การรบครั้งนี้หวังอี้ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากเหล่าทหารแนวหน้าเป็อย่างมากแม้เขาเป็เพียงเด็กชายแต่ก็ถูกนับถือเยี่ยงวีรบุรุษ
แม่ทัพได้จัดรถม้าอย่างดีและทหารองครักษ์คุ้มครององค์หญิงและหวังอี้เดินทางไปเมืองหลวงระหว่างเดินทางนั้นองค์หญิงเปิดม่านออกมาเพราะมีคนเคาะ
“พี่อี้มีอะไรหรือเ้าคะ”
“เอ่อ...องค์หญิงได้โปรดอย่าเรียกข้าน้อยเช่นนั้นเลยพะย่ะคะ”
“ทำไมล่ะ ข้าจะเรียก พี่อี้ๆๆ”
หวังอี้สีหน้ากังวลชัดเจน องค์หญิงน้อยจึงถาม
“พี่ไม่อยากเข้าวังใช่ไหม?”
“ช่ะ...ใช่พะย่ะค่ะ กระหม่อมเป็คนบ้านนอก กลัวทำกิริยาหยาบคายต่อหน้าพระพักต์พะย่ะค่ะ”
องค์หญิงทำหน้านึกๆ
“มันก็จริง ราชวงศ์ฉินทุกคนล้วนโเี้และมากด้วยเล่ห์เพทุบาย"
"ผู้ส่งนักฆ่าตามฆ่าพวกเรามาตลอดทางก็น่าจะเป็เชื้อพระวงศ์ฉินคนใดคนหนึ่งนี่แหละ”
องค์หญิงนึกสักพักก่อนจะบอกองครักษ์ให้เลี้ยวไปที่ตำหนักอ๋องหนึ่งไม่กลับเข้าวัง
ตำหนักอ่องนี้แปลกกว่าตำหนักอ่องอื่นๆคือเมื่อเข้ามาแล้วมีข้าวของมากมายกองอยู่ไปทั่ว ดูรกไม่งามตา
แล้วผู้ที่เป็เ้าของตำหนักก็ออกมา
“น้องหญิง!”
“เสด็จอา!”
แม้จะเรียกเช่นนั้นแต่ชายผู้เป็อ่องคนนี้อายุน่าจะแค่ราวๆ19-20 ปีเท่านั้น เขาอุ้มองค์หญิงน้อยหมุนวนสามรอบก่อนจะวางลงและหันไปมองหวังอี้องค์หญิงจึงแนะนำ
“นี่พี่ชายคนสนิทของหม่อมฉัน เขาเป็ผู้ฝึกเซียนเ้าค่ะ”
อ๋องฉินมองหวังอี้ด้วยแววตาอ่อนโยน
“เ้าอยู่ระดับไหนแล้ว?”
“ระดับ 1 รวมปราณขั้นกลางพะย่ะค่ะ”
แล้วท่านอ๋องหนุ่มก็เข้ามามองหวังอี้ไปทั่วก่อนจะตบบ่าและยิ้ม
“อายุเท่านี้แต่ร่างสูงจริงๆ ดูๆเ้าคงไม่ใช่เซียนธรรมดาตามระดับที่เ้าบอกสินะ”
องค์หญิงน้อยเข้ามาเขย่าแขนท่านอ๋อง
“ให้เขาพักอยู่ที่นี่กับเสด็จอานะเ้าคะ”
“ได้สิ ไม่มีปัญหา แต่ที่นี่รกหน่อยนะคือข้าชอบประดิษฐ์เครื่องมือน่ะ”
“ที่หอตำราตำหนักในข้าอนุญาตให้เ้าเข้าไปอ่านตำราต่างๆได้ลานฝึกก็มีเ้าใช้ได้เลยตามสบายนะ”
หวังอี้คุกเข่าโค้งศีรษะขอบคุณ แต่แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นสิ่งๆหนึ่งจึงเผอลหลุดปากถามไม่ได้
“ปรอท?”
ท่านอ๋องยิ้มและเดินไปหยิบมาให้ดูใกล้ๆ
“พวกเ้าเชื่อเื่โลกหลังความตายไหม?”
ทั้งสองคนตั้งใจฟัง ท่านอ๋องจึงพูดต่อ
“ข้าค้นคว้ามาว่าปรอทนี้สามารถรักษาสภาพศพไว้ได้”
“ข้าเคยฝันว่าหลังจากข้าตายแล้ว ข้าจะสร้างวังใต้ดินมีจำลองภูมิศาสตร์แคว้นฉิน มีแม่น้ำสายสำคัญและทะเล ที่ใช้ปรอทนี้ไหลตลอดกาล”
หวังอี้อดถามไม่ได้
“พระองค์จะหาปรอทปริมาณมากมายขนาดนั้นจากไหนล่ะพะยะค่ะ?”
อ่องหันมาหลับตาข้างหนึ่งยิ้มให้หวังอี้
“หาไม่ได้ ก็สร้างมันขึ้นมาสิ”
แล้วเขาก็พาเดินเข้าไปในห้องสิ่งประดิษฐ์หวังอี้และองค์หญิงถึงกับทึ่งกับอาวุธประดิษฐ์ตรงหน้า มันมีลักษณะคล้ายคันธนูแต่มันดูแตกต่างจากที่เคยพบเคยเห็นมา
ท่านอ๋องยิ้ม
“อะแฮ่ม นี่คือฉินหนู่(หน้าไม้ฉิน)”
“มาออกไปที่ลานกัน ข้าจะสาธิตให้ดู”
แล้วท่านอ๋องก็พาองค์หญิงน้อยและหวังอี้เดินไปที่ลานกว้างโดยลืมไปว่าหวังอี้เพิ่งมาถึง เขายังไม่ได้เข้าห้องพักเลย
ท่านอ๋องหยิบหน้าไม้นั้นใส่ธนูแล้วยิงออกไปลูกธนูพุ่งไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนแทงทะลุต้นไม้ใหญ่ ทำเอาองค์หญิงและหวังอี้ถึงกับตะลึง
“สุดยอด!”
ท่านอ่องยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ปกติธนูจะยิงไกลได้แค่ 60 จ้าง(200 ม.)แต่ฉินหนู่นี่ยิงไกลกว่านั้นมาก”
ท่านอ๋องถือมันและเงยหน้ามองฟ้า
“อนาคตข้าอยากให้มันเป็อาวุธหลักแคว้นฉิน และใช้มันรวมทุกแคว้นเข้าด้วยกัน”
“าจะได้สิ้นสุดสักที”
แววตาของเขามีความเศร้าสร้อย ก่อนที่เขาจะหันมาเรียกคนรับใช้พาองค์หญิงและหวังอี้ไปห้องพัก
ระหว่างเดินไปห้องพักหวังอี้ก็กระซิบถามองค์หญิง
“แววตานั่นมิใช่ผู้กระหายอำนาจ แต่คือผู้ได้รับความเ็ปจากา”
“บิดาท่านอ๋องเสียชีวิตในาใช่ไหมพะย่ะค่ะ”
องค์หญิงพยักหน้า
“บิดาเสด็จอาเป็ถึงชินหวางพระเชษฐาฮ่องเต้และยังเป็แม่ทัพเทพาในตำนานของแคว้นฉินเ้าค่ะ”
“ถ้าท่านไม่เสียชีวิตกลางสามรบ เสด็จอาก็คือองค์รัชทายาทไปแล้วเ้าค่ะ”
“จากที่เห็นข้าคิดว่าเขาเก่งทั้งเื่สิ่งประดิษฐ์และยังเล่นแร่แปรธาตุอีกด้วย”
คนรับใช้แอบฟังสนทนากันจึงกล่าวเสริม
“ท่านอ๋องของเราคืออัจฉริยะในรอบพันปีของฉินก็ว่าได้ขอรับ”
เมื่อทั้งคู่แยกย้ายกันเข้าห้องตนเองแล้ว หวังอี้ถอดเสื้อกำลังจะไปอาบน้ำในถังก็มีบ่าวรับใช้หญิงสี่คนเข้ามาจะช่วยอาบน้ำเขาเขินมาก แต่ก็ยอมให้พวกนางขัดถูร่างกาย เพราะพวกนางบอกว่าหากท่านไม่ให้พวกข้าทำพวกข้าจะได้รับโทษ เพราะนี่คือคำสั่งโดยตรงจากท่านอ๋อง
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเปลือยต่อหน้าหญิงถึงสี่คนแม้จะแช่อยู่ในถังน้ำอุ่น แต่เขาก็เกร็งตัวแข็งไปหมด ทำเอาสาวใช้เ่าั้หัวเราะคิกคักในความไร้เดียงสาของเด็กหนุ่ม
มือบางๆหญิงสาวลูบไล้ที่คอ หน้าอก แก้มของหวังอี้เขาหลับตาปี๋เขินมาก
เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วหวังอี้ไม่ยอมลุกจากถังน้ำสาวใช้สามคนทำหน้างงๆ จนสาวใช้คนหนึ่งเข้ามากระซิบ ทำเอาสาวใช้คนอื่นเขินแก้มแดงหวังอี้ก็ก้มหน้าแก้มแดงเขินมาก
“พวกท่านออกไปเถอะ ข้าใส่เสื้อผ้าเองได้ขอรับ”
พวกสาวใช้จึงออกจากห้องด้วยแก้มแดงกันทุกคน
เมื่อสาวๆไปแล้วหวังอี้จึงถอนหายใจ
“ข้าไม่ใช่เด็กแล้วนะ หญิงสาวตั้งหลายคนรุมถูไถกายข้าๆจะไม่มีความรู้สึกได้อย่างไร”
รุ่งเช้าองค์หญิงน้อยมาเคาะประตูห้องหวังอี้แต่เช้าตรู่
หวังอี้ตื่นนอน รู้สึกบางอย่างผิดปกติ จึงก้มดูแล้วก็แก้มแดง
“อย่าเพิ่งเข้ามา! ข้าแต่งตัวสักครู่”
องค์หญิงจึงรอหน้าห้องอยู่ 1 เค่อหวังอี้จึงออกมา องค์หญิงก็สำรวจพี่โย่งใหญ่
“ชุดท่านพี่ก็เรียบง่าย ใยแต่งตัวนานจัง”
หวังอี้ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ องค์หญิงจึงจับมือเขาพาไปหอตำรา
หอตำราที่นี่ใหญ่มาก แต่ละชั้นแยกหมวดหมู่ชัดเจนและมีเ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างดี
หวังอี้หยิบหลายเล่มเปิดผ่านๆ
“โห! ท่านอ๋องนี่เก่งจริง”
“ใช่!เสด็จอาเขียนตำราสิ่งประดิษฐ์และทฤษฎีต่างๆมากมายเ้าคะ”
หวังอี้ก้มอ่านแล้วรู้สึกทึ่ง
“ความคิดเขาล้ำหน้ากว่าคนในยุคนี้ไปไกลมาก”
แล้วท่านอ่องก็เข้ามาพอดีกับที่หวังอี้เอ่ยปากชมเขาจึงยิ้มอย่างพอใจ
“ตำราเซียนอยู่ชั้น 3 นะ ตามมาสิ”
หวังอี้และองค์หญิงเดินตามท่านอ่องขึ้นไปชั้นที่3 แล้วเขาก็ตกตะลึงกับหนังสือมากมายเป็พันเล่ม
ท่านอ๋องเดินไปเลือกหยิบมาให้หวังอี้อย่างชำนาญ
“เสียว่าข้าไม่มีรากิญญาเซียน แต่เหล่าองค์ชาย,องค์หญิงก็ชอบมาขออ่านตำราที่นี่”
แล้วเขาก็หยิบตำราล่มหนึ่งขึ้นมาหวังอี้ถึงกับตะลึง
“ระดับ 4 หยวนอิง!”
ท่านอ่องยิ้ม
“ใช่แล้วเล่มนี้ท่านบรรพาจารย์ฉินผิงแต่งด้วยตัวเองเชียวนะ”
“ท่านคัดลอกวิธีการฝึกฝนมาจากอาจารย์ของท่าน”
องค์หญิงน้อยพูดแทรก
“อาจารย์ท่านบรรพาจารย์มีผู้เดียวและเซียนท่านนั้นคืออันดับ 1 ของโลก”
“ชื่อของท่านผู้นั้นคือหลิน....”
องค์หญิงน้อยนึกไม่ออกท่านอ๋องหันหลังไปหยิบตำราอีกเล่มมายื่นให้หวังอี้
“เ้าฝึกตามตำราเล่มนี้ก่อนเพื่อบรรลุระดับ 1ขั้นปลาย”
ท่านอ๋องยื่นกุญแจให้หวังอี้
“เ้ามาอ่านได้ตามสบายเลยนะ”
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”
หลังจากนั้นหวังอี้ก็อาศัยอยู่ในตำหนักอ๋องส่วนองค์หญิงอยู่ต่อได้เพียงพักเดียว พอรัชทายาททราบข่าวก็มาพร้อมกองทหารองครักษ์มารับองค์หญิงกลับวังตามรับสั่งฮองเฮา
หวังอี้สังเกตว่ารัชทายาทกับท่านอ๋องมีบางอย่างต่อกันและน่าจะไม่ใช่เื่ดี
หวังอี้ไม่ถามและไม่สืบเพราะเื่แบบนี้รู้ยิ่งน้อยยิ่งดี
1 เดือนผ่านไปหวังอี้ฝึกฟาดกระบี่ทุกวันยามเช้าและอ่านตำราในหอตำราจนดึกดื่ม คู่กับการนั่งสมาธิเข้าฌานภายในหอตำรานั่นเลย บ่าวรับใช้เห็นความมานะขยันของหวังอี้ต่างก็ชื่นชม
คืนนี้ก็เช่นกัน เขาออกมาจากหอตำราตินดึกสงัดระหว่างใส่กุญแจที่ประตู เขาััถึงไอเย็นะเืบางอย่างได้ เขาจึงหันมามอง
ดวงิญญานั้นสวมใส่เกราะทองคำที่แตกหักร่องรอยเืและาแเต็มทั่วร่าง แต่ท่าทางยังองอาจทรนง หวังอี้จึงคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้น
“หม่อมฉันหวังอี้ คาราวะชินหวางพะย่ะค่ะ”
บิดาของท่านอ๋องรู้สึกพอใจ จึงเอ่ยปากถาม
“เ้าแซ่หวังนี่เอง จึงมองเห็นและคุยกับข้าได้”
“พะย่ะค่ะ”
“ช่วยอะไรข้าหน่อยได้ไหม?”
“เชิญรับสั่งมาพะย่ะค่ะหากไม่เกินกำลังหม่อมฉันจะน้อมรับพระบัญชาทุกประการพะย่ะค่ะ”
ิญญานั้นพึงพอใจมาก
“ลูกข้า...ท่านอ๋อง กำลังจะถูกลอบสังหาร”
.
.
.
เพิ่มอรรถรสในนิยาย
ฉินหนู่ หรือหน้าไม้แห่งแคว้นฉิน คือหนึ่งในสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้จิ๋นซีฮ่องเต้นำแคว้นฉินรบชนะและรวมประเทศจีนได้สำเร็จ ว่ากันว่าในขณะที่หน้าไม้แคว้นอื่นยิงได้ไกลแค่200 เมตร แต่ฉินหนู่นี้ยิงได้ไกลกว่ามากแถมยังรุนแรงกว่าอีกด้วย แถมกระบวนกระผลิตไม่ต่างจากโรงงานที่มีเครื่องจักรทันสมัยคือชิ้นส่วนสามารถใช้แทนกันได้ ลูกธนู ฯลฯ ก็เช่นกัน เวียนใช้แทนกันได้ทั้งหมด