เวลาผ่านไปเกือบอาทิตย์หมอก็ให้อลินกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านได้เด็กหญิงก็ยังอิดออดเล็กน้อยเพราะติดใจข้าวที่โรงพยาบาลแต่เมื่อพิญญาพาเธอกลับมายังบ้านหลังเดิมอลินก็เกิดงอแงไม่ยอมเข้าบ้านแม้หญิงสาวจะพูดอย่างไรเจ้าตัวเล็กก็ยืนยันว่าจะไม่เข้าบ้านเด็ดขาด
“ทำไมละคะ นี่บ้านของเราไง”
“บ้านของลุงยักษ์ต่างหาก” เด็กหญิงทำหน้ายู่ คิ้วขมวดจนชนกันปากก็บุ้ยแบะ สองมือยกขึ้นกอดอกอย่างไม่สบอารมณ์กับคำตอบของแม่
“ห๊ะ บ้านของใครนะคะ” พิญญาถึงขนาดต้องถามซ้ำเพราะไม่แน่ใจว่าได้ยินผิดไปหรือไม่
“บ้านของลุงยักษ์ค่ะ ก็แม่บอกอลินว่าลุงเจ้าของบ้านเป็นคนใจยักษ์งั้นเขาก็ต้องเป็นยักษ์สิคะ”เด็กน้อยเจื้อยแจ้วไปตามความคิดว่ายักษ์ในนิทานนั้นโหดร้ายโดยเฉพาะกับเด็กๆอย่างเธอ
แต่ถึงอย่างนั้นพิญญาก็พาลูกสาวเข้าบ้านได้เพราะเธอบอกว่าได้เตรียมของอร่อยไว้ต้อนรับการกลับมาของอลินเด็กหญิงที่ท้องเริ่มร้องเพราะใกล้เที่ยงจึงจำใจเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับแต่พอเปิดประตูบ้านเท่านั้นควันกลุ่มหนึ่งก็ลอยออกมาจากในครัวจนพิญญาต้องรีบวิ่งเข้าไปดู
“นี่คุณทำอะไรเนี่ย!”
หญิงสาวร้องเสียงหลงเพราะมีควันสีเทาลอยอยู่เต็มห้องครัวไปหมดและที่กลางห้องนั้นมีชยันต์ยืนยิ้มเจื่อนๆพร้อมอดีตเค้กที่ไหม้เกรียมดำเป็นถ่าน
“ผมไม่รู้ว่ามันต้องตั้งเวลานานแค่ไหน”เขาตอบเสียงอ่อยเพราะตั้งใจจะเซอร์ไพรส์อลินโดยอบเค้กให้แต่กลายเป็นว่าเกือบทำไฟไหม้บ้าน
“ทำไม่เป็นก็ไม่ต้องทำสิ ไปๆ ออกไปข้างนอกก่อนค่ะ”
เมื่อโดนไล่ให้ออกมาจากห้องครัวชยันต์จึงเดินทำหน้าสลดมานั่งอยู่ที่โซฟาโดยที่อีกมุมหนึ่งมีเด็กหญิงนั่งมองเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตรถ้ารู้ว่าทำเค้กมันยุ่งยากขนาดนี้รู้งี้โทร.สั่งเอาดีกว่า
พิญญาที่ทำความสะอาดห้องครัวจนเสร็จแล้วก็เดินออกมาที่ห้องรับแขกแต่ก็ต้องกลั้นขำเพราะภาพที่เห็นคือผู้ชายตัวยักษ์อย่างชยันต์นั่งตัวลีบเล็กโดยมีสายตาพิฆาตของอลินจับจ้องอยู่หญิงสาวจึงเดินไปนั่งข้างลูกสาวแล้วอธิบายเรื่องต่างๆ ให้เด็กน้อยเข้าใจ
“คุณลุงเขาไม่ได้ตั้งใจค่ะอลิน ยกโทษให้เขาได้ไหมคะ”
“ไม่ค่ะ อลินไม่ยกโทษให้ลุงยักษ์”เด็กหญิงตอบเสียงแข็งพร้อมกับสะบัดหน้าไปอีกทาง
ชยันต์ผู้ซึ่งเพิ่งรู้ตัวว่ามีชื่อใหม่ก็ไม่แน่ใจว่าต้องง้อเจ้าตัวกลมยังไงถึงจะหายโกรธเขาได้แต่ส่งสัญญาณให้พิญญาเจรจาเผื่อว่าจะมีทางให้อลินหายโกรธเขาได้
“แล้วทำยังไงอลินถึงจะหายโกรธลุงยักษ์ละคะ”
“...” อลินไม่ตอบและยังนั่งนิ่งไม่ยอมหันหน้ามาคุยด้วยซ้ำ
พิญญาต้องสอนว่าถ้ามันเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจหากว่าคนทำเขายอมรับผิดและขอโทษแล้วเราก็ควรจะให้อภัยชยันต์นั่งลุ้นว่าเด็กผู้หญิงอายุห้าขวบจะเข้าใจถึงคำว่าให้อภัยหรือไม่แต่สุดท้ายอลินก็ยอมหันมาและยกโทษให้กับเขา
“แต่ว่า ต่อไปลุงยักษ์จะต้องไม่ทำให้แม่เจ็บอีก เข้าใจไหมคะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ ลุงจะไม่ทำอย่างนั้นอีก ลุงให้สัญญา”เขานั่งลงที่พื้นต่อหน้าอลินเด็กหญิงจึงพยักหน้าเป็นการตอบรับทำให้ชยันต์โล่งใจอย่างที่สุด
หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาชยันต์ก็ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ในบ้านกับสองแม่ลูกแต่จนแล้วจนรอดหนูอลินก็ดูจะกลัวลุงยักษ์ของเธออยู่ดีอย่างเช่นถ้าชยันต์อยู่ในห้องรับแขก เด็กหญิงก็จะต้องอยู่กับแม่ในครัวแต่ถ้าจะให้อลินอยู่ตามลำพังกับคุณลุงนั้นไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาดแม้ว่าชยันต์จะพยายามเอาใจเด็กน้อยแค่ไหนก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทำลายกำแพงแห่งความไม่ไว้ใจในตัวของเขาได้เลย
“อลิน พรุ่งนี้เราต้องรีบไปโรงเรียนกันแต่เช้าหน่อยนะ”พิญญาบอกลูกสาวบนโต๊ะอาหารเย็นนั้น
“ทำไมถึงรีบไปกันแต่เช้างั้นเหรอ” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัยเพราะแม้โรงเรียนของอลินจะอยู่ไกลแต่ก็ไม่จำเป็นต้องออกจากบ้านตั้งแต่ไก่โห่
“พรุ่งนี้หมอนัดตรวจค่ะ ฉันเลยต้องไปแต่เช้า”
“แม่ไปหาหมอหลายครั้งแล้ว ยังไม่หายอีกหรือคะ” เด็กหญิงถามแทรกด้วยความสงสัยว่าทำไมแม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยครั้งและแต่ละครั้งที่กลับมาก็ไม่เห็นจะดีขึ้นเท่าไหร่เลย
“ยังจ้ะ แต่คุณหมอบอกว่าถ้าแม่ไปหาคุณหมอบ่อยๆ ก็จะหายดีนะ”
อลินพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจเพราะตอนเด็กๆที่เธอจำได้ก็ต้องไปหาลุงหมอแทบทุกอาทิตย์ จนเพิ่งมาไม่กี่ปีนี้เองที่ไม่ต้องไปหาลุงหมอบ่อยเหมือนเดิมที่จริงอลินชอบโรงพยาบาลเพราะลุงหมอและป้าพยาบาลใจดีและมักมีของเล่นหรือขนมอร่อยๆให้เด็กหญิงเสมอ
“ถ้างั้นฉันไปส่งเธอกับลูกก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องรีบออกไปแต่เช้า”ชยันต์เสนอเพราะรู้ว่าอีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องออกจากบ้านแต่เช้าก็เพราะสองแม่ลูกจะต้องตะลุยฝ่ารถติดไปยังที่ต่างๆซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมงที่จริงชยันต์ยินดีจะทิ้งรถไว้ให้พิญญาใช้ได้ตามสะดวกแต่หญิงสาวปฏิเสธเพราะอยากจะทำอะไรต่ออะไรด้วยตัวเองมากกว่า
เป็นอันว่าพิญญาตกลงให้ชายหนุ่มไปส่งเธอกับลูก แต่เพราะต้องตื่นเช้ามากอลินจึงงอแงแม้ว่าจะรู้ตัวอยู่ก่อนแล้วว่าต้องตื่นเช้าขนาดนี้หญิงสาวจึงต้องใช้วิญญาณของคนเป็นแม่ทำการขุดเจ้าตัวกลมขึ้นมาจากที่นอนแล้วจัดแจงแต่งตัวให้เสร็จสรรพเมื่อพิญญาเดินลงมาชั้นล่างก็พบกับความว่างเปล่าหญิงสาวไม่เห็นเงาของชยันต์ที่รับปากมั่นเหมาะว่าจะไปส่งเธอกับลูก
“แม่ขา ได้กลิ่นอะไรไหม้ๆ”อลินทำจมูกฟุดฟิดทำให้ผู้เป็นแม่หันไปดูต้นเหตุของกลิ่นซึ่งโชยฟุ้งมาจากในครัว
พอเห็นแค่นั้นพิญญาก็ใจหายวาบหรือว่าเธอลืมปิดไฟปิดแก๊สหรืออาจจะลืมว่าตั้งอะไรเอาไว้บนเตามันถึงได้มีกลิ่นไหม้โขมงแบบนี้ หญิงสาวรีบเดินไปยังห้องครัวแต่สิ่งที่เห็นก็ต้องทำให้เธอทั้งตกใจและแปลกใจไปพร้อมกันนั่นคือชยันต์กำลังพยายามทอดไข่ดาวแต่ดูสภาพของไข่สองฟองที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วน่าจะเปลี่ยนจากเรียกว่าไข่ดาวเป็นไข่ชาร์โคลมากกว่า
“นั่นคุณทำอะไรคะ”
“อ๋อ ฉันกำลังทอดไข่น่ะ ไว้ให้เธอกับลูกกินก่อนออกไปไง”
หญิงสาวชายตามองไข่ชาร์โคลนั่นอีกครั้งพลางคิดในใจว่าถ้ากินมันเข้าไปคงต้องเป็นการเพิ่มความเสี่ยงกับโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว
“แต่มันไหม้หมดแล้วนี่คะ”
“นี่ไง ฉันกำลังทอดให้ใหม่ แป๊บนึงนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกคะ ฉันต้องงดอาหารเพราะต้องเจาะเลือดเช้านี้ส่วนอลินเดี๋ยวไปซื้อข้าวกล่องที่หน้าหมู่บ้านให้กินก็ได้” เพื่อลดความเสี่ยงที่ลูกอาจต้องเป็นมะเร็งอีกคน...
ชยันต์หน้าเสียไปหน่อยหนึ่งเพราะเขาตั้งใจจะเตรียมอาหารให้กับพิญญาและลูกแท้ๆแต่กลายเป็นว่าทุกอย่างดันไหม้ไปหมด ผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยทำอาหารและไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะมายืนทำกับข้าวอยู่ในครัวแต่ที่เขายอมทำก็เพราะเผื่อว่าวันข้างหน้าเขาจะได้ดูแลอลินแทนพิญญาได้ถึงแม้เธอจะยอมอยู่กับเขาหรือไม่ก็ตามไม่ใช่ว่าชายหนุ่มรู้สึกผิดที่ทำให้เด็กหญิงเจ็บตัวเพียงเท่านั้นแต่เขารู้ว่านั่นคือหน้าที่ของคนเป็นพ่อแม้ว่าอลินจะไม่เคยเรียกเขาว่าพ่อด้วยซ้ำแต่อย่างน้อยวันนี้เขาก็ได้ทำหน้าที่โดยการพาเจ้าตัวเล็กไปส่งที่โรงเรียน
เมื่อส่งอลินที่โรงเรียนเรียบร้อยชยันต์ก็พาหญิงสาวไปโรงพยาบาลแต่เช้าอันที่จริงชายหนุ่มไม่เข้าใจนักว่าทำไมพิญญาต้องมาแต่เช้าขนาดนี้เพราะโรงพยาบาลก็เปิดทั้งวันแต่พอเขาเลี้ยวรถเข้ามาด้านหน้าตึกเท่านั้น ผู้คนจำนวนมหาศาลที่มารอพบหมอบ้างมาเตรียมเจาะเลือดหรือเอ็กซ์เรย์บ้างแต่ก็มีอีกหลายคนที่มาโรงพยาบาลด้วยเหตุผลที่หลากหลายจนทำให้ผู้คนหนาแน่นในแบบที่ชยันต์ไม่เคยเห็นมาก่อนชายหนุ่มไม่เคยต้องมาเบียดเสียดกับคนจำนวนมากเพราะเขามีเงินมาพอที่จะซื้อความสะดวกสบายที่โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำผิดกับพิญญาที่พอใจจะรักษาที่โรงพยาบาลนี้แม้ว่าจะต้องใช้เวลาทั้งวันเพื่อพบหมอหรือทำการรักษา