“ไปกันเถอะ การประลองกำลังจะเริ่มต้นแล้ว” ผู้าุโจางเอ่ยออกมาหลังจากเด็กรับใช้ของตระกูลหลิวมาแจ้งต่อพวกเขาคนของนิกายบัว์ต่างมุ่งหน้าไปยังลานประลองด้วยสภาวะอารมณ์ที่เงียบขรึม
โดยเฉพาะเหล่าตัวแทนศิษย์สายในพวกเขาต่างรู้สึกตึงเครียดกับการประลองที่ใกล้เข้ามาเดิมทีศิษย์สายในของนิกายบัว์ในปีก่อนหน้าล้วนไม่สามารถไปได้ถึงแม้แต่สามสิบอันดับแรกและระดับของศิษย์สายในในปีนี้แม้จะมีระดับสูงกว่าปีที่แล้วแต่ก็ยังไม่อาจยืนยันว่าจะสามารถก้าวไปสู่จุดที่สูงกว่าสำเร็จ
โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวลือว่าศิษย์สายในอันดับแปดเมื่อปีก่อนบัดนี้ยังคงเข้าร่วมการประลองในฐานะศิษย์สายในด้วยระดับพลังขั้นสองเที่ยงแท้ยังมีอัจฉริยะอีกมากมายที่มีระดับถึงขั้นเที่ยงแท้แล้วนี่ทำให้นอกจากซ่งเจียหลานและศิษย์ขั้นเที่ยงแท้อีกหนึ่งคนแล้วคนอื่นแทบไม่มีความหวังในการได้อันดับดีๆ
เื่นี้พวกผู้าุโก็ได้แต่ทำใจเดิมทีพวกเขาคาดหวังในตัวซ่งไป่หลางอย่างมากทว่าไม่คิดฝันเลยว่าเด็กหนุ่มจะทะเยอทะยานถึงขั้นสามารถเข้าประลองแทนในฐานะศิษย์หลักสำเร็จ
“รองเ้านิกายบัว์ที่แท้ท่านเป็ผู้ดูแลศิษย์ของนิกายในการประลองนี้” เสียงหนึ่งเอ่ยทักทายขึ้นเรียกสายตาของทุกคนเมื่อมาถึงด้านหน้าลานประลองพวกเขาก็พบกับคนอีกสองกลุ่มที่กำลังรอคอยอยู่เช่นกัน
“รองเ้านิกายหอกระบี่ เป็เกียรติที่ได้พบ” รองเ้านิกายบัว์เอ่ยทักทายฝ่ายตรงข้ามด้วยสีหน้าตึงเครียดรองเ้านิกายหอกระบี่นั้นมีพลังสูงกว่าเขาเล็กน้อย เกือบจะถึงขั้นครึ่งก้าวก่อนกลายเป็ขั้นเหนืุ์แล้ว
ซ่งไป่หลางกวาดตามองคนของนิกายหอกระบี่อย่างเงียบงันก่อนที่จะสะดุดตาอยู่ที่ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งพลังของนางอยู่ที่ระดับสามเที่ยงแท้เท่ากันกับฉินจี ทว่าบรรยากาศของนางกลับเต็มไปด้วยความแหลมคมประหนึ่งกระบี่ที่หลุดออกจากฝักเตรียมพร้อมฟาดฟันใส่ผู้คนตลอดเวลา
‘นั่นก็คือยอดฝีมือของนิกายหอกระบี่ เซียนกระบี่น้อยเยว่จิง’ ซ่งไป่หลางได้รับข้อมูลศิษย์ที่โดดเด่นของนิกายต่างๆจากรองเ้านิกายมาแล้วดังนั้นจึงคาดเดาตัวตนของนางได้
ราวกับรับรู้ได้ถึงการจ้องมองเยว่จิงตวัดดวงตาคมกริบดุจกระบี่มองกลับมายังนิกายบัว์ศิษย์สายในทั้งหมดสั่นสะท้านอย่างไม่อาจหักห้าม แม้แต่ฟงซุ่ยที่เป็ศิษย์หลักอันดับสี่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกดดันจนเหงื่อตกฉินจีมีสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อยส่วนอู๋หลิวและจูเหวินนั้นทำราวกับไม่ใส่ใจ
ดวงตาของเยว่จิงปรากฏความประหลาดใจขึ้นอู๋หลิวและจูเหวินนั้นมีพลังระดับสี่เที่ยงแท้ดังนั้นอาจไม่ได้รับผลจากรังสีกดดันของนางนักทว่าฉินจีที่มีพลังเท่ากันกลับมีท่าทีค่อนข้างปลอดโปร่งเพียงแค่เพิ่มความระมัดระวังเล็กน้อยแต่ที่น่าใมากสุดกลับเป็เด็กชายที่มีพลังขั้นสิบก่อกำเนิดคนหนึ่งนอกจากจะไม่ได้รับผลจากการกดดันของนางอีกฝ่ายยังมองกลับมาอย่างเฉยเมยราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
‘น่าสนใจ’มุมปากของเยว่จิงปรากฏรอยยิ้ม
ครืน!! ซ่งไป่หลางเลิกคิ้วเล็กน้อยรับรู้ได้ว่าแรงกดดันของเยว่จิงเฉียบแหลมมากขึ้นทั้งยังพุ่งเป้ามาทางตนเองอย่างชัดเจนความรู้สึกของเขาตอนนี้ราวกับถูกกระบี่นับพันจ่ออยู่ตรงหน้าทว่าซ่งไป่หลางเพียงเผยยิ้มก่อนจะควบคุมพลังของตน
‘อันใดกัน’เยว่จิงแทบจะอุทานด้วยความตกตะลึงเจตกระบี่ของนางพัฒนาถึงขั้นสามารถกดดันศัตรูด้วยความคิดทว่าเด็กหนุ่มในขั้นสิบก่อกำเนิดกลับสามารถต่อต้านนางได้อย่างง่ายดาย
ไม่ทันที่จะได้คลายความสงสัย คนอีกจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นตามนิกายบัว์มาติดๆเพียงไม่ถึงหนึ่งก้านธูปแปดในสิบนิกายก็เดินทางมาถึงลานประลองแล้ว
‘อีกไม่ถึงสิบลมหายใจก็จะถึงเวลาเริ่มแล้ว’ซ่งไป่หลางสงสัยว่าสองนิกายที่เหลือเหตุใดจึงยังไม่ปรากฏตัว
จนกระทั่งเวลามาถึงแรงกดดันจากของวิเศษถาโถมลงมาบนลานประลองหนึ่งเป็พลังที่สงบสุขุมแต่เต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์อีกหนึ่งร้อนแรงกดดันดั่งลาวาเมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าปรากฏหนึ่งเรือวิเศษหนึ่งดาบั์สีแดงลอยตระหง่านอยู่เหนือลานประลอง
ร่างยี่สิบสี่ร่างทะยานลงมาจาก้าแต่ละฝั่งประกอบด้วยคนสิบสองคนเมื่อใกล้ถึงพื้นทั้งสองฝ่ายต่างเคลื่อนไหวแตกต่างกันไป
ฝ่ายแรกผู้าุโท่านหนึ่งสะบัดมือแ่เบาปรากฏระลอกคลื่นอ่อนโยนห่อหุ้มคนทั้งสิบสองฝีเท้าัับนพื้นอย่างแ่เบานุ่มนวล
ผู้าุโของอีกฝ่ายคำรามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเพลิงอัคคีรุนแรงโถมปะทะบนพื้นที่คราหนึ่งก่อเกิดการะเิที่ไม่เบาไม่แรงแต่กลับทำให้การร่วงหล่นของคนทั้งสิบสองชะงักค้างจากแรงต้านทานเพียงเล็กน้อยก่อนที่ทั้งสิบสองจะลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน
“เทคนิคการใช้พลังธาตุลมของผู้าุโลู่ยังยอดเยี่ยมเช่นเคย”
“ควบคุมพลังธาตุเพลิงได้ละเอียดแม่นยำและสมบูรณ์แบบยิ่งสมแล้วที่เป็รองเ้านิกายหุบเขาอัคคี”ผู้คนต่างเอ่ยชมเชยอย่างอดไม่ได้
“มาได้พอเหมาะพอเจาะเช่นเคย” ผู้าุโจางถอนหายใจ
“แข็งแกร่งนัก”ดวงตาของซ่งไป่หลางและอู๋หลิวทอประกายเมื่อมองเห็นคนของทั้งสองนิกายที่เพิ่งมาถึง
โดยเฉพาะเมื่อมองไปยังหลินัเีราวกับว่าอีกฝ่ายอยู่กันคนละมิติไม่เพียงมีพลังเหนือชั้นยังมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกดดันราวกับว่าต่อให้เป็ผู้มีพลังระดับห้าเที่ยงแท้ด้วยกันก็ไม่อาจเอาชนะได้
เมื่อทุกคนมาถึง เ้าตระกูลหลิวหลิวจื่อฮวนพลันก้าวเดินมาที่ใจกลางลานประลองดวงตากวาดมองผ่านบรรดาอัจฉริยะทั้งหมดอย่างชื่นชมแล้วหยุดสายตาที่บุตรสาวของตนชั่วขณะก่อนจะเผยยิ้มจากนั้นจึงกวาดมองต่อไป “ยินดีต้อนรับตัวแทนจากนิกายใหญ่ทั้งสิบแห่งแคว้นสิบนภาข้าหลิวจื่อฮวนผู้ปกครองแคว้นสิบนภายินดีอย่างยิ่งที่พวกเ้าต่างมารวมตัวกันที่นี่จากนี้ไปข้าจะเริ่มต้นการประลองสิบนภาแล้ว”
“ผู้าุโสองมา”เขาคำรามออกมาหนึ่งคำร่างของผู้าุโอีกคนก็ทะยานมายืนอยู่เคียงข้างเป็ผู้มีพลังขั้นเหนืุ์อีกคนหนึ่ง
“ข้าผู้าุโสองแห่งตระกูลหลิวได้รับหน้าที่กรรมการหลักของการประลองสิบนภาจะขออธิบายกฏการประลองให้ทุกท่านได้ทราบรวมถึงของรางวัลที่จะมอบให้แก่ผู้เข้าร่วมประลองทั้งหมด”
“สำหรับศิษย์หลัก การประลองจะแบ่งออกเป็ทั้งหมดสามรอบรอบแรกคือการแข่งขันฆ่าสัตว์ปีศาจและเอาชีวิตรอด พวกเ้าจะถูกส่งไปยังมิติรวมนภาเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจในสถานที่แห่งนั้นคะแนนขึ้นอยู่กับแก่นิญญาปีศาจที่ได้รับมาแก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งได้รับหนึ่งคะแนนแก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นต้นสิบคะแนน ขั้นกลางห้าสิบคะแนน ขั้นสูงหนึ่งร้อยคะแนนและแก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับสามเท่ากับห้าร้อยคะแนน”เมื่อเอ่ยถึงจุดนี้ดวงตาของเขามองไปที่หลินัเีในบรรดาคนทั้งหมดมีแค่หลินัเีที่น่าจะมีคุณสมบัติพอจัดการกับสัตว์ปีศาจระดับสามได้
“ในมิติรวมนภานั้นเต็มไปด้วยอันตรายดังนั้นพวกเ้าจะได้รับยันต์ช่วยชีวิตติดตัวเอาไว้เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตจงกระตุ้นอักขระการทำงานของยันต์ มันจะส่งพวกเ้ากลับมาที่นี่ส่วนคะแนนก็ขึ้นอยู่กับแก่นิญญาที่พวกเ้าได้รับก่อนที่จะกลับออกมา”
“เวลาของการประลองรอบนี้จำกัดอยู่ที่เจ็ดวัน ผู้ที่อยู่ครบเจ็ดวันจะได้คะแนนพิเศษเพิ่มอีกห้าร้อยคะแนน” ใบหน้าของผู้าุโสองปรากฏรอยยิ้มนอกจากผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงแล้วไม่มีใครสามารถอยู่ได้ถึงเจ็ดวันในบรรดาคนทั้งหมดนอกจากหลินัเีแล้วก็คงมีอีกไม่ถึงสามคนที่ทำได้สำเร็จ
“การประลองรอบที่สองไม่มีให้คะแนนเพิ่มทว่าเป็ด่านที่เต็มไปด้วยสมบัติพวกเ้าจะต้องเข้าไปในค่ายกลเฝ้าสมบัติและหากมีความสามารถมากพอพวกเ้าสามารถแก้ไขค่ายกลก็จะได้รับสมบัติไปมากมาย แต่ผู้ที่ไม่สามารถแก้ได้พวกเ้าสามารถใช้คะแนนที่ได้รับแลกกับการเปิดประตูค่ายกลเข้าไปหยิบสมบัติ”นี่คือด่านพิเศษที่จะช่วยสนับสนุนความก้าวหน้าของอัจฉริยะทั้งหลายแต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสามารถหรือคะแนนที่พวกเขามี
โดยปกติแล้วนอกจากอัจฉริยะสิบอันดับแรกคนที่มีระดับต่ำลงไปแทบจะไม่ได้รับรางวัลจากการประลองเลยเพื่อช่วยเหลือคนที่อ่อนด้อยกว่าตระกูลหลินจึงสร้างด่านพิเศษนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาเก็บเกี่ยวบางอย่างกลับไปได้
สำหรับพวกระดับสามเที่ยงแท้ลงไปแค่ได้ของวิเศษกลับไปสักชิ้นสองชิ้นก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว
“การประลองรอบสุดท้ายแน่นอนว่าต้องเป็การต่อสู้ชิงคะแนนผู้ที่มีคะแนนต่ำกว่าจะได้รับสิทธิ์ให้ท้าสู้พร้อมกับเดิมพันคะแนนกับผู้ที่มีคะแนนสูงกว่าผู้ที่มีคะแนนสูงหากปฏิเสธจะต้องเสียคะแนนหนึ่งร้อยคะแนนให้ผู้ท้าการประลองจะจบลงเมื่อวนรอบการท้าประลองครบสามรอบและผู้ที่เหลือคะแนนมากที่สุดสิบอันดับแรกจะได้รับรางวัล”
“อันดับที่สิบถึงห้าจะได้รับแก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางคนละชิ้นได้รับคัมภีร์วิชาระดับสูงคนละสามวิชา และได้รับอาวุธระดับสูงคนละหนึ่งชิ้น”
“อันดับห้าถึงอันดับสามได้รับแก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางคนละสามชิ้นได้รับคัมภีร์วิชาระดับสูงสิบวิชา และอาวุธระดับสูงหนึ่งชิ้น”
“อันดับสองได้รับแก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นสูงหนึ่งชิ้นผลิญญาสีเหลืองหนึ่งลูก และได้รับคัมภีร์วิชาระดับลึกลับ รวมถึงอาวุธระดับลึกลับเช่นกัน”
“อันดับหนึ่งได้รับแก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับสามผลิญญาสีเหลืองสามลูก และวิชาระดับลึกลับสามวิชา รวมถึงอาวุธระดับลึกลับอีกหนึ่งชิ้น”
ของรางวัลอันดับสองนั้นยอดเยี่ยมยิ่งกว่าปีที่แล้วอย่างเห็นได้ชัดนั่นเพราะหลิวจื่อฮวนเล็งเห็นว่าอันดับหนึ่งได้ถูกกำหนดตายตัวมาแล้วให้เป็หลินัเีเขาจึง้าช่วยให้อันดับสองได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น้
“วิชาระดับลึกลับ” บรรดาผู้แข็งแกร่งต่างมีประกายกระหายในดวงตาอันดับหนึ่งอาจจะเป็ไปไม่ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าหลินัเีแต่อันดับสองนั้นเป็อีกเื่หนึ่ง
สำหรับคนอื่นวิชาระดับลึกลับนั้นดึงดูดใจอย่างมากทว่าสำหรับซ่งไป่หลางเขาให้ความสนใจที่แก่นิญญาสัตว์ปีศาจมากกว่า
“แก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับสามและระดับสองขั้นสูง” ดวงตาของเด็กหนุ่มฉายแววครุ่นคิด
‘ไม่สมเหตุสมผลเท่าใดนักหากมีคนสามารถโค่นสัตว์ปีศาจระดับสามได้จริงก็จะได้รับแก่นิญญาั้แ่รอบแรกจะนำไปแลกคะแนนมาเพื่อสิ่งใดกัน’
“หึหึ คิดน้อยไปแล้วเ้าหนูข้อแรกรางวัลของอันดับหนึ่งไม่ใช่แค่แก่นิญญา ยังมีผลิญญา อาวุธและวิชาระดับลึกลับสำหรับเ้าแล้วของสิ่งอื่นไม่สำคัญนัก แต่สำหรับคนอื่นๆนับว่าล้ำค่าอย่างยิ่ง” เซี่ยหยางหัวเราะ
“อาจารย์ด้วยพลังของข้าตอนนี้พอจะรับมือสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นสูงได้แต่ไม่อาจถึงขั้นเอาชนะ ส่วนสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางจัดการง่ายดายยิ่ง ท่านคิดว่าข้าควรนำมาแลกคะแนนหรือเก็บเอาไว้ดี” ซ่งไป่หลางถาม
“แลกไปเถอะ ลำพังแค่แก่นิญญาสัตว์ปีศาจระดับสองขั้นกลางในอนาคตอยากได้เพิ่มแค่ไหนก็ล่าเอาได้โดยง่ายแต่ข้าเชื่อว่าหากเ้าสามารถชิงอันดับสูงๆของการประลองสำเร็จนั่นย่อมส่งผลดีต่ออนาคตของเ้าเอง ไม่แน่อาจได้รับรางวัลเพิ่มเติมจากตระกูลหลิวอีก” เซี่ยหยางตอบอย่างไม่คิดมาก
“ข้าเข้าใจแล้ว” ซ่งไป่หลางพยักหน้าและไม่สอบถามอีก
หลังจากจบกติกาของการประลองศิษย์หลักผู้าุโสองยังอธิบายการประลองของศิษย์สายในต่อทว่าซ่งไป่หลางไม่ได้ใส่ใจฟังเท่าใดนัก
เขากวาดตามองบรรดายอดฝีมือทั้งหมดในลานประลองโดยเฉพาะคนของนิกายหมื่นดาราและนิกายขุนเขาอัคคี
‘เต็มไปด้วยยอดฝีมือจริงๆเกรงว่าหากไม่สามารถไปถึงระดับเที่ยงแท้ได้ข้าก็จะเป็เพียงระดับกลางๆของการประลองเท่านั้น’ ซ่งไป่หลางสูดหายใจ
“ก่อนที่การประลองจะเริ่มต้น ข้าจะให้เวลาพวกเ้าเตรียมตัวสิบก้านธูปจากนั้นข้าจะส่งพวกเ้าเข้าไปยังมิติรวมนภา” ผู้าุโสองประกาศต่อศิษย์หลักทั้งห้าสิบคน
“อันใดกัน คนของนิกายบัว์ขาดแคลนหรือถึงได้ส่งขยะระดับก่อกำเนิดมาร่วมประลองศิษย์หลัก” เสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากกลุ่มคนของนิกายหนึ่งซ่งไป่หลางกวาดตามองพบว่าเป็กลุ่มนิกายหุบเขามืดนิกายนี้อยู่อันดับต่ำกว่านิกายบัว์หนึ่งระดับมาตลอดทว่าเมื่อเห็นสมาชิกของนิกายบัว์รอบนี้พวกเขาจึงคิดว่าโอกาสที่จะทะยานมาแย่งชิงอันดับได้มาถึงแล้ว
“หุบปากของพวกเ้าเสีย” ฟงสุ่ยแค่นเสียงออกมา
“ฮ่าๆ ฟงสุ่ยเ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งข้านอกจากอู๋หลิวกับจูเหวิน คิดหรือว่าข้าจะกลัวพวกเ้า”คนของนิกายหุบเขามืดพูดต่อก่อนจะเดินมาประชิดตัวซ่งไป่หลาง
ชายร่างั์วางมือบนบ่าของซ่งไป่หลางก่อนจะเผยเสียงหัวเราะ“เ้าหนูไม่ต้องห่วงข้าจะละเว้นไม่จัดการกับเ้า ฮ่าๆ ถือว่าข้ามีเมตตา”
ดวงตาของซ่งไป่หลางทอประกาย “เมตตาข้า? พวกเ้าต่างหากที่ต้องขอความเมตตาจากข้า”
“หา เ้ากล้าหรือ” คนของนิกายหุบเขามืดแค่นเสียงคำรามออกมา
“หากมีปัญญาก็มาเจอกันในการประลอง” ซ่งไป่หลางหัวเราะไม่ใส่ใจ
“พอเถอะ ไปกัน”หญิงสาวที่เป็ผู้นำนิกายหุบเขามืดเดินมาหยุดพรรคพวกของตนทว่าเมื่อมองมายังซ่งไป่หลางดวงตาของนางทอประกายเย็นเยียบเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“ไป่หลางการประลองรอบแรกนี้พวกเราทั้งห้าควรอยู่ด้วยกัน”เมื่อกลับมารวมกลุ่มจูเหวินได้เอ่ยต่อซ่งไป่หลางอย่างสุขุม “ข้ารู้ว่าเ้าแข็งแกร่งแต่หากจะจัดการกับสัตว์ปีศาจจำนวนมากรวมตัวกันอาจทำให้มีประสิทธิภาพในการล่ามากกว่าช่วยกันจัดการแล้วแบ่งส่วนการล่ากันทีหลัง เ้ามีความเห็นอย่างไร”
ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อมองไปทางอู๋หลิวเขาไม่คิดว่าชายที่ดูเย่อหยิ่งคนนี้จะยอมรับแผนการแบ่งปันผลประโยชน์ทว่าอู๋หลิวนั้นดูมีท่าทีเคารพต่อจูเหวินอยู่มาก
“มองอะไรของเ้า” อู๋หลิวถาม
“ไม่”ซ่งไป่หลางส่ายหน้า “ศิษย์พี่จูเหวินข้าเข้าใจว่าท่านมีแผนการ ทั้งยังเป็แผนการที่ดีมากข้าเชื่อว่าท่านเป็ผู้นำของพวกเราตอนนี้ ทว่าข้ามีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถรวมกลุ่มได้อย่างไรก็ตามหากเกิดปัญหาต่อพวกท่าน ขอแค่ส่งสัญญาณมาให้ข้าตามที่เคยตกลงกันไว้ข้าจะไปหาพวกท่านทันที”
อู๋หลิวมีสีหน้าไม่พอใจ “เ้าหนู หรือว่าเ้าไม่เชื่อฟังคำสั่งของศิษย์พี่”
“อู๋หลิว ไม่เป็ไร” จูเหวินถอนหายใจ “ไป่หลาง ข้าเข้าใจเ้า เอาเถอะถึงอย่างไรเราก็เป็พวกเดียวกันถ้าเ้ามีปัญหาก็สามารถส่งสัญญาณมาหาพวกเราได้เช่นกัน”
ฉินจีเห็นซ่งไป่หลาง้าแยกตัวไปจึงรีบเอ่ยว่า“ไป่หลางถ้าเ้าไม่รวมกลุ่มข้าจะไปกับเ้า”
ซ่งไป่หลางรีบส่ายหน้า “ศิษย์พี่ฉิน ท่านควรอยู่กับกลุ่ม ความสามารถของข้าท่านย่อมรู้ดีโดยเฉพาะในด้านหลบหนีและซ่อนตัว ท่านไม่ต้องห่วงข้า”
ฉินจีพลันนึกไปถึงวิชาพรางกายที่ซ่งไป่หลางเคยใช้ตอนพบกันครั้งแรกรวมถึงเื่ที่เขาเอาชีวิตรอดจากหุบเขาต้องห้ามได้นางจึงพยักหน้ายอมรับ
“ไม่ต้องห่วงเขาหรอกศิษย์น้องฉิน” จูเหวินกล่าว
พวกเขาสนทนากันอีกเล็กน้อยระหว่างนั้นผู้คุมการประลองบางส่วนได้เข้ามาพร้อมกับตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้เข้าร่วมทุกคนไม่มีแก่นิญญาติดตัวมาก่อน
รอจนเวลาหมดลงผู้าุโสองได้ประกาศออกมาอีกครั้ง “ศิษย์หลักทุกคนก้าวเข้าไปในประตูมิตินี้”เขาสะบัดมือหนึ่งครั้งใช้พลังระดับเหนืุ์ดึงกระชากห้วงมิติให้เปิดออกอันที่จริงด้วยพลังระดับเหนืุ์เขาไม่มีความสามารถึงขั้นเปิดประตูมิติแต่สถานที่นี้มีมิติรวมนภาทับซ้อนอยู่แต่แรกแล้วที่เขาทำเป็เพียงการกระตุ้นประตูให้เปิดออกเท่านั้นนับว่าทำได้ไม่เหนือบ่ากว่าแรง
ไม่รอผู้ใดคนของนิกายหุบเขาอัคคีทะยานเข้าไปเป็กลุ่มแรก เมื่อเข้าไปหมดแล้วผู้าุโสองขยับร่างกายเล็กน้อยแปรเปลี่ยนทิศทางของประตูมิติเพื่อไม่ให้กลุ่มต่อไปปรากฏตัวขึ้นที่เดียวกัน
คนของนิกายหมื่นดาราตามเข้าไปเป็อันดับสอง
จากนั้นจึงเป็นิกายอื่นๆที่ตามเข้าไปทีละนิกายจนในที่สุดทั้งหมดก็เข้าไปในมิติรวมนภาจนครบ
หลิวจื่อฮวนหยิบของวิเศษชิ้นหนึ่งขึ้นมามันคือหยกฉายภาพที่สามารถแสดงภาพที่เกิดขึ้นในมิติรวมนภาได้เมื่อเขากระตุ้นอักขระให้มันทำงาน หยกฉายภาพลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วฉายภาพขึ้นมาทั้งหมดห้าสิบภาพทั้งหมดล้วนฉายไปยังศิษย์หลักทั้งห้าสิบคนของสิบนิกาย
“ศิษย์นิกายหมื่นดาราและขุนเขาอัคคีแยกกันอย่างที่คาดยังมีนิกายหอกระบี่ที่เซียนกระบี่น้อยแยกตัวออกจากกลุ่ม เอ๊ะนิกายบัว์เองก็มีคนแยกจากกลุ่มเช่นกัน” คนของตระกูลหลิวที่เป็ผู้ช่วยควบคุมการประลองพูดคุยกัน
“น่าสงสารนักเ้าหนูนั่นคือคนที่มีพลังขั้นสิบก่อกำเนิดคนอื่นๆคงเห็นว่าเขาไร้ประโยชน์จึงทิ้งเขาไว้แล้วไปด้วยกันแค่สี่คนอีกไม่นานเขาคงต้องใช้ยันต์ป้องกันตัวเพื่อออกมาจากมิติรวมนภาแล้ว”
“หืม พวกเ้าดูสิ คนของนิกายหุบเขามืดเคลื่อนไหวรวดเร็วยิ่งราวกับว่าพวกเขามีเป้าหมายอยู่ในใจแล้วจากที่ข้าสังเกตราวกับว่าพวกเขากำลังมุ่งหน้าไปทางเ้าหนูขั้นสิบก่อกำเนิดคนนั้น”
“หรือพวกเขาตั้งใจจะกำจัดนิกายบัว์” ผู้คุมการประลองอุทาน