ในห้วงยามค่ำคืนกลางป่าลึก ผืนป่าเบื้องหน้าเงียบงันและมืดมิด ราวกับโลกอีกใบที่ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามา รอบกายเต็มไปด้วยหมู่ไม้สูงชะลูดเรียงรายเป็ฉากบังตา ผืนดินใต้ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยใบไม้แห้งที่ร่วงหล่น บรรยากาศชื้น หมอกจาง ๆ จากความเย็นของราตรีลอยล่องเอื่อยเฉื่อยปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องว่างของพุ่มไม้เป็สายริบหรี่
อรเดินตามหลังยาอย่างไม่ลดละ แม้ระยะจะห่าง แต่ดวงตาของเธอก็ยังจับจ้องไปยังร่างนั้นไม่ละไปไหน เช่นเดิมที่อรไม่ได้เอ่ยทักท้วงหรือเรียกหา หากไม่ใช่เพราะเกรงว่าร่างนั้นอาจไม่ใช่ยาอย่างที่คิด
จู่ ๆ ลมพายุพลันโหมกระหน่ำขึ้นมาโดยไม่ให้สัญญาณ เศษใบไม้ปลิวว่อนเข้าหน้าเข้าตา ลมรุนแรงจนร่างเล็กของอรแทบทรงตัวไม่อยู่ เธอยืนหยัดไว้สุดกำลัง แต่แล้วก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ
พายุหมุนนี้ เกิดขึ้นเพียงรอบตัวเธอเท่านั้น
“โอ๊ย!” เธออุทาน เมื่อเศษฝุ่นปลิวเข้าตา
แล้วเงาดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า… เงานั้นลอยเหนือพื้นดิน ร่างเลือนรางแต่ชัดเจนพอจะทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่า
ผีพราย
พรายของพ่อเธอ พรายรับใช้ที่ถูกเลี้ยงดูด้วยอาคม ปรากฏกายมาขวางทางเธอไว้ พายุยังคงพัดไม่หยุด เหมือน้าไล่เธอกลับไปจากเส้นทางต้องห้าม
“หลีกไป! บ่แม่นอยากถืกข่อยสั่งสอน!”
เสียงของอรดังก้องในความมืด แน่นด้วยอำนาจ ไม่ใช่เพียงเสียงของเด็กหญิงธรรมดา แต่เป็เสียงของผู้มีเวทแก่กล้า
พริบตานั้น ลมพายุก็สงบลง เงาพรายเลือนหายไปกับอากาศ เงียบสนิท เหลือเพียงแต่ความมืด ทว่าการไล่ล่าได้สูญเปล่า ยาหายไปแล้ว
อรขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิด ก่อนเปล่งเสียงออกมา
“พาข่อยไป... ถ่าบ่แม่นอยากเจ็บโต!”
แสงของพรายเริ่มเรืองขึ้น ลอยล่องนำทางไปเบื้องหน้า ไม่เจิดจ้าแต่ก็เพียงพอให้มองเห็นทางดินและแนวไม้ที่เบื้องหน้า
หากเป็ในอดีต พ่อของเธอไม่มีวันยอมให้ลูกสาวเพียงคนเดียวก้าวเข้ามาในป่าลึกเช่นนี้ โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่อำนาจของสิ่งลี้ลับแผ่ขยายครอบคลุมผืนดิน ดินแดนของเ้าป่า เ้าเขา ผีสางนางไม้ แม้กระทั่งผีห่าและสัมภเวสีที่ไร้ที่สิงสู่ หากแต่เวลานี้ อรไม่ได้เป็เพียงเด็กหญิงธรรมดา
เธอมั่นใจว่า หากมีสิ่งใดคิดประทุษร้ายแม้เพียงนิด เธอก็ยังสามารถป้องกันตนเองได้ไม่มากก็น้อย อาคมที่ฝึกฝนมา บารมีของพ่อที่ยังคงคุ้มครอง และเืสายตรงของอาจารย์สุเทพ ผู้ที่แม้แต่ิญญาร้ายยังคร้ามกลัว ล้วนเป็เกราะกำบังที่เธอมี
แสงพรายที่เคยลอยนำหน้าเริ่มจางหายไปอย่างช้า ๆ คล้ายกลืนสลายเข้ากับสายลมและความมืดรอบกาย แทนที่ด้วยแสงจันทร์บางเบาที่ส่องลอดผ่านพุ่มไม้ เผยให้เห็นเส้นทางด้านหน้าเป็เงาราง ๆ พอให้อรเห็นูเาลูกหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
ูเาที่หากมองจากหมู่บ้าน ก็ดูเป็เพียงเนินเล็ก ๆ ที่ไร้พิษสง แต่ในยามนี้ มันกลับสูงใหญ่และดำทะมึนราวกับั์หลับใหลกลางผืนป่า ูเาที่ผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงชื่อ
ูเากาฬภพ
ดินแดนต้องห้าม ว่ากันว่าเป็ที่สิงสถิตของ ปอบ หมู่ผีหิวกระหายที่ไม่รู้จักพอ ผีร้ายที่แม้แต่อาคมแก่กล้าก็ยังยากจะต้านทาน อรยืนมองมันด้วยหัวใจที่เต้นแรง แต่ไม่ใช่เพราะความกลัว หากเพราะความไม่แน่ใจว่ายา หญิงสาวที่เธอกำลังตามหาจะเดินเข้าไปในที่เช่นนั้นจริงหรือ
แม้จะมีอาคมคุ้มกาย อรเองก็ไม่โง่พอจะเดินดุ่มเข้าไปในถิ่นของสิ่งที่แม้แต่ชาวบ้านยังไม่กล้าเอ่ยนาม เธอถอยเท้าช้า ๆ อย่างระวัง รอบตัวเงียบงัน มีเพียงเสียงนกฮูกร้องโหยหวนก้องกังวาน
ฟึบ
เสียงย่ำเท้าเบียดลงบนผืนดินดังขึ้นจากข้างหลัง ทำให้อรสะดุ้งหันกลับอย่างรวดเร็ว เพียงแวบเดียวร่างของหญิงผมหยิกหยอยก็พุ่งผ่านหลังเธอไปด้วยความเร็วราวกับลมพัด อรเบิกตากว้าง รีบตั้งสติแล้วเร่งฝีเท้าตามร่างนั้นไปทันที
เธอวิ่งตามเข้าไปในแนวป่าที่ลึกขึ้น ร่างนั้นเคลื่อนไหวเร็วผิดมนุษย์ จนเธอแทบต้องวิ่งเต็มฝีเท้า แต่กลับรู้สึกราวกับยังไล่ตามไม่ทัน
จนกระทั่ง...
“ยา!” อระโลั่นเมื่อภาพเบื้องหน้าทำให้หัวใจหล่นวูบ
เบื้องหน้าคือหน้าผา ที่แสงจันทร์ฉาบลงมาราวผืนเงินเย็นเยียบ สายลมเย็นเฉียบพัดวูบกระทบร่างของเธอ ทำให้ิัลุกชัน
กลางลานนั้น… ยายืนอยู่
แต่ไม่ใช่เพียงลำพัง…
ร่างของหญิงผมหยิกหยอยยืนแนบชิดแน่นอยู่ด้านหลัง แทบจะสิงเข้ากับร่างของยาเต็มตัว ใบหน้าซีดเผือดของเธอบิดเบี้ยวแสยะยิ้ม เผยให้เห็นฟันซี่เรียวยาวและแหลมคม แววตาคลุ้มคลั่ง มือเหี่ยวแห้งที่มีเล็บยาวโอบรัดเอวของยาไว้แน่นราวกับไม่ยอมปล่อย
อรเบิกตากว้าง หัวใจเต้นแรง เธอรีบพนมมือแนบอก นิ้วมือกดเข้ากับสายสร้อยพระที่คล้องคอ บริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“…อุกาสะ นะโมพุทธายะ…”
“ฮึ ฮึ…”
ในพริบตา ร่างผีนั้นก็สลายหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ดังก้องไปทั่วป่า
“ยา! ยา!”
อรร้องเรียกเสียงสั่น รีบวิ่งเข้าไปหาร่างที่ล้มฟุบลงตรงหน้า ยาหลับตาสนิท ไร้สติ ร่างไร้แรงจนเธอต้องค่อย ๆ พยุงขึ้น
“คำปุ่น! คำปุ่น!” เธอะโเรียกชื่อของเด็กน้อยที่เธอเคยพึ่งพา แต่ไม่มีแม้แต่เสียงกระซิบตอบกลับ ความเงียบคล้ายปิดผนึกทุกทาง
อรพยายามแบกร่างของยาอย่างทุลักทุเล ทว่าหญิงสาวตัวหนักกว่าที่คาดไว้ “โอ๊ย…” อรร้องเบา ๆ เมื่อร่างของยาเอนลงมาทับเธอจนเสียหลัก
ในจังหวะนั้นเอง ร่างของชายรูปร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นเงียบ ๆ เขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีซีด ใบหน้าเรียบเฉย สายตาเย็นเยียบ แต่อรจำได้ทันทีว่านี่คือ พราย ในร่างมนุษย์ ที่บิดาของเธอเคยใช้เป็ผู้คอยปกปัก
ชายผู้นั้นเดินเข้ามา อุ้มร่างของยาไว้ในอ้อมแขนแ่า ก่อนจะหันหลังเดินนำอรออกจากป่า
อรเดินตามไปเงียบ ๆ มองดูแผ่นหลังนั้นอย่างโล่งใจ ระยะทางที่ย้อนกลับดูยาวนานและลึกจนเธอแทบไม่เชื่อว่าตัวเองเดินเข้ามาไกลเพียงนี้
ร่างของยาถูกอุ้มมาถึงเรือนใหญ่ที่มีเปรวไฟสยบความหนาวเย็นของค่ำคืนตั้งอยู่ด้านหน้าบ้าน แต่กำลังที่จะเดินขึ้นตัวบ้าน ร่างของอาจารย์สุเทพก็ปรากฏตัวขึ้น
“พาเพิ่นไปนอนตั๋วซุ้มโน่น” พ่อท่านเอ่ยขึ้นเสียงเรียบเย็น ไม้เท้าที่ค้ำยืนถูกชี้ไปยังแคร่ที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าเรือน พรายแปลงทำตามที่พ่อท่านสั่งอย่างทันที มือหนาค่อย ๆ วางยาลงบนแคร่ไม้ไผ่อย่างเบามือ ก่อนจะมลายหายไปตามอากาศ พ่อค่อย ๆ เดินลงบันได้ไม้มายังร่างของเด็กสาว พลางมองหน้าลูกด้วยสีหน้าแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ข่อย…..”
“ไปนอนไป เดี๋ยวพ่อสิเบิ่งต่อให้”
ยังไม่ทันได้พูดจบ คำพูดของพ่อจึงทำให้เธอต้องถอยขึ้นห้องนอนไปด้วยจิตใจที่ยังคงห่วงยาอยู่
อรเดินเข้าห้องนอนด้วยท่าทียังเต็มไปด้วยความกังวล ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงร่างของก้านพลูที่นอนหลับสนิทอยู่บนฟูก แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาอาบเงาอยู่บนหีบเก่าริมห้อง อรปรายตามองมันอยู่นาน ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปเปิดอย่างเงียบงัน ฝาหีบไม้เก่าถูกเปิดออกอย่างแ่เบา เผยให้เห็นสมุดปกแข็งเก่าเก็บ สีเหลืองซีดจากกาลเวลา
เธอหยิบมันขึ้นมา พลิกหน้ากระดาษด้วยความระมัดระวัง ตัวอักษรที่จารึกด้วยลายมือของใครบางคนคือ อาคม ที่อรเพิ่งเริ่มฝึกท่องได้ไม่นาน กลับฝังลึกอยู่กลางใจอย่างไม่รู้ตัว อาคมที่พ่อของเธอสั่งให้จำไว้ขึ้นใจ เพื่อใช้ป้องกันตัว...จากปอบ
ชายชราผู้สุขุมยืนนิ่ง จ้องมองร่างเด็กสาวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนแคร่ตรงหน้า มือหนึ่งจับไม้เท้าแน่น อีกมือไขว้หลังด้วยท่วงท่าสงบน่าเกรงขาม บริวารรายล้อมต่างจับจ้องพ่อท่านราวคอยเฝ้าระวัง
“อย่าเฮ็ดจั่งซี้เลย…ต่างคนต่างอยู่สาเถาะ”
เสียงของพ่อท่านนุ่มนวล หากแต่แฝงไว้ด้วยพลังและอำนาจบางอย่าง ทว่าคำพูดนั้นกลับไม่อาจแตะต้องร่างที่นอนอยู่ได้เลย
พ่อท่านถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า ก่อนจะค่อย ๆ หมุนตัวเดินกลับขึ้นเรือน บริวารทั้งหลายต่างถอยตามกันไปโดยไม่หันกลับมาเหลียวมองอีก
แสงอรุณค่อย ๆ แตะปลายหลังคาไม้ไผ่ เสียงไก่ขันดังระงมทั่วทั้งหมู่บ้าน ดั่งเสียงนาฬิกาปลุกธรรมชาติที่ปลุกทุกชีวิตให้เริ่มต้นวันใหม่ อรกับก้านพลูค่อย ๆ ลืมตาตื่น
“เมื่อคืนมึงไปถึงไหนมา?”
เสียงของก้านพลูดังขึ้นทันทีที่อรยังไม่ทันได้ยกตัวจากฟูกนุ่ม เธอไม่ได้ตอบ มีเพียงฝ่ามือที่ลูบไถใบหน้าแล้วขยี้ตาเบา ๆ
ประตูห้องเปิดออก แสงแดดยามเช้าสาดลอดเข้ามาในบ้าน วันนี้อรตื่นสายกว่าทุกวัน ทั้งที่ปกติจะตื่นมาไหว้พระพร้อมพ่อเสมอ คงเป็เพราะความเหนื่อยล้าจากเมื่อคืน
เธอรีบเดินไปที่บันไดบ้าน เผื่อจะได้เห็นยาอยู่ตรงแคร่เหมือนเมื่อคืน
...แต่แคร่ว่างเปล่า
และแทนที่เธอจะพบแค่ยา ที่หน้าบ้านกลับเต็มไปด้วยเพื่อน ๆ ที่ยืนล้อมหน้าล้อมหลัง ไม่มีใครพูดอะไรเสียงดัง ไม่มีเสียงหัวเราะร่าเริงเหมือนเคย มีเพียงความเงียบที่หนักอึ้ง ราวกับทุกคนรอฟังคำตัดสินจากเธอ
“มาทำอะไรกันแต่เช้า?” อรถามเสียงแ่ ใและงุนงง
“อรจะเอายังไงต่อ?” เพื่อนคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงเรียบนิ่งแต่ฟังดูจริงจัง
“อะไรของพวกมึงเนี่ย มากวนไออรแต่เช้าเลยนะ” ก้านพลูเดินตามออกมา บ่นพึมพำพร้อมถอนหายใจ แต่ก็ยังไม่ละสายตาจากสีหน้าของอร
กลุ่มนักศึกษาพากันเงียบเสียงลง ราวกับทุกลมหายใจต้องรอฟังคำพูดจากปากของอร ไม่มีใครเอ่ยอะไร ทุกสายตาจับจ้องไปยังเธอ ราวกับว่าเด็กสาวตรงหน้าคือคนเดียวที่มีคำตอบ
อรได้แต่นิ่งคิด ในหัวมีเื่ซ้อนทับกันไปมา ทั้งภาพของยาเมื่อคืน ทั้งเสียงหัวเราะของผีป่าที่ยังแว่วในหู ไหนจะคำสอนของพ่อ และอาคมในสมุดเก่าเล่มนั้น
เด็กอายุแค่นี้ แต่กลับต้องแบกความจริงที่ยังมืดมนเกินกว่าจะอธิบาย
สุดท้ายเธอก็เอ่ยออกมาช้า ๆ
“เราจะยังไม่บอกอาจารย์เื่นี้...” เสียงพูดเบา แต่ชัดเจนพอจะทำให้ก้านพลูหันขวับมามอง สีหน้าใปนไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
อรยังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แต่ถ้าหลังจากนี้เกิดอะไรขึ้นอีก… เราจะต้องรับผิดชอบร่วมกันนะ” เธอกวาดตามองเพื่อนแต่ละคน แม้จะมีความกลัวปะปน แต่ไม่มีใครหลบสายตา
“ปีนี้เราจะต้องจบไปด้วยกัน”