“ที่นี่ที่ไหนกัน” ถ้าพูดได้ผมคงถามเช่นนั้น แต่ทุกสิ่งอยู่เหนือการควบคุม
ผมกวาดสายตามองโดยรอบ ร่างกายถูกรายล้อมด้วยผู้คนจนน่าอึดอัด ภาพใบหน้าของแต่ละคนพร่าเลือนราวกับอยู่ในความฝัน แต่ก็พอมองออกว่ามีคนสองกลุ่มกำลังยืนประจันหน้ากัน ฝ่ายหนึ่งเป็ฝูงชนที่แต่งกายหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็คนวัยรุ่นตอนปลายไปจนถึงวัยทำงานและวัยกลางคน ในขณะที่อีกฝั่งที่อยู่ตรงข้ามเป็ชายในชุดปฏิบัติการสีกรมท่ายืนเรียงแถวหน้ากระดานอย่างเป็ระเบียบซ้อนกันเป็ชั้น ๆ พวกเขามีโล่พลาสติก และกระบองเหน็บอยู่ที่เอวในสภาพพร้อมใช้งาน ขณะนี้ยังพอมีที่ว่างราว ๆ สิบเมตรกั้นระหว่างพวกเขา
“พวกเรามีข้อเรียกร้องสามข้อ” เสียงหนึ่งดังมาจากในฝูงชนซึ่งไม่แน่ใจว่ามาจากตรงไหน
“นายกต้องลาออก! ต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่! และปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์!”
หลังจากพูดจบเสียงของเหล่าประชาชนก็เฮสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง ในขณะที่กลุ่มตำรวจควบคุมฝูงชนที่ประจันหน้ายังนิ่งงัน
ผมจำได้แล้ว วันนี้เป็วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2563 ผมต้องมาอยู่ที่นี่แทนที่จะทานอาหารเย็นกับครอบครัว ก็เพราะมีการชุมนุมเกิดขึ้น กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร นัดกันชุมนุมที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ทั้งที่ยังอยู่ใน่การประกาศ ภาวะฉุกเฉินของรัฐบาลอันเนื่องมาจากสถานการณ์โรคระบาด ต้นตอของการชุมนุมเกิดจากปัญหาเรื้อรังของระบอบการเมืองการปกครองของไทยที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย ั้แ่ปี พ.ศ.2475 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการกำหนดกฎกติกาการอยู่ร่วมกันที่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ ขึ้นมา แต่สิ่งนี้ก็ไม่ใช่กฎกติกาที่เป็ฉันทามติของคนในประเทศ อีกทั้งยังมีการยึดอำนาจเพื่อฉีกทิ้งและเขียนใหม่หลายต่อหลายครั้ง นำมาสู่ปัญหาความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้นของคนในประเทศ
เครื่องขยายเสียงยังดังต่อเนื่อง ผู้ชุมนุมคนหนึ่งปาดเม็ดเหงื่อที่ไหลย้อยตามโหนกแก้ม ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว และฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดรายรอบ ผมเหลียวมองป้ายหลากหลายข้อความในมือของพวกเขาอย่าง เราไม่เอาเผด็จการ หรือ ปล่อยเพื่อนเรา
{ ผมรู้ดีว่าเชื้อไฟแห่งความโกรธแค้นถูกจุดขึ้นั้แ่ต้นปี เมื่อพรรคการเมืองหนึ่งที่เป็พลังของคนรุ่นใหม่ถูกยุบ ตามมาด้วยข่าวการอุ้มหายของนักกิจกรรมที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศกัมพูชา หลายสำนักข่าววิเคราะห์ว่าอีกสาเหตุหนึ่งคือความไม่พอใจต่อการรับมือสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ของรัฐบาลที่ไม่สู้ดีนัก กลุ่มผู้ชุมนุมที่มีทั้งนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานรวมตัวพอกพูนเป็กลุ่มที่ใหญ่ขึ้น เริ่มยกระดับข้อเรียกร้องเพราะคิดว่าการประนีประนอมไร้ผล ที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลยังปล่อยให้ผู้ชุมนุมใช้เสรีภาพทางการเมืองโดยไม่ตอบโต้มากนอกจากการตั้งข้อหานักกิจกรรมคนหนึ่งที่ออกมาชูป้ายขับไล่นายกรัฐมนตรีตอนที่ท่านไปที่จังหวัดระยอง นักวิชาการบางคนถึงกับยกย่องว่าเป็ปรากฏการณ์ใหม่ เนื่องจากเพิ่งเคยเห็นเยาวชนเป็แกนนำและพลังขับเคลื่อนทางเมืองเป็ครั้งแรก บัดนี้ทุกเหตุการณ์สุมรวมกันกลายเป็กองเพลิงที่ยากจะดับลง }
ผมเห็นผู้ประกาศข่าวชายวัยสามสิบที่ยืนใกล้ ๆ หันหน้าให้กับช่างกล้องส่วนตัวซึ่งกำลังถ่ายทอดสด รายงานข่าวโดยมีผู้ชุมนุมที่ร้องะโฟังไม่ได้ศัพท์เป็ฉากหลัง
“ขณะนี้ผู้ชุมนุมที่ถูกตำรวจปิดกั้น ค่อย ๆ เคลื่อนย้ายพลมาที่แยกปทุมวัน” เขาะโเสียงดังเหมือนพยายามแข่งกับเสียงอื้ออึงของฝูงชน
“ขอให้ผู้ชุมนุมทุกท่านเลิกการชุมนุมภายในห้านาที มิฉะนั้นเราต้องใช้มาตรการสากลตามกฎหมาย” เสียงประกาศดังมาจากฝั่งของตำรวจ ไม่แน่ใจว่าผู้ชุมนุมทุกคนจะได้ยินอย่างทั่วถึงหรือไม่ ที่แน่ ๆ คือ ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง กลุ่มคนใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามยังคงคับคั่งเหมือนชมคอนเสิร์ต พวกเขาด่าทอนายกรัฐมนตรีอย่างเมามัน สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ ผมรู้ดีว่าแม้ฝ่ายตำรวจเองก็ไม่รู้จักนิยามมาตรการสากลกันทุกคน เ้าหน้าที่หลายคนถูกกะเกณฑ์มาจากจังหวัดต่าง ๆ ไม่ได้ผ่านการอบรมกันสลายการชุมนุมมา มีเพียงการบรีฟสั้น ๆ ว่าต้องเริ่มจากมาตรการเบาไปหนัก แต่สิ่งเหนือความคาดหมายพวกเขาคือ ไม่คาดคิดว่าประชาชนจะมาชุมนุมแน่นขนัดเพียงนี้
เวลา 19.03 น.
ขณะที่ผมเหลือบมองนาฬิกาข้อมือก็รู้สึกถึงความชื้นของละอองน้ำและกลิ่นฉุนของสารเคมีที่เจือปน เงยหน้าขึ้นก็เห็นลำน้ำสีฟ้าพุ่งโค้งข้ามศีรษะไปตกกลางฝูงชน ราวกับเป็อสรพิษร้ายจากฟากฟ้า เสียงะโด่ารัฐบาลพลันเปลี่ยนเป็เสียงกรีดร้องอย่างเ็ปทรมาน แม้จะเป็แค่การสลายการชุมนุม แต่ด้วยน้ำแรงดันมหาศาลจากรถจีโน่ก็สาหัสพอที่จะทำให้ิัแสบสะท้าน ผู้คนกำลังปั่นป่วน หลายคนวิ่งหนี หญิงคนหนึ่งทรุดตัวล้มลงตามแรงฉีดน้ำ ชายคนหนึ่งหลับตาปี๋พลางปลีกตัวออกมา วานเพื่อนใช้น้ำดื่มจากขวดพลาสติกเทราดบนดวงตา แขนขาและลำตัว ขัดถูไปมาเหมือนระคายเคือง บางทีน้ำสีฟ้าที่ฉีดออกมาอาจผสมแก๊สน้ำตา ในขณะที่ประชาชนอีกคนกางร่มที่พกมาด้วยรุดหน้าเข้าไป เป็แกนนำของการต่อสู้ขัดขืน โชคดีมากที่ตำแหน่งของผมไม่ได้เป็เป้าหมายของวิถีะุน้ำ
ตำรวจชุดปราบจลาจลหลายร้อยนายเดินเรียงหน้ากระดานเข้าหาฝูงชนเพื่อกระชับพื้นที่ มีเสียงะโไม่ทราบว่ามาจากฝ่ายไหน บอกให้ทุกคนระวังตัวกันด้วย ทุกอย่างดูชุลมุนวุ่นวาย
“พวกเรา! ถอยไปที่แยกปทุมวัน”
เสียงหนึ่งดังมาจากฝั่งผู้ชุมนุม ฝูงชนต้องล่าถอยในขณะที่ตำรวจที่รุดหน้าขึ้นเรื่อย ๆ ประชาชนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะใช้มือสองข้างยันโล่ของตำรวจ ดันสุดแรงเกิดไม่ให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในคราบศัตรูเข้ามาได้ใกล้กว่านี้
ผมเห็นเด็กชายคนหนึ่งที่อยู่รอบนอกของกลุ่มผู้ชุมนุมล้มตัวลงนอนกองบนพื้น เนื้อตัวเปียกปอนไปด้วยน้ำสีฟ้าและเศษโคลนที่เปื้อนเสื้อผ้า เขาสวมชุดลำลอง ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ดูแล้วน่าจะอายุไม่เกินสิบห้าปี เขาลุกขึ้นมาและตรงไปหาตำรวจควบคุมฝูงชนนายหนึ่ง ทันใดน้ำกระแสน้ำก็พุ่งเข้าใส่ลำตัวอันบอบบางของเด็กชายวัยรุ่นจนล้มลงไปกลิ้งเกลือกบนพื้น
ผมยืนหันรีหันขวางอยู่พักหนึ่งก่อนตัดสินใจตรงเข้าไปใกล้เด็กชายผู้เคราะห์ร้าย ไม่อาจทนฟังเสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ปได้ ผมยื่นมือออกไปหวังจะช่วยฉุดเขาขึ้นมา ทว่าเด็กชายดันตัวผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แทนที่แววตาคู่นั้นจะหวาดกลัว กลับดูเย็นเยียบ แรงผลักจากฝ่ามือทั้งสองพุ่งใส่หน้าอก ทำผมผงะหงายหลัง ล้มลงไปอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ทำไมกัน” ผมโวยวายแต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน
ยังไม่ทันประมวลผลการกระทำของเด็กชาย เสียงโห่ร้องอันเกรี้ยวกราดก็ดังขึ้นจากรอบทิศ ชายฉกรรจ์ราว ๆ ห้าคนที่น่าจะเห็นเหตุการณ์เข้ามาสมทบ ท่อนไม้หน้าสามในมือดูน่าพรั่นพรึง อีกสองคนใช้ขวดแก้วเป็อาวุธ พวกเขาไม่รอช้าฟาดกระหน่ำไปยังโล่ของตำรวจ ในขณะที่อีกฝ่ายตอบโต้ด้วยกระบอง ผมซึ่งนั่งอยู่บนพื้นที่ชื้นแฉะและเหนียวเหนอะหนะเหลียวมองรอบ ๆ พบว่าตนอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ระยะประชิดของสองฝ่าย ทุกอย่างดูชุลมุนวุ่นวายไปหมด เสียงด่าทอปะปนกับเสียงไม้กระทบโล่ดังอื้ออึง มีหมวกนิรภัยของตำรวจใบหนึ่งตกอยู่เบื้องหน้า เยื้องไปทางขวาคือร่างของเด็กชายที่กลับมานั่งบนพื้นอีกครั้ง กำลังใช้มือยันตัวขึ้นอย่างทุลักทุเล ดูเหมือนว่าขาขวาจะรับน้ำหนักไม่ไหว บางทีอาจฟกช้ำหรือกระดูกหนัก ผมถีบตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ตรงรี่ไปหาเด็กชาย หวังจะยื่นความช่วยเหลือซ้ำอีกหน ภาวนาให้เขาลดทิฐิลง
“ระวัง!”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังผม หันขวับตามทิศทางต้นเสียงแต่ก็ไม่พบ ฉับพลันนั้นเองภาพทุกอย่างก็ค่อย ๆ เลือนรางลง พร้อมกับอาการเจ็บแปลบรุนแรงบริเวณท้ายทอย รู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว มือกลายเป็สีแดงฉานหลังจากที่ใช้สำรวจต้นตอความเ็ปนั้น ผมถูกวัตถุบางอย่างตีเข้าที่ท้ายทอย ก่อนที่จะทันมองหาผู้ก่อเหตุ ก็รู้สึกถึงแรงกระแทกซ้ำอีกครั้งที่จุดเยื้องไปทางซ้ายของตำแหน่งเดิม รอบนี้หนักกว่ารอบแรก และมันทำให้สมองผมหยุดสั่งการ
ก่อนที่เสียงรอบข้างเริ่มแ่เบา ภาพการปะทะกัน ความชุลมุนวุ่นวายทั้งหมด จะค่อย ๆ พร่าเลือนหายไป
...จนกลายเป็สีดำสนิท
--------------------
รู้ตัวอีกทีก็พบว่าตนเองลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผมมองไล่ไปตามฝาผนังสีครีมซึ่งขณะนี้คมชัดขึ้นถนัดตาแม้จะอยู่ภายใต้แสงสลัวของห้วงเวลากลางคืน
“ฝันเื่นี้อีกแล้วเหรอ” ผมกระซิบกระซาบให้ตัวเองฟังพลางปาดเหงื่อบน ใบหน้าขณะที่สายลมบางเบากระทบิัอันเปียกชุ่ม เครื่องปรับอากาศที่เร่งเครื่องตามเซนเซอร์ตรวจจับรังสีความร้อนก็ไม่อาจสร้างความเย็นได้เร็วพอ
ผมถอดแผ่นพลาสติกที่ครอบศีรษะซึ่งต่อกับสายไฟระโยงระยาง มืออันหยาบกร้านของผมสำรวจหาาแบริเวณท้ายทอย แน่นอนว่าแห้งสนิทปราศจากเืเลยสักหยด ผมฝันถึงเหตุการณ์ที่แยกปทุมวันซ้ำ ๆ หลายครั้ง แต่อุปกรณ์ที่บันทึกความฝันจากคลื่นสมองเป็หลักฐานที่ช่วยยืนยันว่าฝันแต่ละครั้งมีรายละเอียดปลีกย่อยของการต่อสู้ที่ต่างกันออกไป ถึงกระนั้นทุกครั้งก็สมจริงจนรับรู้ได้ถึงความเ็ปที่ถูกวัตถุอันหนาแน่นฟาดบริเวณท้ายทอยอย่างแรง จนครั้งก่อนเผลอละเมอออกมาเป็เสียงอุทาน ปลุกให้หญิงสาวที่นอนข้าง ๆ ตื่น
“ประชา เป็อะไรรึเปล่า” เสียงหญิงสาวในความทรงจำยังก้องอยู่ข้างหู ััอุ่นจากฝ่ามือที่เคยกุมลำตัวเปลือยเปล่าของผมยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แววตาที่ดูห่วงใยของเธอกลับถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ว่างเปล่าข้างกาย
เธอไม่ได้มาค้างคืนที่นี่สักพักใหญ่แล้ว
ผมใช้นิ้วทั้งห้าควานหาวัตถุชิ้นหนึ่งที่วางบนหัวเตียง มักทำเป็สิ่งแรกเมื่อได้สติ ในชั่วอึดใจนาฬิกาดิจิตอลสีดำของสำคัญยิ่งก็อยู่ในมือพร้อมกับเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอก ผมตั้งชื่อเล่นให้มันว่า “G” ตามตัวอักษรตัวเดียวที่ปรากฏอยู่ด้านหลัง ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงรู้สึกหวงแหนของชิ้นนี้มากมายทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันวิเศษวิโสกว่านาฬิกาข้อมือทั่วไปจริงหรือไม่ หากไม่ใช่เพราะคราบเหงื่อไคลที่หมักหมมจนส่งกลิ่นอับจางๆ ฝังลึกในสายนาฬิกาจนกำจัดไม่ออก ผมก็คงไม่คิดจะถอดมันออกแม้แต่ตอนนอน
อาจเป็เพราะว่ามันเป็ของสิ่งเดียวที่ติดตัวมาที่โลกใบนี้ และผมก็เชื่อมันอย่างไร้ข้อกังขา
16 ตุลาคม สากลศักราช 2091 00.01 น. ตัวอักษรสีเขียวบนหน้าจอปรากฏขึ้นชัดเจนในความมืด
วันเวลากำลังนับถอยหลัง ผมสังหรณ์ใจว่าต้องกลับไปเจอฝันร้ายนี้อีก...ไม่มีทางเป็อื่นได้