อาทิตย์ยอแสง

    บทที่ 6 ความจริงที่เปลี่ยนไป (1)

    ภาวินมองคนที่รีบเดินออกจากบ้านไปกะทันหันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชายหนุ่มเดินตามออกไปก็เห็นแปลงผักที่ถูกปล่อยให้เหี่ยวเฉา คิ้วของภาวินขมวดขึ้นเมื่อได้กลิ่นเหม็นเน่าของผักพวกนั้นที่ผิดปกติไปจากที่ควรจะเป็น ภาวินรีบเดินผ่านไปก่อนจะเดินผ่านประตูรั้วเล็กที่เปิดแง้มอยู่ เขาเดินผ่านไปก่อนจะรีบเดินตามร่างบางที่อยู่ ๆ ก็หายลับตาไป ทั้งที่เมื่อกี้ยังเห็นอยู่ในสายตาอยู่เลย“หายไปไหนของเขา” เสียงของภาวินที่ดังขึ้น ทำให้รสาได้แต่กัดริมฝีปากของตัวเองเอาไว้แน่น อย่างพยายามจะข่มกลั้นความเจ็บจากการใช้มืออย่างหนักรสาก้มหน้าลงกับเข่าตัวเองเมื่อความเจ็บที่เกิดขึ้นมันยากที่จะทนไหว ความเปียกชื้นที่เข่าทำให้หญิงสาวยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีความรู้สึกอยู่ภาวินเดินตามคนที่เดินออกมาจากบ้านอย่างเร่งรีบผิดปกติจากการเดินของเธอ ภาวินหยุดลงหน้าต้นไม้ใหญ่ก่อนจะมองไปรอบ ๆ เพื่อมองหาคนที่ตัวเองตามมา ทั้งที่ภายในใจเขาพยายามบอกตัวเองอย่ามายุ่งก็ตาม สายตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ ก็เห็นแขนเสื้อฟูฟ่องสีชมพูของหญิงสาวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล“รสาใช่ไหม”“อย่ามายุ่งกับฉัน!” เสียงที่ตอบกลับมาห้วนจนคิ้วของชายหนุ่มขมวดขึ้น“ผมก็ไม่ได้อยากจะยุ่งหรอกนะ” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ที่มีร่างบางนั่งหลบอยู่พร้อมกับคิ้วที่ขมวดขึ้นมากับท่าทีแปลก ๆ ของรสา“อย่าเข้ามา!” เสียงที่เปล่งออกมาถึงแม้จะห้วน แต่ไม่ได้แฝงไปด้วยความนิ่งเฉยเหมือนอย่างเคย เสียงที่ดังขึ้นกลับเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ทำให้ขาของภาวินทั้งสองหยุดลง ก่อนที่จะตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปหาคนที่นั่งอยู่หลังต้นไม้“ไปซะ ขอร้องล่ะ ลม” เสียงที่อ่อนลงทำให้ภาวินรีบก้าวเท้ายาวขึ้น เมื่อเห็นร่างบางที่เหมือนไร้ความรู้สึกมาตลอด กลับกำลังฟุบหน้ากับเข่าตัวเองแล้วกอดแขนตัวเองไว้“รสา เป็นอะไร” ภาวินรีบทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าคนที่ไหล่สั่นไหวยิ่งกว่าเดิม ชายหนุ่มดึงให้คนที่ฟุบหน้าเงยหน้าขึ้น แต่เหมือนใจของเขาหายไป“ร้องไห้ทำไม” ภาวินถามขึ้นเสียงอ่อนลงพร้อมกับยกมือขึ้นค่อย ๆ เช็ดน้ำตาให้หญิงสาวอย่างเบามือ แต่เหมือนคนตรงหน้ากลับยิ่งสะอื้นหนักขึ้นกว่าเดิม“เป็นอะไร เจ็บตรงไหน บอกผมสิ” ภาวินถามขึ้นพร้อมกับจับแก้มใสของคนตรงหน้า ก่อนที่จะใช้สายตาสำรวจไปทั่วอย่างร้อนใจ ความรู้สึกที่เขาเคยพยายามบอกว่าให้เกลียดผู้หญิงตรงหน้ามันกลับหายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อนเพียงแค่เห็นแววตาอ่อนแอที่มีน้ำตาไหลออกมา ชายหนุ่มมองสำรวจร่างบางช้า ๆ เพื่อหาว่าเธอเจ็บตรงไหนก่อนที่จะเห็นหญิงสาวกอดมือตัวเองเอาไว้แน่น“เจ็บมือเหรอ รสา” ภาวินถามอย่างร้อนใจ เขาไม่รู้ว่าทำไมถึงร้อนใจได้ขนาดนี้เหมือนกัน มือหนาค่อย ๆ ยื่นไปจับมือบางขึ้นมาดู แต่หญิงสาวกลับไม่มีเสียงร้องออกมาเลยสักนิดทั้งที่มือและข้อมือของเธอบวมเป่งขนาดนี้“เจ็บมากใช่ไหม” ภาวินถามเสียงอ่อนลง สายตาของรสาค่อย ๆ เงยขึ้นสบตาคมที่มองอยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง“กลับบ้านเถอะ มือรสาบวมอย่างนี้ มาอยู่ในป่าในสวนอย่างนี้เดี๋ยวก็ไม่สบายกันพอดี” ภาวินพูดขึ้นมา แต่รสากลับส่ายหน้าก่อนจะดึงมือตัวเองกลับไปกอดไว้อย่างเดิม“รสา ผมไม่อยากจะพูดหลายรอบนะ ฟังกันบ้างได้ไหม” ภาวินพูดขึ้นพร้อมกับมองใบหน้าของคนที่เขาพึ่งเคยเห็นแสดงอารมณ์ออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก“นายกลับไปเถอะ ฉันอยากอยู่ที่นี่ แล้วอย่าไปบอกใครว่านายเห็นอะไร” รสาพูดออกมาอย่างนั้นก่อนจะฟุบหน้ากับเข่าตัวเองอย่างเดิม“ถ้ารสาไม่กลับ ผมจะเอาเรื่องที่ผมเห็นไปบอกทุกคน คนแรกเริ่มจากท่านปกรณ์ดีไหม” รสามองคนตรงหน้าพร้อมกับสะอื้นไม่หยุด“ฉันแค่อยากจะร้องไห้ ฉันแค่อยากแสดงว่าฉันเจ็บ ฉันเจ็บจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว แค่นี้ยังไม่ได้เหรอ ฉันแค่อยากมีที่ที่ให้ฉันได้หายใจบ้างไม่ได้เลยเหรอ ลม” รสาพูดขึ้นพร้อมกับเสียงที่ขาดเป็นช่วง ๆ ภาวินมองอย่างไม่เข้าใจ“แต่นั่นบ้านของเธอนะรสา”“นายไม่เห็นเหรอว่าในบ้านนั้นมีอะไรบ้าง” รสาพูดขึ้นก่อนจะก้มหน้าลงหลบสายตาของคนตรง “ฉันเหนื่อยแล้วลม ฉันเหนื่อยที่ต้องทำเหมือนไม่รู้สึกอะไร”“รสา บ้านของเธอมีอะไร”“ฉันไม่เคยให้รหัสเข้าบ้านกับใครนอกจากน้าจินดา” รสาบอกอย่างนั้น ภาวินก็มองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ “แต่นายกลับได้คลิปกล้องวงจรปิดภายในบ้านฉันมาได้ ทั้งที่น้าจินดาพึ่งกลับมาจากต่างประเทศ น่าตลกดีเนอะ”“เธอระแวงเกินไปหรือเปล่า เธอสงสัยน้าจินดากับอาของเธออย่างนั้นเหรอ” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้น แต่รสากลับยิ้มออกมาทั้งน้ำตาก่อนจะเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นขึ้น“มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้สักหน่อย ฉันบอกตัวเองไม่ให้รู้สึกอะไร แต่นายรู้ไหมว่าใจฉันมันเจ็บแค่ไหน ฉันต้องทำเป็นไม่รู้ ฉันต้องทำเป็นไม่ได้ยิน ฉันต้องทำเป็นโง่ เพราะฉันยังต้องมีสิ่งที่ต้องรักษา” มือบางทุบไปที่อกของตัวเองพร้อมกับมองคนที่อยู่ตรงหน้าราวกับคนอ่อนแอ“รสา ใจเย็น ๆ ก่อน มีอะไรค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านเถอะ” รสาได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างเจ็บปวด“บ้านอย่างนั้นเหรอ บ้านที่ฉันจะเคยรู้สึกว่ามันคือบ้านด้วยซ้ำ ฉันเกลียดที่นั่นแค่ไหน นายไม่รู้หรอก” รสาพูดขึ้นก่อนที่จะพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเองเอาไว้“นายอย่ามาที่นี่อีก อย่าเข้าใกล้ฉัน ฉันอยากให้นายเกลียดฉันเหมือนที่นายเคยเกลียด ได้ไหม ลม” รสาพูดขึ้นเสียงสั่นเทา แต่สายตาของเธอก็มองเข้าไปในดวงตาคมที่มีแววสับสนฉายชัดขึ้นมา“นายจะทำทุกอย่างที่อาของฉันสั่งได้ไหม ไม่ว่ามันจะถูกหรือผิด นายทำได้ไหม ลม” รสาถามขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมาก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาบาง ๆ “ทำไม่ได้สินะ ถ้านายทำไม่ได้ นายแค่อยู่เงียบ ๆ แล้วอย่าพูดอะไร ไม่ใช่เพื่อตัวฉัน แต่เพื่อตัวนายเอง นายต้องรักษาโอกาสของนายไว้ให้ดีนะ ลม”ภาวินขมวดคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่คนตรงหน้าพูด มือหนาที่จับมือบางที่กำลังสั่นเทาค่อย ๆ คลายออกก่อนที่ชายหนุ่มจะล้วงหยิบซองจดหมายออกมา มือบางที่สั่นเทาเอามือมาวางบนซองจดหมาย ภาวินมองคนตรงหน้าเม้มปากแน่น“นายไม่ควรรู้หรอก ลม” ภาวินค่อย ๆ เอามือบางออกก่อนจะแกะซองจดหมายออกมาก็เห็นเช็คที่เขียนจำนวนตัวเลขหกแสนบาท สั่งจ่ายให้กับ ปกรณ์ สวัสดิกุล ผู้ลงนานจ่ายคือ รสา สวัสดิกุล“นี่มันค่าอะไรกัน รสา” ภาวินเงยหน้าขึ้นถาม เขาจำลายมือปกรณ์ได้ เพราะก่อนหน้านี้เขาเอาเอกสารของปกรณ์มาดูเพื่อยืนยันว่าลายมือในโปสต์การ์ดใบนั้น เป็นของใคร “ทุกคนบอกว่าเธอแค่คิดไปเอง แต่ทำไมในเช็คถึงเป็นลายมือของท่าน”“นายคิดว่านายมาทำอะไร ลม” รสาพูดอย่างออกมา ภาวินก็มองคนตรงหน้าด้วยความสับสน“ผมไม่เข้าใจ” ภาวินพูดขึ้นก่อนที่เช็คในมือจะหลุดร่วงจากมือตกลงไปบนพื้นดิน เมื่อคิดว่าตัวเองก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น รสามองคนตรงหน้าทั้งน้ำตาพร้อมกับยิ้มออกมา“นายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันนะลม ชีวิตฉันไม่ได้มีค่าอะไรเลย แต่นายไม่เหมือนกัน นายมีความฝัน นายอยากมีอนาคต นายยังมีความหวังในชีวิต ตอนนี้นายก็ทำได้แล้ว นายรู้ไหมว่าสิ่งที่ยากกว่าการรับคืออะไร” รสาพูดขึ้นก่อนจะค่อย ๆ ยกมือบางขึ้นสัมผัสจับใบหน้าของคนตรงหน้าคนตรงหน้าอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะมองเข้าไปในดวงที่ตอนนี้มีแต่ความสับสน “ฉันเคยบอกนายว่าสิ่งเดียวที่ฉันจะขอ คือขอให้นายรักษาโอกาสไว้ให้ดี วันนี้มันก็ยังเป็นสิ่งเดียวที่ฉันอยากจะขอนาย เพื่อตัวนายเองนะ ลม”“ผมเคยถามท่านปกรณ์ว่าช่วยผมทำไม เขาตอบว่าช่วยเพราะผมยังมีอนาคต ผมก็ถามรสา ถ้าเธอเป็นคนช่วยผม เธอช่วยผมทำไม ในเมื่อวันนั้นเธอบอกว่า ผมมันน่าสมเพช” รสามองเข้าไปตาของคนตรงหน้าพร้อมกับยิ้มออกมาทั้งน้ำตา“เพราะฉันไม่อยากให้นายเป็นแบบฉันยังไงล่ะ การที่รู้สึกว่าต้องอยู่ตัวคนเดียว หันหน้าไปทางไหนก็ไม่เจอใคร มันเจ็บปวดมากนะลม ฉันไม่อยากให้นายต้องเจอแบบนั้น นั่นคือโอกาสที่ฉันอยากให้นาย ไม่ใช่โอกาสที่นายประสบความสำเร็จ แต่เป็นโอกาสที่นายจะมีความสุขแทนฉัน”“ทำไมต้องดอกเยอบีร่า” ภาวินถามขึ้นเสียงแผ่วลง“เพราะนายจะเป็นแสงสว่างในชีวิตฉันไม่เปลี่ยนแปลง” ภาวินมองคนตรงหน้าพร้อมกับขอบตาที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา แต่รสากลับยิ้มออกมาบาง ๆภาวินมองคนตรงหน้าก่อนจะเข้าไปกอดร่างบางเอาไว้ มือบางลูบหลังกว้างอย่างเบา ๆ“นายจะมาร้องแข่งกับฉันทำไม เรื่องแค่นี้เอง”“รสา แต่ผมไม่เคยทำดีกับเธอเลย ไม่สิ ทำตัวแย่กับเธอด้วยซ้ำ” ภาวินพูดขึ้นก่อนจะผลักรสาออก“ฉันมองนายมาตลอดนะลม ถ้านายไม่อยากมาหาฉัน นายไม่มีทางมาหรอก ต่อให้เป็นคำสั่งของอาฉันก็ตาม” รสาพูดขึ้นก่อนจะพิงต้นไม้นิ่งแล้วมองคนตรงหน้า “นายแค่อยากเอาชนะก็เท่านั้น นายไม่จำเป็นต้องอยากเอาชนะเลย เพราะฉันก็แพ้นายตั้งแต่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ”“ทำไมเธอไม่บอก ถ้าผมรู้ผมคงจะไม่ทำตัวงี่เง่าอย่างนั้น” ภาวินพูดขึ้นพร้อมกับจับมือข้างที่เจ็บของรสาอย่างแผ่วเบาก่อนจะเม้มปากตัวเองแน่นอย่างสะกดอารมณ์เอาไว้“ฉันเคยบอกแล้ว แต่นายไม่เชื่อเอง ถึงฉันจะแปลกใจว่าทำไมคราวนี้นายถึงยอมเชื่อง่ายอย่างนี้ก็เถอะ เพราะต่อให้ฉันเจ็บจนจะตายมันก็คนละเรื่องกัน” รสาพูดอย่างนั้น ภาวินก็หยิบเช็คที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา“ลายมือของเธอยังไงล่ะ แล้วไม่มีใครรู้ว่าในการ์ดใบแรกเขียนว่าอะไร น้าจินดาก็ไม่เคยได้อ่าน และลายมือบนการ์ดวันเกิดที่ส่งมาให้ทุกปีมันก็เหมือนกัน” ภาวินพูดขึ้นอย่างนั้นก่อนจะถอนหายใจออกมา“ฉันมีพยานหลักฐานสินะ” รสาพูดขึ้นก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลง  -------------------------------------