เช้าวันต่อมาโจวหยางหมิงและเย่วชิงได้เดินทางไปเยือนที่ค่ายทหารพยัคฆ์ทมิฬอีกครั้งทั้งที่พึ่งผ่านมาไม่กี่วันเท่านั้นก็มีเหตุให้ต้องกลับมาอีก เรื่องโรคระบาดเป็นเรื่องใหญ่และเร่งด่วนไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้นานโจวหยางหมิงคิดว่าเขาจะต้องจัดการทุกอย่างให้เสร็จเรียบร้อยภายในสองวันนี้หากช้ากว่านี้กลัวว่าจะไม่ทันการชาวบ้านที่นั่นอาจจะทนรอจนพวกเขาเดินทางไปถึงไม่ไหว
ก่อนมาเขาก็ได้สั่งให้คนไปเตรียมสมุนไพรไว้ให้มากที่สุดรวมทั้งไปกวาดซื้อสมุนไพรที่ร้านยาภายในเมืองหลวงมาเพิ่มเขาไม่รู้ว่าสมุนไพรตัวไหนบ้างที่จะสามารถรักษาโรคที่กำลังระบาดอยู่ตอนนี้ได้ และการนำสมุนไพรไปเยอะก็ไม่เสียหายอะไรมันอาจจะช่วยผ่อนหนักให้เบาลงได้หรือบางทีอาจจะมีสมุนไพรบางตัวที่สามารถรักษาอยู่ในนั้นก็เป็นได้
การเดินทางไปยังหมู่บ้านที่มีโรคระบาดก็ต้องใช้คนดังนั้นเขาจึงมาที่ค่ายทหาร เพื่อเลือกทหารฝีมือดีติดตามไปด้วยจำนวนหนึ่ง ไว้ใช้งานสำหรับคอยคุ้มกันหมอและรถบรรทุกที่ขนข้าวของเครื่องใช้ที่จะนำไปรักษาผู้ป่วย
ซึ่งส่วนมากจะเป็นสมุนไพรและยารักษาโรคที่มีค่าทำให้ระหว่างทางอาจจะมีโจรมาดักปล้นได้การมีทหารมาคุ้มกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
โดยการคัดเลือกทหารในครั้งนี้จะเลือกจากทหารไม่มีครอบครัวเท่านั้นจะได้ไม่ต้องรู้สึกห่วงคนข้างหลังเพราะการเดินทางในครั้งนี้ไม่สามารถรับประกันชีวิตได้ว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือไม่โจวหยางหมิงจึงไม่อยากนำคนที่มีครอบครัวไปด้วยหากเป็นอะไรขึ้นมาคนในครอบครัวจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกับการสูญเสีย
แม้ใจจริงเขาก็ไม่อยากจะต้องสูญเสียใครไปทั้งนั้นอยากจะให้เป็นเพียงการไปช่วยชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น เมื่อช่วยเสร็จแล้วก็เดินทางกลับ
“ ตอนนี้มีชาวบ้านกำลังทุกข์ทรมานจากโรคระบาด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าคือโรคอะไร สามารถรักษาได้หรือไม่” เกริ่นคร่าว ๆ ถึงสถานการณ์ที่จะต้องไปเผชิญ
“ ข้าจะไม่บังคับพวกเจ้า หากใครอยากไปกับข้าก็ขอให้ก้าวออกมาข้างหน้า ”โจวหยางหมิงเอ่ยเสียงเรียบ
ตอนนี้ทหารทุกนายมายืนรวมตัวกันที่ลานกว้างอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยรวมไปถึงท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ยและท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิวที่อยู่ในนั้นด้วยพวกเขาทั้งหมดได้ทราบเรื่องที่องค์รัชทายาทมาในครั้งนี้แล้วหลังจากที่ได้ฟังทหารทุกนายก็ยินดีที่จะติดตามองค์รัชทายาทไปยังหมู่บ้านที่มีโรคระบาด
พวกเขาเป็นทหารไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัวแม้ว่าเวลาอยู่ในสนามรบยืนประชันต่อหน้าศัตรูก็ไม่เกรงกลัวจะสู้จนตัวตายไม่เคยขี้ขลาดการเป็นทหารเรื่องตายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเตรียมใจไว้อยู่แล้วก่อนจะมาเป็นทหารครั้งนี้ก็เช่นกันพวกเขายินดีที่จะไปไม่ว่าเส้นทางข้างหน้านั้นจะต้องพบเจอกับอะไรก็ไม่เคยหวั่นไหว
“ ถึงกระหม่อมจะมีครอบครัว แต่ก็จะขอตามองค์รัชทายาทไปด้วยพะยะค่ะ ”
“ กระหม่อมด้วยพะยะค่ะ ”
ทหารหลายนายที่มีครอบครัวและไม่มีครอบครัวต่างส่งเสียงตะโกนออกมาอย่างพร้อมใจกัน
โจวหยางหมิงไม่ได้คาดหวังเขาเตรียมใจไว้อยู่แล้วหากมีทหารที่ไม่ประสงค์จะร่วมเดินทางไปกับเขาก็ไม่ถือโทษโกรธเคืองแต่อย่างใด ในทางกลับกันเขายินดีเสียด้วยซ้ำที่พวกเขาได้มีชีวิตอยู่กับครอบครัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา
เมื่อสายตาคู่คมกวาดสายตามองเหล่าทหารด้านหน้ารู้สึกพอใจเป็นอย่างมากแต่เขาตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกคนที่ไม่มีครอบครัวเท่านั้น
“ เหล่าทหารกล้าทั้งหลายข้าในนามขององค์รัชทายาทต้องขอบใจพวกเจ้าทุกคนเป็นอย่างมากที่พวกเจ้ามีใจอยากจะไปช่วยผู้ประสบภัยแต่ข้ายังยึดมั่นในคำพูดเดิมข้าต้องการคนที่ไม่มีครอบครัวเท่านั้นที่สามารถร่วมเดินทางครั้งนี้ได้”
เมื่อทหารได้ยินองค์รัชทายาทเอ่ยเช่นนั้นก็ไม่สามารถขัดได้แม้ในใจตนเองอยากจะตามไปด้วยก็เถอะส่วนคนที่ไม่มีครอบครัวที่อยากจะไปก็เริ่มก้าวออกมาจากแถวแล้วเดินมาข้างหน้า
“ กระหม่อมสองคนก็ขอติดตามองค์รัชทายาทไปด้วยพะยะค่ะ ”ท่านแม่ทัพหยางหานเจี้ยเดินมาข้างหน้าพร้อมกับท่านรองแม่ทัพจ้าวเซี่ยหลิว
“ ถ้าพวกเจ้าไปแล้ว ใครจะดูแลเมืองหลวงระหว่างที่ข้าไม่อยู่เล่า ”
ที่โจวหยางหมิงเอ่ยนั้นมีเหตุผลเมืองหลวงจะขาดท่านแม่ทัพกับท่านรองไม่ทัพไปทั้งสองคนไม่ได้ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาแล้วผู้ใดจะมาบัญชาการทหารแทนเรื่องนี้เขาไม่เห็นด้วย แม้จะรู้ว่าทั้งสองอยากจะไปกับเขาจริง ๆ
เย่วชิงเองไม่คิดว่าชายหนุ่มทั้งสองคนจะอาสาไปด้วยอย่างไม่ลังเลเพราะโจวหยางหมิงบอกว่าจะเอาแต่ทหารไป แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ก็ทั้งสามคนเป็นสหายกันหากเกิดเรื่องเดือดร้อนก็ต้องช่วยกันอยู่แล้ว
“ กระหม่อมต้องไปคุ้มครองพระองค์กับพระชายา ”
“ ข้ามีองครักษ์ติดตามไปด้วยอยู่แล้ว พวกเจ้าไม่ต้องกังวล ”ที่บอกว่าไปคุ้มกันเขาเป็นเพียงข้ออ้างที่อีกฝ่ายยกขึ้นมาเท่านั้น
“ แต่…ถ้าพระองค์ไม่ให้พวกกระหม่อมไปทั้งสองคน เช่นนั้นก็ทรงเลือกคนใดคนหนึ่งไปเถอะพะยะค่ะ” จ้าวเซี่ยหลิวมองด้วยสายตาเชิงขอร้อง
“ ก็ได้ ” โจวหยางหมิงได้แต่ถอนหายใจกับความดื้อรั้นของทั้งสองคนที่เป็นทั้งลูกน้องและสหายไปพร้อมกันเขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงจึงไม่อยากขัด ไปคนเดียวก็ยังดีกว่าให้ไปกันหมดทั้งสองคน
“ จ้าวเซี่ยหลิวเจ้าไปกับข้า ”
“ พะยะค่ะ ”
“ ส่วนหยางหานเจี้ยเจ้าเป็นแม่ทัพ เมืองหลวงขาดเจ้าไปไม่ได้ที่นี่ต้องมีคนคอยบัญชาการทหาร หากมีข่าวอะไรข้าจะรีบส่งข่าวมาให้ทราบ ”
“ พะยะค่ะ ”
ทหารที่ออกมามีทั้งหมดสองร้อยกว่านายแต่โจวหยาง หมิงต้องการเพียงแค่ร้อยนายเท่านั้นเพราะหากพาไปเยอะการเดินทางก็จะยิ่งล้าช้า ทหารร้อยนายถือว่าเพียงพอแล้ว
นี่ยังไม่รวมหมอผู้ช่วยหมอและคนอื่น ๆ อีก ดังนั้นเขาจึงคัดแต่คนที่มีหน่วยก้านดี ร่างกายกำยำไป
“ เตรียมตัวเองให้พร้อม รุ่งเช้าของวันมะรืนพวกเราจะออกเดินทาง ”
“ พะยะค่ะ ”
ทหารเดินขนหีบที่บรรจุสมุนไพรล้ำค่ามากมายไปวางเรียงกันในเกวียนขนของหลายคนรถและเหล่ากำนัลก็ต่างยุ่งอยู่กับการเตรียมเครื่องใช้อาหารแห้งไว้สำหรับทานระหว่างเดินทาง
เรื่องที่เกิดขึ้นค่อยข้างฉุกละหุกทำให้ทุกคนต้องเร่งรีบทำงานให้เสร็จทันกับเวลาวังหลวงจึงวุ่นวายกว่าวันก่อน ๆ เดินไปทางไหนก็จะเห็นแต่ทหารและนางกำนัลที่เดินสวนกันไปมาอยู่ตามทางเดินให้วุ่น
เย่วชิงเองก็ต้องเตรียมตัวด้วยเช่นกันเขานำชุดที่จะเปลี่ยนไปด้วยประมาณสี่ห้าชุด โดยเลือกที่ทะมัดทะแมงสีเข้ม ๆแทนชุดที่มีสีสันสดใสไม่รู้ว่าอากาศที่นั่นจะเป็นอย่างไรหนาวหรือว่าร้อน เลยเลือกชุดที่หนากับชุดที่บางๆ มาอย่างละตัวเผื่อไว้ ส่วนอีกสามตัวก็เป็นชุดปกติ
เมื่อจัดของตัวเองเสร็จแล้วเขาเห็นว่าโจวหยางหมิงก็ยังไม่ได้เตรียมบอกว่าเดี๋ยวพวกขันทีก็เตรียมไว้ให้เอง แต่เขาเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องยากอะไรตอนนี้เขาก็จัดของตัวเองอยู่พอดี จึงอาสาทำให้ร่างสูงด้วย อีกคนก็ไม่ว่าอะไร
สายตาคมนั่งมองร่างบางที่กำลังจัดผ้าให้เขาอย่างอ่อนโยนความจริงงานพวกนี้เย่วชิงไม่จำเป็นต้องลงมือทำเองด้วยซ้ำสามารถออกคำสั่งให้ใครทำก็ได้ การกระทำของร่างบางทำให้รู้สึกอบอุ่นภายในใจอย่างบอกไม่ถูก
“ อ่า เสร็จแล้ว ” นัยน์ตาสีน้ำเงินสั่นระริกมองมายังที่ร่างสูงราวกับว่ากำลังรอคำชมจากอีกฝ่ายอยู่โจวหยางหมิงยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยออกมา
“ ขอบคุณมาก มีเจ้าอยู่ช่วยข้าไว้ได้เยอะจริง ๆ ”
“ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ” ยกมือเกาแก้มเขิน ๆ
ช่วยเยอะอะไรกันเล่ามันไม่ใช่งานที่ต้องออกแรงมากสักหน่อยอีกอย่างเขาก็อยากจะแบ่งเบาภาระของโจวหยางหมิง สองวันที่ผ่านมาเขาเห็นอีกฝ่ายไม่ค่อยได้พักผ่อนเลยเรื่องอะไรที่ช่วยได้เขาก็อยากจะช่วยแม้มันจะเป็นเรื่องเล็กก็ตาม
“ อีกหน่อยข้าคงต้องรบกวนเจ้าปล่อย ๆ เสียแล้ว ”
“ ข้าช่วยท่านแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้นแหละครั้งหน้าท่านก็ให้คนอื่นทำไปสิ ”
“ แต่ข้าอยากให้ภรรยาของข้าเป็นคนทำมากกว่า ”เรื่องอะไรเขาจะให้คนอื่นมายุ่งกับข้าวของส่วนตัวของเขาด้วย ในเมื่อตอนนี้มีภรรยาอยู่ข้างกายคอยทำให้ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนจะมีขันทีคอยทำให้ก็เถอะ
“ ข ข้าหิวแล้ว ”ดวงตากลมหลุกหลิกมองซ้ายที่ขวาทีราวกับกระต่ายตัวน้อยที่ตื่นกระหนกหาทางหนีตอนเจอศัตรู
ใช่แล้วเย่วชิงอยากจะมุดดินหนีเข้าไปในโพรงกระต่ายแล้วขุดดินกลบทางเข้าออกจะได้ไม่มีใครหาเจอจะได้ไม่ต้องเจอหน้าร่างสูงสักพัก
ก็ดูสายตาแพรวพราวที่จ้องมาที่เขาสิเป็นใครจะทนไหว น้ำเสียงอ่อนหวานกับคำเรียกที่ว่าเขาเป็นภรรยานั้นอีก ยังไม่ได้แต่งงานกันเลยนะทำไมชอบพูดจังคำนี้เนี้ย ไม่คิดว่าพอเข้าหอจริง ๆ แล้วตัวเองจะกลายเป็นภรรยาแล้วเขาเป็นสามีบ้างหรือไง
ไม่เคยได้ยินหรือที่เขาบอกว่าส่วนสูงไม่มีปัญหากับแนวราบ ถึงเขาจะตัวเล็กกว่าก็ไม่แน่ว่าจะเป็นผ่านคุมเกมส์อยู่บนด้านบนก็ได้ถึงตอนนั้นเขาจะได้เห็นโจวหยางหมิงนอนครางอยู่ใต้ร่างร้องอ้อนวอนขอชีวิตจากเขาก็ได้หุหุ
“ ยิ้มอะไร ”
“ อ่ะ เปล่า ”
ร่างบางยกมือปัดกันเป็นพัลวันแถมใบหน้าก็มีสีแดงเล็กน้อย ดูก็รู้ว่ามีพิรุธโจวหยางหมิงเห็นเย่วชิงทำหน้าตาประหลาด ไม่รู้ว่าคิดอะไรแต่ในเมื่ออีกคนไม่อยากบอกเขาก็ไม่ถาม
“ เจ้าบอกว่าหิวไม่ใช่หรือ ”
“ อ๋อ ใช่ ๆ ข้าหิวมาก ๆ ”
“อืมงั้นเราไปกันเถอะ ตอนนี้ก็ใกล้ถึงเวลาอาหารของเสด็จพ่อกับเสด็จแม่แล้ว ”
พรุ่งนี้พวกเขาต้องออกเดินทางจากวังหลวงแล้วไม่รู้ว่าจะไปนานกี่วันคงจะคิดถึงที่นี่มากแน่ ๆ
โจวหยางหมิงกับเขาเลยคิดว่าเย็นนี้จะไปร่วมทานอาหารกับฮ่องเต้และฮองเฮาก่อนไปแล้วก็ยังมีองค์ชายสองโจวหยางหลิง องค์ชายสามโจวหยางเหวินรวมไปถึงองค์หญิงแฝดอย่างหนิงอ้ายและหนิงอันที่มากันครบ
พวกเรานั่งทานกันอย่างมีความสุขคิดถึงเมื่อก่อนเขาไม่ค่อยได้มีเวลาทานพร้อมหน้าทั้งครอบครัวมากนักพอมองไปที่สีหน้าแต่ละมีรอยยิ้มติดอยู่ เย่วชิงมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกบางครั้งก็หลุดหัวเราะยามที่องค์ชายสามโจวหยางเหวินเล่าเรื่องตลก ๆ ให้ฟังเรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคนขนาดโจวหยางหมิงที่ไม่ค่อยยิ้มยังยิ้มนิด ๆ เลย
“ เย่วชิงเจ้าจะไม่คิดจะอยู่ที่วังหลวงกับแม่จริง ๆ หรือ ”
ฮองเฮาถามเย่วชิงไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่แล้วตั้งแต่ที่รู้เรื่องว่าเขาจะติดตามโจวหยางหมิงไปช่วยชาวบ้านพยายามหว่านล้อมไม่ให้เขาไป เย่วชิงมองหน้าร่างสูงที่นั่งข้างกายก่อนจะหันไปตอบฮองเฮาโจวหนิงเฟิ่งด้วยคำตอบเดิม
“ กระหม่อมไม่คิดเปลี่ยนใจพะยะค่ะ ”
“ เห้อ แม่คงจะห้ามเจ้าไม่ได้สินะ ”
ร่างบางไม่เอ่ยตอบเพียงแต่ส่งยิ้มบาง ๆ ให้เท่านั้น ไม่ว่าใครจะพูดยังไงเขาก็จะไปไม่มีทางที่จะปล่อยให้ร่างสูงไปลำบากคนเดียวหรอกพวกเราจะต้องผ่านไปด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
“ พวกข้าสองคนก็อยากตามเสด็จพี่ไปด้วยนะ แต่เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ไม่อนุญาต ”องค์ชายสามโจวหยางเหวินเอ่ย
ใครจะอยากให้ลูกตัวเองไปเจอกับอันตรายแค่คนเดียวก็เป็นห่วงมากพอแล้ว ยังจะให้คนอื่นตามไปอีก หัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่คงรับไม่ไว้
“ ไปเที่ยวซนล่ะไม่ว่า พวกเจ้าน่ะอยู่วังหลวงยังมีประโยชน์เสียกว่าไปแล้วก็ไปเป็นภาระของพี่เจ้า “ ฮองเฮาเอ่ยสองคนนี้อยู่ที่ไหนก็เกิดเรื่องทุกทีองค์ชายสองไม่เท่าไหร่ยังมีความเป็นผู้ใหญ่บ้าง แต่องค์ชายสามนี้สิเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโตชอบชวนพี่น้องคนอื่นเสียคนอยู่เรื่อง
“ โธ่ เสด็จแม่ เรื่องแบบนี้ใครเขาจะคิดไปเที่ยวเล่นกัน ”
“ หึ ไม่ไปน่ะดีแล้ว จะได้มาช่วยทำงานแทนพี่ของเจ้าในระหว่างที่ไม่อยู่เข้าใจหรือไม่ ”
“ พะยะค่ะ เสด็จพ่อ ”
“ แล้วนี่เตรียมของไปครบหมดแล้วใช่หรือไม่ ต้องตรวจสอบให้ดี ๆ นะอย่าให้ขาดเหลือมีปัญหาระหว่างทางได้”
“ เสด็จแม่ไม่ต้องเป็นห่วง ลูกไปตรวจสอบด้วยตัวเองไม่ผิดพลาดแน่นอน ”
“ อือ เช่นนั้นก็ดี แม่ขอให้พวกเจ้าเดินทางปลอดภัยแล้วก็องค์รัชทายาทเจ้าต้องดูแลน้องให้ดี ๆ อย่าปล่อยให้น้องได้รับบาดเด็ดขาด ”ฮ่องเฮากำชับเสียงเข้ม
“ พะยะค่ะ ” เรื่องนี้ถึงไม่บอกเขาก็ยินดีทำอยู่แล้ว