เมื่อองค์หญิงเฉาหยางระบายอารมณ์เสร็จและรู้ว่าเหวินหย่วนโหวเคยมา ก็มองสภาพพื้นที่เละเทะและสั่งบ่าวให้รีบเก็บกวาด
“ท่านโหวมาตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดจึงไม่รายงาน?”
กุ้ยหมัวมัวที่ปรนนิบัติรับใช้องค์หญิงเฉาหยางส่งสายตาให้สาวใช้ อีกฝ่ายนั้นเข้าใจคำสั่งจึงรีบคลานออกจากห้อง นางจึงยกถ้วยน้ำชาให้องค์หญิงเฉาหยาง
“กุ้ยหมัวมัวจะทำอันใด? หรือข้าไม่มีอำนาจกระทั่งจะตำหนิบ่าวแล้ว?” หากกุ้ยหมัวมัวมิใช่คนสนิทที่อยู่ข้างกายนางมานาน คงถูกลงโทษไปนานแล้ว
สำหรับกุ้ยหมัวมัวที่เลี้ยงดูองค์หญิงมาตั้งแต่แบเบาะ ย่อมรู้นิสัยของนางเป็นอย่างดี องค์หญิงผู้นี้ถูกฮ่องเต้ตามใจจนเสียคน องค์หญิงนั้นรู้สึกชอบพอเหวินหย่วนโหวก็จริง แต่มักจะแสดงด้านไม่งามออกมาบ่อยๆ ถึงเป็นเช่นนั้นแต่องค์หญิงก็คือต้นไม้แห่งชีวิตของนาง แล้วนางจะปล่อยให้องค์หญิงเดินผิดเส้นทางไปมากกว่านี้ได้อย่างไร
“องค์หญิงเพคะ ที่ท่านโหวไม่เข้ามาพบคงเป็นเพราะต้องการไว้หน้าที่มิใช่หรือเพคะ หากตอนนั้นท่านโหวเข้ามาเห็นของในห้องกระจัดกระจายไปหมดเช่นนี้ จะเอ่ยอธิบายสาเหตุอย่างไรหรือเพคะ?”
องค์หญิงเฉาหยางตอบ “ก็บอกไปว่าบ่าวทำงานผิดพลาด…”
แต่ท้ายที่สุดนางก็รู้สึกว่าหาข้ออ้างที่เหมาะสมไม่ได้ จึงไม่พูดอันใดต่อ ทั้งที่กุ้ยหมัวมัวรอฟังอยู่
“ดูสิเพคะ องค์หญิงก็ทรงทราบว่าท่านโหวมิใช่คนที่เชื่อคำผู้อื่นง่ายเช่นนั้น หากมีบ่าวทำให้องค์หญิงทรงกริ้วจริงๆ ท่านโหวมีหรือจะไม่รู้ว่าองค์หญิงจะไม่จบที่เขวี้ยงปาข้าวของในห้องเช่นนี้อย่างแน่นอนเพคะ” ไม่ใช่เพียงแค่กุ้ยหมัวมัวที่รู้จักองค์หญิงดี หากแต่เหวินหย่วนโหวเองก็รู้นิสัยของภรรยาดีมากเช่นกัน
หากบ่าวปรนนิบัติได้บกพร่องต่อหน้าที่จริง คงถูกลงโทษสถานหนักเป็นแน่ ส่วนผู้ที่ทำให้นางโมโหจนขว้างปาข้าวของเช่นนี้ คงเป็นผู้ที่ไม่อาจเล่นงานได้โดยตรงมากกว่า ซึ่งก็มีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้นในเมืองหลวงแห่งนี้ มิเช่นนั้นก็อาจจะเป็นคนที่นางไม่รู้จักจึงหาที่ลงไม่ได้ เลยอาศัยการขว้างปาข้าวของเพื่อระบายโทสะเช่นนี้
ไม่ว่าอย่างไร เหวินหย่วนโหวก็ไม่ยินดีที่จะเผชิญหน้ากับองค์หญิงเฉาหยางยามโกรธเกรี้ยว เดิมทีครั้งนี้เขามาเพื่อหารือเรื่องงานแต่งของท่านหญิงชิงเฉิงหรือเหวินจิ้งจูบุตรสาวของตนกับองค์หญิง แต่พอเห็นองค์หญิงเฉาหยางกำลังอยู่ในสภาพเดือดดาล จึงตัดสินใจกลับจวนก่อน
เหวินจิ้งจูอยู่ที่จวนรอคอยการกลับมาของบิดา นางเข้าช่วงวัยปักปิ่นแล้ว เด็กสาวในวัยเดียวกับนางต่างก็มีคู่หมั้นคู่หมายกันไปนานแล้ว ส่วนนางยังไม่ได้ข้อสรุปเสียที นางนั้นรู้ว่าตนเองมีสถานะสูงศักดิ์ คนทั่วไปไหนเลยจะเทียบเคียงกับตระกูลนางได้ อีกทั้งมารดาของนางยังเป็นพระธิดาที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานที่สุดด้วย ตัวนางเองก็ได้เกียรติจากฮ่องเต้อย่างมาก เพราะเหตุนี้ คนทั่วไปจึงมิกล้าสู่ขอนาง
มีเพียงเฉินเจ๋อหมิงแค่คนเดียวที่เคยเข้าหาและมอบปิ่นหยกให้นางตอนพิธีปักปิ่น
เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นจึงทำให้นางไม่กล้าออกจากจวนอยู่ช่วงหนึ่ง
“ท่านพ่อ…” หลังจากเหวินหย่วนโหวกลับมาที่จวน ท่านหญิงชิงเฉิงก็รีบลุกไปหา พอเห็นสีหน้าของเหวินหย่วนโหวก็รู้ว่าท่านพ่อคงเจอเรื่องไม่สบอารมณ์ที่จวนขององค์หญิง “ท่านพ่อเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?”
เหวินหย่วนโห่วมองบุตรสาวแสนงดงามของตน “ไม่มีอะไร พ่อแค่เหนื่อยเกินไป”
ที่ผ่านเขาไม่เคยพร่ำบ่นเรื่องภรรยาต่อหน้าบุตรสาวเลยสักครั้ง สำหรับเขาแล้ว เรื่องของคนทั้งสองนั้นแบ่งแยก ไม่นำมารวมกัน หลายปีมานี้ เพียงแค่บุตรสาวของตนไม่ได้ถูกเลี้ยงดูจนมีนิสัยเหมือนองค์หญิงเฉาหยาง เขาก็ดีใจมากแล้ว
“ช่วงนี้การสอบเคอจวี่ก็ใกล้เข้ามาแล้ว เรื่องคู่ครองของเจ้า ไม่ต้องเป็นกังวลไป พ่อจะต้องหาบุรุษที่เพียบพร้อมให้เจ้าได้อย่างแน่นอน”
ได้ยินดังนั้นใบหน้าของท่านหญิงชิงเฉิงก็ขึ้นสีระเรื่อ “ลูกเชื่อฟังท่านพ่อเจ้าค่ะ”
สำหรับเรื่องคู่ครองของตน ท่านพ่อนั้นใส่ใจมากเป็นพิเศษ ส่วนทางด้านเสด็จแม่ แม้จะเคยหยั่งเชิงถาม แต่กลับได้รับความรู้สึกไม่ดีคืนมา เพราะในสายตาของเสด็จแม่ ตัวนางเสมือนวัตถุสิ่งของที่รอตีราคา สามารถยกให้ผู้ใดก็ได้ตามใจชอบ กระทั่งเรื่องเฉินเจ๋อหมิง เสด็จแม่ก็ปล่อยวางอย่างรวดเร็ว
เสด็จแม่นั้นแม้มิใช่ผู้ที่ถูกยั่วยุได้โดยง่าย แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมีคนหาช่องโหว่เจอ ดังนั้นเรื่องคู่ครองนางจึงคิดว่าท่านพ่อพึ่งพาได้มากกว่า ถึงอย่างไร ท่านพ่อก็หวังให้นางมีความสุขอย่างแท้จริง มิได้มองนางเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนทางการค้าแต่อย่างใด
เมื่อท่านหญิงชิงเฉิงกลับถึงห้องก็ส่งคนไปสืบว่าเหตุใดเฉินเจ๋อหมิงถึงได้ปรากฏตัวในงานปักปิ่นของนางได้ อีกทั้งยังกล่าวสู่ขอต่อหน้าผู้คนออกมา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ผ่านมานานหลายเดือน กลับสืบไม่ได้ความแม้แต่นิดเดียว
“ท่านหญิงไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ คนอย่างเฉินเจ๋อหมิง ทำได้เพียงแค่พึ่งพาอาศัยบารมีนายท่านเฉินและทำเรื่องชั่วช้ามาโดยตลอด คิดว่าวันนั้นอาจดื่มมากไป จึงได้กล้าทำเรื่องเช่นนั้น” นางกำนัลที่ดูแลใกล้ชิดเองก็ได้แต่โน้มน้าวอย่างระมัดระวัง เพราะพิธีปักปิ่นสำหรับหญิงสาวแล้วคือเรื่องใหญ่ อีกทั้งเป็นเพราะคำพูดเสียหายเหล่านั้น ท่านหญิงจึงได้เก็บมาคิดมาก
ชิงเฉิงเองก็เข้าใจดีว่าเรื่องราวเกิดขึ้นไปแล้ว แม้นางจะคิดมากไปคนที่อึดอัดก็คือนางเสียเอง เพียงแต่ก็ไม่ต้องการถูกคนเสเพลเช่นนี้มาระรานโดยไม่รู้เหตุผลเช่นกัน เดี๋ยวนี้แค่ได้ยินคำว่าเฉินตอนออกนอกจวนก็รู้สึกแย่เต็มทน
องค์หญิงเฉาหยางไม่ได้รับรู้สถานการณ์ของท่านหญิงและท่านโหวแม้แต่น้อย ตอนนี้นางคิดเพียงเรื่องการเข้าร่วมงานประมูลเช่นไรเท่านั้น
“สืบเรื่องงานประมูลครั้งนี้มาให้ละเอียดว่าเป็นเช่นไรกันแน่?” หากเป็นงานประมูลขายสูตรเครื่องประทินผิวและวัตถุดิบจริง อย่างไรนางก็ต้องประมูลมาให้หมด “แจ้งไปยังจวนฮูหยินทุกจวนด้วยว่า ข้ามีความสนใจจะประมูลของในครั้งนี้เป็นอย่างมาก เตือนให้พวกนางรับรู้ว่าต้องทำสิ่งใด ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าใช้อำนาจรังแกก็แล้วกัน!”
เมื่อเหล่าฮูหยินได้รับข่าวจากองค์หญิงเฉาหยาง มีหรือจะไม่เข้าใจความนัย ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ใครแก่งแย่งกับนางเป็นอันขาด
เฝิงช่านหรานที่นำข่าวมาแจ้งกับตู้หมิงเจวียน ก็เห็นว่าลั่วชีเหนียงอยู่ในห้องด้วย แม้นางจะอยากหมุนตัวกลับไปเพียงใดก็คงทำไม่ได้แล้ว
ชีเหนียงเองก็สังเกตเห็นอาการต่อต้านของนางอย่างชัดเจน จึงก้มหน้าดูหนังสือกลยุทธ์บนโต๊ะ
ตู้หมิงเจวียนใช่ว่าจะไม่รับรู้ถึงสถานการณ์นี้ จึงได้แต่ดึงเฝิงช่านหรานมานั่งข้างกัน
“เหตุใดเจ้าจึงมากะทันหัน ได้รับข่าวจากในวังแล้วหรือ?”
เฝิงช่านหรานมองชีเหนียงแวบหนึ่ง เห็นนางจดจ่ออยู่กับกระดาษในมือ จึงเอ่ยกล่าวเสียงค่อย “ว่ากันว่างานประมูลครั้งนี้ มีเจ้าเป็นผู้จัดงานหรือ ไฉนถึงเป็นเช่นนี้ได้? วันนี้ข้ามาเพื่อบอกข่าวกับเจ้า งานประมูลครั้งนี้ เกรงว่าคงแย่แล้ว”
ตู้หมิงเจวียนที่รู้ว่านางต้องได้รับข่าวมา จึงรีบถามกลับ “เจ้าได้ยินข่าวอะไรมา?”
เฝิงช่านหรานเสสายตามองชีเหนียงครู่หนึ่ง นางไม่อยากพูดให้ชีเหนียงได้ยินแม้สักนิด ตู้หมิงเจวียนรู้ว่านางเข้าใจชีเหนียงผิด จึงจับมือนางไว้ “เจ้าไม่ต้องมองชีเหนียง ข้าบอกกับเจ้าตามตรงก็ได้ เรื่องงานประมูล หากไม่ใช่ความคิดของชีเหนียง เกรงว่าข้าคงต้องอัดอั้นใจไปตลอดเช่นนี้”
ตู้หมิงเจวียนบอกเล่าแผนการของชีเหนียงอย่างกระชับเข้าใจง่ายให้เฝิงช่านหรานฟัง “ตอนนี้คันธนูของข้าง้างเตรียมยิงออกไปแล้ว พวกนางอยากได้ผลประโยชน์แต่ข้าไม่ต้องการให้พวกนางสมหวัง เรื่องนี้ในที่สุดก็ได้รับการเห็นชอบจากทั้งฝ่าบาทและไทเฮาแล้ว แม้นางจะเป็นที่โปรดปรานอย่างไร ก็จำต้องประเมินตนเองเพิ่มขึ้น”
เฝิงช่านหรานคิดไม่ถึงว่า งานประมูลครั้งนี้จะเป็นความคิดของชีเหนียง สำหรับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะสามีของนางหรือบิดาก็ล้วนแล้วแต่บอกว่าเป็นวิธีการที่ล้ำเลิศ ส่วนตัวนางเองกลับไม่เห็นว่าล้ำเลิศเช่นไร แต่เมื่อสามีกับบิดาเอ่ยว่าดี เช่นนั้นก็คงดีกระมัง ตอนแรกนางคิดมาตลอดว่าแผนการนี้เป็นฝีมือของใต้เท้าหยาง ไม่นึกว่าจริงๆ แล้วจะเป็นชีเหนียง
-----