กลิ่นอายของหมอกยามเช้าค่อยๆ จางหายไปจากขอบหน้าต่าง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุกภายในห้องพักรับรองพิเศษของโรงเตี๊ยมรักพักใจ แสงแดดรำไรที่สาดส่องเข้ามาไม่ได้ช่วยให้ห้องดูสว่างไสวขึ้น ตรงกันข้าม มันกลับเปิดเผยร่องรอยแห่งความพ่ายแพ้และตัณหาที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนเตียงไม้หลังใหญ่
อาหลาง ยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ชุดเสี่ยวเอ้อสีซีดของเขาดูสะอาดสะอ้านผิดกับบรรยากาศคาวโลกีย์ที่เขาสร้างไว้เมื่อคืน ใบหน้าที่เคยดูซื่อสัตย์บัดนี้ไร้ซึ่งรอยยิ้มจอมปลอม มีเพียงแววตาที่ลึกล้ำประดุจก้นบึ้งของขุมนรก เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงเอาอาวรณ์สุดท้ายของ "แม่นางเหยา" ที่ยังอบอวลอยู่ในอากาศเข้าสู่ปอด
"ช่างเป็กลิ่นที่หอมหวาน... กลิ่นของจอมยุทธหญิงที่พังทลายลงด้วยมือของเสี่ยวเอ้อ" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงหัวเราะต่ำๆ ดังขึ้นในลำคอ เป็เสียงหัวเราะที่ปราศจากความเมตตา มีเพียงความสมเพชและอำนาจที่อยู่เหนือกว่า
อาหลางเริ่มลงมือ "ทำความสะอาด" ห้องพัก ทว่ามันไม่ใช่การปัดกวาดเช็ดถูธรรมดาอย่างที่ข้ารับใช้ทั่วไปพึงกระทำ เขาเดินตรงไปยังเตียงไม้ที่ผ้าปูยับย่นจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม ปลายนิ้วหยาบกร้านลากผ่านรอยคราบแห้งกรังบนผ้าไหมสีทอง รอยเ่าั้คือหลักฐานแห่งความอัปยศที่นักฆ่าสาวผู้เยือกเย็นทิ้งไว้หลังจากยอมสยบต่อ "เชือกไหมปีศาจ" และ "ท่อนเนื้ออาถรรพ์" ของเขา
เขาหยิบผ้าไหมสีขาวผืนเล็กออกมาจากอกเสื้อ แล้วบรรจงเช็ดคราบหยาดเหงื่อและ "น้ำหวาน" ที่หลงเหลืออยู่บนขอบเตียงอย่างทะนุถนอมประดุจเก็บรวบรวมเพชรพลอยชั้นเลิศ ทุกหยดที่ติดมากับผ้าคือพลังงานดิบที่กลั่นกรองมาจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ถูกทำลายลง
ขณะที่เขาเก็บเกี่ยวร่องรอยเหล่านี้ ความทรงจำเมื่อคืนไหลเวียนกลับมาอย่างชัดเจน เขาจำได้ถึง่แรกที่แม่นางเหยายังพยายามต่อต้าน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและการปฏิเสธ แต่เมื่อเขาเริ่มใช้เทคนิคการััที่ละเอียดอ่อน การเลียไปตามจุดที่อ่อนไหวของนาง ใบหน้านั้นก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ
"อืม... ไม่... ไม่ต้อง..." เสียงแรกที่นางพยายามจะปฏิเสธ แต่เสียงนั้นกลับสั่นเครือด้วยความรู้สึกที่เริ่มตื่นขึ้นมา ยังคงก้องอยู่ในหูของเขา
เขาจำได้ว่าเมื่อเขาใช้ลิ้นเลียไปตามลำคอของนาง นางสั่นะเืไปทั้งตัว ร่างกายที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนนุ่มลง เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามิัที่เนียนนวล และลมหายใจเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ
จากนั้น สายตาคมกริบของเขาก็เหลือบไปเห็นเส้นผมยาวสีดำสนิทเพียงไม่กี่เส้นที่พันติดอยู่กับหัวเตียงไม้แกะสลัก อาหลางหยิบมันขึ้นมาพิเคราะห์ เส้นผมของแม่นางเหยา... สตรีที่เคยขู่จะปลิดชีพเขาด้วยกริช แต่สุดท้ายกลับต้องใช้ปากของนางปรนเปรอเขาจนรุ่งสาง
"เส้นผมของนักฆ่า... ที่ยามนี้กลายเป็เพียงเส้นด้ายที่ขาดสะบั้น"
เขารวบรวมเส้นผมเ่าั้ม้วนเข้ากับเศษผ้าที่มีคราบราคะ แต่ละเส้นผมเหล่านี้เก็บรักษาพลังงานจากความอัปยศของนางไว้ได้ มันคือส่วนหนึ่งของตัวตนที่นางสูญเสียไปในคืนแห่งความพ่ายแพ้
จากนั้นจึงเดินไปที่โต๊ะไม้กลางห้อง พลางวาง "ศิลาเนตรมาร" ลงบนจุดกึ่งกลาง ศิลาสีนิลในยามนี้สั่นระริกประดุจสัตว์ร้ายที่กำลังหิวกระหาย แสงสีม่วงทองที่หมุนวนอยู่ภายในดูเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
อาหลางหลับตาลง โคจรพลังมารที่สะสมมาจากการล่าเหยื่อทั้งสามราย เขาเริ่มร่ายมนต์ต้องห้าม เสียงพึมพำของเขาทำให้บรรยากาศรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยว อากาศในห้องหนักอึ้งและเย็นเยียบลงฉับพลัน
"ด้วยความอัปยศของผู้สูงศักดิ์... ด้วยหยาดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้... ด้วยเสียงครางแห่งการยอมจำนน..." เขาร่ายมนต์ด้วยเสียงที่แหบพร่า "ข้าขอเรียกพลังแห่งความมืดมิด มาผสานเป็หนึ่งเดียวกับิญญาของข้า"
เขาค่อยๆ วางเส้นผมและผ้าที่เปื้อนคราบราคะลงบนศิลา ทันทีที่ัักัน เปลวไฟสีม่วงที่ไร้ความร้อนก็ลุกโชนขึ้นเผาไหม้สิ่งของเ่าั้จนกลายเป็ไอระเหยสีดำสนิท ศิลาเนตรมารดูดซับไอเ่าั้เข้าไปอย่างตะกรุมตะกราม แสงจากศิลาสว่างจ้าจนเห็นภาพมายาของแม่นางเหยาที่กำลังบิดเร่าด้วยความเสียวซ่านในท่านอนที่ถูกมัดอย่างพิสดาร
ภาพมายาแสดงให้เห็นถึงขณะที่นางพยายามจะต่อต้าน แต่ร่างกายกลับเริ่มตอบสนอง ใบหน้าที่เคยเ็าเริ่มแดงก่ำด้วยความปรารถนา ดวงตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มพร่าเลือนด้วยความหลงใหล และริมฝีปากที่เคยแน่นขบเริ่มเปิดออกเพื่อส่งเสียงครางที่เต็มไปด้วยความ้า
ภาพเ่าั้คือ "อาหารถ้อยกระทงความ" ที่ศิลามารโปรดปรานที่สุด ความอัปยศของจอมยุทธหญิงที่สูงศักดิ์คือน้ำหล่อเลี้ยงชั้นเลิศของมารร้าย ยิ่งนางมีความทะนงตนมากเพียงใด ยามที่ถูกฉุดลงสู่ตม พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาก็ยิ่งมหาศาลมากเพียงนั้น
อาหลางเฝ้ามองภาพมายาเ่าั้ด้วยรอยยิ้มเหยียด เขาไม่ได้รู้สึกสงสารนางแม้แต่นิดเดียว สำหรับเขา จอมยุทธหญิงที่หยิ่งผยองเหล่านี้เป็เพียงเครื่องสังเวย เป็เพียง "ของเล่นมีชีวิต" ที่ช่วยคลายความเหงาในโรงเตี๊ยมชายแดนที่ห่างไกลความเจริญแห่งนี้ ความรัก เกียรติยศ หรือความแค้นที่นางมีต่อเขา ล้วนเป็เพียงเครื่องปรุงรสที่ทำให้พลังมารของเขามีความเข้มข้นมากขึ้น
"ยิ่งเ้าเ็ป ยิ่งเ้าอัปยศ... ข้าก็ยิ่งแข็งแกร่ง"
เขานึกถึงใบหน้าที่บิดเบี้ยวของนางยามที่เขากระแทกกระทั้นความวิปริตเข้าใส่ นึกถึงเสียงครางอู้อี้ในลำคอที่นางพยายามกลั้นไว้แต่กลับพรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจควบคุม ความพึงพอใจนั้นมันยิ่งกว่าการฆ่าคนตาย มันคือการทำลายตัวตนของคนๆ หนึ่งให้แหลกสลายจนเหลือเพียงสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่โหยหาเพียงกามคุณ
ภาพมายาเปลี่ยนไปเป็่ที่นางเริ่มยอมจำนน ขณะที่เสียงครางของนางเปลี่ยนจากความเ็ปเป็ความสุขสม จากการต่อต้านเป็การขอร้อง เขาจำได้ถึง่ที่นางเริ่มเคลื่อนไหวตอบสนองต่อการรุกรานของเขา แม้จะถูกพันธนาการไว้ แต่เอวเล็กๆ ของนางก็ยังส่ายไปมาอย่างเร่าร้อน
"้า... ้าให้เ้า... เคลื่อนไหว... อย่าหยุด... ขอร้อง... ขอร้องเ้า..." เสียงอ้อนวอนที่นางส่งออกมาใน่ท้ายยังคงก้องอยู่ในหูของเขา ทำให้ร่างกายของเขาตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
เขาจำได้ถึงความรู้สึกเมื่อท่อนเนื้อที่แข็งแกร่งและใหญ่โตของเขาดันเข้าไปในร่องรักครั้งแรก ความแน่นที่รัดรึงจนเกือบจะทำให้เขาเสียสติ และวิธีที่ร่องรักของนางหดเกร็งรอบท่อนเนื้อของเขาอย่างเร่าร้อน ราวกับไม่ยอมปล่อยให้เขาออกไป
"อา... อะไรนี่... ทำไม... ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้..." เสียงครางที่เต็มไปด้วยความสับสนของนางยังคงทำให้เขาตื่นเต้น
เมื่อพิธีบูชาสิ้นสุดลง ศิลาเนตรมารก็สงบลงในที่สุด บัดนี้มันดูเลอค่าและทรงพลังจนอาหลางััได้ถึงแรงสั่นะเืของพลังที่สามารถทำลายล้างสำนักยุทธ์เล็กๆ ได้ในพริบตา พลังที่ได้มาจากแม่นางเหยาช่วยเติมเต็มรอยร้าวในเส้นชีพจรมารของเขาจนเกือบสมบูรณ์
แสงสีม่วงทองในศิลาเริ่มขยายวงกว้างออกไปจนคลุมทั่วทั้งห้อง อาหลางรู้สึกได้ถึงกระแสพลังที่ไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายของเขา มันไม่ใช่พลังที่หยาบโลนทว่ามันคือพลังที่ละเอียดอ่อนและล้ำลึก พลังนี้เริ่มเข้าไปชำระล้างเส้นชีพจร และยกระดับตบะมารของเขาขึ้นไปอีกขั้น
เขารู้สึกได้ถึงประสาทััที่ขยายออกไปไกลกว่าเดิมหลายสิบลี้ เขาสามารถได้ยินเสียงหัวใจของแมลงที่ซ่อนตัวอยู่ในกำแพง ได้ยินเสียงลมหายใจของคนครัวที่อยู่ชั้นล่าง และเห็น "เส้นด้ายแห่งโชคชะตา" ที่ถักทออยู่รอบตัว
พลังงานที่ไหลเข้ามาไม่ใช่เพียงแค่พลังกายหรือพลังปราณธรรมดา แต่เป็พลังงานที่กลั่นกรองมาจาก "ความสิ้นหวัง" และ "การยอมจำนน" ของเหยื่อ มันคือพลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อจิติญญาที่เคยแข็งแกร่งถูกทำลายลงจนแหลกสลาย เมื่อศักดิ์ศรีที่เคยสูงส่งถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือซาก
ขณะที่พลังงานไหลเวียนผ่านร่างกายของอาหลาง เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใน กล้ามเนื้อของเขาเริ่มแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่แค่ในแง่ของพลังกาย แต่เป็การแข็งแกร่งในระดับที่ลึกซึ้งกว่า เส้นเืใต้ิัเริ่มเปล่งแสงสีม่วงจางๆ เป็สัญญาณของการที่พลังมารเข้าไปผสมผสานกับเืเนื้อของเขาอย่างสมบูรณ์
ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากสีน้ำตาลธรรมดาเป็สีทองแดงที่เปล่งประกายในความมืด ความสามารถในการมองเห็นของเขาขยายออกไปจนสามารถเห็นผ่านกำแพงหนาได้ เขามองเห็นอู๋ซวงที่กำลังเตรียมยาปรุงในห้องใต้ดิน เห็นคนครัวที่กำลังหลับใหลอย่างไม่รู้เื่ราว และเห็นแม้แต่นกที่กำลังบินผ่านไปในท้องฟ้าที่ห่างออกไปหลายลี้
การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดเพียงแค่ร่างกาย จิตใจของเขาก็ขยายออกไปเช่นกัน เขาสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของคนที่อยู่ห่างไกล รู้สึกถึงความกลัว ความปรารถนา ความโกรธแค้น และความสิ้นหวังของผู้คนที่อยู่ในรัศมีหลายสิบลี้ ความสามารถนี้ทำให้เขาเหมือนกับแมงมุมที่นั่งอยู่กลางใยแห่งอารมณ์ของมนุษย์ทั้งหมด
นี่คือการ "ยกระดับขั้น" ที่เขาเฝ้ารอคอยมานาน หลังจากที่ล่าเหยื่อจอมยุทธหญิงมานับไม่ถ้วน เหยื่อรายที่สามอย่างแม่นางเหยาคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่เติมเต็มความกระหายของศิลาเนตรมารจนสมบูรณ์
เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปทางเส้นทางที่เหยื่อรายที่สามเพิ่งจากไป ในใจของอาหลางไม่มีคำว่าอาลัยอาวรณ์เหมือนที่แม่นางเหยามีต่อเขา เขามองนางเป็เพียงขยะที่ถูกคัดทิ้งหลังจากใช้งานเสร็จแล้ว
"โลกนี้ช่างยุติธรรม... คนที่แข็งแกร่งกว่าย่อมเป็ผู้กำหนดกติกา" เขาพูดเสียงเย็น
อาหลางหยิบไม้กวาดขึ้นมา เริ่มกวาดพื้นห้องอย่างใจเย็น เขากลับมาเป็เสี่ยวเอ้อผู้แสนดีอีกครั้ง เตรียมห้องพักให้สะอาดเอี่ยมเพื่อรอคอย "แขก" รายต่อไป
ในขณะที่เขากำลังกวาดห้องอยู่นั้น จิตมารของเขาก็ััได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่ห่างออกไปร้อยลี้ มันคือแรงกดดันที่บริสุทธิ์และทรงพลังอย่างที่เขาไม่เคยััมาก่อนในเหยื่อสามรายแรก นิมิตที่เคยเห็นในตอนก่อนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ภาพของสตรีในชุดขาวที่เดินอยู่บนกลีบบัวทองคำ ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึกประดุจรูปปั้นหยกชั้นดี นางคือ "ปรมาจารย์หญิงชิงเหลียน" ผู้ที่โลกยุทธภพต่างเคารพยำเกรง
ในนิมิตนั้น ปรมาจารย์หญิงหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูโรงเตี๊ยมรักพักใจ นางเงยหน้าขึ้นมองป้ายร้านด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะมองทะลุผ่านมนต์มายาทุกรูปแบบที่เขาและอู๋ซวงสร้างขึ้นมา รัศมีพลังปราณรอบตัวนางบริสุทธิ์และแกร่งกล้าจนแม้แต่นิมิตจากศิลาเนตรมารยังแทบจะทนรับน้ำหนักของพลังนั้นไม่ได้
อาหลางหยุดไม้กวาดในมือ แววตาของเขาฉายประกายความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง "ปรมาจารย์หญิงชิงเหลียน... ผู้บำเพ็ญตบะบริสุทธิ์ ข้าสงสัยนักว่าหากข้าได้มัดนางด้วยเชือกของข้า... หากข้าได้เห็นใบหน้าที่เ็านั่นบิดเบี้ยวด้วยความใคร่... พลังที่ข้าจะได้รับมันจะมหาศาลขนาดไหน?"
นี่ไม่ใช่เหยื่อทั่วไปที่เขาจะใช้เพียงกำยานนิทรานิรันดร์หรือเหล้าผสมสมุนไพรจัดการได้ การบำเพ็ญตบะของนางกลั่นกรองจิตใจจนปราศจากกิเลสหยาบหนา เชือกไหมปีศาจอาจจะรัดรึงร่างกายนางได้ แต่หากจิตใจของนางไม่หวั่นไหว ศิลาเนตรมารก็ไม่อาจทำงานได้โดยสมบูรณ์
เขาเริ่มวางแผนการล่าที่สลับซับซ้อนที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา การล่าครั้งนี้จะไม่ใช้เพียงพละกำลัง ทว่าต้องใช้ "จิตวิทยา" และการทำลายความศรัทธาในตัวเองของนางทีละชั้น
สำหรับอาหลาง พลอตเื่ชีวิตของเขาไม่มีวันจบลงที่ความสุขของผู้อื่น มันคือวัฏจักรของการล่าและการทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า โรงเตี๊ยมแห่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อพักกายใจ แต่มันคือกับดักที่สวยงามที่สุดที่เขาสร้างไว้เพื่อกลืนกินเหล่าจอมยุทธหญิงที่คิดว่าตนเองเหนือกว่าใครในใต้หล้า
เขาคิดถึงวิธีการที่จะทำลายความบริสุทธิ์ของปรมาจารย์หญิง การบำเพ็ญตบะหมื่นปีของนางจะกลายเป็เชื้อเพลิงที่ทำให้เปลวไฟแห่งความปรารถนาลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง ยิ่งนางบริสุทธิ์มากเพียงใด เมื่อถูกฉุดลงสู่ตม พลังที่ปลดปล่อยออกมาก็จะยิ่งมหาศาลมากเพียงนั้น
"ข้าจะทำให้ดอกบัวบริสุทธิ์อย่างนาง... ต้องมาเบ่งบานในตมของโรงเตี๊ยมเรา ข้าจะทำให้ตบะหมื่นปีของนางต้องมอดไหม้ด้วยเพลิงแห่งตัณหาที่นางพยายามกดทับไว้"
เขายกยิ้มที่มุมปากพลางกวาดขยะชิ้นสุดท้ายออกไปจากห้อง "เตรียมตัวให้ดีเถิดนางเซียนชิงเหลียน... โรงเตี๊ยมรักพักใจ มีห้องพักพิเศษที่ 'มืดมิด' ที่สุดรอท่านอยู่"
ความเงียบงันกลับคืนสู่ห้องพักรับรองพิเศษอีกครั้ง ทว่าบัดนี้มันเป็ความเงียบที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและความหิวกระหาย อาหลางได้พิสูจน์แล้วว่าเขาเป็นักล่าที่เก่งกาจที่สุด และเหยื่อรายต่อไปจะเป็การทดสอบความสามารถของเขาในระดับที่สูงที่สุด
ศิลาเนตรมารในอกเสื้อของเขาเปล่งแสงสีม่วงจัดเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะดับลงอย่างช้าๆ เตรียมพร้อมสำหรับการล่าครั้งใหม่ที่จะยิ่งใหญ่และท้าทายกว่าที่เคย