ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย
“พบศัตรูลักลอบเข้าเมืองมาทางทะเลสาบ พวย~”
มหาวารี [จัสเซียร์] กำลังรายงานให้เอสเทอฟังด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด
เพราะว่านอกจากศัตรูที่ลอบเข้ามาแล้ว ยังมีกองทัพศัตรูเผ่ามนุษย์จำนวนมากกำลังรบพุ่งอยู่ที่ฐานทัพในทะเลป่าอีกด้วย
ฐานทัพเหล่านั้นเปรียบเสมือนดั่งเมืองหน้าด่านที่คอยปกป้องเมืองหลวงเอาไว้ ถ้าหากถูกตีแตก นั่นก็แปลว่าเมืองหลวงจะกลายเป็นเป้าหมายถัดไปในทันที
พวกภูติต่างตกอยู่ในสภาวะที่สับสนวุ่นวาย เพราะไม่รู้ว่าควรจะส่งกำลังพลจากเมืองหลวงไปช่วยรับมือกันดีหรือไม่
“ไม่จำเป็นต้องส่งกำลังเสริมหรอกดอง เพราะถ้าหากมีตัวตนที่หลบเลี่ยงกลิ่นภูติเข้ามาได้ ตัวเมืองจะยิ่งอันตรายนะดอง~”
กลิ่นภูติคือระบบเรด้าของเผ่าภูติ ซึ่งมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ไม่ต่างจากของเผ่ามนุษย์ และสิ่งที่เอสเทอกลัวที่สุด คือการที่เผ่ามนุษย์อาจจะมีวิทยาการณ์หลบเลี่ยงการตรวจจับของเรด้าและลอบบินเข้ามาทิ้งหรือยิงโจมตีระยะไกลใส่เมืองหลวงของพวกเขา
ดังนั้นเอสเทอจึงคิดว่าเป็นการดีกว่าที่จะให้กำลังทั้งหมดส่วนใหญ่รวมตัวที่เมืองหลวงคอยเฝ้าระวัง และใช้พลังงานทั้งหมดของเมืองไปกับการเพิ่มพลังความแข็งแรงของบาเรียให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แทน
“กลุ่มมนุษย์เหล่านั้นฉันกับจัสเซียร์จะไปรับมือเอง พวกแกคอยระวังน่านฟ้าเอาไว้ก็พอดอง~ ถ้าเห็นอะไรแปลก ๆ บินมาก็สอยให้ร่วงลงมาเลยดอง~”
ว่าแล้วเอสเทอก็ออกไปจากห้องบัญชาการพร้อมกับจัสเซียร์
“จัสเซียร์ งานนี้ของเราลุยคนเดียวนะดอง~”
“ทำไมละ พวย? ”
เอสเทอได้พูดเช่นนั้นออกมาระหว่างที่เธอกับจัสเซียร์กำลังเตรียมกองทัพเพื่อต้อนรับพวกมนุษย์ที่ลอบเข้ามาในเมืองหลวง
“ฉันอยากได้อำนาจมากกว่านี้ดอง~”
“ทุกวันนี้ยังมีไม่พอหรือพวย? ”
จัสเซียร์ส่งสายตาสีฟ้าจ้องมาที่เอสเทอด้วยความสงสัย
“จริงอยู่ที่ฉันมีตำแหน่งเป็นถึงผู้บังคับบัญชากองทัพสูงสุด แต่มีใครเชื่อฟังฉันจริงจังสักคนมั้ยละดอง~”
“มันก็จริงนะพวย~”
เอสเทอเคยชี้ประเด็นเรื่องกองทัพโกเลมที่มีไม่พอรับมือให้สภาทราบหลายต่อหลายครั้ง และเคยชี้ประเด็นเรื่องความหละหลวมของกองทัพที่ไร้ซึ่งความจริงจังอย่างที่ควรจะเป็น
แต่ทุกครั้งก็กระตุ้นได้แค่ช่วงต้นที่เกิดวิกฤติ พอรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยแล้วก็จะกลับไปขี้เกียจเฉื่อยชากันเหมือนเดิม
ประธานาธิบดีลิลลี่เองก็พึ่งไม่ได้ เพราะว่าถึงเธอจะเห็นด้วยกับแนวคิดของเอสเทอ แต่คำพูดของเธอยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะกระตุ้นพวกภูติที่มีนิสัยขี้เกียจโดนธรรมชาติได้
ดังนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจสั่งการที่เต็มไปด้วยแรงกระตุ้น เอสเทอจึงต้องการตำแหน่งของ [ผู้กล้า] มาครอง
เป็นผู้กล้าในตำนานที่ว่ากันว่าสามารถเสกสรรสร้างได้ทุกสรรพสิ่งจากความว่างเปล่าได้
พวกภูติที่มีนิสัยขี้เกียจ รักสนุก และจูบิเนียวโดยธรรมชาตินั้น หากมีผู้นำที่พ่วงตำแหน่ง [ผู้กล้า] ที่โคตรจะจูบิเนียวมาด้วยแล้ว คงสร้างความฮึกเหิมและเป็นแรงกระตุ้นได้อย่างดี
เอสเทอคิดเช่นนั้น
“พวกแกช่วยประจำการโดยรอบคอยเก็บภาพการต่อสู้เอาไว้ ถ้าหากฉันพลาดท่าก็ให้โจมตีเพื่อปกป้องคริสตัลได้เลย จงจำเอาไว้ว่าการปกป้องคริสตัลต้องมาก่อนความต้องการของฉันนะดอง”
“ได้เลยพวย… แล้วคิดว่าจะชนะมั้ยพวย? ”
“คิดว่าฉันคือใครกันละดอง? ”
เอสเทอกล่าวด้วยสีหน้าที่มั่นใจพร้อมกับถือหนังสือภูติที่เป็นอาวุธสั่งทำพิเศษของเธอขึ้นมา
“ฉันคือเอสเทอ นักปราชญ์แห่งพงไพรเชียวนะดอง~”
และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่แทบจะไม่มีใครเข้าขัดขวางหน่วยของทอมเลยจนกระทั้งถึงตอนนี้
กลับมาปัจจุบัน
***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]
ภูติที่ปรากฏตัวขวางระหว่างพวกเรากับคริสตัลนั้น มีผมสีเขียวตัดสั้นยุ่งเหยิง ดวงตาสีฟ้าทะเล ผิวขาวดุจหิมะ และสวมชุดสีเขียวมรกตที่บอบบางราวกับเปลือกแก้ว
ใบหน้าของเธอดูน่ารักและนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ดุจตุ๊กตาจนชวนขนหัวลุกในเวลาเดียวกัน
แสงสว่างที่ปรากฏขึ้นรอบตัวของเธอ ทำให้รู้สึกราวกับบอสใหญ่ในฉากสุดท้ายของเกมส์
ผมจำเธอได้ เธอคือภูติที่ชื่อว่า [เอสเทอ] ภูติตัวน้อยน่ารักที่เคยถูกแอรีสจับมาลูบหัวเล่น
“ดอง ดอง ดอง~ ข้าคือ [เอสเทอ นักปราชญ์แห่งพงไพร] ยินดีต้อนรับสู่ปราสาทของฉัน”
*พรึบ! * มีแสงสว่างเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมารอบตัวเธอ
แกนสีฟ้าที่ดูบรรจุไปด้วยเทคโนโลยีระดับสูงร่วงหล่นมาจากมือของเอสเทอ
มวลดินจำนวนมหาศาลก่อตัวขึ้นสูงรอบแกนสีฟ้าเหล่านั้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว
ภายในเวลาแค่สิบวินาที โกเลมรูปร่างดูดุร้ายทั้งสิ้นสี่ตัวก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว
ไม่มีใครในสถานที่แห่งนี้ยิงปืนขัดขวางการสร้างโกเลมของเธอ เพราะรู้สึกได้ว่าถ้ายิงออกไป จะกลายเป็นตัวเองที่ถูกสังหารแทน
“อะไร ไม่คิดจะโจมตีเข้ามาหรือดอง? ”
สตรีไร้ซึ่งอารมณ์ได้เผยรอยยิ้มชวนขนลุกขึ้นที่มุมปาก
“คู่ต่อสู้ของพวกเจ้ามีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นเองนะดอง~”
เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ยั่วยุ แต่พวกเรายังคงสงบใจจ้องมองไปที่ศัตรูอย่างไม่ละสายตา
หน่วยรบจำนวนหนึ่งพันคนเริ่มแอบเดินล้อบเข้าด้านหลังของเธอที่กำลังลอยตัวเหนือใจกลางทุ่งดอกไม้
“ช่วยไม้ได้นะดอง”
เอสเทอถอนหายใจยาวพร้อมกับเร่งแสงสว่างโดยรอบให้เจิดจ้ารุนแรงยิ่งกว่าเดิม
“ยิง! ”
สัญญาณโจมตีของคุณทอมดังลั่นขึ้น
กระสุนแก๊สน้ำตาถูกยิงนำออกไปก่อนแล้วตามด้วยกระสุนปืนกลที่สาดเข้าใส่อย่างเป็นระบบ
พอคนหนึ่งกระสุนหมดซองอีกคนก็จะช่วยยิงในระหว่างที่คนแรกเปลี่ยนซองกระสุนปืน
“RPG! ”
หัวกระสุนระเบิดถูกงัดออกมาใช้
ระเบิดและควันพวยพุ่งขึ้นมาจนปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ทุงดอกไม้ถูกระเบิดแผดเผาทำลาย ความงดงามของธรรมชาติกำลังหายไปพร้อมกับร่างของเอสเทอ
หากเป็นปกติแล้วคงไม่น่ามีใครรอดจากการโจมตีระดับนี้ได้
ใช่ ถ้าหากเป็นคู่ต่อสู้ตามปกติละนะ…
“ดอง ดอง ดอง~ ไม่เจ็บไม่คันเลยสักนิด”
บาเรียทีปกติควรแตกสลายภายในสี่ถึงห้านัด กลับดูแข็งแกร่งและขยายตัวออกกว้างยิ่งกว่าเดิม
ผืนผ้าทรงโดมโปรงแสงที่ปกติมักคลุมแค่ร่างของภูติ กลับขยายวงกว้างจนพอปกคลุมร่างของโกเลมทั้งสี่ตัวที่เอสเทอสร้างขึ้นมา
นี่เธอหลุดออกมาจากบอสของเกมส์ชื่อดังสักเกมส์หรือเปล่าเนี่ย?
“มีแค่นี้? งั้นต่อไปตาฉันแล้วนะดอง~”
เอสเทอพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ราวกับว่าพวกเราเป็นเพียงได้แค่ขยะข้างทางที่ไร้ซึ่งภัยคุกคาม
หนังสือในมือทั้งสองข้างของเอสเทอสุกสว่างขึ้น พร้อมกับหน้ากระดาษที่พลิกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
“อย่าให้มันร่ายเวทได้! โจมตีด้วยกระสุนระเบิดทั้งหมดที่มี! แอร์บาร์ส ไปจัดการคริสตัลของพวกมันซะ! ”
“ครับท่าน! ”
“กำแพงดอกไม้…”
เอสเทอขยับมือขวาพร้อมกับหน้าหนังสือในมือขวาที่หยุดลง
ทันใดนั้นเองที่ทุ่งดอกไม้เกิดความเปลี่ยนแปลง
ดอกไม้ที่สวยงามเหล่านั้นต่างเติบโตขยายใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วผิดปกติ จนกลายเป็นกำแพงที่สูงชันปิดรอบคริสตัลเอาไว้
และในเวลาเดียวกัน โกเลมทั้งสี่ที่ยืนอยู่รอบเอสเทอก็เริ่มเคลื่อนไหว
พวกมันออกตัววิ่งอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าหมายที่กลุ่มของผม
ผมใช้ปืน M16 ในมือยิงไปที่พวกมัน
แต่หลังจากที่ยิงไปได้แค่สิบนัด มันก็วิ่งเข้าประชิดตัวพวกเราได้แล้ว
“หน่อย! ”
ผมเอี้ยวตัวหลบกรงเล็บอันน่ากลัวของพวกโกเลม แล้วใช้ด้ามท้ายปืนฟาดสวนกลับไป
ผมรู้สึกเหมือนกับกำลังฟาดใส่อะไรบางอย่างที่แข็งกร้าว
มันไม่ใช่เสียงกระทบของผิวโลหะ แต่ให้ความรู้สึกว่ามีส่วนผสมของเส้นใยสังเคราะห์ที่เหนียวแน่นและซับแรงกระแทกได้ดี
สรุปคือถึกชิบหาย!
“เหวอ! ”
หางของโกเลมที่คมกริบและเต็มไปด้วยใบดาบได้ถูกฟาดลงมาจากด้านบน
ผมรีบใช้ตัวปืนรับแล้วปัดมันทิ้งออกด้านข้างไป ก่อนจะกระหน่ำยิงด้วยลูกปืนใส่ตรงหน้าอกของมันในระยะประชิด
แต่ลูกปืนที่ยิงไปนั้นกลับทำได้แค่ระคายผิวให้เป็นรอยบุบเล็ก ๆ เท่านั้น
ลูกปืนเจาะไม่เข้าหรือ...
ระหว่างนั้นเองที่เจ้าโกเลมง้างกรงเล็บขึ้นมาเพื่อที่จะโจมตีใส่ผมอีกครั้ง
“งั้นเจอนี่หน่อย! ”
ผมใช้ความว่องไวของตัวเองรีบคว้าระเบิดมือโยนใส่ไปที่หน้าอกของมัน ก่อนจะใช้ขาขวาถีบแขนข้างที่กำลังง้างกรงเล็บขึ้นมาเป็นแรงส่งตัวถ่อยห่างออกมา
ระเบิดระยะประชิดนั้นได้เป่าครึ่งท่อนบนของโกเลมจนกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ผมรีบหันไปมองดูพรรพวกที่กำลังรับมือโกเลม
โกเลมทั้งสี่ตัวที่ส่งเข้ามาต่างถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้ว
มีโกเลมแค่สี่ตัว คิดหรือว่าจะหยุดพวกเราที่มีจำนวนนวนหนึ่งพันคนได้นะ?
แต่ทว่าพวกผมก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตทหารถึงหกนายในการฆ่าพวกมันทั้งสี่ตัว
ส่วนทางด้านคุณทอมที่เน้นโจมตีไปที่เอสเทอนั้น…
“ย๊ากกก! ”
ยังคงพยายามยิงโจมตีเอสเทออย่างไม่ลดละกำลัง
บาเรียที่คลุมตัวของเธอเริ่มมีอาการสั่นไหวและทำท่าจะปริแตกลงแล้ว
“จงตายซะดอง”
“อึ๊ก! ”
แต่ทว่าหนังสือในมือซ้ายของเธอได้หยุดพลิกลงมาเสียก่อนที่พวกเราจะได้ทันทำลายบาเรียของเธอ
แสงสว่างจากหนังสือได้ส่องประกายแสงมรณะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
เอสเทอพึมพำบางอย่างพร้อมกับวาดมือเป็นวงกลมขึ้นที่ตรงหน้าของเธอ
แล้วนรกก็เกิดขึ้นมาบนผืนแผ่นดิน
บาเรียที่หุ้มตัวเธออยู่ได้สว่างเจิดจ้าจนกลืนกินดวงตาให้มืดบอด
โชคดีที่พวกเราสวมหน้ากากและแว่นกรองแสงเอาไว้ จึงทำให้ไม่ถูกแสงสว่างนั้นทำร้ายดวงตาไปเสียก่อน
แต่การโจมตีด้วยแสงสว่างไม่ใช่การโจมตีที่แท้จริงของเธอ
พริบตาที่แสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมา หนังสือในมือขวาของเธอก็เริ่มเปิดหน้าถัดพร้อมกับส่องแสงขึ้นมาอีกครั้ง
ทันใดนั้นเองที่มีแสงหมุนวนรวมตัวกันเป็นก้อนพลังงานสีเหลืองนับพันเกิดขึ้นมารอบตัวของเอสเทอ
มันมีจำนวนมากพอที่จะสังหารพวกเราทุกคน
“Take cover! ”
คุณทอมกับผมต่างกรีดเสียงเตือนทุกคนพร้อมกัน
แต่ทว่า ณ ทุ่งดอกไม้กว้างภายในอาคารแห่งนี้ จะให้ไปหาที่หลบภัยจากไหนกันละ?
ก้อนพลังงานแสงนับพันเริ่มม้วนตัวแล้ววิ่งลากตรงเป็นเส้นทางยาวมาหาพวกเรา
แสงสังหารนั้นพุ่งทะลวงหน้าอกไปพร้อมกับชีวิตของเป้าหมายภายในการโจมตีเพียงนัดเดียว
ส่วนผมนั้นได้กะจังหวะชั่วพริบ พุ่งตัวหมอบแนบพื้นเพื่อหลบการโจมตีนั้นไปได้
และในตอนที่ผมคิดจะยิงปืนสวนกลับไปในตอนนั้นเอง
“... ยังไม่หมดอีกเรอะ!? ”
หนังสือในมือซ้ายของเอสเทอก็กำลังพลิกไปที่หน้าใหม่แล้ว
เอสเทอได้โปรยแกนสร้างโกเลมชุดใหม่ลงไปบนผิวดินอีกครั้ง
แถมคราวนี้มีถึงยี่สิบแกนเลยทีเดียว
“ยิง! ”
กระสุนจำนวนมากถูกลั่นยิงออกไปเพื่อหมายทำลายแกนของโกเลมก่อนที่มันจะได้ทันสร้างร่างขึ้นมา
กระสุนนับพันถูกยิงไปทั้งแกนโกเลมและตัวของเอสเทอ
บาเรียที่ไม่อาจทนรับไหวได้อีกต่อไปได้แตกพังทลายลงมา
เสร็จพวกเราละทีนี้!
“กรี๊ดดด! ซะเมื่อไหรละดอง~”
ฉับพลันที่บาเรียแตก ก็ได้เกิดลมพายุพัดโหมกระหน่ำออกมาอย่างรุนแรง
พายุนั้นรุนแรงในระดับที่สามารถเฉือนคว้านเอาแผ่นดินออกมาได้
ผู้คนที่อยู่ในระยะรอบตัวของเอสเทอต่างถูกคมมีดของลมนั้นผ่าร่างออกเป็นสองส่วนอย่างน่ากลัว
ผมรีบหมอบตัวลงเพื่อหลบการโจมตีนั้นเอาไว้
และหากเพ่งให้ดี ก็จะพบว่าเธอมีกางบาเรียซ้อนอยู่ข้างในอีกชั้นหนึ่ง
หรือว่าเธอจะสร้างบาเรียสองชั้นซ้อนเอาไว้ตัวแต่แรกแล้วหรือเปล่า?
พอพวกเราตายใจว่าทำลายบาเรียชั้นนอกได้ เธอก็สวนโจมตีกลับด้วยพายุโดนไม่ให้พวกเราได้ทันตั้งตัวเช่นนั้นหรือ?
ผมเริ่มตระหนักถึงความน่ากลัวของเอสเทอที่ผิดกับรูปลักษณ์แสนน่ารักของเธอ
ในตอนนั้นเองที่หนังสือในมือขวาของเอสเทอเริ่มส่องประกายแสงขึ้นมา
“นี่ไม่คิดจะให้ได้พักหายใจกันหน่อยเลยหรือไง? ”
ผมบ่นพึมพำออกไปอย่างไม่พอใจ
พื้นดินโดยรอบที่พวกผมยืนอยู่เกิดการสั่นไหวขึ้นอย่างรุนแรง
ผืนแผ่นดินแยกตัวออกพร้อมกับพื้นสนามที่ยุบตัวและนูนสูงขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ
แบบนี้ก็เล็งปืนไม่ได้กันพอดีนะสิ…
“จงลุกขึ้นมาดอง”
ในช่วงเวลาที่พวกเรารับมือกับแผ่นดินไหว หนังสือในมือทั้งสองข้างของเอสเทอก็พลิกกลับไปที่หน้าแรกอีกครั้ง
โกเลมถูกสร้างขึ้นมาภายในช่วงเวลานั้น
“จงถ่วงเวลาให้ทีดอง~”
เอสเทอจงใจพูดให้ดังขึ้นด้วยภาษาของมนุษย์เพื่อให้พวกผมได้ยิน
ราวกับเป็นการเย้ยหยันว่า [แน่จริงหยุดฉันให้ได้สิดอง] เช่นนั้น
จากการโจมตีราวห่าฝนเมื่อกี้ ทำให้พวกเราลดจำนวนเหลือเพียงสองในสาม
โกเลมทั้งยี่สิบตัวต่างวิ่งกระจายออกมาก่อความวุ่นวายรอบทิศทางโดยมีเอสเทอเป็นจุดศูนย์กลาง
หนังสือในมือของเอสเทอทั้งสองข้างเริ่มส่องแสงขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงรัวพลิกหน้ากระดานนั้นทำให้พวกผมรู้สึกไม่ดีเลย
ด้วยความที่มีพื้นดินนูนสูงต่ำเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เลยทำให้ตำแหน่งยิงถูกบีบให้น้อยลงเหลือเพียงไม่กี่จุดที่สามารถเล็งยิงใส่เอสเทอได้
และตำแหน่งที่ว่านั้นก็จะมีพวกโกเลมมายืนขวางเส้นทางยิงเอาไว้
“อย่ามาแกะกะนะเฟ้ย! ”
เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียมากไปกว่านี้ ผมกับคุณทอมและพวกที่เก่งกล้าสามารถในหน่วยจึงวิ่งออกมาที่แนวหน้าเพื่อรับมือกับโกเลมสังหาร
พวกเรารุกรับแลกอาวุธระยะประชิดชนิดที่ไม่อาจพลาดได้แม้แต่ครั้งเดียว
หากพลาดหรือเสียสมาธิไป คงได้สิ้นชีพลงภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียวของพวกโกเลม
*กริ๊ก*
แล้วกระสุนของผมก็หมดลง
ผมโยนปืนใส่โกเลมตรงหน้าแล้วหันมาใช้มีดทหารแทน
ผมแหล่ตามองดูพรรคพวก
พวกแนวหลังทำหน้าที่ของตนได้ดีมาก พวกเขายังคงพยายามยิงกระหน่ำใส่เอสเทอไม่หยุดยั้งทั้งที่อยู่ในตำแหน่งยิงที่เสียเปรียบ
*เพล๊ง*
แล้วบาเรียของเอสเทอก็แตกลงมา
“ดอง!? ”
กระสุนสังหารจำนวนมากยิงทะลวงร่างของเอสเทอเป็นห่าฝน
คราวนี้คงไม่ได้ซ่อนบาเรียหรือการโจมตีซ้อนเอาไว้อีกชั้นแล้วสินะ
งานนี้พวกเราชนะแน่!
“แกเองก็รีบตายได้แล้ว! ”
*เคร๊ง*
ผมใช้มีดสั้นรับกรงเล็บของโกเลม แล้วใช้ประโยชน์จากรูปร่างที่เล็กกว่า ย่อตัวลงมาเพื่อให้ร่างของศัตรูเสียสมดุลจากการพุ่งเข้าใส่อย่างเต็มแรง
โกเลมร่างยักษ์ขนาดสองเมตรไหลผ่านข้ามหัวของผมไปพุ่งชนกับอีกตัวที่กำลังเล็งโจมตีมาจากทางด้านหลังของผม
“ระเบิดมือ! ”
“รับทราบ! ”
ผมสั่งการให้ลูกน้องอีกคนรีบปาระเบิดมือใส่พวกมันที่กำลังพยายามลุกขึ้นมา
ระเบิดได้ฉีกร่างของโกเลมทั้งสองจนสิ้นซาก
ผมหันไปมองรอบตัว
การโจมตีจากโกเลมยี่สิบตัวนั้น ทำให้หน่วยของพวกเราเสียหายไปอีกถึงสามสิบคน
แต่อย่างน้อยโกเลมทั้งยี่สิบตัวก็ถูกปราบไปแล้ว เอสเทอเองก็ถูกกระหนำยิงจนพรุน---
ทำไมกระสุนมันวิ่งทะลุผ่านตัวไปละนั่น?
“เดียว นั่นมันภาพลวงตา! ”
“รู้สึกตัวช้าไปแล้วดอง~”
สิ่งที่ทุกคนยิงใส่มาตั้งแต่แรก แท้จริงแล้วคือภาพลวงตาจากการบิดเบื่อนแสงของเอสเทอ
ปรากฏการมิราจได้ต้มพวกเราจนเชื่อเสียสนิทว่ากำลังยังใส่ตัวจริงอยู่
ฝุ่นควันที่ลอยคลุ้ง และความวุ่นวายจากการต่อสู้ ทำให้พวกเราขาดความเยือกเย็นจนไม่ทันได้สังเกตุว่าลูกปืนกำลังวิ่งผ่านร่างของเอสเทอไปแบบไร้แรงต้าน
ตัวจริงของเอสเทอได้ปรากฏขึ้นมาจากที่ว่างห่างออกไปราวสองเมตรจากตำแหน่งเดิมที่พวกเรากำลังยิงสาดกระสุนใส่เมื่อกี้
สรุปคือเธอกางบาเรียขนาดรัศมีห้าเมตรคลุมพื้นที่เอาไว้ทั้งตัวเธอและภาพลวงตามาตั้งแต่แรก
บาเรียสองชั้นที่มีการเตรียมการโจมตีซ้อนก็ดี การสร้างภาพลวงตาเอาไว้ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ก็ดี
เจ้าเอสเทอ… ไม่มีความประมาทแสดงให้เห็นแม้แต่นิดเดียว
ผมว่าคนแบบนี้เอาชนะยากที่สุดเลยละ
“เราเตรียมการทุกอย่างเสร็จแล้วดอง”
เอสเทอพูดด้วยใบหน้าที่นิ่งดุจสวมหน้ากาก
หนังสือทั้งสองเล่มในมือของเอสเทอได้หยุดลงพร้อมกัน
“อึ๊ก! ”
ผมทิ้งมีดในมือลงมา
คนอื่นรวมไปถึงคุณทอมต่างทิ้งอาวุธในมือตัวเองลงไปกองที่พื้นเช่นกัน
“อา… กาศ”
มันคือการโจมตีที่เธอเคยใช้กับพวกอาร์โธร์โพดาเมื่อครั้งศึกพันธมิตร
พื้นที่ทั่วทั้งโดมถูกทำให้กลายเป็นสภาวะสูญญากาศ
ทรมาน…
รู้สึกได้ว่าเลือดภายในปอดกำลังดันไหลทะลักออกมา
โพรงจมูกเริ่มเต็มไปด้วยสายโลหิตที่ไหลริน
ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายพยายามสูบอากาศที่ไม่มีอยู่จริงเข้าสู่ปอด
“---”
ไม่อาจแม้แต่เปร่งเสียงให้ดังลอดออกมาได้
มีเพียงแค่ก้อนเลือดจำนวนมากที่ไหลออกมาจากริมฝีปาก
ทหารจำนวนเจ็ดร้อยคนต่างลงไปกองที่พื้น
เมื่อรวมกับศพชุดแรก ก็จะได้ว่ามีศพมนุษย์รวมทั้งสิ้นหนึ่งพันคนที่นอนเรียงรายอยู่แทบเท้าของภูติน้อยเอสเทอ
ศพที่อาบไปด้วยหยาดโลหิตสีแดงโดยมีเธอเป็นศูนย์กลาง
สวนดอกไม้ได้กลายเป็นทะเลกุหลาบเลือดสีแดงฉาน
กลิ่นเหม็นคาวเลือดลอยคลุ้งกลบกลิ่นดอกไม้ไปจนสิ้น
ดินแดนที่งดงามอันเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ได้กลายเป็นนรกอันเต็มไปด้วยศพของพวกเรา
ไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งต่อหนึ่งพันจะสามารถเอาชัยชนะมาได้
นักปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
เธอคือ… ปีศาจร้าย…