“โจอันน่า”
เขาเขย่าร่างเธอเบาๆ
“โจอันน่า....คุณได้ยินที่ผมเรียกหรือเปล่า? ผม้าให้คุณตื่นขึ้นนะผมจะนับหนึ่งถึงสามนะคุณพร้อมแล้วใช่ไหม?... หนึ่ง.... สอง.... สาม”
ศีรษะของเธอกลิ้งไปมาอยู่บนพรมปูพื้นดวงตาเบิกโพลงไม่กะพริบ ช่องตาดำยังขยายกว้างอยู่เช่นเดิม
“โจอันน่าคุณได้ยินผมไหม?หนึ่ง.... สอง... สาม”
โคเฮนประคองไหล่พยุงร่างเธอขึ้นจากพื้น
“โจอันน่าในนามของพระเ้า.... ฟังผมนะ....”
ความใที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขาทำให้แซมทำอะไรบางอย่างลงไปโดยสัญชาตญาณเขาทรุดตัวลงคุกเข่าข้างตัวคนทั้งสองเอื้อมไปจับชีพจรตรงลำคอของหญิงสาว
“ไคร้สต์ไม่เต้นเลยนี่”
“โจอันน่า”
โคเฮนเขย่าร่างของเธอแรงขึ้นในหน้าเผือดซีดราวขี้เถ้า
“โจอันน่า....ตื่นได้แล้วโจอันน่า”
เขาพยายามตั้งสติให้มั่นอย่างสุดความสามารถ
“ฟังผมนะคุณต้องเริ่มหายใจเดี๋ยวนี้....หายใจช้าๆ.... ใจเย็นๆ นะ.... ได้ยินไหม? เอาล่ะ....คุณเริ่มหายใจได้แล้วนะ.... ช้าๆ.... คุณได้อยู่กับวิลเลียมแล้ว ได้กินอาหารแล้วคุณมีความสุขแล้วนะ.... เนื้อตัวคุณอุ่นขึ้นแล้ว....คุณกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว โจอันน่าคุณยังมีชีวิตอยู่นะ”
แซมรู้สึกตีบตันขึ้นมาในลำคอข้อมือของหญิงสาวที่อ่อนเปลี้ยอยู่ในระหว่างนิ้วมือเมื่อครู่เริ่มเย็นลงสีหน้าของเธอเหมือนคนที่ตายไปแล้วริมฝีปากเริ่มเป็สีเทา
“เห็นจะต้องเรียกรถพยาบาลเสียแล้ว”
น้ำเสียงของโคเฮนหมดความมั่นใจลงอย่างเห็นได้ชัดดูเขาแก่ไปถนัดเมื่อผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ไม่มีเวลาแล้ว”
แซมผลักร่างศาสตราจารย์ให้ห่างออก
“คุณคุกเข่าลงข้างหัวเธอเถอะแล้วผายปอดเธอ....ทันทีเดี๋ยวนี้เลย”
เขาโน้มตัวลงไปเอาหูแนบกับอกใช้ข้อมือคลึงลงตรงหัวใจพร้อมกับนับไปด้วยในใจ
โคเฮนนิ่งงันไปเป็ครู่ก่อนโน้มร่างลงทำตามที่แซมสั่งทันทีที่เขาเป่าลมลงโจอันน่าก็เริ่มอ้าปากหอบหายใจแซมผุดลุกขึ้นนั่งเอื้อมไปจับชีพจรเธออีกครั้งดวงตาจับจ้องใบหน้าขณะที่เปลือกตาของเธอเริ่มเคลื่อนไหว
“พูดกับเธอสิ”
น้ำเสียงของเขาเร่งร้อนไม่ยอมละสายตาจากใบหน้าสังเกตเห็นว่าสีหน้าเผือดซีดเมื่อครู่เริ่มมีสีสันแล้วเขาเลื่อนมือไปแตะลงตรงชายโครงเบาๆ สังเกตเห็นความมีชีวิตที่เริ่มกลับมาสู่การหายใจของเธอในระยะแรกเหมือนอาการหอบ แซมถูมือที่เย็นชืดแรงๆััรอยคราบเืที่แห้งกรังติดอยู่บนนิ้วและฝ่ามือของเธอเขาก้มลงดูาแที่เธอได้รับมันเป็ของจริงมีรอยช้ำเกิดอยู่รอบเล็บและบนนิ้วรอยช้ำบวมบนฝ่ามือและรอยแตกบนข้อนิ้ว
โคเฮนใช้ความสามารถอย่างที่สุดเพื่อบังคับใจให้สงบเขาเริ่มพูดกับเธอเบาๆ เพื่อปลุกให้ฟื้นขึ้นจากภวังค์ลึก
“ดีมากโจอันน่า.....ดีมากทีเดียว ตอนนี้คุณเริ่มปล่อยใจให้สบายได้แล้วนะรู้สึกอบอุ่นสบายขึ้นมากทีเดียวทันทีที่คุณรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงพอผมอยากให้คุณลืมตาขึ้นแล้วก็มองหน้าผมนะ....ดีมาก ดีมากจริงๆ”
แซมจับตามองดูเธอเผยอเปลือกตาขึ้นช้าๆท่าทางของโจอันน่าในยามนี้ดูเหมือนเธอจะไม่ได้มองดูห้องหรือผู้ชายทั้งสองคนที่คุกเข่าอยู่ข้างกายแม้แต่น้อยสายตาของเธอยังจับจ้องอยู่กับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในระยะไกลออกไปสีหน้าเลื่อนลอย แต่ทำให้สีหน้าของโคเฮนดีขึ้น
“ใช่แล้วเอาละตอนนี้คุณรู้สึกสบายพอจะลุกขึ้นนั่งได้หรือยังล่ะ?”
เขาประคองไหล่ให้เธอลุกขึ้นนั่งช้าๆ
“ผมจะช่วยให้คุณยืนขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้นวมไงล่ะ”
เขาหันไปมองหน้าแซมเหมือนขอคำปรึกษาและอีกฝ่ายก็พยักหน้า
จากนั้นบุรุษทั้งสองก็ช่วยกันประคองเธอลุกขึ้นยืนและพาเดินข้ามห้องไปยังเก้าอี้นวมเมื่อเธอทอดร่างลงตามคำสั่งอย่างว่าง่ายแล้วโคเฮนหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้สีหน้าของหญิงสาวยังเผือดซีดเลื่อนลอยอย่างเห็นได้ชัดเธอขดร่างขึ้นแต่ลมหายใจเริ่มกลับเป็ปกติแล้ว
โคเฮนใช้ปลายเท้าเขี่ยเก้าอี้เข้ามาทรุดตัวลงนั่งโน้มร่างเข้าไปจับมือข้างหนึ่งของเธอไว้
“เอาล่ะโจอันน่าผมอยากให้คุณตั้งใจฟังที่ผมพูดนะ ผมปลุกคุณให้ตื่นขึ้นมาในนาทีนี้เมื่อผมปลุกคุณขึ้นมาแล้วคุณจะจำไม่ได้เลยว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับในวันนี้บ้างคุณเข้าใจไหม?คุณจะจดจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นจนกว่าเราจะพบกันและคุณอยากระลึกชาติใหม่อีกครั้งเมื่อถึงเวลานั้นคุณจะอนุญาตให้เราสะกดจิตอีกครั้งเมื่อคุณเข้าสู่ภวังค์อีกครั้งหนึ่งแล้วคุณจะเริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณในชาติก่อนสิ่งที่คุณได้จดจำมาจนกระทั่งถึงวันตาย คุณเข้าใจที่ผมพูดมาทั้งหมดไหมโจอันน่า?”
“คุณทำอย่างนั้นไม่ได้นะ”
แซมมองหน้าศาสตราจารย์โคเฮน อย่างใ
“พระเ้านี่คุณกำลังใส่ะเิเวลาลงในสมองของเธอนะ”
“เราต้องรู้ให้ได้ว่าเมื่อชาติเมื่อชาติก่อนเธอเป็ใครกันและมันมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอบ้าง”
โคเฮนมองตอบอย่างไม่ลดละ
“เราต้องพยายามบันทึกหลักฐานทั้งหมดไว้ให้ได้เวลานี้เรายังไม่รู้เลยนะว่ามันเป็สมัยไหน.... ”
“ก็แล้วมันสำคัญนักหรือครับ?” แซมพยายามรักษาน้ำเสียงไว้อย่างสุดความสามารถ
“เห็นแก่พระเ้าเถอะเมื่อครู่นี้คุณก็เห็นว่าเธอเกือบตายไปแล้ว”
“ถูกต้อง”
โคเฮนยิ้มออกมาอย่างนุ่มนวล
“เมื่อครู่นี้เธอตายไปจริงๆแต่เป็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้นเธอเป็ผู้รับการทดลองที่น่ามหัศจรรย์อย่างที่สุดด้วยผมกำลังคิดนะว่าผมวางโปรแกรมใหม่ให้เธอได้แล้ว คุณลองดูมือทั้งสองข้างของเธอนั่นสิผมอยากรู้ว่าผู้หญิงที่น่าสงสารไปทำอะไรมามือถึงได้รับาเ็ขนาดนั้นไม่มีทางหรอกหมอแฟรงคลินผมยอมปล่อยเื่ไว้เพียงแค่นี้ไม่ได้แน่ผมต้องรู้ให้ได้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอเมื่อชาติก่อน”
เขาถอนหายใจเบาๆ
“คุณมองไม่เห็นหรอกหรือว่าเื่ราวของเธอพิสูจน์อะไรได้ตั้งหลายสิ่งหลายอย่าง”
เขาก้มลงมองดูเธออีกครั้งประคองใบหน้าเผือดซีดไว้ในอุ้งมือไม่สนใจกับการทักท้วงของแซม
“โจอันน่าคนดีผมจะมจะนับหนึ่งถึงสามนะแล้วคุณก็ตื่นขึ้นเมื่อตื่นขึ้นแล้วคุณจะรู้สึกมีความสุขสดชื่นคุณจะลืมเื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้จนหมดสิ้น”
เขาเงยหน้าขึ้นมองแซม
“ตอนนี้ชีพจรของเธอเป็ปกติดีหรือยังล่ะหมอแฟรงคลิน?”
เขาถามด้วยน้ำเสียงชาเย็น
แซมมองหน้าเขาก่อนเอื้อมมือไปจับชีพจรตรงข้อมือ
“ปกติดีมากเลยครับ”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงเป็งานเป็การ
“หน้าตาก็ดูมีสีเืขึ้นแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นผมจะส่งเธอกลับบ้านเสียที”
โคเฮนว่า
“ผมไม่อยากเสี่ยงอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อไปคุณช่วยไปส่งเธอหน่อยนะแล้วดูแลให้แน่ใจเสียก่อนว่าเธอจะไม่เป็อะไรเพื่อนร่วมห้องของเธอเป็เทคนิคเชี่ยนทำงานอยู่ในห้องทดลองที่นี่ผมจะขอร้องให้เขาช่วยดูแลอีกคนหนึ่งด้วยเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่มีผลกระทบตามมาในภายหลังที่จริงผมแน่ใจอยู่แล้วล่ะว่ามันต้องไม่มี”
แซมเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่างทอดสายตามองออกไปภายนอกมองดูปุยหิมะที่โปรยปรายอยู่ในอากาศขณะเดียวกันพยายามสงบระงับความไม่พอใจที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจลงไว้
“เื่ผลกระทบที่จะเกิดตามมาภายหลังมันต้องมีแน่ความตายอาจเกิดได้ถ้าร่างกายของคนเราอ่อนเพลียอย่างมาก”
ในน้ำเสียงราบเรียบแฝงความเยาะหยันแต่โคเฮนกลับสั่นศีรษะอย่างไม่เห็นด้วย
“คุณผู้หญิงคนนี้ลืมทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเราจะให้เวลาเธอพักผ่อนสักสองวันจากนั้นผมจะให้เธอมาพบกับผมที่นี่ใหม่”
ดวงตาของเขาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นเห็นได้ชัดแม้จะสวมแว่นตาหนาเตอะอยู่
“ถ้าเราควบคุมสภาพของเธอไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วเราย่อมพาเธอย้อนกลับไปสู่ชาติก่อนเมื่อครั้งที่เธอยังเป็ใครคนหนึ่งก่อนจะตายลง”
เขาเม้มริมฝีปากล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเช็ดหน้าตัวเอง
“ถึงเวลาแล้วโจอันน่าได้ยินผมพูดหรือเปล่า?หนึ่ง.... สอง.... สาม”
โจอันน่านอนนิ่งอยู่กับที่มองหน้าคนโน้นทีคนนี้ทีก่อนฝืนยิ้มออกมา
“ขอโทษค่ะการสะกดจิตได้ผลไหมคะแต่ลึกลงไปในจิตใต้สำนึกฉันคิดว่ามันไม่น่าจะได้ผลเลยนะคะ”
เธอประคองกายขึ้นนั่งปัดผ้าห่มออกจากตัวเหวี่ยงเท้าลงบนพื้น แต่แล้วก็หยุดชะงักงันอยู่กับที่ยกมือขึ้นประคองศีรษะตัวเองไว้ท่าทางของเธอยามนี้ทำให้แซมต้องกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอเต็มที
“คุณทำได้ดีมากทีเดียวครับผลที่เกิดขึ้นเป็ผลที่น่าพอใจอย่างมากสำหรับเรา”
เขาฝืนยิ้มเมื่อหยิบโน้ตในมือเลื่อนแผ่นบนสุดไปไว้ด้านล่างเพื่อที่เธอจะได้ไม่เห็น แต่เมื่อเขาเหลือบมองไปทางเครื่องบันทึกเทปก็เห็นว่ามันยังคงทำงานอยู่จึงรีบเอื้อมมือไปปิดสวิทต์ลงพร้อมกับถอดปลั๊กออกเสียด้วยแต่ขณะเดียวกันก็ยังจ้องมองหน้าเธออยู่
โจอันน่าใช้ความพยายามประคองกายไว้ใบหน้ายังเผือดซีดคล้ายคนหลงทางไม่มีผิด
“ขอน้ำชาร้อนสักถ้วยหรืออะไรก็ได้ที่มันพอจะเรียกเืในกายให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ได้สิครับ”
โคเฮนยิ้มให้เธอ
“ผมคิดว่าคุณหมอแฟรงคลินคิดไว้ในใจแล้วว่าจะพาคุณไปดื่มน้ำชาให้เป็พิธีการสักหน่อยเพราะมันเป็ส่วนหนึ่งในการบริการของเราครับเพื่อทำให้คุณอยากกลับมาหาเราใหม่ไงล่ะ”
เขาลุกขึ้นยืนเดินตรงไปยังประตูหยิบเสื้อคลุมของเธอลงมาจากตะขอที่แขวนไว้
“ปกติแล้วเราจะขอให้อาสาสมัครกลับมาหาเราเพื่อทำการทดสอบอีกครั้งเสมอถ้าเขาทำได้อย่างน้อยเพื่อเป็การยืนยันผลที่เราได้รับในครั้งแรกไงครับ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันเข้าใจค่ะ”
แต่สีหน้าของเธอยังบอกความสงสัยเมื่อสอดแขนเข้าไปในเสื้อแจ๊คเก็ตหยิบผ้าขึ้นมาพันคอขณะล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อเพื่อหยิบถุงมือขึ้นมาสวมเธอร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บ
“ตายแล้วมือฉันเป็อะไรนี่มีเืติดอยู่บนผ้าพันคอด้วย..... ตายจริง..... เืเต็มไปหมดเลย”
น้ำเสียงของเธอบอกความใอย่างแท้จริง
โคเฮนไม่ได้กะพริบตาเลยเมื่อตอบเธอว่า
“สงสัยเกิดจากความหนาวเย็นของอากาศละมังครับคุณนี่ซนจริงเวลาไปไหนมาไหนไม่ชอบสวมถุงมือดูสิมือไม้แตกหมด”
“แต่....”
สีหน้าของเธอบอกความงุนงง
“แต่มือฉันไม่ได้เย็นนะคะฉันไม่เข้าใจเลยว่า.... ”
แซมเอื้อมไปหยิบเสื้อฝนรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“อากาศมันเปลี่ยนเร็วมากหิมะตกลงมาหลังจากอากาศร้อนอยู่ไม่นาน”
เขาพูดเหมือนช่วยรับรองเท่าที่จะทำได้
“ผมจะสั่งยาให้คุณนะครับถ้าคุณ้าแต่ผมแนะนำว่าขนมสโคนส์กับชาร้อนจะเป็ยาขนานที่ดีที่สุดสำหรับคุณในตอนนี้คุณเห็นด้วยไหมล่ะ?”
เขาเอื้อมมาจับแขนเธอไว้
“เราไปกันเถอะครับรถผมอยู่ทางด้านหลัง”
ขณะปิดประตูห้องตามหลังแซมบอกกับตัวเองว่าเขาต้องคอยระมัดระวังด้วยตัวเองไม่ให้เธอกลับมาที่นี่อีก