามใช่หรือไม่”
แม้ในสถานการณ์เช่นนี้ เสิ่นเยว่โหรวก็หลุดถอนหายใจคล้ายจะหัวเราะ “ไม่มี”
เขาดื่มยาตามที่นางบอก ความอุ่นค่อย ๆ กระจายจากท้องไปยังปลายนิ้ว ความหนาวที่เกาะอยู่ในกระดูกลดลงเล็กน้อย แต่เขารู้ดีว่ามันเป็เพียงการยืมแรงจากร่างกายตัวเอง
หน้าต่างระบบลอยมาข้างหน้า ใบหน้าอีโมจิเปลี่ยนเป็รอยยิ้มแปลกใจ
“โฮสต์กำลังเลือกเปลี่ยนชะตาของหลินอวี้ ทั้งที่การไม่ยุ่งเกี่ยวปลอดภัยกว่า”
“ข้าไม่ได้ทำเพราะแต้ม”
“ระบบไม่ได้ถาม” มันตอบอย่างกวน ๆ ก่อนดวงตาจะจริงจังขึ้น “แต่คำเตือนสุดท้าย: จุดตัดสินใจครั้งนี้ หากพลาด โฮสต์อาจเสียทั้งพยาน พันธมิตร และชีวิต”
โม่เฉินเก็บขวดยาเข้าชายแขนเสื้อ แล้วมองหลินอวี้ที่ยังคุกเข่าอยู่หน้าประตู
“ลุกขึ้น” เขาบอกนาง “พาเราไปเรือนเก็บสมุนไพรเก่า”
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตายังเต็มไปด้วยความกลัว แต่เป็ครั้งแรกที่ในนั้นมีประกายของทางเลือกอื่นนอกจากการเชื่อฟังคนร้าย
และเมื่อโม่เฉินก้าวออกจากเรือนพัก เขาก็รู้ว่าตนไม่ได้เดินไปหาคำตอบเพียงอย่างเดียว
เขากำลังเดินเข้าสู่กับดักที่อีกฝ่ายเตรียมไว้แล้ว