มู่หรงเซียวและหยางเสวี่ยเฟยจำใจเดินกลับไปที่จวนสกุลหยาง พอมาถึงก็เห็นได้ว่าภายในมีการประดับตกแต่งด้วยผ้าสีแดงอย่างเร่งรีบ ขันที นางกำนัล สาวใช้วิ่งวุ่นทำทุกอย่างตามคำสั่งโดยไม่รีรอ ทั้งยังไม่เน้นเชิญแเื่มาร่วมงานจึงมีเพียงเซี่ยหลานเฟิง เมิ่งเซียง เสิ่นจื้อเหลียงและหยางเสวี่ยฮวายืนอยู่ในจวนด้วยความงุนงง
“ท่านพี่ เกิดเื่ใดขึ้นหรือเ้าคะ” นางรู้ว่าพี่ชายได้รับสมรสพระราชทานแต่ไม่คิดว่าฤกษ์งามยามดีที่ว่าจะเร็วถึงเพียงนี้ ทั้งยังลัดขั้นตอนต่าง ๆ ราวกับกลัวว่าจะไม่ทันการเสียอย่างนั้น
“คุณหนู ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่เ้าคะ” เมิ่งเซียงวิ่งมาหาเ้านายของตนเอง “ถูกลงโทษหรือเ้าคะ”
มู่หรงเซียวพยักหน้าน้อย ๆ ไม่กล้ามองคนข้างกายที่กำลังเดือดปุด ๆ เพราะถูกบังคับแต่งงาน ต่างฝ่ายต่างโดนแยกไปเปลี่ยนชุดแต่งกาย สวมเครื่องประดับ ทำทุกอย่างเหมือนงานแต่งปกติ
“เชิญเ้าบ่าวเ้าสาวคำนับฟ้าดิน” เสียงของขันทีเอ่ยขึ้นท่ามกลางความวุ่นวายในจวน
หยางเสวี่ยเฟยถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วคำนับฟ้าดินตามขั้นตอนจนกระทั่งถึง่เวลาสุดท้ายที่ต้องเข้าห้องหอ
“เดี๋ยวก่อน!” เ้าสาวมือใหม่รีบถอยหนีทันทีเพราะไม่ทันได้เตรียมใจพลางลองหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นสองสามครั้งเพราะอยากรู้ว่าเหตุการณ์่เข้าห้องหอจะสามารถข้ามฉากไปได้หรือไม่แต่กลับเห็นเพียงใบหน้าบูดบึ้งของหยางเสวี่ยเฟยแทนที่
“เข้าห้องหอ!” ขันทีโพล่งออกมา ท่าทางจริงจังพร้อมรายงานฮ่องเต้หากมีใครคิดหลบหนี
“ข้ารู้แล้วเ้าค่ะ แต่ว่าพวกท่านยังไม่กลับไปอีกหรือ” นางเอ่ยถามเพราะขันทีและนางกำนัลทุกคนยังยืนอยู่ที่เดิม
“ฝ่าามีรับสั่งให้ติดตามทุกขั้นตอนจนกว่ารุ่งสาง คุณหนูสกุลมู่อย่าเอ่ยสิ่งใดอีกเลย รีบเข้าห้องหอโดยเร็วเถิด” รอยยิ้มมุมปากทำเอาหญิงสาวขนลุกเพราะนั่นหมายความว่าพวกเขาจะอยู่เฝ้าดูเื่ราวของนางกับรองแม่ทัพหยางทั้งคืน ดวงตาสีทับทิมจ้องคนข้างกายคิดว่าเขาจะเอ่ยคำใดบ้างแต่เหมือนไม่เป็เช่นนั้น
“รองแม่ทัพไม่คิดคัดค้านหรือเ้าคะ ตอนที่ทำ… ระ… เื่นั้น เ้าไม่อายหรือ”
“หากเ้าปริปากพูดมากกว่านี้ข้าเกรงว่าพวกเขาจะไม่รออยู่นอกเรือนแต่จะเข้ามานั่งอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืน เ้าอยากให้เป็เช่นนั้นหรือ” หยางเสวี่ยเฟยถามขึ้น แววตาราวกับสะกดความรู้สึกของตัวเอง
“ตะ… ต้องทำจริงหรือ”
“ไม่ใช่แค่ต้องทำ ต้องมีบุตรสืบทอดสกุลหยางด้วย” ขันทีเอ่ยเพิ่มเติม ย้ำคำสั่งของฮ่องเต้ไม่มีผิดเพี้ยน
“ไม่นะ!!!” มู่หรงเซียวเข่าอ่อน ทรุดตัวลงกับพื้น ครุ่นคิดหาทางหนีจะไม่ยอมเข้าห้องหอในคืนนี้อย่างเด็ดขาด
ทว่า จู่ ๆ ร่างบางกลับถูกหยางเสวี่ยเฟยอุ้มขึ้นมา สีหน้าเหมือนบ่งบอกว่าอย่าทำเื่ยุ่งยากไปมากกว่านี้เพราะหากทำฮ่องเต้กริ้วเมื่อใดไม่ใช่แค่สกุลมู่จะโดนโทษปะา สกุลหยางเองก็คงไม่รอดเช่นกัน
เมื่อได้เข้ามาในห้องหอเรียบร้อยแล้ว หยางเสวี่ยเฟยอดใจไม่ได้โพล่งออกมาว่า “ไหนเ้าบอกว่าไม่สนใจข้าแล้วอย่างไรเล่า เ้ารบเร้าแม่ทัพใหญ่ทูลขอสมรสพระราชทานใช่หรือไม่ ปากว่าตาขยิบ เ้าเล่ห์เพทุบายไม่มีใครเกิน”
มู่หรงเซียวได้แต่คิดในใจ บทพระรองอย่างเขาต้องงี่เง่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ เอาแต่เข้าใจข้าผิดอยู่ได้ เื่ที่ข้าทำ ข้าไม่ยอมรับก็จริงเพราะไม่ใช่เื่คอขาดบาดตายเสียหน่อย ส่วนเื่ที่ข้าไม่ได้ทำ เฮ้อ… ถึงอย่างไรก็รังเกียจข้าอยู่แล้ว มู่หรงเซียวเอ๋ย... ข้าขอโทษที่ไม่สามารถพาเ้าออกจากวังวนนี้ได้ แต่เวลานี้ข้าเวทนาตัวเองหรือเกิน เ้าสลับสับเปลี่ยนข้ามฉากห้องหอให้ข้าได้หรือไม่
“ข้าเคยบอกว่าข้าตัดใจจากเ้าแล้ว ข้าจะไปขอสมรสพระราชทานทำไมกัน”
“เื่มาถึงขั้นนี้แล้วยังกล้าเถียงข้าอีกหรือ หากไม่ใช่เพราะเ้า ฝ่าาไม่มีทางตัดสินพระทัยเช่นนี้หรอก” หยางเสวี่ยเฟยมั่นใจว่าเื่ทุกอย่างเป็เพราะคนตรงหน้า
มู่หรงเซียวนึกถึงเหตุการณ์ในนิยายที่เดิมทีแม่ทัพใหญ่อยากให้บุตรสาวสมหวังในความรักจึงทูลขอสมรสพระราชทานกับฮ่องเต้โดยอ้างความดีความชอบ เ้าแผ่นดินเห็นว่าเป็ช่องทางดีที่จะส่งคนของตัวเองเข้าไปแฝงตัวในสกุลมู่คอยตรวจสอบความจงรักภักดีของพวกเขาจึงยอมให้มีงานมงคลเกิดขึ้น
หยางเสวี่ยเฟยที่ได้รับพระราชโองการโดยไม่ทันตั้งตัวจึงไม่สบอารมณ์มู่หรงเซียวหากแต่ขัดพระทัยผู้มีพระคุณไม่ได้จึงยอมเข้าห้องหอกับนางในคืนแรกด้วยความโกรธเคือง ลีลาบนเตียงรุนแรงราวกับ้าระบายความอึดอัดใจ
เ้าสาวอย่างนางเห็นเป็เช่นนั้น แม้จะเ็ปที่เขาไม่ทะนุถนอมแต่ก็โอบรับด้วยความยินดีที่อย่างน้อยได้แนบชิดใกล้เคียงและกลายเป็ภรรยาของเขาโดยสมบูรณ์
การร่วมรักในคืนนั้นเพียงครั้งเดียวกลับทำให้มู่หรงเซียวตั้งครรภ์ในเวลาต่อมา ่เวลาที่นางดีใจเพราะอุ้มท้องบุตรของคนที่รักยิ่งกลับต้องพังทลายเพราะฮ่องเต้ประทานสมรสพระราชทานระหว่างหยางเสวี่ยเฟยและเหออันเหลียนที่เป็คนของเหอกุ้ยเฟยเข้าจวนสกุลหยางในเวลาไม่ห่างกันมากนัก
ต่อมา เหออันเหลียนเกิดความอิจฉาที่หยางเสวี่ยเฟยบ่ายเบี่ยงไม่เข้าห้องหอกับนาง ในขณะที่มู่หรงเซียวท้องโตขึ้นทุกวันจึงแอบนำสมุนไพรหายากจากต่างแดนมาให้ฮูหยินดื่ม อ้างว่าช่วยบำรุงร่างกายและเด็กในครรภ์จนนางแท้งในที่สุด
เพียงแค่คิดถึงเหตุการณ์นั้น มู่หรงเซียวจับท้องของตัวเองโดยไม่รู้ตัว รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันใด
ข้าจะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องแท้งอีกแล้ว ข้าจะไม่ยอมสูญเสียลูกไป ข้าจะไม่ท้องกับคนใจร้ายอย่างหยางเสวี่ยเฟยเด็ดขาด
หญิงสาวคิดได้อย่างนั้นจึงอาศัย่ทีเผลอที่รองแม่ทัพหยางหันหลังจัดการกับข้าวของบนโต๊ะแล้วหนีออกทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ด้านหลัง
รอยยิ้มกว้างปรากฏทันทีที่วิ่งมาถึงกำแพงจวน กระนั้น ในตอนที่กำลังจะปีนกำแพงข้ามออกไปข้างนอกกลับถูกขันทีดึงขาสองข้างเอาไว้
“คุณหนูมู่จะหนีไปที่ใดหรือ” เสียงหลอนและหน้าตาน่ากลัวของขันทีทำให้มู่หรงเซียวเผลอปล่อยมือร่วงหล่นสู่พื้นในพริบตา
“โอ๊ย… เจ็บ” นางลูบแขนตัวเองสีหน้าเหยเก “สวีกงกง ข้าขอเข้าห้องหอวันหลังไม่ได้หรือเ้าคะ”
“คุณหนูมู่อาจจะยังไม่เข้าใจราชโองการดีใช่หรือไม่ ฝ่าาทรงหมายความว่าคุณหนูมู่จะต้องเข้าห้องหอจนกว่าจะตั้งครรภ์ขอรับ” เ้าตัวอธิบายด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าเพราะวิ่งวุ่นทั้งวัน
“ข้าไม่…”
“พาตัวกลับไปที่เดิม” สิ้นคำพูดของเขา ขันทีที่เหลือก็พากันพยุงบุตรสาวแม่ทัพใหญ่กลับเรือนใหญ่ในพริบตา
หยางเสวี่ยเฟยเม้มปากพยายามไม่เอ่ยคำใดแล้วพาตัวเ้าสาวเข้าไปข้างในห้องโดยมีสวีกงกงเดินตามมาติด ๆ
“สวีกงกงตามเข้ามาข้างในทำไมหรือเ้าคะ” แววตานางกระวนกระวายบอกไม่ถูก
“คราวนี้ข้าจะนั่งรออยู่หน้าห้อง แต่หากคุณหนูมู่หลบหนีอีกครั้ง ข้าจะเข้าไปนั่งข้างเตียงแล้วนะขอรับ”
“ไม่จริงใช่ไหม” หญิงสาวมองหน้าหยางเสวี่ยเฟย “ข้า…”
“เงียบได้แล้ว” รองแม่ทัพเอ่ยสั้น ๆ แล้วปิดประตูห้อง ครั้นอยู่กันสองคนจึงถอดเสื้อผ้าตัวเองออกจนหมดก่อนเดินมาที่เตียงนอนด้วยสีหน้าของคนที่ถูกบังคับไร้หนทางหนี
ดวงตาสีทับทิมจ้องไปที่กล้ามท้องของหยางเสวี่ยเฟยแล้วคิดในใจว่าคุ้นเคยกับภาพตรงหน้ายิ่งนักราวกับเคยเห็นมาก่อน จ้องนานเสียจนอีกฝ่ายเอ่ยพึมพำ “ไร้ยางอายเสียจริง ปากไม่ตรงกับใจ เ้ารอวันนี้มานานแล้วใช่หรือไม่”
“…” นางกำลังงงว่าเขาจะพูดสิ่งใด
“อย่าได้ใจไปหน่อยเลย ข้าเพียงร่วมรักกับเ้าตามหน้าที่ แม้เ้าได้ตัวข้าไปแต่เ้าไม่มีวันได้ใจข้าอย่างแน่นอน” เขาพูดแล้วก็ขยับเข้าใกล้มู่หรงเซียว มือข้างหนึ่งเลิกเสื้อด้านนอกของนางออกอย่างแ่เบา
“เฮอะ… รองแม่ทัพคิดไปเองอีกแล้ว ข้าน่ะหรืออยากได้ตัวและใจของเ้า” มู่หรงเซียวไม่ได้คิดจะทำอย่างที่เขาพูดเสียหน่อย นางขยับหนีไม่ยอมให้เขารุกล้ำเข้าหา
“พูดออกมาไม่อายปาก เ้ากำลังจ้องท่อนล่างของข้าอยู่ไม่ใช่หรือ” หยางเสวี่ยเฟยหน้าแดงเล็กน้อยเพราะสายตาของมู่หรงเซียว ไม่คิดเลยว่าครั้งแรกของเขาจะเป็นางที่ชอบปั่นป่วนชีวิตตัวเองทุกเมื่อเชื่อวัน
“อื้อ ข้ากำลังมองอยู่… ขะ… ขนาดมันยังไม่ตื่นยังใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ” หญิงสาวจ้องตาไม่กะพริบพลางนึกในใจว่ามู่หรงเซียวผู้นั้นผ่านค่ำคืนอันแสนโหดร้ายมาได้อย่างไร
“ไร้ยางอาย เพิ่งเข้าห้องหอครั้งแรกแต่กลับจ้องเรือนร่างข้าไม่หยุด มิหนำซ้ำยังพูดถึงส่วนนั้นของข้า เ้าไปเรียนรู้เื่พวกนี้มาจากที่ใด บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ไม่หลงเหลือความไร้เดียงสาเลยสักนิดหรือ” หยางเสวี่ยเฟยมองหน้านางแล้วบอกว่า “เลิกจ้องตรงนั้นแล้วมองหน้าข้า ตอบคำถามมา”
“ข้าจะไปเคยเห็นของผู้ใดมาเล่า ข้าแค่อ่านมาจากหนังสือ” คุณหนูมู่ตอบไปตามความจริงโดยอ้างอิงจากนิยายเื่ที่นางอ่าน
“เ้านี่ช่าง…”
“ขะ… เข้าไม่ได้หรอก ไม่มีทาง” นางถอยร่นหนี สายตาวิงวอนคนตรงหน้า
“…” ชายหนุ่มขยับเข้าใกล้อีกครั้งพลันจับมือบอบบางเอาไว้แล้วกระซิบว่า “รีบทำรีบจบ คิดว่าข้าอยากอยู่ใกล้เ้านักหรือ ข้าเองก็ไม่ได้อยากเสพสังวาสกับคนที่ข้าไม่รัก”
คำพูดนั้นทำให้บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มองหน้าเขาอีกครั้ง “เฮอะ… ครั้งแรกของข้าก็ไม่อยากทำกับคนที่ไม่ได้รักเช่นกัน”
มู่หรงเซียวหลับตาปี๋ ภาวนาให้เวลานี้สามารถข้ามฉากเหล่านี้ไปได้ กระนั้นคำขอของนางไม่ได้ผลเพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่เริ่มถูกคนตรงหน้าถอดออกทีละชิ้นจนเผยให้เห็นหน้าอกอวบอิ่ม
“ไม่นะ” นางส่ายหน้าหยิบผ้าห่มมาปิดกายท่อนบนเอาไว้ “ข้าไม่อยากทำ”
“หากเ้าขัดพระราชโองการมีโทษถึงปะา ไม่ใช่แค่ตัวเ้าแต่รวมถึงบิดามารดาของเ้าด้วย” หยางเสวี่ยเฟยเอ่ยกำชับ เน้นย้ำว่านางไม่มีทางหนีค่ำคืนนี้ไปได้
“ถึงเวลาแล้ว” เสียงขันทีส่งสัญญาณให้พวกเขาเริ่มขั้นตอน
“มู่หรงเซียว” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกคนใต้ร่างพลางเลิกกระโปรงขึ้นทีละนิด ก่อนจะได้เห็นดวงตาสีทับทิมมองเขา อ้อนวอนเพราะไม่พร้อม หยางเสวี่ยเฟยจึงเอื้อมมือแตะใบหน้าหญิงสาวให้คลายกังวล เอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงนางที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน
“อย่ากลัวไปเลย” ครานี้เขาไม่พูดเปล่าเพราะมือข้างหนึ่งไล้ขาอ่อนหญิงสาวไปจนถึงกลางหว่างขา
“!!!”
ใบหน้าของมู่หรงเซียวแดงระเรื่อที่ปลายนิ้วเรียวเย็นะเืแตะต้องส่วนลับใต้อาภรณ์ หญิงสาวกัดริมฝีปาก หลับตาปี๋ด้วยความกลัว สั่นระริกเพราะััจากนิ้วของคนตรงหน้าค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาอย่างแ่เบา
มือสองข้างจับแขนอีกฝ่าย จิกเล็บทุกครั้งที่เขาขยับจนผิวกายชายหนุ่มเป็รอยแดง แต่กระนั้นหยางเสวี่ยเฟยกลับไม่ว่ากล่าวอันใดราวกับเวลานี้จดจ่อกับสิ่งที่ทำ
ดวงตาสีดำขลับมองใบหน้าแดงระเรื่อที่ไม่กล้าลืมตามองเขาพลันยิ้มมุมปาก ก่อนจะเร่งจังหวะมือที่เคลื่อนไหวเพราะความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว
ร่างบางใลืมตามองเขาด้วยความสงสัยแต่ไม่ทันได้เอ่ยปากพูดคำใด จุดอ่อนไหวข้างในกลับถูกกระตุ้นจนไม่อาจเก็บเสียงครางไว้ได้ ก่อนที่ร่างบางสั่นสะท้าน กระตุกเกร็ง มู่หรงเซียวเขินอายคนตรงหน้ามากกว่าเดิมที่แสดงอาการสุขสมเช่นนั้นให้เขาได้เห็น
ครั้นหลบสายตามองไปทางอื่นดันเห็นว่าส่วนที่ยังไม่ชูชันเมื่อครู่คราวนี้ตื่นตัวเต็มที่แล้วยิ่งหวั่นใจ ท่าทางที่แสดงออกเวลานี้ทำเอาหยางเสวี่ยเฟยอมยิ้มจนนางสับสนไปด้วย
ทว่า ทันทีที่แก่นกายร้อนของหยางเสวี่ยเฟยััปากทางเข้า มู่หรงเซียวก็ชิงเป็ลมต่อหน้าต่อตาเ้าบ่าวไปเสียอย่างนั้น