Age of war

    ตอนที่ 81 ผู้กล้าแห่งเผ่าภูติ

    ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย

    “พบศัตรูลักลอบเข้าเมืองมาทางทะเลสาบ พวย~”

    มหาวารี [จัสเซียร์] กำลังรายงานให้เอสเทอฟังด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด

    เพราะว่านอกจากศัตรูที่ลอบเข้ามาแล้ว ยังมีกองทัพศัตรูเผ่ามนุษย์จำนวนมากกำลังรบพุ่งอยู่ที่ฐานทัพในทะเลป่าอีกด้วย

    ฐานทัพเหล่านั้นเปรียบเสมือนดั่งเมืองหน้าด่านที่คอยปกป้องเมืองหลวงเอาไว้ ถ้าหากถูกตีแตก นั่นก็แปลว่าเมืองหลวงจะกลายเป็นเป้าหมายถัดไปในทันที

    พวกภูติต่างตกอยู่ในสภาวะที่สับสนวุ่นวาย เพราะไม่รู้ว่าควรจะส่งกำลังพลจากเมืองหลวงไปช่วยรับมือกันดีหรือไม่

    “ไม่จำเป็นต้องส่งกำลังเสริมหรอกดอง เพราะถ้าหากมีตัวตนที่หลบเลี่ยงกลิ่นภูติเข้ามาได้ ตัวเมืองจะยิ่งอันตรายนะดอง~”

    กลิ่นภูติคือระบบเรด้าของเผ่าภูติ ซึ่งมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ไม่ต่างจากของเผ่ามนุษย์ และสิ่งที่เอสเทอกลัวที่สุด คือการที่เผ่ามนุษย์อาจจะมีวิทยาการณ์หลบเลี่ยงการตรวจจับของเรด้าและลอบบินเข้ามาทิ้งหรือยิงโจมตีระยะไกลใส่เมืองหลวงของพวกเขา

    ดังนั้นเอสเทอจึงคิดว่าเป็นการดีกว่าที่จะให้กำลังทั้งหมดส่วนใหญ่รวมตัวที่เมืองหลวงคอยเฝ้าระวัง และใช้พลังงานทั้งหมดของเมืองไปกับการเพิ่มพลังความแข็งแรงของบาเรียให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แทน

    “กลุ่มมนุษย์เหล่านั้นฉันกับจัสเซียร์จะไปรับมือเอง พวกแกคอยระวังน่านฟ้าเอาไว้ก็พอดอง~ ถ้าเห็นอะไรแปลก ๆ บินมาก็สอยให้ร่วงลงมาเลยดอง~”

    ว่าแล้วเอสเทอก็ออกไปจากห้องบัญชาการพร้อมกับจัสเซียร์

    “จัสเซียร์ งานนี้ของเราลุยคนเดียวนะดอง~”

    “ทำไมละ พวย? ”

    เอสเทอได้พูดเช่นนั้นออกมาระหว่างที่เธอกับจัสเซียร์กำลังเตรียมกองทัพเพื่อต้อนรับพวกมนุษย์ที่ลอบเข้ามาในเมืองหลวง

    “ฉันอยากได้อำนาจมากกว่านี้ดอง~”

    “ทุกวันนี้ยังมีไม่พอหรือพวย? ”

    จัสเซียร์ส่งสายตาสีฟ้าจ้องมาที่เอสเทอด้วยความสงสัย

    “จริงอยู่ที่ฉันมีตำแหน่งเป็นถึงผู้บังคับบัญชากองทัพสูงสุด แต่มีใครเชื่อฟังฉันจริงจังสักคนมั้ยละดอง~”

    “มันก็จริงนะพวย~”

    เอสเทอเคยชี้ประเด็นเรื่องกองทัพโกเลมที่มีไม่พอรับมือให้สภาทราบหลายต่อหลายครั้ง และเคยชี้ประเด็นเรื่องความหละหลวมของกองทัพที่ไร้ซึ่งความจริงจังอย่างที่ควรจะเป็น

    แต่ทุกครั้งก็กระตุ้นได้แค่ช่วงต้นที่เกิดวิกฤติ พอรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยแล้วก็จะกลับไปขี้เกียจเฉื่อยชากันเหมือนเดิม

    ประธานาธิบดีลิลลี่เองก็พึ่งไม่ได้ เพราะว่าถึงเธอจะเห็นด้วยกับแนวคิดของเอสเทอ แต่คำพูดของเธอยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะกระตุ้นพวกภูติที่มีนิสัยขี้เกียจโดนธรรมชาติได้

    ดังนั้นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจสั่งการที่เต็มไปด้วยแรงกระตุ้น เอสเทอจึงต้องการตำแหน่งของ [ผู้กล้า] มาครอง

    เป็นผู้กล้าในตำนานที่ว่ากันว่าสามารถเสกสรรสร้างได้ทุกสรรพสิ่งจากความว่างเปล่าได้

    พวกภูติที่มีนิสัยขี้เกียจ รักสนุก และจูบิเนียวโดยธรรมชาตินั้น หากมีผู้นำที่พ่วงตำแหน่ง [ผู้กล้า] ที่โคตรจะจูบิเนียวมาด้วยแล้ว คงสร้างความฮึกเหิมและเป็นแรงกระตุ้นได้อย่างดี

    เอสเทอคิดเช่นนั้น

    “พวกแกช่วยประจำการโดยรอบคอยเก็บภาพการต่อสู้เอาไว้ ถ้าหากฉันพลาดท่าก็ให้โจมตีเพื่อปกป้องคริสตัลได้เลย จงจำเอาไว้ว่าการปกป้องคริสตัลต้องมาก่อนความต้องการของฉันนะดอง”

    “ได้เลยพวย… แล้วคิดว่าจะชนะมั้ยพวย? ”

    “คิดว่าฉันคือใครกันละดอง? ”

    เอสเทอกล่าวด้วยสีหน้าที่มั่นใจพร้อมกับถือหนังสือภูติที่เป็นอาวุธสั่งทำพิเศษของเธอขึ้นมา

    “ฉันคือเอสเทอ นักปราชญ์แห่งพงไพรเชียวนะดอง~”

    และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่แทบจะไม่มีใครเข้าขัดขวางหน่วยของทอมเลยจนกระทั้งถึงตอนนี้



    กลับมาปัจจุบัน

    ***ชายผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา [แอร์บาส์ร]

    ภูติที่ปรากฏตัวขวางระหว่างพวกเรากับคริสตัลนั้น มีผมสีเขียวตัดสั้นยุ่งเหยิง ดวงตาสีฟ้าทะเล ผิวขาวดุจหิมะ และสวมชุดสีเขียวมรกตที่บอบบางราวกับเปลือกแก้ว

    ใบหน้าของเธอดูน่ารักและนิ่งไร้ซึ่งอารมณ์ดุจตุ๊กตาจนชวนขนหัวลุกในเวลาเดียวกัน

    แสงสว่างที่ปรากฏขึ้นรอบตัวของเธอ ทำให้รู้สึกราวกับบอสใหญ่ในฉากสุดท้ายของเกมส์

    ผมจำเธอได้ เธอคือภูติที่ชื่อว่า [เอสเทอ] ภูติตัวน้อยน่ารักที่เคยถูกแอรีสจับมาลูบหัวเล่น

    “ดอง ดอง ดอง~ ข้าคือ [เอสเทอ นักปราชญ์แห่งพงไพร] ยินดีต้อนรับสู่ปราสาทของฉัน”

    *พรึบ! * มีแสงสว่างเป็นประกายเจิดจ้าขึ้นมารอบตัวเธอ

    แกนสีฟ้าที่ดูบรรจุไปด้วยเทคโนโลยีระดับสูงร่วงหล่นมาจากมือของเอสเทอ

    มวลดินจำนวนมหาศาลก่อตัวขึ้นสูงรอบแกนสีฟ้าเหล่านั้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว

    ภายในเวลาแค่สิบวินาที โกเลมรูปร่างดูดุร้ายทั้งสิ้นสี่ตัวก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว

    ไม่มีใครในสถานที่แห่งนี้ยิงปืนขัดขวางการสร้างโกเลมของเธอ เพราะรู้สึกได้ว่าถ้ายิงออกไป จะกลายเป็นตัวเองที่ถูกสังหารแทน

    “อะไร ไม่คิดจะโจมตีเข้ามาหรือดอง? ”

    สตรีไร้ซึ่งอารมณ์ได้เผยรอยยิ้มชวนขนลุกขึ้นที่มุมปาก

    “คู่ต่อสู้ของพวกเจ้ามีแค่ฉันคนเดียวเท่านั้นเองนะดอง~”

    เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่ยั่วยุ แต่พวกเรายังคงสงบใจจ้องมองไปที่ศัตรูอย่างไม่ละสายตา

    หน่วยรบจำนวนหนึ่งพันคนเริ่มแอบเดินล้อบเข้าด้านหลังของเธอที่กำลังลอยตัวเหนือใจกลางทุ่งดอกไม้

    “ช่วยไม้ได้นะดอง”

    เอสเทอถอนหายใจยาวพร้อมกับเร่งแสงสว่างโดยรอบให้เจิดจ้ารุนแรงยิ่งกว่าเดิม

    “ยิง! ”

    สัญญาณโจมตีของคุณทอมดังลั่นขึ้น

    กระสุนแก๊สน้ำตาถูกยิงนำออกไปก่อนแล้วตามด้วยกระสุนปืนกลที่สาดเข้าใส่อย่างเป็นระบบ

    พอคนหนึ่งกระสุนหมดซองอีกคนก็จะช่วยยิงในระหว่างที่คนแรกเปลี่ยนซองกระสุนปืน

    “RPG! ”

    หัวกระสุนระเบิดถูกงัดออกมาใช้

    ระเบิดและควันพวยพุ่งขึ้นมาจนปกคลุมไปทั่วบริเวณ

    ทุงดอกไม้ถูกระเบิดแผดเผาทำลาย ความงดงามของธรรมชาติกำลังหายไปพร้อมกับร่างของเอสเทอ

    หากเป็นปกติแล้วคงไม่น่ามีใครรอดจากการโจมตีระดับนี้ได้

    ใช่ ถ้าหากเป็นคู่ต่อสู้ตามปกติละนะ…

    “ดอง ดอง ดอง~ ไม่เจ็บไม่คันเลยสักนิด”

    บาเรียทีปกติควรแตกสลายภายในสี่ถึงห้านัด กลับดูแข็งแกร่งและขยายตัวออกกว้างยิ่งกว่าเดิม

    ผืนผ้าทรงโดมโปรงแสงที่ปกติมักคลุมแค่ร่างของภูติ กลับขยายวงกว้างจนพอปกคลุมร่างของโกเลมทั้งสี่ตัวที่เอสเทอสร้างขึ้นมา

    นี่เธอหลุดออกมาจากบอสของเกมส์ชื่อดังสักเกมส์หรือเปล่าเนี่ย?

    “มีแค่นี้? งั้นต่อไปตาฉันแล้วนะดอง~”

    เอสเทอพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ราวกับว่าพวกเราเป็นเพียงได้แค่ขยะข้างทางที่ไร้ซึ่งภัยคุกคาม

    หนังสือในมือทั้งสองข้างของเอสเทอสุกสว่างขึ้น พร้อมกับหน้ากระดาษที่พลิกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

    “อย่าให้มันร่ายเวทได้! โจมตีด้วยกระสุนระเบิดทั้งหมดที่มี! แอร์บาร์ส ไปจัดการคริสตัลของพวกมันซะ! ”

    “ครับท่าน! ”

    “กำแพงดอกไม้…”

    เอสเทอขยับมือขวาพร้อมกับหน้าหนังสือในมือขวาที่หยุดลง

    ทันใดนั้นเองที่ทุ่งดอกไม้เกิดความเปลี่ยนแปลง

    ดอกไม้ที่สวยงามเหล่านั้นต่างเติบโตขยายใหญ่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วผิดปกติ จนกลายเป็นกำแพงที่สูงชันปิดรอบคริสตัลเอาไว้

    และในเวลาเดียวกัน โกเลมทั้งสี่ที่ยืนอยู่รอบเอสเทอก็เริ่มเคลื่อนไหว

    พวกมันออกตัววิ่งอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าหมายที่กลุ่มของผม

    ผมใช้ปืน M16 ในมือยิงไปที่พวกมัน

    แต่หลังจากที่ยิงไปได้แค่สิบนัด มันก็วิ่งเข้าประชิดตัวพวกเราได้แล้ว

    “หน่อย! ”

    ผมเอี้ยวตัวหลบกรงเล็บอันน่ากลัวของพวกโกเลม แล้วใช้ด้ามท้ายปืนฟาดสวนกลับไป

    ผมรู้สึกเหมือนกับกำลังฟาดใส่อะไรบางอย่างที่แข็งกร้าว

    มันไม่ใช่เสียงกระทบของผิวโลหะ แต่ให้ความรู้สึกว่ามีส่วนผสมของเส้นใยสังเคราะห์ที่เหนียวแน่นและซับแรงกระแทกได้ดี

    สรุปคือถึกชิบหาย!

    “เหวอ! ”

    หางของโกเลมที่คมกริบและเต็มไปด้วยใบดาบได้ถูกฟาดลงมาจากด้านบน

    ผมรีบใช้ตัวปืนรับแล้วปัดมันทิ้งออกด้านข้างไป ก่อนจะกระหน่ำยิงด้วยลูกปืนใส่ตรงหน้าอกของมันในระยะประชิด

    แต่ลูกปืนที่ยิงไปนั้นกลับทำได้แค่ระคายผิวให้เป็นรอยบุบเล็ก ๆ เท่านั้น

    ลูกปืนเจาะไม่เข้าหรือ...

    ระหว่างนั้นเองที่เจ้าโกเลมง้างกรงเล็บขึ้นมาเพื่อที่จะโจมตีใส่ผมอีกครั้ง

    “งั้นเจอนี่หน่อย! ”

    ผมใช้ความว่องไวของตัวเองรีบคว้าระเบิดมือโยนใส่ไปที่หน้าอกของมัน ก่อนจะใช้ขาขวาถีบแขนข้างที่กำลังง้างกรงเล็บขึ้นมาเป็นแรงส่งตัวถ่อยห่างออกมา

    ระเบิดระยะประชิดนั้นได้เป่าครึ่งท่อนบนของโกเลมจนกระจุยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

    ผมรีบหันไปมองดูพรรพวกที่กำลังรับมือโกเลม

    โกเลมทั้งสี่ตัวที่ส่งเข้ามาต่างถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้ว

    มีโกเลมแค่สี่ตัว คิดหรือว่าจะหยุดพวกเราที่มีจำนวนนวนหนึ่งพันคนได้นะ?

    แต่ทว่าพวกผมก็ต้องแลกมาด้วยชีวิตทหารถึงหกนายในการฆ่าพวกมันทั้งสี่ตัว

    ส่วนทางด้านคุณทอมที่เน้นโจมตีไปที่เอสเทอนั้น…

    “ย๊ากกก! ”

    ยังคงพยายามยิงโจมตีเอสเทออย่างไม่ลดละกำลัง

    บาเรียที่คลุมตัวของเธอเริ่มมีอาการสั่นไหวและทำท่าจะปริแตกลงแล้ว

    “จงตายซะดอง”

    “อึ๊ก! ”

    แต่ทว่าหนังสือในมือซ้ายของเธอได้หยุดพลิกลงมาเสียก่อนที่พวกเราจะได้ทันทำลายบาเรียของเธอ

    แสงสว่างจากหนังสือได้ส่องประกายแสงมรณะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

    เอสเทอพึมพำบางอย่างพร้อมกับวาดมือเป็นวงกลมขึ้นที่ตรงหน้าของเธอ

    แล้วนรกก็เกิดขึ้นมาบนผืนแผ่นดิน

    บาเรียที่หุ้มตัวเธออยู่ได้สว่างเจิดจ้าจนกลืนกินดวงตาให้มืดบอด

    โชคดีที่พวกเราสวมหน้ากากและแว่นกรองแสงเอาไว้ จึงทำให้ไม่ถูกแสงสว่างนั้นทำร้ายดวงตาไปเสียก่อน

    แต่การโจมตีด้วยแสงสว่างไม่ใช่การโจมตีที่แท้จริงของเธอ

    พริบตาที่แสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมา หนังสือในมือขวาของเธอก็เริ่มเปิดหน้าถัดพร้อมกับส่องแสงขึ้นมาอีกครั้ง

    ทันใดนั้นเองที่มีแสงหมุนวนรวมตัวกันเป็นก้อนพลังงานสีเหลืองนับพันเกิดขึ้นมารอบตัวของเอสเทอ

    มันมีจำนวนมากพอที่จะสังหารพวกเราทุกคน

    “Take cover! ”

    คุณทอมกับผมต่างกรีดเสียงเตือนทุกคนพร้อมกัน

    แต่ทว่า ณ ทุ่งดอกไม้กว้างภายในอาคารแห่งนี้ จะให้ไปหาที่หลบภัยจากไหนกันละ?

    ก้อนพลังงานแสงนับพันเริ่มม้วนตัวแล้ววิ่งลากตรงเป็นเส้นทางยาวมาหาพวกเรา

    แสงสังหารนั้นพุ่งทะลวงหน้าอกไปพร้อมกับชีวิตของเป้าหมายภายในการโจมตีเพียงนัดเดียว

    ส่วนผมนั้นได้กะจังหวะชั่วพริบ พุ่งตัวหมอบแนบพื้นเพื่อหลบการโจมตีนั้นไปได้

    และในตอนที่ผมคิดจะยิงปืนสวนกลับไปในตอนนั้นเอง

    “... ยังไม่หมดอีกเรอะ!? ”

    หนังสือในมือซ้ายของเอสเทอก็กำลังพลิกไปที่หน้าใหม่แล้ว

    เอสเทอได้โปรยแกนสร้างโกเลมชุดใหม่ลงไปบนผิวดินอีกครั้ง

    แถมคราวนี้มีถึงยี่สิบแกนเลยทีเดียว

    “ยิง! ”

    กระสุนจำนวนมากถูกลั่นยิงออกไปเพื่อหมายทำลายแกนของโกเลมก่อนที่มันจะได้ทันสร้างร่างขึ้นมา

    กระสุนนับพันถูกยิงไปทั้งแกนโกเลมและตัวของเอสเทอ

    บาเรียที่ไม่อาจทนรับไหวได้อีกต่อไปได้แตกพังทลายลงมา

    เสร็จพวกเราละทีนี้!

    “กรี๊ดดด! ซะเมื่อไหรละดอง~”

    ฉับพลันที่บาเรียแตก ก็ได้เกิดลมพายุพัดโหมกระหน่ำออกมาอย่างรุนแรง

    พายุนั้นรุนแรงในระดับที่สามารถเฉือนคว้านเอาแผ่นดินออกมาได้

    ผู้คนที่อยู่ในระยะรอบตัวของเอสเทอต่างถูกคมมีดของลมนั้นผ่าร่างออกเป็นสองส่วนอย่างน่ากลัว

    ผมรีบหมอบตัวลงเพื่อหลบการโจมตีนั้นเอาไว้

    และหากเพ่งให้ดี ก็จะพบว่าเธอมีกางบาเรียซ้อนอยู่ข้างในอีกชั้นหนึ่ง

    หรือว่าเธอจะสร้างบาเรียสองชั้นซ้อนเอาไว้ตัวแต่แรกแล้วหรือเปล่า?

    พอพวกเราตายใจว่าทำลายบาเรียชั้นนอกได้ เธอก็สวนโจมตีกลับด้วยพายุโดนไม่ให้พวกเราได้ทันตั้งตัวเช่นนั้นหรือ?

    ผมเริ่มตระหนักถึงความน่ากลัวของเอสเทอที่ผิดกับรูปลักษณ์แสนน่ารักของเธอ

    ในตอนนั้นเองที่หนังสือในมือขวาของเอสเทอเริ่มส่องประกายแสงขึ้นมา

    “นี่ไม่คิดจะให้ได้พักหายใจกันหน่อยเลยหรือไง? ”

    ผมบ่นพึมพำออกไปอย่างไม่พอใจ

    พื้นดินโดยรอบที่พวกผมยืนอยู่เกิดการสั่นไหวขึ้นอย่างรุนแรง

    ผืนแผ่นดินแยกตัวออกพร้อมกับพื้นสนามที่ยุบตัวและนูนสูงขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ

    แบบนี้ก็เล็งปืนไม่ได้กันพอดีนะสิ…

    “จงลุกขึ้นมาดอง”

    ในช่วงเวลาที่พวกเรารับมือกับแผ่นดินไหว หนังสือในมือทั้งสองข้างของเอสเทอก็พลิกกลับไปที่หน้าแรกอีกครั้ง

    โกเลมถูกสร้างขึ้นมาภายในช่วงเวลานั้น

    “จงถ่วงเวลาให้ทีดอง~”

    เอสเทอจงใจพูดให้ดังขึ้นด้วยภาษาของมนุษย์เพื่อให้พวกผมได้ยิน

    ราวกับเป็นการเย้ยหยันว่า [แน่จริงหยุดฉันให้ได้สิดอง] เช่นนั้น

    จากการโจมตีราวห่าฝนเมื่อกี้ ทำให้พวกเราลดจำนวนเหลือเพียงสองในสาม

    โกเลมทั้งยี่สิบตัวต่างวิ่งกระจายออกมาก่อความวุ่นวายรอบทิศทางโดยมีเอสเทอเป็นจุดศูนย์กลาง

    หนังสือในมือของเอสเทอทั้งสองข้างเริ่มส่องแสงขึ้นมาอีกครั้ง

    เสียงรัวพลิกหน้ากระดานนั้นทำให้พวกผมรู้สึกไม่ดีเลย

    ด้วยความที่มีพื้นดินนูนสูงต่ำเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เลยทำให้ตำแหน่งยิงถูกบีบให้น้อยลงเหลือเพียงไม่กี่จุดที่สามารถเล็งยิงใส่เอสเทอได้

    และตำแหน่งที่ว่านั้นก็จะมีพวกโกเลมมายืนขวางเส้นทางยิงเอาไว้

    “อย่ามาแกะกะนะเฟ้ย! ”

    เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียมากไปกว่านี้ ผมกับคุณทอมและพวกที่เก่งกล้าสามารถในหน่วยจึงวิ่งออกมาที่แนวหน้าเพื่อรับมือกับโกเลมสังหาร

    พวกเรารุกรับแลกอาวุธระยะประชิดชนิดที่ไม่อาจพลาดได้แม้แต่ครั้งเดียว

    หากพลาดหรือเสียสมาธิไป คงได้สิ้นชีพลงภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียวของพวกโกเลม

    *กริ๊ก*

    แล้วกระสุนของผมก็หมดลง

    ผมโยนปืนใส่โกเลมตรงหน้าแล้วหันมาใช้มีดทหารแทน

    ผมแหล่ตามองดูพรรคพวก

    พวกแนวหลังทำหน้าที่ของตนได้ดีมาก พวกเขายังคงพยายามยิงกระหน่ำใส่เอสเทอไม่หยุดยั้งทั้งที่อยู่ในตำแหน่งยิงที่เสียเปรียบ

    *เพล๊ง*

    แล้วบาเรียของเอสเทอก็แตกลงมา

    “ดอง!? ”

    กระสุนสังหารจำนวนมากยิงทะลวงร่างของเอสเทอเป็นห่าฝน

    คราวนี้คงไม่ได้ซ่อนบาเรียหรือการโจมตีซ้อนเอาไว้อีกชั้นแล้วสินะ

    งานนี้พวกเราชนะแน่!

    “แกเองก็รีบตายได้แล้ว! ”

    *เคร๊ง*

    ผมใช้มีดสั้นรับกรงเล็บของโกเลม แล้วใช้ประโยชน์จากรูปร่างที่เล็กกว่า ย่อตัวลงมาเพื่อให้ร่างของศัตรูเสียสมดุลจากการพุ่งเข้าใส่อย่างเต็มแรง

    โกเลมร่างยักษ์ขนาดสองเมตรไหลผ่านข้ามหัวของผมไปพุ่งชนกับอีกตัวที่กำลังเล็งโจมตีมาจากทางด้านหลังของผม

    “ระเบิดมือ! ”

    “รับทราบ! ”

    ผมสั่งการให้ลูกน้องอีกคนรีบปาระเบิดมือใส่พวกมันที่กำลังพยายามลุกขึ้นมา

    ระเบิดได้ฉีกร่างของโกเลมทั้งสองจนสิ้นซาก

    ผมหันไปมองรอบตัว

    การโจมตีจากโกเลมยี่สิบตัวนั้น ทำให้หน่วยของพวกเราเสียหายไปอีกถึงสามสิบคน

    แต่อย่างน้อยโกเลมทั้งยี่สิบตัวก็ถูกปราบไปแล้ว เอสเทอเองก็ถูกกระหนำยิงจนพรุน---

    ทำไมกระสุนมันวิ่งทะลุผ่านตัวไปละนั่น?

    “เดียว นั่นมันภาพลวงตา! ”

    “รู้สึกตัวช้าไปแล้วดอง~”

    สิ่งที่ทุกคนยิงใส่มาตั้งแต่แรก แท้จริงแล้วคือภาพลวงตาจากการบิดเบื่อนแสงของเอสเทอ

    ปรากฏการมิราจได้ต้มพวกเราจนเชื่อเสียสนิทว่ากำลังยังใส่ตัวจริงอยู่

    ฝุ่นควันที่ลอยคลุ้ง และความวุ่นวายจากการต่อสู้ ทำให้พวกเราขาดความเยือกเย็นจนไม่ทันได้สังเกตุว่าลูกปืนกำลังวิ่งผ่านร่างของเอสเทอไปแบบไร้แรงต้าน

    ตัวจริงของเอสเทอได้ปรากฏขึ้นมาจากที่ว่างห่างออกไปราวสองเมตรจากตำแหน่งเดิมที่พวกเรากำลังยิงสาดกระสุนใส่เมื่อกี้

    สรุปคือเธอกางบาเรียขนาดรัศมีห้าเมตรคลุมพื้นที่เอาไว้ทั้งตัวเธอและภาพลวงตามาตั้งแต่แรก

    บาเรียสองชั้นที่มีการเตรียมการโจมตีซ้อนก็ดี การสร้างภาพลวงตาเอาไว้ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้ก็ดี

    เจ้าเอสเทอ… ไม่มีความประมาทแสดงให้เห็นแม้แต่นิดเดียว

    ผมว่าคนแบบนี้เอาชนะยากที่สุดเลยละ

    “เราเตรียมการทุกอย่างเสร็จแล้วดอง”

    เอสเทอพูดด้วยใบหน้าที่นิ่งดุจสวมหน้ากาก

    หนังสือทั้งสองเล่มในมือของเอสเทอได้หยุดลงพร้อมกัน

    “อึ๊ก! ”

    ผมทิ้งมีดในมือลงมา

    คนอื่นรวมไปถึงคุณทอมต่างทิ้งอาวุธในมือตัวเองลงไปกองที่พื้นเช่นกัน

    “อา… กาศ”

    มันคือการโจมตีที่เธอเคยใช้กับพวกอาร์โธร์โพดาเมื่อครั้งศึกพันธมิตร

    พื้นที่ทั่วทั้งโดมถูกทำให้กลายเป็นสภาวะสูญญากาศ

    ทรมาน…

    รู้สึกได้ว่าเลือดภายในปอดกำลังดันไหลทะลักออกมา

    โพรงจมูกเริ่มเต็มไปด้วยสายโลหิตที่ไหลริน

    ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายพยายามสูบอากาศที่ไม่มีอยู่จริงเข้าสู่ปอด

    “---”

    ไม่อาจแม้แต่เปร่งเสียงให้ดังลอดออกมาได้

    มีเพียงแค่ก้อนเลือดจำนวนมากที่ไหลออกมาจากริมฝีปาก

    ทหารจำนวนเจ็ดร้อยคนต่างลงไปกองที่พื้น

    เมื่อรวมกับศพชุดแรก ก็จะได้ว่ามีศพมนุษย์รวมทั้งสิ้นหนึ่งพันคนที่นอนเรียงรายอยู่แทบเท้าของภูติน้อยเอสเทอ

    ศพที่อาบไปด้วยหยาดโลหิตสีแดงโดยมีเธอเป็นศูนย์กลาง

    สวนดอกไม้ได้กลายเป็นทะเลกุหลาบเลือดสีแดงฉาน

    กลิ่นเหม็นคาวเลือดลอยคลุ้งกลบกลิ่นดอกไม้ไปจนสิ้น

    ดินแดนที่งดงามอันเต็มไปด้วยทุ่งดอกไม้ได้กลายเป็นนรกอันเต็มไปด้วยศพของพวกเรา

    ไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งต่อหนึ่งพันจะสามารถเอาชัยชนะมาได้

    นักปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]

    เธอคือ… ปีศาจร้าย…