กล่าวจบพระองค์ก็กระแทกขาเข้าที่สีข้างของม้า ทำให้มันใจนพยศกระโจนยกขาหน้าขึ้นร้องเสียงดัง ก่อนที่มันจะพุ่งทยานออกหน้าทุกคนไป ด้วยหัวใจของพระองค์ในยามนี้ หมายมุ่งสู่เวียงชัยเป็จุดหมายสำคัญ เหนื่อยหน่ายนักที่จะรั้งรอเสียเวลาจะตีฝีปากพูดจาด้วยสตรีสายเืโจร อย่างวงศ์สายของเ้านางจันทร์แดง ทำเอาคนติดตามที่เหลือ ต่างต้องเร่งควบม้าตามกันไป จนฝุ่นฟุ้งตลบอบอวล ทำเอาเ้านางผู้งดงามต้องรีบโบกพัดขนนกไล่ฝุ่นฟุ้ง จากม้าทั้งหกตัวที่ควบตะบันหน้าผ่านไปไม่เหลียวแล
ประลำพิธีส่งพระศพ จัดขึ้นบนลานผาเ้าเวียง ณ จุดนี้มีโพรงถ้ำแลสามารถมองเห็นสายน้ำของ ที่กำลังไหลทอดตัวไปในยังทิศตะวันตก ความเงียบเชียบแผ่ซ่านเข้าปกคลุมอาณาบริเวณ มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของเหล่านางกำนัลแลทหารหาญ ที่เฝ้าอยู่รายรอบปากถ้ำเหนือลำน้ำที่เชี่ยวกราก เ้าพรหมเสกยังคงประทับนิ่งมองดูร่างไร้ิญญาของพระเชษฐาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ความเ็ปนั้นล้ำลึกเกินกว่าจะกลั่นออกมาเป็หยดน้ำตาได้ในทันที
"พิธีศพ...จำต้องเร่งจัดทำ" เ้าโยนยางคำเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ายังมิสงบ ศัตรูอาจย้อนกลับมาได้ทุกเมื่อ เรามิอาจรั้งรอให้กลับคืนถึงสุวรรณโคมคำได้ดอกหนา จำต้องส่งดวงพระิญญาคืนสู่แดนแถน ณ ที่แห่งนี้...ตามพิธีโบราณเยี่ยงนักรบผู้กล้าแห่งสายน้ำ"
ท่ามกลางภาวะาที่คุกรุ่น พิธีศพของพญาศรีศักดิ์แลเ้ามหาอุปราชขุนคำหลวง จึงถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่ทรงพระเกียรติสูงสุด ไม้สักขนาดใหญ่กว่าสองคนโอบ ถูกตัดแบกหามขึ้นมายังโพรงถ้ำ เพื่อผ่าครึ่งแกะขุดถากถางขึ้นเป็โลงไม้รูปทรงเรือ สำหรับบรรจุพระศพของเ้าชีวิตทั้งสองที่จากไป ปลายโลงแกะเป็รูปหัวนกใหญ่แทนความหมายของนกหัสดีลิงค์ หมายใช้เป็พาหนะนำพาดวงพระิญญา ให้โผบินขึ้นไปสู่เมืองบน
ช่างศิลป์บรรจงเขียนลายสัตว์์ ลงลักเขียนชาดแดงทั้งด้านในแลด้านนอก เพื่อมอบถวายเป็เครื่องสักการะสูงสุดแด่ผู้วายชน
ร่างของสองยอดขุนพลเ้ากษัตริย์ ถูกบรรจุลงในโลงรูปเรืออันวิจิตร ภายในปูทับด้วยดอกไม้ป่ากลิ่นหอม แลของอุทิศที่ถูกจัดวางไว้อย่างครบครัน ทั้งของ้าวสำริดคู่กายของเ้าขุนคำหลวง และดาบคู่ใจของพญาศรีศักดิ์ ที่วางทับไว้บนทรวงอก
เบื้องปลายเท้า มีไหสำริดบรรจุเมล็ดพันธุ์ข้าวแลธัญพืช ไหสำริดบรรจุน้ำผึ้งแลบรรจุสุรากลั่น ตามลำตัวประดับทองคำทองสำริดลูกปัดหินสีอันเป็ของรักใส่ติดกาย ลูกปัดกระดูกปลาแลกระดูกเขางาเขี้ยวของสัตว์ป่า พร้อมผ้าผ่อนแพรพรรณผืนงาม ตุ๊กตาดินเผาตัวน้อยที่ใช้แทนข้าราชบริพาล ราวกับจะให้คนทั้งสอง ได้นำไปใช้สอยเป็เสบียงแลอาวุธในสัมปรายภพ พร้อมกลองมโหระทึกอีกจำนวนสองใบ
พระชายาเอื้อ ทรงประคองสติด้วยความเด็ดเดี่ยว นางหยิบขันน้ำขมิ้นส้มป่อย[15]ขึ้นมา ประพรมลงบนร่างที่เย็นชืดของสวามี พระนางค่อย ๆ ถอดกำไลสำริดวงหนึ่งออกจากข้อมือ สวมคืนไว้บนข้อมือของสวามีดังเดิม
"ของหมั้นวงนี้ พี่เป็คนสวมให้ข้า วันแรกที่ข้าก้าวเข้าเวียงชัย วันนี้ข้าขอคืนมันให้เ้าพี่...ให้พระองค์นำมันติดตัวไปรอข้าเ้าที่เมืองบนเถิดหนา ชาตินี้ข้าเ้าภูมิใจนัก ที่ได้เป็เมียยอดนักรบแห่งเวียงชัย มิเคยเสียใจเลยที่ตามพี่ท่านมาอยู่ที่นี่ ไปรอข้านะเ้าคะ"
ยามสามมาถึง ลมป่าพัดกรรโชกแรงจากลำน้ำขึ้นสู่ผาสูง เ้าพรหมเสกสั่งการให้ทหารช่วยกันปิดฝาตอกลิ่มใหญ่เพียงหัวท้าย ยกโลงเรือไม้ทั้งสองขึ้นเทินไว้บนคานไม้ใหญ่ที่ตอกตรึงไว้กับชะง่อนหินผา ให้หัวเรือหันไปทางทิศที่ตะวันออก หางเรือไปทิศตะวันตก เพื่อให้ดวงิญญาทั้งสองได้ล่องนาวาไปแดนแถนเบื้องแสนตะวันส่องสว่าง
"ข้าพรหมเสก ขอเป็ตัวแทนคนทั้งผองแห่งสุวรรณโคมคำ ส่งเสด็จ...เ้าพี่คำหลวงแลพญาศรีศักดิ์ กลับคืนสู่ฟ้าแดนแถน…"
เสียงสวดส่งิญญาดังระงมไปทั่วบริเวณ ทหารนับพันต่างทรุดกายลงกับพื้นดินกราบลาผู้เป็ยอดเหนือหัว ที่บัดนี้สถิตอยู่บนแท่นไม้บนผาสูงเสียดฟ้า ดั่งเรือไม้ที่กำลังนำพาดวงิญญา ให้ลอยล่องไปแดนไกล ตามสายน้ำที่ไหลเฉื่อยไม่สิ้นสุด
ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือยอดผาสูง เสียงฝีเท้าม้าหลายตัวดังกระชั้นชิดแว่วมาตามเส้นทางลาดชัน ที่ประดับคบเพลิงส่องสว่างรายทาง เ้าขุนอินทร์ถวายแลเ้าแสนเมืองสิงห์พร้อมผู้ติดตาม ควบม้าเข้าสู่เขตพิธีในสภาพอิดโรย ทันทีที่ทรงมองเห็นโลงไม้ตั้งตระหง่านอยู่บนเงื้อมผาภายใต้แสงจันทร์ เ้าขุนอินทร์ถวายก็ถึงกับทรงกายไม่อยู่ ทิ้งร่างอ่อนล้าร่วงหล่นลงจากหลังม้า มานอนกองกับพื้นดิน
"เ้าพี่! ไม่จริง! นี่กูมาไม่ทันส่งเ้าพี่หรือนี่!…"
พระองค์ฝืนใจเหนื่อยล้า พลิกกายคลานเข่าเข้าหาผาสูง สายตาจับจ้องมองแต่โลงไม้ ความหนาวเหน็บของลมบนยอดเขาป่าดอย มิอาจทำลายความร้อนรุ่มในหัวอก เ้าพรหมเสกรีบเดินเข้าไปประคองเหนี่ยวรั้งพี่ชาย ที่เกิดห่างกันเพียงไม่กี่ขวบเดือนเอาไว้ ทั้งสองกอดกันกลมท่ามกลางแสงเดือนที่สะท้อนเงาของโลงไม้เหนือผาสูง
"ท่านจากไปอย่างผู้มีชัย อินทร์ถวาย…เ้าพี่รอพระองค์บ่ไหว จึงต้องลงเรือมุ่งหน้าสู่แดนแถนไปก่อนชาวเรา ตัวข้าเองก็สุดที่จะรั้งรอพระองค์เอาไว้ได้" เ้าพรหมเสกกระซิบปนสะอื้นไห้
ในคืนนั้น โลงไม้บนผาสูงเหนือเวียงชัย ตั้งเด่นเป็ตระหง่านราวกับเป็อารักษ์ที่คอยปกป้องสายน้ำของ ชัยชนะครั้งนี้แลกมาด้วยหัวใจที่แตกสลายของชาวสุวรรณโคมคำแลเวียงชัย และทิ้งไว้เพียงตำนานแห่งขุนศึกบนผาสูง ที่จะถูกจารึกไว้ในแผ่นดินไปชั่วลูกชั่วหลาน....
เ้านางเอื้อพาราชบุตรทั้งสาม ทายาทสายตรงที่ยังมีลมหายใจของเวียงชัย เข้ามากราบพระบาทเ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวาย ถึงลานกว้างที่เพิ่งผ่านการประกอบพิธีศพแล้วเสร็จไป
“กราบพระบาทเ้า ลูกข้าเ้าทั้งสามนี้ บัดนี้ขอมอบแด่พระองค์ ก่อนจากไปเ้าพี่ศรีศักดิ์ได้เอ่ยมอบพวกมันไว้ให้แก่เ้าขุนคำหลวง แต่ในเมื่อเ้ามหาอุปราชเองก็จากไปด้วย เด็กทั้งสามนี้ ข้าเ้าจำต้องมอบให้พระองค์นำกลับไปเป็ขี้ข้ารองบาท สุดแล้วแต่นะเลี้ยงดูสั่งสอนเ้าค่ะ”
เ้าพรหมเสกมองดูเด็กทั้งสามที่เป็ชายล้วน คนโตน่าจะอายุสักเจ็ดขวบ ส่วนคนรองน่าจะได้สักสามขวบแลคนเล็กที่น่าจะเพิ่งหัดเดิน สองพี่น้องคนใหญ่แลคนรองรู้ความแล้ว รีบคลานเข่าเข้ามากราบพระบาทต่อเ้าขุนอินทร์ถวาย ที่ยังคงงุนงงไม่เข้าใจ
“นี่มันเื่อันใดกันไอ้พรหม…”
“ตามที่พระชายาเอ่ยพระเ้าข้า เ้าพี่คำหลวง ทรงรับปากคำสั่งเสียของพระสหาย ว่าจะรับเอาเ้านางเอื้อแลราชบุตรทั้งสาม ไปดูแลเสียที่สุวรรณโคมคำ ไม่คิดว่า พระองค์เองก็ต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ ยามนี้พระชายาแลราชบุตรจำต้องตกเป็สมบัติของพระองค์แล้วพระเ้าข้า”
เ้าแสนเมืองสิงห์แอบชำเลืองมองพระชายาคนงาม ของเ้าเหนือหัวผู้จากไป แม้นางออกจะอวบไปสักหน่อย แต่ก็นับว่าหน้าตาผิวพรรณงามนัก มิรู้ว่าหญิงม้ายที่ผัวเพิ่งตายจาก จะพอเขย่าหัวใจชายไร้คู่อย่างอินทร์ถวายได้หรือไม่
“ได้เช่นไรกัน แม้ตัวกูนั้นจะยังไม่มีคู่หมาย แต่ก็ไม่คิดมีเมียด้วยวิธีนี้ น้องนางเองก็เป็ถึงพระชายาอดีตเ้ากษัตริย์เวียงชัย อันจะหักหาญน้ำใจกันด้วยเพราะคำสั่งเสียเห็นจะมิควร เอาเช่นนี้เถิด ไอ้แสนเมืองสิงห์ สิ้นงานไว้ทุกข์เ้าศรีศักดิ์แลเ้าพี่กูแล้ว ให้จัดส่งตัวนางแลราชบุตรไปสุวรรณโคมคำ แม่กูชราแล้ว มีนางไปดูแลรับใช้อีกคนน่าจะดี แถมมีละอ่อนน้อยเหล่านี้ไปเล่นด้วยท่านย่า แม่กูคงอายุยืน น้องนางลูกของเ้าพี่จักรับเป็บุตรบุญธรรม แลจักเลี้ยงดูเยี่ยงบุตรกษัตริย์ เ้าก็จงวางใจอย่าได้คิดมากเลยหนา”
นางหมอบกราบต่อน้ำพระทัยที่เ้าราชวงศ์ทรงมอบให้
“เรียนฝ่าพระบาท ข้าเ้าหมายใจยกราชบุตรตามความประสงค์ของเ้าพี่ศรีศักดิ์ แต่ตัวข้านั้น หาได้มีใจคิดติดตามไปสุวรรณโคมคำไม่ ข้าเ้าจักลาออกบวชถือศีลห่มผ้าขาวไปชั่วชีวิต จักรั้งอยู่เวียงชัยขอเฝ้าดวงพระิญญาของผู้เป็ผัวไปจนสิ้นวันสุดท้ายของชีวิต ขอพระองค์โปรดประทานอนุญาตด้วยเถิดเ้าข้า” บัดนี้น้ำตาที่พระนางสู้อดทนมาทั้งวัน หลั่งไหลออกมาด้วยยากจะอดกลั้นต่อไปได้
ลานกว้างกลางผาสูงตกอยู่ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะอื้นไห้แ่เบา จากหัวใจของนางพญานั่งเมืองที่แตกสลาย
ท่ามกลางความโศกเศร้า ต่อการจากไปของเ้าหน่อเนื้อเชื้อ์ ไฟาจากข้าศึกผู้รุกรานยังไม่จางหาย ในขณะที่ทุกคนต่างพุ่งเป้าคอยเฝ้าระวังโจรเข้าบ้าน จนหลงลืมระวังคนชั่วที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน เ้านางจันทร์แดงเริ่มขยับตัวในเงามืด นางคิดเริ่มแผนการอันชั่วร้าย ต่อผู้ที่ยังมีลมหายใจ
“เ้านาง…” พรานกะเหรี่ยงผู้มีใบหน้าหยาบกร้าน เบ้าตาลึกหมองคล้ำเช่นคนอดหลับอดนอน กลิ่นตัวเหม็นสาบเหมือนไม่อาบน้ำอาบท่ามานานวัน มันรีบเข้ามากราบพระบาทถึงหอพิมานพระชายา
“บัดนี้ไอ้อินทร์ถวาย มันจัดทัพไปทำศึก กู้าให้มึงสอดแทรกร่วมไปกับกองทัพ มีโอกาสอันดี ให้มึงหาวิธีจัดการฆ่ามันทิ้งเสียที่เวียงชัย มิต้องให้มันพี่น้องกลับคืนมาสุวรรณโคมคำอีก ลูกกูต้องเป็เช่นไร มันต้องพบเจอเื่ร้อนร้ายมากกว่าเป็เท่าทวีคูณ”
“มิง่ายแต่ก็มิยาก เื่นี้พระนางโปรดวางใจ ข้าพเ้าจะสนองงานให้สมกับค่าตอบแทน เพียงแต่เ้าอินทร์ถวาย หาใช้บุรุษทั่วไปที่คิดจักกำจัดก็ทำได้โดยง่ายไม่ พระองค์มีของดีที่มิอาจดูเบา คนผู้นี้เกิดมาด้วยบุญญาธิการ มีเทพไท้เทวาพญาแถนคุ้มขวัญหัวมาแต่กำเนิด ข้าพเ้าอาจต้องวางแผนให้ดี หากคิดจะปลิดชีพพระองค์”
นางเห็นมันชำเลืองตามองถุงรางวัลตอบแทนอยู่หลายหน จนรำคาญใจ นางจึงหยิบถุงไท่โยนใส่หน้ามัน ให้จบสิ้นสายตาน่ารำคาญใจ นางโน้มกายลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอันแ่เบาใส่หน้าพรานกระเหรี่ยง
“นี่เพียงแค่เบื้องต้นเท่านั้นดอกหนา หากมึงทำการสำเร็จ กูจักให้มึงมากกว่านี้ก็ย่อมได้ ส่วนเื่ที่มึงจักทำ กูหาได้สนใจใคร่รู้ไม่ ขอแค่ไม่มีไอ้คนผู้นี้อยู่บนโลก กูล้วนพอใจทั้งสิ้น”
ไอ้พะตี่เซเกอรีบตะครุบถุงเบี้ยมาเปิดออกดู ด้านในมิใช่เบี้ยแต่เป็เม็ดทองคำน้อยใหญ่เต็มถุง มันตาโตเมื่อเห็นรางวัลตอบแทนที่เ้านางจันทร์แดงเตรียมไว้ให้ มันยิ้มกริ่มแล้วรีบกราบลาผู้เป็นายด้วยความดีใจ ก่อนจากไปด้วยคำมั่น ที่หมายจะเด็ดชีวิตของเ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวาย เพียงเพราะ้ากลับมารับรางวัลที่เหลืออีกส่วนหนึ่ง จากเ้านางจันทร์แดง
[15] น้ำขมิ้นส้มป่อย เป็น้ำที่มีส่วนผสมของผงขมิ้น ทำให้มีสีเหลืองอ่อน ๆ มีกลิ่นหอมจากฝักส้มป่อย ดอกคำฝอยและดอกสารภีแห้ง มักนิยมผสมกับน้ำอบน้ำปรุง นับเป็สิ่งมงคลของชาวล้านนามาแต่โบราณ ที่ผูกพันธ์ในวิถีชีวิตมาทุกยุคสมัย