ผมตื่นขึ้นมาเพราะไอเย็นจนหนาว ประตูและหน้าต่างของเต็นท์ไม่ได้ปิดเลยรับความเย็นเต็มที่ มิน่าล่ะถึงไม่มีใครมากางเต็นท์ตรงนี้ มันเป็ทางลมนี่เอง มองร่างใหญ่ที่นอนแผ่อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ต้องอมยิ้ม ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีแฟนเป็ผู้ชายเลยสักครั้ง ไม่เคยแลผู้ชายหน้าไหนมาก่อนเช่นกัน แต่กลับถูกเ้านายหนุ่มรุ่นน้องก่อกวนจนตกหลุมพรางกลายเป็แฟนเสียได้ ... ชีวิตของเอกภพคงไม่มีอะไรพลิกผันไปจากนี้อีกแล้วล่ะ ... คุณต่อนอนหงายโชว์กล้ามท้องเนื่องจากชายเสื้อเลิกขึ้น ผิวขาวเนียนเคลื่อนไหวราบเรียบสม่ำเสมอ ยิ่งมองก็ยิ่งแปลกใจว่าทำไมรสนิยมของคนๆนี้พิสดารยิ่งนัก มาตกหลุมรักไอ้คนอย่างกระผมได้
หงึก หงึก... หืมมมมมมมมมมมมมม ไอ้คุณต่อ ไม่ต้องผงกต่อน้อยอันเบ้อเริ่มให้ขนาดนี้ก็ได้มั้ย!!!
“คุณต่อ คุณต่อ” ผมเขย่าร่างใหญ่เบาๆให้ตื่น คนโดนปลุกลืมตางัวเงีย
“มีอะไรพี่เอก ผมง่วงอ่า”
“สี่โมงเย็นแล้วคุณต่อ ไปดูพระอาทิตย์ตกกัน”
“จำเป็ด้วยเหรอ ขอนอนก่อนได้ปะ” น้ำเสียงของคนขี้เซาอ้อน แถมยังเลื้อยมากอดเอวผมไว้แน่น
“ไม่ได้ รีบลุดเลยครับ ไหนบอกอยากมาเที่ยวไง” สิ่งที่ยากกว่าการชวนคือการพยายามสลัดแขนไอ้คนขี้เซาออกจากตัวต่างหาก
“ฮื้ออออ พี่เอกแกล้งผม พาผมเดินจนขาลากไปหมดแล้วเนี่ย” นอกจากจะไม่รีบแล้วยังอ้อนเป็เด็กน้อยไปได้
“สม รีบออกมาครับ เราต้องเดินไปอีกนะครับ”
“ห๊ะ ต้องเดินอีกเหรอ” เ้านายหนุ่มทำหน้ามุ่ยตอนที่ลุกมานั่งแล้ว ท่าทางโยเยไม่น้อย
“ใช่ครับ เปลี่ยนชุดด้วยนะครับ ใส่ขายาวไป” ผมแอบเปลี่ยนเรียบร้อยแล้วครับ ขืนรอเปลี่ยนพร้อมกันคงโดนทำรุ่มร่ามอีก
พวกเราเดินตามทางที่มีป้ายบอกไปเรื่อยๆ คุณต่อที่อิดออดในตอนแรกกลับเป็ฝ่ายตื่นเต้นยิ่งกว่าผมเสียอีก เพราะหยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายไม่ยั้ง แม้กระทั่งใบไม้สีเหลืองที่ตกพื้นก็ไม่เว้น เนื่องจากผมวางแผนว่าจะลงเขาพรุ่งนี้ เลยต้องจัดคิวดูพระอาทิตย์ตกดินั้แ่วันนี้เสียเลย ถึงแม้สองขาจะล้าจนสั่นไปหมดแต่ใจสู้ไม่ถอย ผมเคยมาที่นี่ั้แ่ปี 2551 ตอนนั้นยังไม่เจริญเท่าตอนนี้ ระบบอะไรก็ยังไม่ดีเท่า พอมาถึงมันก็คุ้ม เพราะเจอธรรมชาติเต็มๆไม่มีอะไรเจือปน ...แม้เวลาจะผ่านไป แม้จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่อากาศบนนี้ยังดีอยู่เสมอ พวกเราเดินลัดเลาะตามทางมาเรื่อยๆจนมาถึงจุดที่สวยที่สุด
ยอดเขาภูกา คือจุดหมายปลายทางในวันนี้ เป็จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและเป็สถานที่ที่ต้องมา ไม่อย่างนั้นจะถือว่ามาไม่ถึงเขาหลวง เ้านายหนุ่มเพลิดเพลินกับวิวและการถ่ายรูปเดินตามมาอย่างไม่บ่นสักคำ ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตรนั้นดูสั้นและใช้เวลาไม่นานเท่าตอนที่เดินขึ้นเขามา
ยอดเขาจะมีโขดหินอยู่ ผมปล่อยให้คนกรุงที่กำลังตื่นเต้นใช้เวลาถ่ายรูปให้ทั่ว หลายครั้งที่โดนเรียกไปถ่าย หรือไม่ก็ไหว้วานคนแถวนั้นให้ช่วยถ่ายรูปคู่ไปหลายรูป แต่คุณต่อก็ยังไม่เลิกเห่อบรรยากาศของยอดเขา ลมโชยเย็นจับใจ มองไปด้านล่างเห็นแต่ยอดเขาที่ปกคุลมไปด้วยสีเขียวครึ้มลดหลั่นเป็ขั้นบันไดที่ไร้ระเบียบ แต่กลับดูสวยงามและมีมนต์สะกดให้ตกอยู่ในภวังค์ หมอกหนาและก้อนเมฆที่ลอยเอื่อยนั้นเกือบจะหลอมรวมตัวเข้าหากัน รูปร่างของมันหลากหลายตามจินตนาการ ยิ่งลอยมาใกล้ก็ยิ่งคล้ายกับว่าตอนนี้เราอยู่บน์บนดิน “คนเยอะจัง”
“นั่นสิ” ผมรับคำ นึกว่าคนจะไม่เยอะ ที่ไหนได้ กลุ่มคนที่คิดว่าน่าจะเป็เ้าของเต็นท์ใหญ่หลายหลังมาออกันตรงนี้เสียหมด “งั้นย้ายไปดูวิวที่เขาแม่ย่ากันมั้ยครับ ตรงนั้นก็สวย”
ที่ยอดเขาหลวง จะมีจุดให้ชมวิวที่ยอดเขาอีก 3-4 ที่ ได้แก่ ผานารายณ์ ที่อยู่ใกล้กับลานกางเต็นท์ที่สุด ตามแผนที่คือเดินไปทางขวามือ เป็จุดสำหรับชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น ถัดไปเป็เขาพระแม่ย่า จบที่เขาภูกาไล่กันไป ตอนนี้เราเดินมาจุดที่ไกลที่สุดแล้ว แต่อีกจุดที่ผมจะไม่ไปวันนี้คือเขาพระเจดีย์ เพราะคงไปไม่ทัน สองขาพาเดินมาจนถึงที่หมาย วิวสวยสุดลูกตาทำให้ความเหนื่อยที่สะสมมาหายไปจนเกลี้ยง เมฆหมอกยังบดบังท้องฟ้าสีใสที่กำลังจะเปลี่ยนโทนเป็สีเข้มระบายขอบฟ้าในยามเย็นย่ำ แฟนผมถ่ายรูปจนเบื่อก็มานั่งชิดบนโขดหินข้างกัน มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆเดินมาสมทบอีกหลายคน
“หมอกเยอะจัง จะเห็นพระอาทิตย์ตกดินมั้ยเนี่ย”
“โหพี่เอก ทำเป็ไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ตกดินไปได้” สุดหล่อแซว ผมได้แต่ถลึงตาใส่ อีกฝ่ายก็กระแซะเข้ามาใกล้แทนคำตอบ
“ยังปวดขาอยู่มั้ยครับ” ในเมื่อทำอะไรไม่ได้ ก็เปลี่ยนเื่เอาละกัน ท่าทางโอดโอยของคนที่นั่งข้างๆเมื่อตอนบ่ายน่าสงสารไม่น้อย
“ตอนนี้ไม่รู้สึกแล้วครับ” สองมือใหญ่เอื้อมไปบีบนวดปลีน่องตัวเองยกใหญ่
“ดีแล้วล่ะ”
“ไม่ได้หมายความว่าหายปวด มันปวดจนไม่รู้สึกแล้วต่างหาก เนี่ยจิ้มไปยังไม่สะท้าน” กำปั้นใหญ่ทุบไปที่หน้าขาแกร่ง ผมได้แต่อมยิ้มแหละ คิดแต่จะสมน้ำหน้าคนปากดีที่อยากมาเปลี่ยนบรรยากาศ
“สม”
“โหย พี่เอก แทนที่จะสงสารกัน ชิ” นั่นไง ยังกะเด็กมัธยม
“เดี๋ยวคืนนี้นวดให้”
“หืม จริงนะ” เบื่อสายตาแบบนี้จังเลย มองมาทีไรใจสั่น แถมยิ้มแบบนี้อีก ยิ้มแบบโลกสว่างสดใส...งื้อ ไม่ไหวแล้ว
“นั่นๆ เมฆหายไปละ” ผมชี้ไปที่สุดขอบฟ้า พระอาทิตย์ยามอัศดงเผยโฉม ดวงกลมเด่นลิบๆไกลสุดตาฉายแสงส้มทอฟ้าหม่นลดระดับลงไปตามกาลเวลา เราทั้งคู่ยืนขึ้นเมื่อไหร่ไม่รู้ ต่างกอดอกเพื่อหวังให้คลายหนาว เสื้อแขนยาวที่สวมมาเหมือนจะต้านแรงลมไม่ได้ แสงสุดท้ายลับขอบฟ้า เหลือเพียงสีส้มแดงระบายไปทั่ว รอบทิศราวกับสงบนิ่งเมื่อความมืดเคลื่อนตัวมาอย่างฉับพลัน
“สวยจัง” เสียงคนตัวสูงพึมพำ ทำเอาคนมาพาอมยิ้มไม่หยุด “ขอบคุณนะครับที่พามา”
“ไว้จะพามาอีก” ผมตอบแบบนี้
“สัญญานะ”
“อื้ม เอานิ้วก้อยมาทำไรเนี่ย” แม้จะมืด แต่ก็พอเห็นภาพคนข้างหน้ายื่นแขนออกมา
“เกี่ยวก้อยสัญญาไง”
“ตลก อย่าบอกใครนะครับว่าเป็ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน่ะ”
“ทำไมอะ ผู้บริหารเกี่ยวก้อยสัญญากับแฟน ผิดตรงไหน” คำก็แฟน สองคำก็แฟน หน้าผมชาไปหมดละเพราะคนที่นั่งชมวิวพื้นที่ใกล้เคียงส่งเสียงคิกคัก
“เกี่ยวก้อยเค้าหน่อยค่า เดี๋ยวเค้าน้อยใจนะ” เหมือนภาพของผู้ชายตัวใหญ่สองคนทำท่าเขินใส่กันจะมีคนเห็นจนได้
“นั่นสิ ไม่ต้องอายหรอก สมัยนี้ไม่ใช่เื่แปลกแล้ว” เสียงคนแซวทำให้ผมยิ่งเขิน นอกจากจะปัดมือทิ้งแล้วยังพุ่งตัวลงไปเดินตามทางโดยมีเสียงฝีเท้าหนักๆวิ่งตามมาไม่ห่าง แสงจากไฟฉายแล้วกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ล่วงหน้าไปก่อนทำให้พวกเราไม่หลง
“พี่เอก เขินเหรอ”
“ชิ” ผมได้แต่เดิน แต่ถูกร่างใหญ่ล็อกคอและลากกลับทางเดิม “คุณต่อ ปล๊อย จะรีบกลับไปทำกับข้าว”
“ผมยังไม่หิว อย่าดิ้นสิ” เรี่ยวแรงจะเยอะไปไหนฟระ
“หวัดดีค่ะ / ครับ” เสียงนักท่องเที่ยวเดินสวนมาทักทาย พวกเราก็ทักกลับตามมารยาท พอรู้ตัวอีกทีก็กลับมายืนบนโขดหินเดิมซะงั้น
“พาผมกลับมาทำไมเนี่ยคุณต่อ” ถึงแม้จะถามคนที่ยืนประจัญหน้า แต่สายตาผมเฉไปมองวิวมืดมิดแก้เขิน สายลมหนาวพัดหวีดหวิวทำให้ปากแห้งไปหมด
“ก็อยากอยู่ด้วยกันอีกสักหน่อย”
“ก็อยู่ด้วยทุกวันแล้วนี่ครับ” ผมย้อน
“ไม่เหมือนกันสิ อยากอยู่สองต่อสองตรงนี้ ไม่มีคนอื่นมาทำให้พี่เอกเกร็ง”
“แต่มันมืดแล้วนะ”
“ยิ่งดีสิ ผมจะได้กอดพี่ถนัดๆหน่อย”
“อื้อ คุณต่อ ปล่อยก่อน รัดแน่นไป๊” ผมห้ามและดิ้นไปมา ไม่ได้ผลหรอก รายนี้แรงเยอะยังกะช้างสาร
“อุ่นจัง” ใจคอไม่ฟังกันเลยใช่มั้ยเนี่ย “พี่เอกอุ่นไหม”
“...” เื่อะไรจะตอบ ขืนตอบก็เข้าทางน่ะสิ แต่ความอบอุ่นนี้มันก็ดีต่อใจจริงๆนะ เหมือนลมหนาวถูกูเาลูกใหญ่บดบังจนตัวหายสั่น
“อยากจูบอะ”
“หืม” ก่อนจะประท้วงอะไรออกมาได้ มือใหญ่ก็เชยคางผมขึ้น ริมฝีปากเย็บเยียบของคนร่างสูงกดทาบลงมาแ่เบา เสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องว่างระหว่างหน้าอกเราไปอย่างหนาวเหน็บ แต่ภายในโพรงปากผมกลับอบอุ่นและหอมหวานจนแข้งขาสั่น ลิ้นสากวนเวียนคอยบดเบียดให้เกิดน้ำลายหวานหยดส่งผ่านกันไปมาระหว่างเราทั้งคู่ แขนแกร่งของคนตัวสูงกระชับเอวของผมให้แน่นและรั้งไปแนบชิดกัน จังหวะหัวใจเต้นตึกตักของคุณต่อเหมือนจะตีกระทบอกข้างขวาของผมให้รับรู้ถึงความรุนแรงของมัน มือที่เคยปล่อยลงอย่างไร้เรี่ยวแรงกลับมากอดคนตัวสูงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ต้องสนใจแล้วว่าจะมีใครหันมามองไหม ในความมืดเช่นนี้ ผมกำลังดื่มด่ำกับความรักที่ส่งผ่านเข้ามาราวกับร่างกายกำลังล่องลอยไปตรงขอบฟ้าที่ครั้งหนึ่งมีดวงอาทิตย์ทอแสงอยู่ตรงนั้น
สิ่งหนึ่งที่คุณควรเรียนรู้ในการมาทริปกางเต็นท์บนดอยที่มีหมอกหนาและอากาศหนาวคือ ‘ควรอาบน้ำก่อนพระอาทิตย์ตกดิน’ ถึงแม้ว่าเราจะใช้แรงมากแค่ไหน เหงื่อจะออกมากเพียงใดใน่กลางวัน แต่พอหมดแสงอาทิตย์ ความหนาวก็ทำให้รูขุมขนหด ร่างกายที่เคยแฉะไปด้วยเม็ดเหงื่อแห้งสนิทและพ่วงความี้เีอาบน้ำมาอีกด้วย
“ไม่เอา ไม่อาบ”
“อย่าดื้อสิคุณต่อ เดี๋ยวสิวขึ้นนะครับ”
“ช่างมันสิ หนาวอะ” หลังจากหุงหาอาหารแบบง่ายๆโดยมีคุณต่อช่วยอยู่เฉยๆตามที่ผมขอร้องได้สักครึ่งชั่วโมง พวกเราก็ต้องมาอาบน้ำตรงห้องน้ำที่ตั้งอยู่มุมตรงข้ามกับเต็นท์พวกเรา แสงไฟติดๆดับๆเหมือนบ้านผีสิงทำให้คนตัวใหญ่โอดครวญไม่กล้าอาบ แต่อุปสรรคใหญ่หลวงกว่านั้นกลับเป็ความหนาวเหน็บที่ทำให้คุณต่อกำลังงอแงอยู่เช่นตอนนี้
“ไม่ได้ วันนี้เหงื่อออกมาทั้งวันแล้วนะครับ”
“เปลี่ยนชุดเอาก็ได้ ไม่อยากอาบอะ นะนะนะ พรุ่งนี้เช้าค่อยอาบ”
“คุณต่อคิดว่าน้ำมันจะอุ่นขึ้นชั่วข้ามคืนเหรอครับ ดีไม่ดีน้ำเย็นกว่าตอนนี้อีก”
“งั้นค่อยกลับไปอาบที่กรุงเทพนะ”
“ไม่ได้” ผมเสียงแข็ง มองคนร่างสูงที่โดนฉุดแขนงอแงเป็เด็ก
“แม่ๆ ลุงคนนั้นไม่อาบน้ำ ไม่เก่งเลย” เสียงเด็กน้อยที่คิดว่าอายุไม่น่าจะเกิน 10 มากับครอบครัว เป็หนึ่งในสมาชิกของเต็นท์กลุ่มใหญ่ที่ลานกองไฟพูดดังมา เ้านายหนุ่มจ้องไปที่ต้นเสียง ภาพเด็กน้อยที่ตัวเปียกเดินออกมาจากห้องน้ำผู้หญิงโดยมีผ้าขนหนูผืนใหญ่คลุมทั่วตัวทำให้ต้องเงียบ
“ใครไม่อาบ ลุงอาบแน่นอน” นั่นไง เกิดอายเด็กขึ้นมาซะอีก
“ขอโทษด้วยนะคะ พอดีหลอกแกไปว่าใครไม่อาบน้ำเป็คนไม่เก่ง” ผู้เป็แม่เอ่ยคำขอโทษที่ลูกชายตัวเองโพล่งออกมา
“ไม่เป็ไรหรอกครับ ดีซะอีกคนแถวนี้จะได้หมดข้ออ้าง” ผมตอบรับ คนเป็แม่หัวเราะรับและขอตัวพาลูกไปแต่งตัวในเต็นท์ ความเงียบสงบเลยเข้ามาแทนที่ ห้องน้ำชายต้องเดินไปอีกหน่อย บรรยากาศเงียบสงัดคงเพราะว่าเราเป็คู่สุดท้ายที่มาอาบน้ำ
“รีบอาบนะครับ ไม่งั้นอายเด็กเอา”
“ไม่ต้องแซวเลย ไหนอะสบู่” อ้าว...เอามาก้อนเดียวด้วย
“ไม่ได้เตรียมมาเผื่อผมเหรอ”
“คุณต่อเอาไปใช้ก่อนก็ได้ อาบเสร็จแล้วผมค่อยใช้”
“ไม่ต้องหรอก” พรืดดดดดดดดด “อาบด้วยกันนี่แหละ”
“ห๊ะ ไม่เอาคุณต่อ อย่าสิ” ไม่ทันละครับ เมื่อตัวใหญ่ดันร่างผมเข้ามาในห้องน้ำขนาดย่อมที่ยังพอมีที่ว่างสำหรับั์สองตัวนี้ พอจะเปิดประตูก็โดนร่างใหญ่ขวางทางซะงั้น
“ถอดเสื้อผ้าสิ”
“ไม่เอา” ผมกลายเป็งอแง
“จะถอดเองหรือให้ผมถอดให้” โว้ยยยยยยยยยยย ตูล่ะเบื่อ ได้แต่มองภาพคนตัวใหญ่ถอดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อน หืมมมมม...ไม่เคยเห็นภาพอะไรแบบนี้มาก่อนเลย หัวใจจะวายไปหมดแล้ว คนอะไรใหญ่ไปซะทุกส่วน กล้ามก็สวยชิบ
“มองแบบนี้จะกินผมรึไง”
“ปะ เปล่าครับ” น่าอายชะมัด ดันไปใช้สายตาชื่นชมเรือนร่างคุณต่อซะได้ ต้องแก้เก้อโดยการหันหลังถอดเสื้อผ้าจนล่อนจ้อนเหมือนกัน หวังว่าจะกลบเกลื่อนหน้าแดงๆได้นะ
แต่ผิดคาด พอหันมาแค่นั้นแหละ ร่างใหญ่ประชิดพร้อมจู่โจมเต็มที่ ผมจะผงะก็ไม่ทันเพราะห้องน้ำมันค่อนข้างแคบ แถม่ท้องโดนของแข็งขนาดมหึมาจี้มาอีก จนมุมเลยครับ ...
“คะ คุณต่อ” ผมกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ ถึงแม้จะเป็แฟนกันแล้ว แต่พวกเรายังไม่ถึงขั้น xxx กันเลยสักครั้ง ถ้าจะมีอารมณ์ก็ไม่ควรจะเป็เวลานี้มั้ย กลางป่ากลางเขา แถมในห้องน้ำรวมอีกต่างหาก
“อื้อ พี่เอกโคตรเซ็กซี่”
“อุ๊บ อื้อ” ไม่ทันสิครับ คุณแฟนตัวโย่งกดปากมาจูบกระทันหัน ดูดคว้านจนตัวอ่อนเป็ขี้ผึ้ง มือใหญ่ไล้ไปทั่วตัวก่อนจะผละริมฝีปากโลมเลียที่ติ่งหูและไล้ราวนมจนเม็ดสีน้ำตาลแข็งขึ้นเป็ไต ลิ้นเย็นฉกเลียวาบหวาม แก่นกายชูชันอย่างห้ามไม่ได้เมื่อแรงดูดเฟ้นของปากใหญ่ส่งความสำราญจนต้องพิงหลังไปกับผนังไม้ ปล่อยให้หัวของคนที่อยู่เบื้องล่างเคลื่อนไหวเข้าออกเป็จังหวะจนขาเปลี้ยไปหมด
“อื้อ เจ็บ” นิ้วมือใหญ่ควานเข้ามาในตัวจนสะดุ้ง มันฝืดคับไปหมด
“ผมรักพี่เอกนะ” น้ำเสียงหอบโยนและแววตาฉ่ำเยิ้มของคุณต่อเผาสติผมจนแหลกไปหมดแล้ว ปล่อยให้เขาพลิกร่างผมให้หันหลังโดยมีสองแขนค้ำยันติดผนัง สองขาถูกแหกกว้าง ความกลัวเกาะกินใจแต่กลับไม่กล้าจะส่งเสียงห้าม นี่กูจะเสียตัวจริงๆเหรอวะ.... เอาจริงดิ ... จะไหวเหรอวะ ... ยิ่งคิดก็ยิ่งใจสั่น จากที่คิดจะสมยอมกลับกลัวจนแทบเป็ลม
“ให้ผมเข้าไปนะครับ” คุณต่อส่งผ่านของแข็งขนาดใหญ่จ่อที่บั้นท้าย ความคับตึงแทรกมาทีละน้อย
“โอ๊ย” ผมร้องลั่นเมื่อมีความคับแข็งผ่านเข้ามา แม้จะน้อยนิดแต่เจ็บจนทรุดตัวลงไปนั่งจนดาบทู่ที่เพิ่งเข้ามาไม่ถึงนิ้วหลุดออก
“เจ็บเหรอพี่เอก ผะ ผม ขอโทษ”
“อื้อ เจ็บมาก” ต้องตอบความจริงไปละครับ แค่จะมีอะไรกัน มันเจ็บได้ขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย “ไม่ทำแล้วได้มั้ยอะ” ผมอ้อน
“ครับ ไม่ทำแล้ว ผมขอโทษ”
“ไม่เป็ไรครับ” ใจหนึ่งก็กลัว อีกใจหนึ่งก็อยาก แต่ตอนนี้พักก่อน แค่ส่วนแรกก็น้ำตาจะไหลละ ดีที่คุณแฟนยังรับฟัง
“อาบน้ำกันเถอะเนาะ”
“อื้อ อื้อ อื้อ” ปากพูดว่าอาบน้ำ แต่กลับมาจูบกันเฉยเลย หมายความว่าไงเนี่ย....
สุดท้ายแล้ว พวกเราต่างก็ผลัดกันส่งอีกคนถึงฝั่งอย่างชุ่มโชก พอสบายตัวแล้วก็รู้สึกร้อนขึ้นมา ทำให้การอาบน้ำในค่ำคืนนี้ไม่ได้หนาวอย่างที่คิดไว้เท่าใดนัก...