ซ่า...
เสียงพายุทรายสีสนิมพัดโหมกระหน่ำภายนอกวิหารใต้ดิน ถูกแทรกด้วยเสียงฝีเท้าหนักหน่วงของรองเท้าเกราะโลหะนับสิบคู่ที่ดังก้องกังวานกระทบพื้นหินบะซอลต์ ตึง... ตึง... ตึง...
เงาร่างสูงใหญ่นับสามสิบคนเดินเข้ามาปิดล้อมทางเข้าออกเพียงทางเดียวของวิหารไว้อย่างรัดกุม เหล่านักศึกษาขุนนางในชุดเกราะจูนนิ่งประดับอัญมณีวาววับ พร้อมอาวุธแปรธาตุเกรด A ในมือที่ส่งประกายแสงข่มขวัญผู้พบเห็น นำขบวนโดย 'อาซิม' เด็กหนุ่มร่างอวบจากตระกูลอาหมัด เขาอยู่ในชุดเสื้อกั๊กผ้าไหมสีขาวขลิบทองอร่าม ยืนเชิดหน้ากอดอกด้วยท่าทีอวดดี
“ในที่สุดก็เจอตัว... ไอ้พวกขยะป้อมสนิมแดง” อาซิมแสยะยิ้ม ั์ตาสีน้ำตาลฉายแววอาฆาต “คิดว่าแอบมาล่าแกนโกเลมในสุสานฝั่งตะวันตกแล้วข้าจะตามหาพวกแกไม่เจอหรือไง?”
อาซิมล้วงศิลาทรงกลมสลักอักขระสีแดงเข้มออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะกระแทกลงบนพื้นวิหารอย่างแรง! เคร้ง!
วูบบบบบ—!
วงจรอักขระสีแดงเืสว่างวาบขึ้นและขยายตัวครอบคลุมทั่วโถงวิหารใต้ดิน มวลอากาศพลันหนักอึ้งดุจมีผืนทรายนับตันกดทับลงมาตรงๆ กระแสลมปราณภายในโถงวิหารถูกบีบอัดจนติดขัดอย่างรุนแรง
“ค่ายกลสะกดปราณ!”
“ฮ่าๆๆๆ!” อาซิมะเิเสียงหัวเราะอย่างลืมตัว “ภายใต้ค่ายกลนี้ พลังปราณของพวกแกจะถูกบดขยี้จนเหลือไม่ถึงสามส่วน! ต่อให้พวกแกมีฝีมือช่างกลระดับไหน แต่ด้วยจำนวนที่มากกว่าสามสิบต่อสี่ วันนี้พวกแกไม่มีทางรอดออกไปจากสุสานนี้ได้!”
พวกลูกน้องขุนนางทั้งสามสิบคนแสยะยิ้ม ชักดาบแปรธาตุและหอกโลหะก้าวบีบวงล้อมเข้ามาอย่างช้าๆ เสียงโลหะกระทบกัน แกร๊ง... แกร๊ง... ราวกับนายพรานที่กำลังต้อนเหยื่อให้จนมุม
“ส่งแกนพลังงานโกเลมปฐมกาล เหล็กไหลดาวตก และการ์ดแต้มประเมินทั้งหมดที่ปล้นมาจากบ่อนคืนมา!” อาซิมตวาดกร้าว “ไม่งั้นข้าจะสั่งให้คนของข้าหักแขนกลของพวกแก แล้วทิ้งให้เน่าตายคาสุสานโบราณนี้ซะ!”
ชาลัคกำหมัดจนเกราะไหล่พสุธาส่งเสียงดังกริ๊ก ั์ตาสีส้มแดงลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ “ไอ้หมูอ้วนตระกูลอาหมัด... คิดว่าพกลูกน้องมาสามสิบคนแล้วจะทำอะไรพวกข้าได้หรือไงวะ?!”
โบเฟอร์กระชับกระเป๋ามิติแน่น ยืนเคียงข้างชาลัคอย่างไม่หวั่นเกรง ขณะที่คาเอลรัวนิ้วลงบนแผงสแกนเนอร์ข้อมือ ส่งสัญญาณเตือนความถี่ต่ำให้อาลอน
ท่ามกลางแรงอัดมหาศาลจากค่ายกลสะกดมานา อาลอนยังคงยืนกอดอกสงบนิ่งอยู่ใจกลางโถงวิหาร ชุดช่างปะรอยซ่อมแซมพลิ้วไหวตามแรงลม ั์ตาสีรัตติกาลข้างขวาเรียบเฉยดุจผิวน้ำแข็ง ไร้ซึ่งร่องรอยความหวาดกลัว
ทว่า... เลนส์ตาจักรกลซีกซ้ายกลับขยายรูรับแสง หมุนปรับโฟกัสด้วยเสียงเฟืองจิ๋วถี่รัว กริ๊ก... กริ๊ก...
[System 377: Suppression Barrier Analysis]
[Scanning Rune Matrix... Node 03 & Node 07 Circuit Disruption Detected]
[Barrier Output: Artificial Qi Compression / Weak Point: 14.8% Frequency Mismatch]
[Calculating Optimal Pulse Strike Vector...]
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของอาลอน
เขาลดมือลงข้างลำตัว เสียงเฟืองโลหะชีวะซีกซ้ายหมุนวนอย่างเสถียร เขาเอ่ยกับชาลัค คาเอล และโบเฟอร์ด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำทว่ากังวานชัดเจนก้องวิหาร:
“พวกมันเตรียมค่ายกลมาอย่างดี... แต่มันลืมไปว่าค่ายกลก็คือเครื่องจักร และเครื่องจักรทุกเครื่อง... ย่อมมีจุดอ่อนเสมอ”
อาลอนหรี่ตาลง มองตรงไปยังอาซิมที่กำลังส่องประกายแหวนทองคำบนนิ้ว “ได้เวลาล้างบางพวกลูกกระจ๊อกสามสิบคนนี้... แล้วยึดแต้มกับอาวุธพวกมันมาอัปเกรดพวกเรากัน!”
เสียงกัมปนาทกึกก้องสะท้อนไปทั่วโถงวิหาร
ทันทีที่อาลอนสิ้นคำประกาศ คาเอลไม่รอช้าที่จะลงมือ นิ้วของเขาพรมลงบนสวิตช์ควบคุมแจมเมอร์ที่ข้อมืออย่างรวดเร็ว เพื่อส่งคลื่นไมโครประจุความถี่สูงพุ่งเข้าแทรกซึมจุดเปราะบางของค่ายกลสะกดปราณที่โหนด 03 และ 07 ภายในชั่วพริบตา
วงจรรูนสีแดงฉานที่เคยแผ่ขยายปกคลุมทั่วพื้นที่พลันส่งเสียงหวีดแหลมและสั่นพร่า ก่อนจะแตกสลายกลายเป็ละอองแสงสีเทาร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน มวลอากาศอันหนักอึ้งที่เคยกดทับร่างกายและจิตใจมลายหายไป ส่งผลให้สมาชิกทีมห้องรวม 4 กลับมาหายใจได้ทั่วท้องและััได้ถึงพลังปราณที่พลุ่งพล่านยิ่งกว่าเดิม
"สะใจจริงโว้ย!"
ชาลัคคำรามก้องพร้อมกับปลดปล่อยปราณพสุธาสีอำพันเข้มข้นออกจากข้อต่อของเกราะไหล่พสุธา ั์หนุ่มพุ่งทะยานเข้าหาแนวหน้าของกลุ่มขุนนางดุจรถศึกหนัก เขาเหวี่ยงหมัดฮุคที่อัดแน่นด้วยไอน้ำซูเปอร์ชาร์จเข้าใส่เป้าหมายสองคนแรกอย่างเต็มกำลัง
แรงอัดมหาศาลส่งผลให้เกราะจูนนิ่งประดับอัญมณีของขุนนางทั้งสองบิดเบี้ยวผิดรูป ร่างของพวกเขาลอยคว้างข้ามโถงวิหารไปกระแทกกับเสาหินจนแตกพ่ายในหมัดเดียว
กลุ่มลูกน้องขุนนางกว่าสามสิบคนต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก พวกเขาพยายามชักดาบแปรธาตุและหอกเวทมนตร์ขึ้นมาเพื่อตั้งรับ ทว่าคาเอลได้ส่งสัญญาณแจมเมอร์ครอบคลุมไปทั่วบริเวณ ส่งผลให้ค่ายกลภายในอาวุธเ่าั้ลัดวงจรและดับสนิท กลายเป็เพียงเศษเหล็กที่ไร้ประสิทธิภาพ
โบเฟอร์ อาศัยจังหวะที่ศัตรูกำลังสับสน ล้วงขวดสารเคมีแปรธาตุขว้างข้ามไหล่ของชาลัคไปอย่างแม่นยำ เมื่อขวดแตกออก โคลนกรดและทรายแปรธาตุได้ไหลทะลักเข้ายึดเกาะขานักศึกษานอกรีตกลุ่มใหญ่จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
อาลอนทะยานกายผ่านม่านควันด้วยความรวดเร็วราวกัปสายฟ้า ั์ตาซีกขวา [System 377] ของเขาประมวลผลการเคลื่อนไหวของศัตรูอย่างละเอียด เด็กหนุ่มใช้ฝ่ามือเบี่ยงทิศทางคมดาบของคู่ต่อสู้อย่างใจเย็น ก่อนจะใช้เทคนิคผันแปรแรงปะทะที่ได้รับถ่ายทอดจากอาจารย์คาลอส ซัดหมัดเข้าหาจุดชีพจรและข้อต่อเกราะของขุนนางแต่ละคนด้วยความแม่นยำ
เสียงแรงปะทะหนักหน่วงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เสียงของชุดเกราะที่แตกละเอียดและเสียงร้องด้วยความเ็ประงมไปทั่ววิหารใต้ดิน กองกำลังนักศึกษาขุนนางที่เคยโอหังบัดนี้กลับล้มระเนระนาดสะบักสะบอมจนหมดสภาพที่จะต่อสู้ต่อได้ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
อาซิม หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ร่างกายอวบอ้วนสั่นสะท้านขณะชักดาบประดับเพชรออกมาด้วยมือที่สั่นเทา "พวกแก... ไอ้พวกขยะ! อย่าเข้ามานะ!"
อาซิมเหวี่ยงดาบเข้าใส่อาลอนอย่างลนลาน แต่อาลอนกลับเอี้ยวตัวหลบได้อย่างง่ายดาย เขาใช้ฝ่ามือซ้ายบิดข้อมือของอาซิมจนดาบเล่มงามร่วงหล่นลงพื้น ก่อนจะหมุนตัวซัดหมัดฮุคซ้ายที่อัดแน่นด้วยพลังจาก [Blood-Spectrum Core] เข้าที่กลางอกของศัตรูอย่างจัง
แรงปะทะมหาศาลส่งร่างของอาซิมกระเด็นถอยออกไป
พรวด!!
เสื้อกั๊กผ้าไหมสีทองอร่ามของอาซิมฉีกขาดจนไม่มีชิ้นดี แรงกระแทกส่งผลให้เขากระอักเืออกมาและล้มลงกองกับพื้นในสภาพที่หมดทางสู้
ชาลัคและคาเอลเดินเข้ามาสมทบด้วยรอยยิ้ม ชาลัคแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ "ได้เวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์แล้วว่ะเพื่อน"
สมาชิกทีมห้องรวม 4 เริ่มดำเนินการยึดทรัพย์สินอย่างเป็ระเบียบและรวดเร็ว:
การยึด การ์ดคริสตัลแต้มประเมินผล จากอาซิมและผู้ติดตามทั้งหมด โดยโอนคะแนนจำนวนมหาศาลเข้าสู่การ์ดของทีมป้อมสนิม
การเก็บรวบรวม ถุงมิติวัดถุดิบแร่เกรดสูง รวมถึงแร่น้ำทองและผลึกแร่หล่อเย็นทั้งหมดที่ศัตรูอยู่
การริบคืน อาวุธแปรธาตุเกรด A, เครื่องประดับอัญมณี และชุดเกราะจูนนิ่ง โดยไม่เหลือสิ่งมีค่าทิ้งไว้แม้แต่น้อย
อาลอนโยนการ์ดคริสตัลที่ว่างเปล่าลงข้างกายอาซิมที่กำลังคร่ำครวญอยู่บนพื้น ั์ตาสีรัตติกาลของเขามองลงไปด้วยความเรียบเฉย
"ขอบคุณสำหรับแต้มและวัตถุดิบเหล่านี้" อาลอนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พวกเ้าเป็ผู้อุปถัมภ์ที่ดียิ่งนัก"