องก์ 1 ตอนที่ 1 ถอดรองเท้าให้ข้า (1)
องก์ 1 ภักดีจนวันตาย
ตอนที่ 1 ถอดรองเท้าให้ข้า
ในสวนดอกไม้ด้านหลังจวนซู่ชิงอ๋อง สายลมโชยชื่นพัดผ่านใบหน้า หลิวเขียวแผ่ร่มเงา บุปผชาติดอกใหญ่สดสวยจับใจคนต่างประชันความงาม นับเป็ยามดีในการชมดอกไม้อย่างแท้จริง
ซู่ชิงอ๋องจิ้งเยี่ยที่เพิ่งฟื้นฟูจากอาการป่วยเรื้อรังกลับไม่สนว่าเป็เวลาใด แม้ต้นไม้จะโล้นเลี่ยนไร้ใบ เกรงว่าเขาก็ยังยินดีชมดูต้นไม้ พิศมองทิวทัศน์อยู่ในเรือนแห่งนี้ทั้งวัน
นับแต่ท่านอ๋องสลบไปหนึ่งปีครึ่งจนฟื้นขึ้นมา เ้าตัวก็เงียบขรึมลงมาก ทั้งวันชอบชมดอกไม้ ทิวทัศน์และรับสายลมเย็นๆ ในสวนบุปผาด้านหลัง แท้จริงแล้วเขาดูชมอะไรกันแน่ เกรงว่ามีเพียงเ้าตัวเท่านั้นที่รู้
ทุกคนคิดว่าซู่ชิงอ๋องใกลัวเพราะถูกลอบสังหารเมื่อสองปีก่อน จนทิ้งเงามืดไว้ในใจ กลายเป็คนโง่งมไปแล้ว กลับไม่รู้เลยว่าในหัวเ้านายผู้เงียบขรึมนี้ ความจริงแล้วกำลังวางแผนเื่สำคัญสามประการ รวมถึงเื่สำคัญอย่างการตามหาคน
จิ้งเยี่ยส่งสัญญาณให้หลินถงเด็กรับใช้คนสนิทข้างกายออกแรงพัดอีกหน่อย ความจริงอากาศไม่ร้อน ตัวเขาเองก็ชอบความเย็นสบายของสายลมที่พัดมา ขณะนั่งอยู่ข้างศาลาพักร้อนก็ยื่นมือไปนอกราวกั้น แล้วช้อนปลาในสระด้านล่าง กระแสน้ำเย็นชื่นไหลผ่านฝ่ามือชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่ง
หลินถงทำตามคำสั่ง ออกแรงพัดยกใหญ่จนศีรษะชุ่มเหงื่อ พอเห็นเ้านายเอียงกายไปนอกราวกั้นเกือบครึ่งตัวก็ใกลัวจนหลั่งเหงื่อเย็น จึงพุ่งไปข้างหน้าหนึ่งก้าวอย่างลนลาน กลับถูกอีกฝ่ายจ้องมาด้วยสายตาดุดัน ทั้งตัวคนพลันไร้เรี่ยวแรง ยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
จิ้งเยี่ยกวาดมองรอบด้านแวบหนึ่งอย่างสบายอารมณ์ ครั้นแล้วริมฝีปากบางพลันขยับโค้ง ดวงหน้าหล่อเหลาเผยยิ้มเสน่หา จับจ้องหลิวหนาทึบต้นหนึ่งที่อยู่ฝั่งตรงข้ามศาลา เขาแกว่งตัวไปมาอยู่นอกราวกั้น ก่อนจะลื่นไถล ศีรษะจุ่มลงในสระน้ำสีมรกต
กระแสลมหนักอึ้งยิ่งกว่าสายลมเย็นเล็กน้อยพัดผ่านข้างหู แขนทรงพลังรัดเอวจิ้งเยี่ยไว้แน่น แต่มิทำให้เขาไม่สบายตัวแต่อย่างใด ร่างทะยานขึ้นไปกลางอากาศ ะโข้ามผิวน้ำแล้วหยุดลงบนสะพานกลางทะเลสาบอย่างมั่นคง
ชั่วขณะที่วงแขนแกร่งปล่อยตัวจิ้งเยี่ย เ้าตัวก็ถอยหลังไปสองก้าว คุกเข่าข้างหนึ่งแล้วก้มหน้าพูด “ผู้น้อยล่วงเกิน ท่านอ๋องโปรดลงโทษ”
จิ้งเยี่ยยืนพิงเสาหินข้างสะพาน มองคนตรงหน้าอย่างเกียจคร้าน ร่างแข็งแรงกำยำของอีกฝ่ายอยู่ในชุดรัดรูปสีดำ ใบหน้าบดบังด้วยผ้าคลุมดำโปร่งบางพลิ้วไหว เขาเอ่ยถามเสียงเรียบ “เป็องครักษ์เงา องครักษ์ลับ หรือนักรบกล้าตาย”
ชายหนุ่มเอ่ยอย่างไม่ลังเล “องครักษ์ลับขอรับ” คำตอบนั้นเฉียบขาด ดังกังวานและทรงพลัง
“ชื่อ” ดวงตาจิ้งเยี่ยวาบประกาย มีสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เคลื่อนกายไปทางคนผู้นั้นหลายก้าว ทันใดนั้นก็ยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบไหล่อีกฝ่าย บุรุษที่คุกเข่ากลับไม่ขยับเขยื้อนสักนิด ถึงขั้นไม่แปลกใจแม้แต่น้อย เพียงตอบอย่างสงบ “อ้านจิ่ว”
จิ้งเยี่ยหัวเราะอย่างนึกสนุก ทั้งยังเพิ่มแรงที่ขา ใช้จุดศูนย์ถ่วงของลำตัวกดลงไป อ้านจิ่วยังคงคุกเข่าเงียบๆ กล้ามเนื้อเกร็งแน่น ไหล่ที่ค้ำฝ่าเท้าท่านอ๋องมั่นคงดุจหินแกร่ง
ซู่ชิงอ๋องยิ้มมากขึ้นคล้ายพอใจอย่างยิ่ง เท้าที่เหยียบบนไหล่อ้านจิ่วค่อยๆ เลื่อนไปที่คาง กระดกปลายเท้าเพื่อให้คนผู้นั้นเงยศีรษะ ใบหน้าคลุมผ้าโปร่งดำมองรูปลักษณ์ไม่ชัดเจน เห็นเพียงดวงตาซึ่งหลุบลงภายใต้ผืนผ้านั้นรางๆ ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
เขาเลื่อนปลายเท้าลงมายังชายผ้าคลุมหน้าใต้ลำคออ้านจิ่ว ทว่ารองเท้าปักลายัสี่กรงเล็บมีส่วนปลายหนาเกินไปหน่อย จึงไม่อาจสอดเข้าใต้ผ้าคลุมหน้าอีกฝ่ายได้ ั์ตาสีหมึกของจิ้งเยี่ยเป็ประกาย ยื่นเท้าไปเบื้องหน้าอ้านจิ่วแล้้วเอ่ย “ถอดรองเท้าให้ข้า”
องครักษ์ลับผู้นั้นยื่นสองมือออกมาด้วยความนอบน้อม กุมพื้นรองเท้าไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับส่วนหลังไว้ ก่อนใช้แรงที่พอเหมาะดันไปข้างหน้า ถอดรองเท้าลายัสี่กรงเล็บของเ้านายออก
เท้าที่ห่อหุ้มผ้าไหมสีขาวขยับไปวางบนไหล่อ้านจิ่วอีกครั้ง ปลายเท้าอุ่นร้อนถูไถบริเวณลำคอเขา ราวกับงูน้ำมุดลงในช่องว่างระหว่างปลายคางกับผ้าคลุมหน้าชายหนุ่ม ก่อนยกขึ้นทีละน้อย
ั้แ่ต้นจนจบอ้านจิ่วมีสีหน้าไร้อารมณ์ ตามองตรง ถึงขั้นไม่กะพริบด้วยซ้ำ
จิ้งเยี่ยมิได้ถอดผ้าคลุมหน้าอีกฝ่ายออกในทันที เพียงใช้ปลายเท้าไล้โครงหน้าอ้านจิ่วภายใต้ผ้าโปร่งสีดำ
“นายท่าน!” เสียงเรียกด้วยความกระวนกระวายดังมาจากที่ไกลๆ หลินถงวิ่งจากศาลาพักร้อนมาทางสะพานอย่างล้มลุกคลุกคลานด้วยความเป็ห่วงเ้านาย ขาเขาจึงอ่อนแรง ยิ่งรีบร้อนกลับวิ่งได้ไม่เร็ว
ซู่ชิงอ๋องมองไปทางเงาร่างคนที่เคลื่อนมาทางเขาอย่างโซซัดโซเซแล้วหัวเราะ รู้สึกว่าเท้าตนถูกมืออันทรงพลังคู่หนึ่งจับไว้ ชั่วพริบตารองเท้าลายงูเหลือมก็ถูกสวมเข้ามา ขณะวางเท้าลงบนพื้นเบาๆ น้ำเสียงที่สงบเยือกเย็นพลันดังขึ้น “ผู้น้อยล่วงเกินแล้ว”
จิ้งเยี่ยยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น อ้านจิ่วที่อยู่ตรงหน้าก็เร้นกายหายวับไปในพริบตา ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน ขณะเดียวกันหลินถงได้มาถึงตรงหน้าเขาแล้วคุกเข่าดังปึก ก่อนจะร้องไห้ฟูมฟาย “นายท่านโปรดอภัย บ่าวไม่ได้ปรนนิบัติท่านให้ดี นายท่านไม่เป็ไรกระมัง”
ั์ดำขลับลึกล้ำกวาดมองไปรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็ป่าทึบทั้งสองฝั่งของสะพาน ทะเลสาบอันสงบนิ่งใต้สะพาน ตลอดจนผืนฟ้าครามเหนือศีรษะ จิ้งเยี่ยครุ่นคิดอย่างไม่ลดละ อ้านจิ่วบุรุษร่างใหญ่ตัวเป็ๆ ผู้นี้มุดลงดินเหาะขึ้นฟ้า[1] หายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตาได้อย่างไร
เชิงอรรถ
^ มุดลงดินเหาะขึ้นฟ้า เป็นการอุปมาถึงคนที่มีความสามารถมาก