เซียวจิ่วเอ๋อร์กำมือแน่น แสงสีฟ้าเย็นเยียบเปล่งออกมาจากปลายนิ้วของนาง
เพียงปลายเท้าแตะพื้นเบาๆ ร่างของนางก็หายวับจากที่เดิม ราวกับเสือดาวบนูเาหิมะที่พุ่งเข้าใส่เหยื่อด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์ จนเหยื่อไม่มีโอกาสแม้แต่จะตอบสนอง
ในพริบตาเดียว ชายทั้งหลายก็ถูกเซียวจิ่วเอ๋อร์สังหารจนหมด โดยที่นางแทบไม่ต้องออกแรงเลยแม้แต่น้อย คนสุดท้ายถูกพลังอันมหาศาลของนางทะลวงเข้าที่ลำคอจนขาดสะบั้น
ฉึก! เืสดพุ่งกระฉูดออกจากต้นคอด้านหลัง ร่างของเขาล้มลงไปนอนอยู่ในแอ่งเื
กลิ่นคาวเืที่อบอวลไปทั่วทำให้โลหิตในกายของเซียวจิ่วเอ๋อร์พลุ่งพล่านไม่หยุด เสียงร้องด้วยความตื่นเต้นของสิ่งมีชีวิตในป่าอสูรดังก้องไม่ขาดสาย
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองลึกเข้าไปในป่า นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวลงไปช้อนร่างไร้ิญญาของหญิงคนนั้นขึ้นมา แล้วก้าวผ่านข่ายอาคมที่วางไว้นอกป่า
แม้จะรู้ดีว่าป่าอสูรนั้นอันตรายเพียงใด แต่ก็มีบางสิ่งในป่าแห่งนี้ดึงดูดใจนางอย่างน่าประหลาด นางจึงตัดสินใจที่จะเสี่ยงเข้าไป
“ผู้ใดกัน!”
เสียงฝีเท้าดังอื้ออึงปนมากับคำถามที่ไม่เป็มิตร เซียวจิ่วเอ๋อร์รีบถอยหลังไปอย่างระแวดระวัง ปอยผมของนางปลิวสะบัด ถูกอาวุธลับที่พุ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็วตัดขาดไปหลายเส้น
“เซียวจิ่วเอ๋อร์? เ้ามาทำอะไรที่นี่! เ้ากล้าบุกรุกพื้นที่ต้องห้ามยามวิกาล เ้าคงเบื่อชีวิตแล้วสินะ!”
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์มองดูเซียวจิ่วเอ๋อร์กับร่างไร้ิญญาที่อยู่ในอ้อมแขน ก่อนจะะโลั่นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด ทันใดนั้น อสูรร่างมหึมาก็พุ่งออกมาจากเงามืดกระโจนเข้าหาเซียวจิ่วเอ่อร์ แต่นางกลับหลบได้อย่างคล่องแคล่ว
นางยืนหยัดขึ้นอย่างมั่นคง ก่อนจะหันไปมองผู้มาใหม่พลางเอ่ยอย่างเย้ยหยัน
“ท่าทางน่าเกรงขามไม่น้อย ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าคนอย่างหญิงสาวอัจฉริยะที่ร่ำลือกันนักกันหนาจะมีฝีมือสักเท่าไหร่กัน!”
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์แตกต่างจากเซียวจิ่วเอ๋อร์ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับแก่นิญญาที่เสียหายั้แ่กำเนิด นางเป็บุตรีคนโตแห่งตระกูลเซียว คือลูกหลานัในหมู่มนุษย์ที่มีพร์สูงส่งั้แ่เล็ก ได้รับการยกย่องและชื่นชมจากทุกผู้ทุกคน
แม้แต่เซียวหรันที่เพิ่งแสดงอำนาจอย่างยโสเมื่อชั่วยามก่อนยังกลายเป็คนไร้ค่าเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าเซียวเฟิ่งเอ๋อร์
ทุกคนต่างรู้ดีว่าในร่างของสิ่งมีชีวิตทั่วหล้าล้วนมีพลังบางอย่างไหลเวียนอยู่ภายใน พลังดังกล่าวถูกแบ่งออกเป็หกธาตุ ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน และลม โดยทั่วไปแล้วมนุษย์ธรรมดามักจะเกิดมาพร้อมกับพลังธาตุเพียงชนิดเดียว
แต่เซียวเฟิ่งเอ๋อร์นั้น นางได้รับการยืนยันั้แ่ห้าขวบว่าเป็ผู้มีพลังธาตุคู่ลมไฟ ซึ่งเหมาะสำหรับการเป็นักหลอมโอสถ อีกทั้งเมื่ออายุสิบปีนางก็ผ่านการสอบเป็มือปราบอสูร และในวัยสิบห้า นางก็กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหก
ผู้ฝึกยุทธ์แบ่งออกเป็เจ็ดขั้น โดยในปัจจุบันทั่วทั้งราชวงศ์เป่ยหลิงนั้นมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหกเพียงไม่กี่สิบคน ส่วนขั้นเจ็ดมีเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้น นับว่าหาได้ยากยิ่ง
เมื่อเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ได้ยินน้ำเสียงเย้ยหยันและท้าทายจากเซียวจิ่วเอ๋อร์ คิ้วเรียวของนางก็ขมวดมุ่น พลางตวาดว่า
“บังอาจ! เ้าช่างไม่รู้จักลำดับาุโ วันนี้ข้าจะสั่งสอนเ้าแทนฉงซวงให้หลาบจำเอง!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์หัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดนั้น
ฉงซวงคือชื่อของมารดาของนาง ทว่าการที่เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เห็นนางตายไปแล้วกลับไม่ถามหาเหตุผล ทั้งที่รู้ว่านางเป็ผู้าุโแต่กลับเรียกชื่อโดยตรง ผู้ที่ไม่รู้จักลำดับาุโ...แท้จริงนั้นคือใครกันแน่
เซียวจิ่วเอ๋อร์หันกลับไปวางร่างของมารดาไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทว่ายังไม่ทันลุกขึ้น นางก็ััได้ถึงจิตสังหารที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง
อสูรตัวเขื่องกระโจนเข้าใส่เซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างรวดเร็ว เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ยืนมองพลางยิ้มเย็น ในใจหวังเห็นภาพเซียวจิ่วเอ๋อร์ถูกสัตว์อัญเชิญฉีกเป็ชิ้นๆ
ทว่าทุกอย่างกลับไม่เป็เช่นนั้น!
แสงสีฟ้าพลันแผ่ออกจากฝ่ามือของเซียวจิ่วเอ๋อร์โดยไม่ต้องใช้คาถาใดๆ นางเพียงแค่ปลดปล่อยพลังิญญาออกมา อสูรตัวนั้นก็ถูกซัดกระเด็นออกไปทันที!
“สัตว์เดรัจฉาน” เซียวจิ่วเอ๋อร์จัดแขนเสื้อของตนให้เข้าที่พลางหัวเราะเบาๆ แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบจนน่าขนลุก
ดวงตาของนางเปลี่ยนเป็สีแดงอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว นางจ้องมองอสูรที่กำลังร้องครวญครางอยู่เบื้องหน้า ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“คิดจะทำร้ายข้ารึ เ้าเบื่อชีวิตแล้วหรือไร”
“เ้า!” เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ถึงกับสูดหายใจเข้าลึกด้วยความใ สายตาของนางจับจ้องไปที่มือของเซียวจิ่วเอ๋อร์
แสงสีฟ้า? นี่มันอะไรกัน!
ระดับพลังิญญาของสรรพสิ่งสามารถแยกแยะได้จากสี โดยแบ่งออกเป็เจ็ดขั้น ได้แก่ ดำ ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน ฟ้า และขาว ตามลำดับ
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ต้องผ่านความยากลำบากอย่างมาก ไม่รู้ว่าต้องกลืนแก่นอสูรไปเท่าไร และใช้โอสถล้างไขกระดูกจำนวนมากเพียงใดกว่าจะไต่เต้าขึ้นสู่ขั้นหก ทำให้พลังิญญาของนางเปลี่ยนเป็สีฟ้าได้สำเร็จ
แต่ตอนนี้ เซียวจิ่วเอ๋อร์กลับก้าวตามทันตนอย่างง่ายดาย?
ไม่จริง! เป็ไปไม่ได้! ข้าต้องตาฝาดแน่ เซียวจิ่วเอ๋อร์ก็แค่ขยะที่แก่นิญญาเสียหาย! ไม่ว่าอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต นางก็จะยังเป็ขยะเช่นเดิม!
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ะเิโทสะออกมา เปลวไฟสีฟ้าพุ่งตรงเข้าหาเซียวจิ่วเอ๋อร์ด้วยความเร็วที่สายตามนุษย์แทบไม่สามารถจับได้ แต่สุดท้ายกลับถูกกำแพงไร้รูปร่างบางอย่างขวางกั้นเอาไว้
เซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่แม้แต่เหลียวมองเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ นางเพียงแค่จ้องมองไปยังสัตว์อัญเชิญของอีกฝ่ายอย่างเงียบสงบ จนกระทั่ง...
อสูรตัวนั้นก้มศีรษะลง ก่อนจะหมอบราบอยู่ตรงหน้าของนาง มันสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ภาพที่เห็นทำให้เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ถึงกับก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตกตะลึง
ที่เรียกว่าสัตว์อัญเชิญก็เพราะมันทำสัญญาเืผูกพันกับผู้เป็นาย จากนั้นมันจะภักดีและฟังคำสั่งของผู้เป็นายเพียงคนเดียวจนกว่าจะตายหรือสัญญาถูกทำลาย หากฝ่าฝืนคำสั่งหรือไม่ภักดี จะต้องได้รับการลงทัณฑ์จากคำสาปที่ย้อนกลับมาทำร้ายมันเอง
ทว่าในยามนี้ สัตว์อัญเชิญของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์กลับก้มหมอบราบต่อหน้าผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เป็นาย ทำให้นางเดือดดาลจนแทบคลั่ง!
“เ้าสัตว์เดรัจฉาน! กล้าขัดคำสั่งข้ารึ ข้าจะทำให้เ้ารู้ว่าผลลัพธ์ของการทรยศเป็เช่นไร!”
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์สะบัดแส้ฟาดลงไปที่สัตว์อัญเชิญของตนเอง ใบหน้าที่เดิมก็ดูไม่งดงามนัก บัดนี้กลับยิ่งดูดุร้ายราวกับภูตผีจากนรก
นางถูกความตื่นตระหนกและโทสะบดบังสติ จนเมื่อได้สติกลับคืนมาก็พบว่ารอบด้านนั้นเต็มไปด้วยอสูริญญานับพันที่ล้อมรอบอยู่
ป่าอสูรเป็ดินแดนของเผ่าอสูร สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอสูริญญานับหมื่นที่ยังไม่สามารถฝึกฝนจนกลายร่างเป็มนุษย์ได้
ที่เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ปรากฏตัวที่นี่ในคืนนี้ก็เพราะนางหวังจะฆ่าเผ่าอสูรให้ได้มากที่สุด เพื่อนำแก่นอสูรมาเพิ่มพลังิญญาให้แก่ตนเอง
แม้นางจะเป็หญิงสาวอัจฉริยะและผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหก ทว่าเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ก็รู้ตัวดีว่าพลังของนางยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับอสูรจำนวนมากได้พร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้น นางแอบลักลอบเข้ามาโดยฝ่าฝืนคำสั่ง ไม่สมควรสร้างความวุ่นวายมากเกินไป
หากยังดื้อรั้นอยู่ที่นี่ เกรงว่าคงมีแต่ต้องตายสถานเดียว...
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เหลือบมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ด้วยความไม่พอใจ กำมือแน่นอย่างคับแค้น แต่ไม่นานก็รวบรวมสติเรียกสัตว์อัญเชิญกลับคืนไป ก่อนจะเรียกพญาอินทรีตัวใหญ่ขึ้นมาแทน นางะโขึ้นหลังพญาอินทรีอย่างคล่องแคล่วและจากไปด้วยความรวดเร็ว
เสียงลมพัดหวีดหวิว ปราณอสูรฟุ้งกระจาย
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม ดวงตาคู่คมมองเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ผ่านห้วงอากาศ นางเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ เพียงสองคำ
“น่าเบื่อ”
อัจฉริยะที่ถูกยกย่องจนเลื่องลือ ก็แค่เท่านี้เองงั้นหรือ
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองตามแผ่นหลังของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ที่หายลับไป ก่อนจะหันสายตามายังเหล่าอสูริญญานับพันที่ล้อมรอบตัวนางอยู่
พวกมันต่างขู่คำรามเสียงต่ำเป็ระยะ แสดงท่าทีคุกคามชวนให้หวาดหวั่น ทว่าก็ไม่มีตัวใดกล้าเคลื่อนไหวหรือบุกโจมตีแม้แต่ตัวเดียว
เซียวจิ่วเอ๋อร์ตระหนักถึงความผิดปกตินั้น นางยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย แม้จะไม่รู้เหตุผลที่ทำให้พวกมันไม่กล้าทำร้ายนาง แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
ในเมื่ออสูรเหล่านี้ไม่มีท่าทีจะทำร้ายนาง นางก็ไม่คิดจะรั้งอยู่ที่นี่นานเกินไป อย่างน้อยเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ยังมีสัตว์อัญเชิญที่บินได้ไว้ใช้หลบหนี แต่นาง...แม้แต่สัตว์ที่คลานได้ยังไม่มีเลยสักตัว
เมื่อเห็นว่าอสูริญญาเ่าั้ไม่มีความคิดจะทำอันตรายใดๆ นางจึงหมุนตัวกลับไปที่ต้นไม้ใหญ่ ขุดหลุมลึกหลุมหนึ่งแล้วค่อยๆ วางร่างของฉงซวงมารดาของตนลงไป
เมื่อนางกลบดินเสร็จเรียบร้อยก็ใช้มือตบแผ่นดินเบาๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ข้านี่นะ เป็คนที่ชอบฉวยโอกาสจากคนอื่น แต่ก็กลัวการเป็หนี้บุญคุณผู้อื่นเช่นกัน การมีชีวิตใหม่ในร่างของลูกสาวเ้า ข้าจดจำบุญคุณนี้ไว้แล้ว เ้าสบายใจได้ แค้นของพวกเ้า ข้าจะชำระแทนให้เอง ตระกูลเซียวทั้งหมด ข้าจะไม่มีวันปล่อยไว้แน่นอน”