เคยคิดว่าตัวเองดวงซวย แต่ก็ไม่คิดว่าจะซวยขนาดนี้
เฟิ่งหลันคิดว่าขอแค่ตั้งใจก็สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเธอฝันหวานจนเกินไป
“โว้ย!!" เธอร้องะโอย่างหัวเสีย เมื่อชิ้นงานที่เธอเกือบจะทำเสร็จหายไป
เธอนวดหัวที่ปวดตุบๆ แล้วเลื่อนหาไฟล์ แต่เธอก็ยังหาไม่เจอ
จะบ้าตาย…
เพราะเมื่อครู่เธอปวดท้องเลยวิ่งเข้าห้องน้ำ แต่ใครจะคิดว่าไฟจะมาดับ ไฟดับไม่พอ คอมของเธอก็ดันมาเสีย ทำให้เพลงที่เธอแต่งใกล้จะจบหายไป
“แม่เ้า ฉันแต่งมาสามวันเต็มเลยนะ”
เธอแทบจะร้องไห้ นั่งมองไฟล์งานที่ว่างเปล่าอยู่นาน
ด้วยความท้อแท้ใจ เธอจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปทิ้งตัวที่โซฟา และคว้าหาเ้าก้อนขน ซึ่งเป็ตุ๊กตาสีดำ มีขนนุ่มๆ ตัวกลมๆ มากอด
และเพราะเหนื่อยล้ามาหลายวัน เธอเลยเผลอหลับไป
…
ริงงงง! ริงงงง!
เสียงร้องจากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ปลุกเธอที่ยังคงหลับอุตุให้ตื่นขึ้นมา
“อืออออ…” เธอร้องพร้อมควานหาโทรศัพท์ด้วยความงัวเงีย
“ใครมาโทรมาเวลานี้เนี่ย”
เธอที่ยังแทบจะลืมตาไม่ขึ้น กดปุ่มรับสาย แล้วทาบหูรอฟังเสียงจากสายที่โทรมา
“ว่างายย…” เธอกล่าวเสียงหย่อนยาน ราวกับคนที่ยังไม่ตื่นนอน
‘นี่แกยังนอนอยู่อีกเหรอ!!’
เสียงนั้นดูใไม่น้อย
เฟิ่งหลันเพียงรู้สึกแปลกใจที่ยัยเพื่อนตัวดีกล่าวเสียงตื่นใขนาดนี้
“ก็ยังนอนอยู่น่ะซิ”
นี่มันไม่ใช่เวลาตื่นของเธอนะ เธอคือนักสร้างเพลงสายฮูกที่ชอบสร้างเพลงตอนดึกๆ จะให้แต่งเพลงตอนกลางวันหรือยังไง
เธอหาวและพลิกตัวไปด้านข้าง
‘นี่แกรู้มั้ยว่าวันนี้วันอะไร!!'
อีกฝ่ายยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน
เฟิ่งหลันที่เห็นยัยเพื่อนตัวดีเป็เอามากขนาดนี้ก็ลุกขึ้น ดึงโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูวันที่
"ก็วันที่… เอ่อ… วันที่สิบสองเดือนกันยายน…" เฟิ่งหลันตอบพลางกะพริบตาปริบๆ ด้วยความมึนงง ก่อนที่สองตาจะเบิกกว้าง
“กริ๊ด!!” เธอกรีดร้องพร้อมกับรีบลุกขึ้นยืน
‘เอาจนได้นะ’
ยัยเพื่อนตัวดีกล่าวตัดจบ ก่อนที่จะวางสายไป
แต่ในเวลานั้นเธอไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
แม่เ้า เธอลืมไปเลย…
เฟิ่งหลันรีบคว้าหาเสื้อผ้าที่เธอสั่งตัดไว้หลายวันก่อน มันเป็ชุดเดรสสีขาวที่ค่อนข้างดูทางการ เป็ชุดที่เหมาะกับงานรับรางวัล
และใช่ เธอได้รับรางวัล…
นี่คือผลจากความพยายามตลอดหลายปีของเธอ แต่วันนี้เธอดันจะทำมันพังลง
ฮือ…ต่อไปเธอจะไม่งีบหลับอีกแล้ว งีบทีไรไหลนอนทุกที
จากนั้นด้วยความรีบเร่ง ในเวลาไม่ถึงสิบนาที เธอก็สามารถอาบน้ำ แต่งหน้า ทำผม และสวมชุดได้อย่างปาฏิหาริย์
แน่นอนว่าอาบน้ำที่ว่าคือวิ่งผ่านน้ำ แต่อย่างอื่นเธอสามารถทำมันได้อย่างรวดเร็ว เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องรีบร้อนแบบนี้
ผลของคนดวงซวย นอกจากจะทำอะไรได้เร็วขึ้นแล้ว ยังเอาตัวรอดเก่งอีกด้วย
เพียงคิดก็รีบวิ่งออกไป คว้ารีโมทรถ แล้วรีบขับออกไป
เหลืออีกแค่สามสิบนาทีก่อนพิธีกรจะประกาศรางวัล หากเธอไปช้าจะต้องพลาดรางวัลที่เธอรอมาตลอดทั้งชีวิตแน่
เพียงคิดถึงความพยายามตลอดหลายปีมานี้ เธอก็ไม่ลังเลที่จะใช้ทางลัดเพื่อขับไปยังสถานที่จัดงาน
…
เธอมาถึงงานในนาทีสุดท้าย ในตอนที่ผู้ประกาศ ประกาศเรียกชื่อของเธอพอดี
เฟิ่งหลันที่เพิ่งมาถึงงาน แน่นอนว่าสภาพดูไม่จืดนัก แต่เธอก็รีบสงบสติอารมณ์ จัดท่าทางให้สง่างาม แล้วเดินขึ้นเวทีไป
“ขอแสดงความยินดีให้กับคุณเฟิ่งหลัน ยอดนักแต่งเพลงของเรา ผู้สร้างสรรค์ผลงานระดับโลก จนสามารถคว้าที่หนึ่งมาได้ครับ” ผู้ประกาศกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดัง และเต็มไปด้วยความยินดี
เฟิ่งหลันที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มกว้าง ก่อนที่จะยื่นมือออกไปรับรางวัลจากเ้าของการแข่งขัน คุณเว่ยถิง ประธานบริษัทระดับโลกที่ทำงานเกี่ยวกับค่ายเพลงระดับสากล
เมื่อเธอรับรางวัล เสียงปรบมือก็ดังขึ้น
แปะ แปะ แปะ
เธอหันไปยิ้มขอบคุณให้กับพวกเขา ตัวแทบจะลอยขึ้นฟ้า ไม่คิดว่าในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
ขณะที่เธอกำลังยิ้มดีใจ จู่ๆ บนหน้าผากก็ััได้ถึงน้ำหยดหนึ่งที่หยดลงมา
แปะ…
เธอลูบแก้มที่เปียก ก่อนที่จะเงยหน้าขึ้นไป
และในทันทีที่เธอรู้สึกตัว ฝนก็เทลงมาราวกับถูกเทน้ำ
ซ่าาา…
จะบ้าตาย ดวงของเธอนี่มันจริงๆ แม้แต่งานประกาศรางวัลก็ไม่ละเว้น
ขณะที่เธอกำลังเสียใจ แล้วคิดว่าก่อนหน้านั้นน่าจะเสนอให้คนจัดงาน จัดงานในร่ม จู่ๆ เสียง ‘เปรี้ยง!’ ก็ดังขึ้น ก่อนที่เธอจะรู้สึกว่าโลกทั้งใบมันหมุนไป
“เฟิ่งหลัน!!”
เธอเพียงแค่ได้ยินเสียงของยัยเมียวอี้ะโ เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ ก่อนที่เธอจะล้มลงและหมดสติไป
…
เธอถูกฟ้าผ่าตาย…
นั่นคือคำบอกกล่าวของยมทูตที่มารับเธอ
“น่าเสียดายจริงๆ อายุยังน้อยอยู่แท้ๆ” ยมทูตกล่าวพร้อมส่ายหน้าไปมา
เธอไม่พูดอะไร เพียงก้มหน้าลงด้วยสีหน้าทุกข์ใจ
อุตส่าห์พยายามจนกระทั่งได้รับรางวัลแรกในชีวิต ยังไม่ทันดีใจได้ถึงหนึ่งนาทีก็กลับมาถูกฟ้าผ่าตาย แล้วมันจะทำให้เธอมีความสุขได้ยังไง
ถึงกระนั้นเธอก็เข้าใจถึงความเป็ไปของโลกใบนี้ มีเกิดก็ต้องมีตาย เธอไม่สามารถบังคับสิ่งนี้ได้ ก็แค่ต้องยอมรับมัน
เธอคิดอย่างปลงตกในใจ ขณะที่กำลังจะก้าวตามยมทูตไป จู่ๆ ยมทูตก็หยุดเท้าลง
“เดี๋ยวก่อน!!” เขามีสีหน้าตื่นใ
เธอขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ผิดแล้ว ผิดแล้ว” เขากล่าวด้วยความร้อนรน แล้วพลิกสมุดเล่มหนาที่ถือมา
“อะไรผิด มันไม่ใช่แบบที่ฉันคิดใช่มั้ย”
ราวกับเธอคาดการณ์ถึงสิ่งที่เลวร้ายได้
“คือ…คือว่า”
เขาดูไม่กล้ากล่าวอะไรออกมา
เฟิ่งหลันแม้ไม่ต้องรอให้เขาพูดจบ เธอพอจะเดาได้
“คุณเอาดวงิญญาฉันมาผิดใช่หรือเปล่า" เธอกล่าวถามด้วยความโกรธเคือง
“เออ” คุณยมทูตไม่กล้ากล่าวพูด
แต่แค่นั้นเธอก็รู้แล้ว
“แย่…แย่ที่สุดเลย!!"
เธอะโด่าเขาด้วยความเสียใจ ก่อนที่จะหันหลังแล้ววิ่งหนีไป
“นี่เดี๋ยวก่อน!!”
เธอไม่ฟังอะไรอีกแล้ว เธอจะกลับไปที่ร่างของเธอ ชีวิตของเธอต้องมาจบสิ้นเพราะความสะเพร่าของไอ้ยมทูตหน้าตาอมทุกข์เนี่ยนะ
ให้ตายสิ…
เธอแทบจะร้องไห้ขณะวิ่งย้อนกลับไปยังร่างของเธอ
แต่แล้วเหมือนยิ่งวิ่งก็เหมือนยิ่งไกล
แม้ิญญาไม่รู้สึกเหนื่อย แต่ก็รู้สึกท้อเป็
"นี่มันอะไรอีกเนี่ย!!" เธอกล่าวอย่างหัวเสีย ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
ถึงกระนั้นเธอก็ไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ ดังนั้นเธอจึงยังวิ่งต่อไป
เธอวิ่งแล้วก็วิ่ง แต่ทุกสิ่งก็ดูเหมือนจะไกลออกไป
ขณะที่เมฆหมอกหนาขึ้นจนมองไม่เห็นทาง ทันใดนั้นเสียงเรียกหนึ่งก็ดังขึ้น
"ทางนี้"
เธอที่ได้ยินแบบนั้นจึงวิ่งไปตามเสียงเรียกนั้น อย่างไรก็ตาม ในตอนที่เธอไปถึงจุดๆ หนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดไป
“ทางนี้”
เพราะหวาดกลัวจนเกินไป เธอที่ไร้สติอยู่บ้างจึงยังคงตามเสียงนั้นไป
แต่แล้ว…
วูบ
ราวกับพื้นดินหายไป เธอเสียการทรงตัวและร่วงหล่นไป
“กริ๊ดดด”
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ก่อนที่จะเงียบลงพร้อมกับแสงสว่างเล็กๆ ของดวงิญญาสีขาวที่ถูกความมืดกลืนกิน
…