ย้อนเวลากลับไปก่อนหน้านี้ราวๆ สามวันหลังหลังจากที่ฉินฟงถูกสังหารจนเสียชีวิต ร่างของเขาก็ถูกลูกศิษย์ในสำนักเก็บไปรวบรวมไว้กับคนอื่นๆ ในห้องเก็บศพทำพิธีส่งิญญาและเผาทำลาย หลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยต่อกี่วันก็ได้มีศพใหม่เข้ามา เขาเป็ชายรูปร่างอวบอ้วน หน้าตาอัปลักษณ์ ริมฝีปากหมองคล้ำเป็สีม่วงเข้ม สาเหตุการเสียชีวิตน่าจะมาจากการได้รับพิษบางอย่างเข้าไปเป็แน่ ชายผู้นี้มีนามว่า จู่ต้าเยียนจู่ต้าเยียนเป็ลูกศิษย์คนหนึ่งของฝ่ายโอสถที่ไม่ค่อยจะได้ความสักเท่าไหร่ เขาค่อนข้างจะเป็คนหัวช้า จดจำวัตถุดิบกับส่วนผสมไม่ค่อยจะได้และมักจะโดนปรมาจารย์ฟู่เทียนซาน ดุอยู่เป็ประจำ แต่ข้อดีของจู่ต้าเยียนก็คือเป็คนมีความอดทนสูง ไม่ว่าใครจะดุจะด่าก็ไม่เคยตอบโต้หรือต่อให้โดนพวกศิษย์พี่กลั่นแกล้งก็มักที่จะทำตามโดยไม่ปริปากบ่น
จนอยู่มาวันหนึ่ง จู่ต้าเยียนก็เสียชีวิตลงอย่างปริศนามีคนบอกว่าเห็นเขาแอบเข้าไปในห้องเก็บวัตถุดิบยามวิกาลก่อนที่รุ่งเช้าจู่ต้าเยียนจนลายเป็ศพนอนเสียชีวิตอยู่ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่า จู่ต้าเยียนคงจะหิวก็เลยแอบเข้าไปหาอะไรกินแต่บังเอิญโชคไม่ดีดันไปกินเอาของมีพิษเข้าก็เลยมีสภาพเช่นนี้..
ถึงจะเป็การสรุปสาเหตุการเสียชีวิตแบบรวบๆ แต่ก็ไม่มีใครสนที่จะสืบหาความจริงสักเท่าไหร่เพราะในสายตาของคนในฝ่ายโอสถชีวิตของจู่ต้าเยียนก็ไม่ต่างจากหนอนแมลงไร้ค่าตัวหนึ่งเท่านั้น เห็นจะมีที่เศร้าใจอยู่แค่คนเดียวก็คือ ต้าเฉิน ศิษย์เอกอันดับหนึ่งและศิษย์พี่ใหญ่ของฝ่ายโอสถ ต้าเฉินเป็คนที่มีจิตใจดีและชอบช่วยเหลือคนรอบข้างอยู่เสมอโดยเฉพาะกับจู่ต้าเยียน เขาน่าจะเป็เพียงคนคนเดียวที่ไม่เคยดุด่าว่ากล่าว ต้าเยียนเลยสักครั้งแถมยังคอยปลอบประโลมและให้กำลังใจเสมอทุกครั้งที่ทำพลาด จู่ต้าเยียนจึงรักและเคารพศิษย์พี่คนนี้มากๆ แต่โชคชะตาก็เล่นตลกพรากชีวิตของต้าเยียนไปตลอดกาล
ช่างเป็เื่ที่โหดร้ายเสียจริง ตัวต้าเฉินไม่เชื่อว่าจู่ต้าเยียนจะมีนิสัยตะกละตะกลามถึงขนาดลอบเข้าไปในห้องเก็บวัตถุดิบตอนกลางคืนได้ และต่อให้จู่ต้าเยียนจะเป็คนหัวทึบปานใดถ้าเป็เื่ของกินเขาก็น่าแยกแยะออกว่า สิ่งใดทานได้ สิ่งใดเป็อันตรายไม่สมควรกินเข้าไป การจากไปของจู่ต้าเยียนจึงทิ้งปมปริศนาไว้มากมาย แต่ต้าเฉินเพียงคนเดียวมิอาจเรียกร้องความเป็ธรรมให้เขาได้ ฟู่เทียนซานเองก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ เนื่องจากชรามากแล้วและยังคงตั้งหน้าตั้งตาปรุงโอสถวิเศษในตำนานให้สำเร็จก่อนที่ชีวิตจะมอดดับลง..
ภายในห้องเก็บศพอันเย็นเฉียบฉินฟงลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดยิ่งนัก เขาพบว่าตนเองมีเนื้อหนังมังสา แขนขาที่ขยับไปมาได้อีกครั้งเพียงแต่ ทั่วร่างดูเทอะทะมีกล้ามเนื้อและก้อนไขมันย้วยๆ ผิดกับร่างเดิมที่เคยเป็ ฉินฟงค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนจะเอามีอััไปที่ใบหน้าและยกแขนขึ้นมาสำรวจตรวจตราดูอย่างถี่ถ้วน “นี่ข้า..อยู่ในร่างของผู้ใดกันช่างดูคุ้นตายิ่งนักหรือว่า..จะเป็เขา” ฉินฟงรำพีงรำพันกับตัวเองและนึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้ ใครบางคนที่เขาเคยเห็นเมื่อครั้งยังเป็ผีเร่ร่อนลอยไปมาในสำนักเมื่อหลายวันก่อน
“ไม่ต้องคิดให้เสียเวลาไปหรอกพ่อหนุ่มเป็คนที่เ้าคิดนั่นแหละ” เสียงของปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ดังขึ้นข้างฉินฟงจนเขาใ ฉินฟงรีบหันไปมองทันทีนั้นทำให้เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมเหตุใดเขาฟื้นคืนชีพกลับเป็มนุษย์แล้วแต่ยังมองเห็นผู้าุโไท่หยวนอี้อยู่อีกเล่า? ไท่หยวนอี้แย้มยิ้มและเอามือลูบเครายาวสีขาวก่อนจะกล่าวตอบ "เ้าไม่ต้องใไปพ่อหนุ่มข้าจะอธิบายให้ฟังเอง เอาเื่ร่างใหม่เ้าก่อนก็แล้วกันอย่างที่เ้าพอจะเดาออกว่านี่เป็ร่างของ ลูกศิษย์ฝ่ายโอสถคนหนึ่งนามว่า จู่ต้าเยียน ที่เสียชีวิตเมื่อวันก่อน ข้าหาร่างอื่นให้ไม่ทันก็เลยตัดสินใจเอาร่างนี้ให้เ้าแทนส่วนที่เ้ายังมองเห็นข้าอยู่ก็ไม่ใช่เื่แปลกทั้งหมดเป็เพราะผลจากวิชาที่ข้าใช้ฟื้นคืนชีพให้เ้ายังไงล่ะ”
พอฉินฟงได้ยินไท่หยวนอี้บอกแบบนั้นเขาก็ยังมีท่าทางงงๆ อยู่แต่ก็มิได้ติดใจอะไรก่อนที่จะเอ่ยปากถามต่อ “...เอ่อ ท่านผู้าุโขอรับแต่การที่ข้าเอาร่างของจู่ต้าเยียนมาใช้แบบนี้มันจะไม่เป็อะไรหรือขอรับ” ฉินฟง กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่เป็กังวล “เ้าคงจะกลัวสินะว่าิญญาจู่ต้าเยียนอาจจะไม่พอใจที่มีคนเอาร่างของตนไปใช่ เื่นั้นเ้าไม่ต้องเป็ห่วงข้าได้เจรจากับเขาเรียบร้อย นี่ไงเขายืนอยู่ตรงนี้” ไท่หยวนอี้พูดพร้อมกับชี้นิ้วไปด้านข้างแต่สิ่งที่ฉินฟงเห็นก็มีเพียงความว่างเปล่า
“...อืม จริงสินะเ้าคงไม่เห็นเพราะเป็มนุษย์แล้ว แต่ไม่เป็ไรข้าจะพูดแทนเขาให้ก็แล้วกัน จู่ต้าเยียนฝากบอกว่าขอให้เ้าช่วยล้างมลทินให้กับเขาด้วย ตัวของเขาถูกใครบางคนใส่ร้ายและจัดฉากให้ดูเหมือนเป็ฆาตกรรม…..อะไรนะ.? ต้าเยียน อ้อ ทำไมไม่บอกฉินฟงไปว่าเป็ฝีมือใคร เื่นั้นข้าพูดตามที่เ้าบอกไม่ได้หรอก ฉินฟงจะต้องเป็คนหาหลักฐานมามัดตัวนางเอง เ้าไม่ต้องห่วงหรอกต้าเยียน เ้าหนุ่มนี่มันเป็คนฉลาด”
ภาพในตอนนี้ที่ฉินฟงเห็นก็คือปรมาจารย์ไท่หยวนอี้กับพูดคนเดียวกับความว่างเปล่าข้างๆ ตัวประหนึ่งพูดกับใครสักคนอยู่ มันก็มองดูวาประหลาดอยู่ไม่ใช่น้อย และในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาด้วยความใ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นค่ะท่านผู้าุโ!!” เมื่อฉินฟงและไท่หยวนอี้หันไปมองก็ได้พบกับหญิงในชุดสีดำประหลาดกำลังยืนเท้าเอวทำหน้าตาบูดบึ้งอารมณ์เสียอยู่ เยี้ยเหม่ยยมทูตสาวนั้นเอง นางขึ้นมาเพื่อที่จะรับดวงิญญาของฉินฟงและจู่ต้าเยียนในครั้งเดียว แต่สิ่งที่นางได้พบกลับเป็ ฉินฟงฟื้นคืนชีพอยู่ในร่างของจู่ต้าเยียนแทน
“โอ้ เยี้ยเหม่ยนั้นเองเป็เช่นไรบ้างไม่ได้พบกันเสียนานท่านพญายมสบายดีไหม่นี้ข้าไม่ค่อยลงไปจิมน้ำชากับท่านเลยแย่ๆ จัง ข้าเนี่ย” เยี้ยเหม่ยพ่นลมออกทางจมูกและไม่ได้ยิ้มทักทายตอบไท่หยวนอี้เหมือนทุกครั้ง นางยังคงมีใบหน้าบูดบึ้งเช่นเดิมก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างหัวเสีย
“ท่านผู้าุโทำไมถึงทำเช่นนี้ค่ะ ท่านก็รู้ไม่ใช่เหรอคะว่าการคืนชีพให้มนุษย์ที่เสียชีวิตไปแล้วมันผิดกฎของจักรวาลอย่างร้ายแรงจนอาจทำให้ถึงขึ้นที่ทุกอย่างเสียสมดุลและแก้ไขไม่ได้อีก” ไท่หยวนอี้ไม่ได้รู้สึกผิดหรือใแต่อย่างใดแต่เขากลับยิ้มและหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างใจเย็น “ใจเย็นๆ ก่อนเยี้ยเหม่ยเ้าอย่าตีโพยตีพายไป เื่ผลที่ตามมาข้าจะเป็คนรับผิดชอบเองเ้าไม่ต้องห่วงเอ้า มารับไปซะ นี่ลูกศิษย์ของข้าที่ต้องมาตายอย่างน่าเวทนา” ไท่หยวนอี้เอามือโบกอย่างอากาศคล้ายกำลังลูบหลังของใครคนหนึ่งไปด้านหน้า ซึ่งก็คือร่างิญญาของจู่ต้าเยียนนั่นเอง
เขาค่อยๆ เดินตรงไปหายมทูตสาวเยี้ยเหม่ยอย่างช้าๆ ก่อนที่เขาจะหันหลังกลับมายิ้มและโค้งตัวก้มหัวคำนับไท่หยวนอี้เป็ครั้งสุดและเดินไปหยุดอยู่ข้างหลังเยี้ยเหม่ยเยี้ยเหม่ยถอนหายใจยาวๆ ออกมาพร้อมส่ายหัวยอมรับอย่างเสียมิได้ก่อนที่จะพาร่างของจู่เยียนต้าลงไปยมโลก นางก้มหัวคำนับไท่หยวนอี้อย่างนอบน้อมก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองไปที่ฉินฟงด้วยสายตาอาฆาตราวกับจะกินเืกินเนื้ออยู่แวบหนึ่งและหายลงไปในพื้นดินกับจู่ต้าเยียน
“นาง…โกรธเกลียดอะไรข้ารึขอรับผู้าุโ” ฉินฟงเอ่ยปากถามไท่ยวนอี้ที่อยู่ข้างๆ
“โกรธงั้นรึ ไม่หรอกนางน่าจะไม่พอใจมากกว่าที่ไม่อาจพาเ้าไปปรโลกได้เป็หนที่สอง”
“เช่นนั้นหรือขอรับ..แล้วผู้าุโจะให้ข้าทำเช่นไรต่อ” ฉินฟงกล่าวถามอีกครั้ง
“..เ้าก็กลับไปเป็จู่เยียนต้าแทนยังไงล่ะใช้ชีวิตตามปรกติเหมือนคนอื่นๆ เป็หนึ่งในลูกศิษย์ของฝ่ายโอสถแห่งพรรคของข้า”
“ข้าน้อยทราบแล้วครับขอขอบคุณผู้าุโที่ช่วยให้ข้ากลับมามีชีวิตอีกครั้งข้าสัญญาว่าจะต้องหาคนร้ายที่สังหารจู่เยียนต้ามารับโทษให้จงได้” ฉินฟงยกสองมือคารวะขอบคุณไท่หยวนอี้พร้อมกับให้สัตย์สาบานว่าจะต้องล้างมลทินเพื่อจู่ต้าเยียนให้จงได้แต่ไท่หยวนอี้ก็พูดบางอย่างขึ้นมาเสียก่อน
“ข้าดีใจที่เห็นเ้ามีคุณธรรมเช่นนี้แต่ว่า..เื่ของจู่ต้าเยียนข้าอยากให้เ้าชะลอไว้ก่อน” พอได้ฟังคำของไท่หยวนอี้ ฉินฟงก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนักทำไม ผู้าุโถึงกล่าวเช่นนั้นออกมา “เ้าอย่าพึงใไปพ่อหนุ่ม..ข้าไม่ได้ห้ามเ้าไม่ให้ล้างมลทินของจู่ต้าเยียนแต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะ” ฉินฟงได้ฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ
“ทำไมล่ะขอรับผู้าุโเหตุใดถึงยังไม่ใช่เวลานี้” ไท่หยวนอี้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวตอบ
“เวลาของข้าเหลือไม่มากแล้วเ้าก็คงรู้ดี ข้าอยากจะสอนวิชาของข้าให้เ้าเอาติดตัวไว้ก่อน ด้วยฝีมือของเ้าตอนนี้หากคิดจะทำการใหญ่ก็คงยาก ดีไม่ดีเ้าอาจจะตายรอบสองก็เป็ได้ ถ้าเ้าตายอีกข้าคงช่วยเ้าไม่ได้แล้วเข้าใจไหมพ่อหนุ่ม” พอได้ฟังสิ่งที่ไท่หยวนอี้บอกฉินฟงพยักหน้ารับ แต่ภายในใจของเขาก็ยังไม่เลิกคิดที่จะช่วยจู่ต้าเยียนอยู่ดี ซึ่งไท่หยวนอี้ก็พอจะมองออก
“...ให้ตายสิเ้าหนุ่มนี่….เอ่อ ช่างเถอะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดถ้ามันเป็ลิขิตฟ้าจริงๆ ข้าก็ไม่อาจเปลี่ยนได้” ไท่หยวนอี้รำพีงรำพันในใจ
“เอาล่ะพ่อหนุ่มเ้าไปได้แล้ว ขอให้โชคดีแล้วก็อย่าลืมที่ข้าบอกล่ะ” ไท่หยวนอี้กล่าวขึ้นก่อนที่หายตัวไป ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนลงจากเตียงและเปิดประตูออกจากห้องเก็บศพไป..
จบบทที่ 3
บทต่อไป ชีวิตใหม่ในพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรม