แล้วคุณผู้หญิงที่ถูกมัดอยู่ในห้องเมื่อวานเล่า?
ตอนนี้นายเกิดปฏิเสธพลางยืนยันว่าไม่ได้เป็คนลงมือสังหารนาง ทำให้ทางกรมยังไม่ได้ตั้งข้อหาเพิ่มเติมเพราะขาดหลักฐาน นายเกิดยังอยู่ในกองลหุโทษ ฐานลักทรัพย์เท่านั้น
ศรณ์เองก็คิดไม่ตกเช่นกันว่าทำไมนางทาสชราถึงได้มีไฝในตำแหน่งเดียวกันกับคุณผู้หญิงที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อวาน และคุณผู้หญิงที่เสียชีวิตแล้วกลับไม่มี ทั้งยังตายมาร่วมสามวัน นี่เป็ปมใหญ่หลวงที่ศรณ์คิดไม่ตก
บนกระดานเบื้องหน้าของศรณ์มีแผนผังและจุดที่เธอสงสัยเขียนไว้ มีคำถามสามข้อที่เธอต้องหาคำตอบให้ได้ เธอเชื่อว่าถ้าหาคำตอบได้ครบทั้งสามคำถาม เธอก็จะไขคดีได้
หนึ่งคุณผู้หญิง/นางทาสชราที่มีไฝที่มือขวาคือใคร จะเป็คนเดียวกันหรือไม่?
สองคุณผู้หญิงที่ตายเมื่อสามวันก่อนถูกใครฆ่า
สามใครคือโจรขโมยขาหมู?
ทว่าศรณ์เหนื่อยเกินไปแล้ว เธอจึงพอเท่านี้ก่อนแล้วอาบน้ำนอน
คืนนี้เหมือนจะมีพายุใหญ่ อากาศอบอ้าวมากจนค่ำก็ยังไม่คลาย เธอถอดสร้อยเบี้ยแก้วางข้างเตียง ไม่แน่ใจว่านอนไปนานเท่าไหร่แต่จู่ๆ ศรณ์ก็รู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนมีใครมาบีบคอ เธอลืมตาโพรง กลิ่นเหม็นสาบอัดเข้าจมูก ในหูได้ยินเสียงสัมภเวสีอย่างบ้าคลั่ง เบื้องหน้ามีเงาดำที่น่าสะพรึงกลัว!
เธอลุกขึ้นจะวิ่งหนี แต่เท้าถูกกระชากดึงจนล้ม เรี่ยวแรงมหาศาลที่ไม่สามารถอธิบายได้จู่โจมอย่างรวดเร็ว ร่างกายเธอเหมือนถูกใครเอาเข็มแทง ศีรษะปวดระบม ในหูมีแต่เสียงหวีดหวิว ศรณ์ดิ้นทุรนทุราย อ้าปากจะร้องขอความช่วยเหลือแต่พูดไม่ออก เธอประหวั่นพรั่นพรึงไม่เคยพบเคยเจอประสบการณ์หลอนประสาทกระชากิญญาเช่นนี้มาก่อน เธอได้แต่คิดอย่างบ้าๆ ว่านี้คือการถูกผีหลอกหรือ?!
เธอกัดฟันลุกขึ้นสู้ แต่โดนพลังงานจู่โจมจนกระแทกพื้น ร่างเธอลอยขึ้นเหนือพื้นห้องอย่างน่าอัศจรรย์ แล้วดิ่งวูบสู่พื้นเหมือนถูกใครกระชากลงมาแล้วกระทืบท้องซ้ำ ลมหายใจเริ่มติดขัด มีกลิ่นสนิมจุกขึ้นมาที่ลำคอ มือที่มองไม่เห็นบีบคอเธออยู่ ศรณ์ดันตัวไปที่เตียง คิดจะคว้าเบี้ยแก้มาสวมแต่ก็ไม่ทันแล้ว เตียงไหลได้เองพอๆ กับที่สร้อยปลิวหายออกไปนอกหน้าต่างที่เปิดอ้าด้วยแรงกระทำที่รุนแรง
เธอคิดว่าเธอคงจะตายแน่ๆ แต่เวลานั้นในสมองมีเสียงของวณิพกตาบอดขึ้นมา
‘แม่หญิงศรณ์ช่างมีอารมณ์ขัน สิ่งที่เราจะพูดเป็แค่บทสวดธรรมดาๆ แต่อยากให้ท่านจำไว้บ้าง...พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ’
“พะ...พุทธัง...” เธอส่งเสียงออกมาได้เท่านั้น ก่อนจะกระอักเืออกมา สติลางเลือนลงทุกทีอย่างน่าฉงน ในใจได้แต่ร้องขอความช่วยเหลืออย่างไร้เสียง ก่อนที่จะมีเสียงไพเราะของซอสามสายแว่วมาตามสายลม...
กลิ่นดอกหางหงส์อ่อนๆ ขับไล่กลิ่นเหม็นสาบจนสิ้น สายลมบ้าคลั่งคล้ายจะหยุดนิ่ง
“ช่วยด้วย...”
ศรณ์พยายามลืมตาที่พร่าเลือนขึ้น รู้สึกว่าถูกโอบอุ้มอยู่ในอ้อมแขนของใครบางคน แต่เธอไม่ดิ้นหนีเพราะรู้สึกได้ว่าเขามาดี ก่อนจะค่อยๆ หมดสติเมื่อมีลมอุ่นร้อนเป่าเข้าหน้าทีหนึ่ง
ชายหนุ่มอุ้มตัวเธอนอนลงบนเตียง สวมเบี้ยแก้ให้ดั่งเดิมแล้วหยิบมีดสีดำออกมาบริกรรมคาถา สายลมข้างนอกเริ่มบ้าคลั่ง มวลอากาศกดต่ำ พายุข้างนอกคล้ายจะโหมกระหน่ำ ฝนเม็ดใหญ่ตกใส่หลังคา ฟ้าแลบแปลบปลาบยากจะได้ยินเสียงอื่นใดอีก
ปลายมีดเคาะหน้าผากมนทีเดียวเบาๆ ก่อนจะลากมาเรื่อยๆ จนถึงปลายเท้า เงาดำเคลื่อนออกไปตามปลายมีด ส่งออกไปตามประตูที่เปิดอ้า พลังงานชั่วร้ายกรีดร้อง คุณไสยมนต์ดำวนเวียนคร่ำครวญ หมายจะกลับเข้ามาทำร้ายเธออีก แต่ชายหนุ่มไม่ยอม ปักมีดลงบนพื้น ส่งเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่นเพื่อส่งคุณไสยกลับไป
“คุณไสยใดที่มึงส่งมา กูขอส่งกลับไปให้มึง!”
แพ้แล้ว...
คุณไสยย้อนกลับทำให้กระอักเืออกมา อาคมถูกทำลาย หุ่นดินถูกเผาไหม้ ถึงอย่างนั้นใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในความมืดก็ไม่เคร่งเครียดนัก เขายังคงยิ้มได้อยู่ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนบางออกมาบริกรรมคาถา ในเมื่อถอนคุณไสยของเขาได้ เช่นนั้นก็อย่างโทษที่เขาต้องใช้ยาแรง
พื้นมีรอยขีดข่วน ข้าวของระเกะระกะ บ่งบอกว่าศรณ์ไม่ได้ฝันไปเอง
เพียงแต่เธอไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างไร กระทั่งเธอยังไม่แน่ใจแล้วใครจะเชื่อถ้าเธอบอกว่ามีเงาดำทำร้ายเธอ ช่างฟังดูเหลวไหลเกินไป
เธอลูบเบี้ยแก้อย่างเหม่อลอย จำได้ลางๆ ว่ามีคนมาช่วย เขาหอมกลิ่นดอกหางหงส์ แว่วเสียงซอสามสายอ่อนละมุน
ศรณ์สะบัดศีรษะ ปัดความคิดที่ว่าคนที่มาช่วยอาจจะเป็วณิพกตาบอดทิ้งไป มันจะเป็ไปได้อย่างไรกัน เขาตาบอด เดินยังไม่น่าจะไหว แล้วจะเอาอะไรมาช่วยเธอ แต่ว่าเธอก็อยากจะสืบให้แน่ชัดว่าใช่เขาหรือไม่ ดังนั้นเช้าวันนี้ศรณ์จึงตั้งใจออกไปหาเขาหลังจากไปกองลหุโทษแล้ว
ทว่าพอพ้นออกมาจากประตูบ้าน ศรณ์ก็เห็นว่ามีชายคนหนึ่งยืนรออยู่ข้างเสา ฟ้ายังไม่สางดีศรณ์เลยนึกว่าตาฝาดไปเสียอีก ทำไมอยู่ๆ คุณชายปานถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าบ้านได้
“คุณชายปาน?”
“ศรณ์ ในที่สุดเธอก็ออกมาเสียที รู้หรือไม่ว่าฉันรอเธออยู่นานแล้ว”
“รอ? เหตุใดต้องมารอ ศรณ์นึกว่าคุณชายนั่งรถไฟไปเชียงใหม่แล้วเสียอีก” จากที่ฟังพี่สิเล่ามา ตอนนี้คุณชายน่าจะอยู่เชียงใหม่จึงจะถูก
“อ่อ พอดีตกรถไฟนะสิเลยกลับมารอที่นี่”
“คุณชาย แล้วรถท่านเล่า” เท่าที่ศรณ์จำได้ คุณชายปานเกลียดการรอคอยที่สุด เขาแทบจะไม่เคยรอใครมาก่อน ถึงได้ชอบใช้รถเหล็กขับไปไหนมาไหน
“จอดอยู่ที่บ้าน” คุณชายปานยิ้ม “เมื่อครู่ตอนที่ฉันรอเธออยู่ที่นี่ รู้หรือไม่ว่าฉันได้ยินเื่ใด เื่คุณผู้หญิงที่ถูกฆ่าตายที่โฮเตล มันเื่อันใดกันแน่ศรณ์ พวกเราเห็นเธอเป็ๆ อยู่วันก่อน แต่เธอตายไปสามวันแล้วหรือ เป็เช่นนี้ได้อย่างไรกัน”
“คุณชายรู้ได้อย่างไรว่านางตายได้สามวันแล้ว” ข้อมูลเื่ระยะเวลาเสียชีวิตของนางยังไม่ได้ถูกเปิดเผยให้คนนอกรู้ มีแค่เธอและโปลิศเท่านั้นที่ทราบ
“ฉันไปสืบมาแล้วนะซี”
“อย่างนั้นหรือ” เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างแปลกไป แต่ว่าตรงไหนดีเล่า ใบหน้า ท่าทาง เสื้อผ้า ทรงผม ทุกอย่างล้วนเป็คุณชายปาน...แต่ทำไมรู้สึกไม่ใช่
“เธอออกมาแต่เช้าเพื่อจะไปพบนายเกิดใช่ไหม ฉันไปด้วย ไหนๆ พวกเราก็จับเขาเข้าตะราง พวกเราก็ต้องติดตามต่อไป”
“แล้วเื่คดีฆาตกรรมชายไพร่เล่าคุณชาย ท่านน่าจะต้องรีบเดินทางไปได้แล้วนะ” คดีของคุณชายไม่รอท่าเช่นกัน
“ไม่เสียเวลาเท่าไหร่ดอก ยังไรก็เป็ทางผ่าน”
“เช่นนั้นศรณ์จะเรียกรถสามล้อให้คุณชาย”
“ไม่ต้องๆ เดินไม่เท่าไหร่ก็ถึงแล้ว จะสิ้นเปลืองนั่งสามล้อทำไมกัน ฉันรู้จักทางลัดพอดี เดินตัดสะพานข้ามคลองไปไม่เท่าไหร่ก็ถึงแล้ว”
ศรณ์ยืนนิ่งแต่ก็ยังไม่มั่นใจมากพอที่จะตัดสินจึงออกเดินทางไปด้วยกันทั้งๆ ที่ในใจมีแต่ความรู้สึกแปลกๆ เธอรู้จักคุณชายปานดี เขาไม่มีทางยอมเดินต่อให้ใกล้แค่ไหนหากไม่สิ้นไร้หนทาง แต่ครั้งนี้เขากลับเสนอว่าจะเดิน ทั้งยังเป็คนนำทาง
“คุณชายปาน ปกติท่านไม่ค่อยชอบเดินนัก แต่วันนี้ท่านบอกว่าจะเดินเอง ทำเอาศรณ์รู้สึกแปลกใจ”
“อ่อ งั้นรึ พอดีฉันขี้คร้านคอยนะซีศรณ์”
"มือขวาท่านาเ็รึ"มือคุณชายปานพันแผลไว้
"ใช่ ฉันซุ่มซ่ามไปหน่อยนะ"
"อย่างนั้นหรือ"ศรณ์เดินช้าลงอีกหน่อย บนสะพานหมอกหนามากจนมองอะไรไม่ค่อยกระจ่าง เธอหยุดรอ เพ่งพินิจสายตาเพื่อจะมองว่ามือข้างขวาของคุณชายมีไฝหรือไม่
...ปรากฏว่ามี!!!
"คุณชายปาน"
"กระไร"
“ท่านฆ่านางรึ...คุณเรไร”
ศรณ์มองด้านหลังของคุณชายปานที่เหมือนเดิม เพียงแต่ความรู้สึกของเธอบอกว่าไม่ใช่
เขาไม่ใช่คุณชายปานที่เธอรู้จัก
“กระไรกันศรณ์ ฉันจะไปฆ่าคุณเรไรได้อย่างไร” เขาหันมาทำสีหน้างงๆ
ศรณ์ส่ายหน้า “คุณชายปานไม่เรียกฉันว่าศรณ์ เขาเรียกฉันว่าศรณ์แก้ว”
"เขาอันใด เธอหมายถึงฉันอยู่ไม่ใช่หรือ ไม่เอาหนาศรณ์ ฉันไม่รู้ว่าเธอเป็อะไรไป ทำไมมาถามคำถามแปลกๆเช่นนี้"
"เพราะท่านไม่ใช่คุณชายปาน"
“จะไม่ใช่ได้ยังไง นี่ก็หน้าคุณชายปานชัดๆ”
เขาหัวเราะ ก่อนที่เปลี่ยนสีหน้าในชั่วพริบตา ศรณ์หลบการจู่โจมได้พ้น แบบเส้นยาแดงผ่าแปด
"เผยตัวออกมาแล้วสินะ"
“คิดว่าจะจัดการแกได้ง่ายๆ แต่ไม่ง่ายอย่างที่คะเนไว้สักนิด พวกจตุรทิศนี่ไม่ธรรมดากันทุกคนเลยนะ”
“แกรู้เื่หน่วยเราได้อย่างไร”
“ทำไมจะไม่รู้เล่า...ฉันนี่ไง คนที่ฆ่าจตุรทิศประจิม”
ศรณ์รู้สึกเหมือนว่าร่างกายเธอเย็นเฉียบ ในหูก้องไปด้วยถ้อยคำที่เขาพึ่งพูดออกมา น้ำเสียงเย็นเยียบที่คุ้นหู ใบหน้าที่คุ้นเคย ทว่าภายใต้ภาพลักษณ์เหล่านี้คือร่างของฆาตกรโรคจิตที่หน่วยเธอตามล่า!
“แกฆ่าคุณจร งั้นก็หมายความว่าแกคือฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่านายไพร่เ่าั้”
เขาหัวเราะเสียงลั่นจนไหล่ะเื
“ฉันเปล่า แกต่างหากนังหนูที่เป็ฆาตกรต่อเนื่อง”
“หมายความว่าเช่นไร...” หมอกหนาพ้นไป เบื้องหน้าของเธอมีร่างของชายคนหนึ่งนอนเืไหลอาบอยู่ ใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากแห้งแตก เขานอนอยู่บนสะพาน ดวงตาปิดสนิท ร่างนั้นถูกลากมาหยุดแทบเท้าศรณ์ ลมหายใจเขาแ่ระโหย!
นายเกิดใกล้ตายแล้ว!
"ช่วยด้วย..."
“เพื่อจะใส่ร้ายฉัน แกถึงกับจะฆ่านายเกิดเลยรึ” ศรณ์ไม่ทันระวัง คาดไม่ถึงว่าจะถูกลอบเล่นงานจากคนใกล้ตาย
นายเกิดกระชากเบี้ยแก้บนคอเธอไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่สร้อยหลุดขาด ประหนึ่งว่ามีไออุ่นที่ปกคลุมร่างกายหายไปในบัดดล เธอเสียดวาบในช่องอก ร่างกายแข็งทื่อในนาทีนั้น เธอรู้สึกว่าร่างกายถูกตรึงแน่นอยู่กับที่ มีหมู่มวลความทรมานกำลังลุกไหม้อยู่ในท้องของเธอ
คุณไสยมนต์ดำรึ!
“เอาคืนมานะ...” เธอพยายามยื้อแย่งเบี้ยแก้กลับมา ทว่านายเกิดกลับโยนทิ้งลงน้ำเสียแล้ว ศรณ์ตื่นตะลึง ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่านายเกิดเป็หนึ่งในคนของเขา เมื่อครู่เธอเสียท่าแล้ว
แผนการจัดฉากครั้งนี้สมบูรณ์แบบจนเธอขาดความระวังป้องกัน น่าเจ็บใจนัก เธอจะมาเสียท่าตายลงด้วยอุบายเช่นนี้นะรึ
“ทำดีมากนายเกิด แกเป็ทาสผู้ซื่อสัตย์ รับนี้ไปสิ นี้เป็รางวัลของแก”
เขาพูดเท่านั้นก่อนจะให้นายเกิดกินยาลูกกลอนอะไรสักอย่าง ครู่ต่อมานายเกิดก็ล้มหงายหลังแล้วเสียชีวิตลง
“ชั่วช้า...” ศรณ์กระอักเืกุมท้องที่เดือดจัด จดจำความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นเมื่อคืนได้อย่างแจ่มชัด ดวงตาเธอมองจ้องคนที่กำลังสาวเท้าเข้ามา มีแต่ประกายคมกล้าไร้ความขลาดกลัว
“ทีนี้ก็ทีแกแล้ว แกจะเป็จตุรทิศคนที่สองที่ฉันฆ่า” เขาจะลงมือแล้ว หยิบมีดสีดำอาบกลิ่นอายชั่วร้ายออกมา ทว่าตอนนั้นมีเสียงของใครบางคนดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงในชุดสูทยืนอยู่บนเรือ
“ใครทำกระไรอยู่ตรงสะพาน” เขาร้องถาม
“ช่วยฉันด้วย!” ศรณ์รับมีดไว้สุดชีวิต ะโร้องขอความช่วยเหลือ “ช่วยด้วย!”
“ยังไงแกก็ไม่รอดหรอก” เขาหยุดมือเพราะเห็นว่าคนบนเรือกำลังปีนขึ้นมา จึงบริกรรมคาถาแล้วคิดจะเสกอาคมปลิดชีพเธอแทน ทว่าดันพลาด ของไม่โดนตัวเธอตรงๆ อย่างที่หวัง
"ตู้ม!"
ศรณ์เบี่ยงตัวหลบจึงพลัดตกน้ำกระแทกสะพาน เธอเ็ปแสนสาหัสราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบคอ กระทั่งพยายามจะว่ายขึ้นผิวน้ำก็ไม่สามารถ มีอะไรบางอย่างฉุดรั้งเธออยู่ มีอะไรบางอย่างที่ชั่วร้ายพุ่งเข้าใส่จนเืในตัวเหมือนหลอมละลาย อวัยวะในท้องเหมือนจะแหลกละเอียด เป็ความเ็ปที่เกินพรรณนานึกถึง
วินาทีนั้นเธอนึกถึงแค่บทสวดที่วณิพกตาบอดเคยบอกให้เธอจำ เธอหยุดดิ้นรน ตั้งจิตให้มั่นแล้วเริ่มสวด
‘พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ’
หลังจากสวดจบศรณ์ก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย...