ขีดจำกัดด้านกำลังคน
ความร้อนรนที่แฝงอยู่ในการเคลื่อนไหวของสัมผัสวิญญาณนั้นสร้างความประหลาดใจให้กัสเป็นอย่างมากเพราะมันขัดกับบุคลิกของท่านหญิงที่เขาคุ้นเคย
ทว่ากัสก็สงสัยได้ไม่นานนักเพราะถูกคริสตัลที่ปรับพลังวิญญาณเสร็จส่งเสียงทักเบาๆจนได้สติ
“เป็นอะไรไปหรือคะท่านกัส”
“ม..ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่ตกใจนะ..พอดีสัมผัสวิญญาณของข้าเหมือนจะแหลมคมกว่าเดิมก็เลยสัมผัสอะไรที่ไม่เคยสัมผัสได้ขึ้นมานะเลยแปลกใจ”
“จริงหรือคะท่านกัส! ยินดีด้วยนะคะแล้วตอนนี้อยู่ในขั้นไหนแล้วหรือคะ”
กัสเลิกคิ้วเล็กน้อยกับคำถามและการแสดงความยินดีของคริสตัลเขาสับสนไปชั่วขณะถึงจะเข้าใจว่าคริสตัลถามอะไร
“เจ้าหมายถึง..ระดับของสัมผัสวิญญาณนะหรือ..เรื่องนี้ข้าเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน..บางทีอาจจะเป็นขั้นสุดท้ายของมโนทัศน์หรือไม่ก็ขั้นแรกสุดของดวงตาแห่งจิต”
ระดับที่กัสบรรลุถึงนั้นแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่มั่นใจเช่นกัน ทว่าเขาก็พอจะคิดได้ว่ามันน่าจะอยู่ในช่วงของรอยต่อนี้ระหว่างมโนทัศน์ที่เป็นขั้นแรกเริ่มของสัมผัสวิญญาณกับดวงตาแห่งจิตที่เป็นขั้นที่สอง
คริสตัลนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะสอบถามอะไรอีกหลายๆอย่างไม่นานนักสีหน้าไม่มั่นใจของหญิงสาวก็กลายเป็นความตื่นเต้นยินดี
“น่าจะเป็นอย่างหลังแล้วละค่ะท่านกัสท่านบอกว่าใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบกระแสพลังได้แล้วใช่ไหมคะ”
“อ่า..ใช่ มองเห็นแล้วละ ชัดกว่าเมื่อก่อนมากเลย โดยเฉพาะของเหลวในแท่งน้ำแข็งนั่น ตอนแรกข้ามองไม่ออกว่ามันคืออะไรแต่ตอนนี้พอเดาได้แล้วละ”
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่ผิดแล้วละค่ะท่านกัส!! นี่คือขั้นแรกเริ่มของดวงตาแห่งจิต!!สุดยอดไปเลยนะคะท่านกัส ด้วยวัยเพียงแค่นี้ก็มาถึงขั้นที่สองแล้ว..สุดยอดไปเลยค่ะ”
พอถูกคริสตัลชมออกมาไม่หยุดแบบนี้แม้กระทั่งกัสก็ยังรู้สึกเขินๆจนหน้าแดงน้อยๆ ซึ่งทำให้คริสตัลยิ้มขำ พลางลูบใบหน้าของเขาด้วยความรักปนเอ็นดู
ท่าทีที่บางครั้งก็ดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัยของกัสนั้นทำให้คริสตัลแอบชื่นชมเขามานานแล้วในขณะที่ท่าทางที่ดูเหมือนเด็กน้อยของเขาก็ชวนให้เธอหลงใหลไปด้วยเช่นกัน
ส่วนผสมของเด็กและผู้ใหญ่ที่กัสมีมันชวนให้หญิงสาวที่มีอายุมากกว่าเขานึกเอ็นดูได้ไม่ยากทั้งยังหลงใหลไปกับภาพลักษณ์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัวของเขาด้วย
ทั้งน่าเอ็นดูราวกับเด็กหนุ่มแต่ก็น่าไว้ใจราวกับผู้ใหญ่ที่มากประสบการณ์
ความต่างของความรู้สึกที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดนี้ชวนให้คริสตัลรู้สึกอยากเข้าใกล้และอยากสัมผัสเขาอย่างบอกไม่ถูก
สุดท้ายคริสตัลก็อดใจไม่ไหวจูบกัสอีกครั้งจนทำให้พวกเขาสองคนเริ่มต้นการจูบที่ดูดดื่มจนกระทั่งความเย็นเยือกสายหนึ่งเคลื่อนตัวเข้ามาในห้องโถง
ถึงตอนนั้นคริสตัลก็รีบผละออกมาจากกัสด้วยใบหน้าที่แดงก่ำก่อนจะตามมาด้วยการปรากฏตัวของท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทที่มีสีหน้าสงบนิ่งเย็นเยือกไม่เปลี่ยน
“นี่ก็ดึกแล้ว..เจ้าควรกลับไปพักได้แล้วนะ..”
ท่าทางของท่านหญิงนั้นไม่มีอะไรผิดแปลกไปเลย มันทำให้กัสแอบสงสัยแต่เขาก็ไม่กล้าคิดนานเหมือนกันเพราะเขารู้สึกว่าดวงตาที่เย็นเยือกคู่นั้นมันดูเย็นผิดจากทุกทีจนแอบกลัวอยู่ลึกๆเลยรีบบอกลาคริสตัลและท่านหญิงก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อกัสหายไปคริสตัลที่ยิ้มเขินๆก็ลอบมองแม่ของเธอด้วยความแปลกใจ ก่อนจะยิ้มออกมาน้อยๆ เพราะเธอสังเกตเห็นความร้อนรนที่น่าประหลาดจากแม่ของเธอ
“ถูกท่านกัสจับได้หรือคะท่านแม่..ข้าเพิ่งจะเคยเห็นท่านแม่ร้อนรนแบบนี้เป็นครั้งแรกเลยนะคะ”
การหยอกล้อของคริสตัลนั้นทำให้ดวงตาที่เย็นเยือกของท่านหญิงเย็นเยียบมากขึ้นไปอีกแต่ในสายตาของคริสตัลที่ช่วงนี้อยู่ร่วมกับแม่ของเธอมานานจนเริ่มจะเข้าใจนิสัยที่ถูกปิดบังด้วยผลกระทบของวิชาแล้วเธอกลับไม่รู้สึกกลัวสายตาคู่นี้เลย
แต่กลับรู้สึกว่าแม่ของเธอช่างน่ารักเสียจริงจนอดหยอกเย้าอีกครั้งไม่ได้จนทำให้ท่านหญิงที่นอกจากทำตัวเย็นเยือกและแผ่บรรยากาศเย็นเยียบออกมาต้องโอดครวญในใจที่ลูกสาวไม่เคารพเธอแล้ว
อีกด้านหนึ่งกัสที่รีบวิ่งหนีไปนั้นก็แอบมองกลับไปด้านหลังอีกหลายครั้งก่อนจะยิ้มขำๆแล้วเดินต่อไปจนกระทั่งข้ามกลับไปยังดินแดนหลักที่ตอนนี้เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว
กัสไม่ได้แวะไปไหนอีกแต่เลือกที่จะกลับไปพักผ่อนที่บ้านทันทีเพราะเขามีงานที่ต้องทำในวันพรุ่งนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ววันใหม่ก็มาถึงวันทำงานก็วนกลับมาอีกครั้งพร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตารางงาน
ผลลัพธ์จากการทำงานวันแรกก็ยังทะลุเป้าเช่นเดิมเนื่องจากพัฒนาการที่ก้าวกระโดดในช่วงของวันหยุดซึ่งเกิดจากการที่กัสทุ่มเทกำลังและความสามารถทั้งหมดในการสนับสนุนน้องๆของเขาและข้ารับใช้ทุกคน
เด็กสาวเผ่าหนอนโลหะทั้งสามที่ได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากกัสในตอนนี้ก็ได้ก้าวข้ามขอบเขตเดิมของพวกเธอไปกันถ้วนหน้า
เด็กสาวของกัสได้กลายเป็นหัวหน้ากลุ่มโดยแท้จริงและมีการเติบโตที่โดดเด่นเหนือกว่าสองสาวที่เป็นคนของบลูอายอย่างเห็นได้ชัด
ทักษะการควบคุมเมือกโลหะของเธอนั้นโดดเด่นเหนือใครทั้งหมดในตอนนี้นอกจากจะควบคุมได้อย่างที่ใจต้องการแล้ว ยังมีขอบเขตและปริมาณที่มากกว่าเดิมหลายเท่า
หากเทียบกับสมัยก่อนที่เด็กสาวจำต้องใช้แรงกายของเธอร่วมกับการควบคุมเมือกโลหะให้กลายเป็นพลั่วเพื่อขุดดินแล้วตัวเธอในตอนนี้เธอสามารถใช้เมือกโลหะในการขุดได้โดยตรงโดยไม่ต้องใช้กำลังกายของเธอแม้แต่นิดเดียว
ขณะที่สองสาวซึ่งมาทีหลังนั้นตอนนี้ก็พัฒนาไปมากจนสามารถใช้เมือกโลหะแทนอุปกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอุปกรณ์ระดับ 3 – 4 ที่กัสมอบให้จึงถูกปลดออกเพราะสำหรับเผ่าหนอนโลหะแล้วไม่มีอุปกรณ์ชิ้นไหนจะทำงานได้ดีไปกว่าเมือกโลหะของพวกเธออีกแล้ว
กัสที่ได้รับรายงานในเรื่องนี้มาหลายครั้งก็นึกสนใจจึงแอบไปเฝ้าดูพวกเธอทำงานในวันที่สองและได้เห็นภาพที่น่าทึ่งภาพหนึ่ง
ภาพของหนอนโลหะขนาดใหญ่ที่มุดลงไปในดินราวกับมีชีวิตก่อนจะพ้นก้อนดินขนาดใหญ่ขึ้นมาบนพื้นดินทีละก้อนๆติดต่อกันไม่มีหยุด กับภาพของสองสาวที่ควบคุมฉมวกโลหะให้ทิ่มแทงลงไปในดินก่อนจะดึงกลับมาจนได้ก้อนดินขนาดใหญ่ที่ถูกแหโลหะโอบอุ้มเอาไว้ก้อนหนึ่ง
ประสิทธิภาพในการขุดดินที่ก้าวข้ามขอบเขตเดิมๆไปโดยสิ้นเชิงนี้ทำให้กัสได้แต่ทึ่งจนหมดคำพูดเขามองดูหนอนโลหะที่เด็กสาวของเขาควบคุมให้ขุดลงไปในดินจากนั้นก็มองดูสองสาวที่ดึงแหโลหะกลับขึ้นมาราวกับกำลังดึงหัวมันจนได้ภูเขาดินลูกโตลูกหนึ่ง
และยิ่งได้เห็นภาพของหุ่นยนต์ด้วงที่ถูกควบคุมโดยน้องสาวของเขาด้วยแล้วกัสก็ยิ่งประหลาดใจเพราะไม่คิดว่าน้องสาวของเขาจะมาทำงานร่วมกับสามสาวด้วยแบบนี้
‘จริงสิ..วันนี้ไม่มีการปลูกผลไม้วิเศษนี่นะ นางจะว่างก็ไม่แปลก..ถ้างั้นอีกคนก็ต้อง’
เมื่อหันกลับไปมองด้านหลังกัสก็ได้เห็นน้องสาวอีกคนของเขาที่ทำงานร่วมกับมิโดริซึ่งตอนนี้กำลังทำหน้าที่ตัวประสานงานอยู่ที่โกดังของดินแดนรกร้าง
ภาพของน้องสาวที่ทำงานอย่างชำนาญนั้นสร้างความภาคภูมิใจให้กัสมากทีเดียวยิ่งเห็นระบบการทำงานที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เขาก็ยิ่งพึงพอใจ
‘สุดยอดไปเลยแฮะ..แต่แบบนี้ก็ยังมีปัญหาสินะ กล่องระดับ4 ไม่น่าจะมีระยะการควบคุมที่ไกลขนาดนั้น’
ขณะที่คิดอยู่กัสก็เหลือบไปเห็นการทำงานของน้องสาวที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยเธอไม่สามารถอยู่ที่โกดังเพื่อทำหน้าที่ขนย้ายในฐานะตัวกลางได้อีกแต่ต้องควบคุมหุ่นยนต์ด้วงให้เดินออกไปเพื่อยืดระยะการควบคุมให้เข้าใกล้กล่องเก็บของที่อยู่บนหุ่นยนต์ด้วงที่สามสาวเผ่าหนอนโลหะควบคุมอยู่
การเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนไปนี้เกิดจากขีดจำกัดในการเคลื่อนย้ายของกล่องระดับ4 ที่มีอาณาเขตจำกัด
คุณสมบัติของกล่องเก็บของนั้นนอกจากจะเพิ่มพื้นที่การเก็บรักษาและลดภาระด้านน้ำหนักลงอย่างมากแล้วพอเพิ่มเป็นระดับ 3 ก็จะมีคุณสมบัติในการเคลื่อนย้ายแบบทางเดียว หรือก็คือสามารถส่งของในกล่องไปยังกล่องที่มีระดับ3 เหมือนกันได้
เมื่อเพิ่มเป็นระดับ4 ก็จะได้รับการเคลื่อนย้ายแบบสองทาง หรือก็คือสามารถเคลื่อนย้ายของในกล่องเก็บของระดับ1 – 4 ที่อยู่ในอาณาเขตได้อย่างอิสระ
ทว่าอาณาเขตนี้ก็ยังมีขีดจำกัดซึ่งไม่มากพอที่จะสนับสนุนการทำงานในปัจจุบัน
“ต้องเพิ่มเป็นระดับ 5 แล้วสินะแล้วก็ต้องมีมากกว่า 1ด้วย..ก็ไม่ยากหรอกมั้ง”
คิดแล้วกัสก็ไหวไหล่ กล่องเก็บของระดับ 5 หนึ่งใบราคามากกว่า 1 แสน DPซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนมันคงลำบากกันมากทีเดียว
แต่สำหรับตอนนี้มันเป็นเพียงเรื่องง่ายๆในเมื่อเขามีรายรับไม่ต่ำกว่าแสนในแต่ละวัน
ลำพังแค่การปลูกผักของกัสก็สร้างรายรับได้มหาศาลแล้ว1 วันเขาทำได้มากกว่า 7 แสนด้วยซ้ำและถ้าขยายพื้นที่ออกไปได้มากขึ้นเขาก็มั่นใจว่าสามารถสร้างรายได้มากกว่า 1 ล้านได้อย่างสบายๆ
การนำปุ๋ยเวทมนตร์ของผลไม้วิเศษมาใช้กับผักนั้นให้ผลเป็นสองเท่าซึ่งเท่ากับว่ากัสสามารถประหยัดปุ๋ยลงได้ครึ่งหนึ่ง การผสมน้ำจึงทำได้ง่ายขึ้นระบบน้ำหยดรูปแบบใหม่ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ถึงตอนนี้พื้นที่ที่กัสจัดไว้เป็นพื้นที่เพาะปลูกขนาด200 ไร่ก็กลายเป็นพื้นที่หลักในการเพาะปลูกไปแล้ว สิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวข้องเองก็เริ่มสร้างแล้วภายในอาทิตย์นี้เขามั่นใจเลยว่าระบบสนับสนุนการเพาะปลูกจะต้องเสร็จสมบูรณ์
เมื่อถึงเวลานั้นรายรับวันละ1 ล้านก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป นอกจากนั้นรายรับที่มาจากงานฝีมือเองก็เริ่มให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจมาก
ช่างฝีมือจากกลุ่มหนูใต้ดินนั้นในที่สุดก็มีมาเพิ่มอีก5 คน รวมกับผู้ช่วยอีก 10 คนส่งผลให้ขนาดของชุมนุมกลุ่มหนูใต้ดินขยายใหญ่ขึ้นอีกมากปริมาณงานที่ทำได้ก็มีแต่จะดีมากยิ่งขึ้น
ความชำนาญในการจัดการกับชิ้นส่วนของราชาอสูรก็มีมากขึ้นเช่นกันส่งผลให้จำนวนชิ้นงานเพิ่มขึ้นในทุกวันๆจนทำให้ตอนนี้กลุ่มหนูใต้ดินสามารถสร้างผลผลิตที่มีรายได้ไม่ต่ำกว่าล้านในแต่ละสัปดาห์
นอกจากเรื่องของกลุ่มหนูใต้ดินแล้วเด็กที่มาฝึกงานกับแองจี้ก็เริ่มรับหน้าที่ควบคุมดูแลเครื่องจักรกลไปบางส่วนและมีอาสาสมัครมาช่วยงานปลูกผลไม้วิเศษของกัสมากขึ้นส่งผลให้น้องสาวของเขาไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไป
การปลูกผลไม้วิเศษรอบที่สองกับซากราชาอสูรทั้ง100 ตัวก็มีมาอีกครั้ง พลังวิญญาณปริมาณมหาศาลที่กัสเก็บสะสมไว้ในช่องว่างวิญญาณก็มีแต่จะเพิ่มขึ้นจนกัสเริ่มคิดหนัก
พลังวิญญาณพวกนี้มีค่ามากแต่ก็เฉพาะตอนนี้เท่านั้นเนื่องจากพลังวิญญาณของเขาเติบโตขึ้นทุกวันๆปริมาณพลังวิญญาณที่ต้องใช้เพื่อขยายอาณาเขตของสัมผัสวิญญาณก็มีแต่จะมากยิ่งขึ้น
เมื่อถึงระดับ500 เมตรการจะขยายเพิ่มไปอีกสัก 1 เมตรก็ต้องใช้พลังวิญญาณมากกว่าเดิมเกือบ 1 เท่าส่งผลให้พลังวิญญาณปริมาณมากพวกนี้เริ่มมีแนวโน้มว่าจะไม่เพียงพอ
ทว่าแนวโน้มที่ว่ามาก็ไม่อาจทำให้กัสเปลี่ยนความคิดได้อยู่ดีเขายังพยายามคิดหาวิธีสนับสนุนคนของเขาต่อหาวิธีที่จะช่วยแบ่งปันพลังวิญญาณให้คนอื่นต่อไป
ภายใต้ความพยายามของกัสกับการปรึกษาซีต้าสการ์เล็ตต์และแองจี้ ในที่สุดกัสก็คิดวิธีการพิเศษขึ้นมาได้วิธีหนึ่งซึ่งมีความเป็นไปได้ที่สูงมาก
วันสุดท้ายของการทำงานบลูอายที่สรุปรายรับของอาทิตย์ด้วยรอยยิ้มแปลกๆจนเสร็จ ก็เงยหน้าขึ้นมามองกัสก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูกว่าดีใจหรือเสียใจดี
“10 ล้าน DP นี่คือรายรับทั้งหมดของอาทิตย์นี้”
“นี่มันออกจะ..กระโดดไปหน่อยไหม อาทิตย์ที่แล้วแค่ 5 ล้านเองใช่หรอ”
แม้จะตกใจกับรายรับก้อนโตของอาทิตย์นี้ทว่ากัสก็ไม่ได้ประหลาดใจมากเท่าไหร่นักเพราะเอาเข้าจริงๆ รายรับก้อนโตก้อนนี้ก็ไม่ใช่รายรับที่ได้มาโดยไม่มีเหตุผล
หากมองย้อนกลับไปยังอาทิตย์ก่อนที่เพิ่งจะเริ่มปลูกผลไม้วิเศษและปลูกผักด้วยปุ๋ยเวทมนตร์จากผลไม้วิเศษในตอนนั้นกัสต้องใช้เวลาถึง 2 วันสำหรับผักชุดใหญ่ 1 ชุด
ทว่าตอนนี้ระบบส่วนใหญ่สมบูรณ์แล้วสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นก็มีแล้ว ระบบน้ำและการจัดเตรียมพื้นดินก็สมบูรณ์ไหนจะปุ๋ยที่ถูกเตรียมเอาไว้อย่างดีที่ทำให้คุณภาพของดินเพิ่มสูงขึ้น
แต่ปัจจัยที่น่าจะมีผลมากที่สุดก็ยังเป็นดินวิเศษที่กัสทดลองผสมมันลงไปในดินของแปลงผักขนาด200 ไร่ของเขา การผสมดินวิเศษนี้ส่งผลให้ผลผลิตมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ปัญหาต่างๆที่ถูกวิเคราะห์ออกมาถูกแก้ไขจนหมดทำให้ตอนนี้กัสสามารถปลูกผักชุดใหญ่ได้วันละ 1ครั้งแบบสบายๆ โดยใช้เวลาไปเพียงครึ่งวันก็แล้วเสร็จ
นอกจากนี้ข้ารับใช้ทุกคนของเขายังมีความสามารถที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากงานในด้านต่างๆ ก็มีการเติบโตที่น่าทึ่ง การแลกเปลี่ยนทักษะของช่างฝีมือของกลุ่มหนูใต้ดินกับข้ารับใช้ของเขาก็เริ่มมีผลลัพธ์ที่ชัดเจนเกิดขึ้นแล้ว
ไหนจะจำนวนคนที่มากขึ้นการทำงานที่มีระบบจนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงขึ้นเป็นสองเท่า
โดยรวมแล้วไม่มีส่วนไหนเลยที่ไม่เปลี่ยนแปลงการที่รายรับจะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดแบบนี้ก็ไม่น่าแปลกเลย
“10 ล้าน DP เยอะมากจริงๆ..แต่สุดท้ายแล้วมันก็ไม่เหลือสินะอาย”
รอยยิ้มของบลูอายยกสูงขึ้นเล็กน้อย เธอยิ้มหวานให้กับกัสพลางหัวเราะเบาๆด้วยท่าทีขัดเขินซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร
“ตอนนี้เหลือเท่าไหร่ละอาย”
“ตอนนี้นะหรอ ราวๆ 2 ล้านได้ละ”
“งั้นก็เพิ่มขนาดของดินแดนไปก็แล้วกัน”
“อือ..”
DP2 ล้านกว่า ถูกนำไปเพิ่มระดับดินแดนทั้งหมด ส่งผลให้ดินแดนขนาด 5พันไร่ ขยายตัวต่อเนื่องไปอีก 3 ครั้ง จ่ายไป 5 แสน 6 แสนและ 7 แสนตามลำดับรวมแล้วก็มากถึง 1 ล้าน 8 แสน DP จึงเหลืออีก 2 แสนโดยประมาณซึ่งกลายเป็นDP สำรองเพราะไม่สามารถใช้ทำอะไรได้อีก
ขนาดของดินแดนใหญ่โตขึ้นความเปลี่ยนแปลงก็มากขึ้น ทว่าตอนนี้ทุกอย่างถูกเตรียมจนพร้อมแล้วทำให้ไม่มีปัญหาแบบเดียวกับครั้งก่อนอีก
ทันทีที่การขยายดินแดนเสร็จสมบูรณ์หุ่นยนต์สำรวจนับไม่ถ้วนก็บินออกมาจากศูนย์ปฏิบัติการของแองจี้มันบินออกไปรอบทิศทางและกระจายตัวออกไปอย่างเป็นระเบียบ
ไม่นานนักแองจี้ก็เดินมาถึงห้องทำงานของพวกเขาพร้อมกับบันทึกโลกวิญญาณและอุปกรณ์เสริมอีกตัวหนึ่งที่ถือติดมือมาด้วย
พอมาถึงเด็กสาวก็ไม่พูดอะไรทั้งสิ้นนอกจากยิ้มทักทายกัสและบลูอายจากนั้นก็วางอุปกรณ์ของเธอลงก่อนจะสั่งการมันจนเกิดเป็นภาพฉายสามมิติที่ชัดเจนมาก
“หืม..ของใหม่หรือแองจี้”
“ค่ะท่านกัสโทนีย่า ข้าเห็นว่าครั้งก่อนพวกเราทำงานไม่ค่อยสะดวกเพราะรายละเอียดมันไม่ชัดเจนเท่าไหร่ข้าก็เลยทำเครื่องฉายตัวใหม่ที่ดีกว่าเดิมมา หวังว่าจะชอบนะคะ”
กัสกับบลูอายพยักหน้ารับด้วยความยินดีพลางมองดูรายละเอียดของภาพที่เพิ่มขึ้นไม่มีหยุดซึ่งครั้งนี้มันเพิ่มขึ้นเร็วกว่าเดิมมาก
“ของใหม่มีเยอะน่าดูเลยแฮะ หืม..มีภูเขาโผล่มาอีกแล้วว่าไงอาย เจ้าคิดว่าภูเขาสองลูกนี้เหมาะไหม”
“ไม่อะกัส..ดูแล้วก็ไม่เหมาะเท่าไหร่ ถึงมันจะมีภูเขาติดกันสองลูกก็เถอะแต่ความสูงมันไม่ได้”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็ไม่ว่าอะไร นอกจากคุยเรื่องงานต่อไปพลางเฝ้ารอจนกระทั่งรายละเอียดทั้งหมดปรากฏขึ้นจนครบถ้วนสมบูรณ์
ดินแดนขนาด8 พันไร่ก็ปรากฏให้เห็นซึ่งมีทรัพยากรเพิ่มขึ้นมามากจนตอนนี้แทบไม่มีปัญญาที่จะจัดการไหวอีกแล้ว
หรือต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ก็ไม่ไหวอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งรับไม่ไหวเข้าไปอีกทว่ากัสก็ไม่นึกเสียดายเลยที่ขยายดินแดนต่อไปเพราะพลังวิญญาณภายในดินแดนมันจะเพิ่มสูงขึ้นทุกครั้งที่เขาขยายดินแดน
‘ตอนนี้มันอาจจะยังไม่มีประโยชน์เท่าไหร่..แต่หลังจากนี้สิที่สำคัญ’
คิดแล้วกัสก็ยิ้มออกมาพลางมองดูดินแดนที่ใหญ่ขึ้นจนเกือบจะแตะระดับหมื่นไร่แล้ว
“อีกไม่นานดินแดนของข้าก็จะใหญ่กว่าดินแดนทางนั้นแล้วสินะแองจี้”
“ค่ะ..จากการประเมินของข้า คิดว่าอีก 2 เดือนก็น่าจะไปถึงค่ะแต่แบบนี้มันจะไม่รีบไปหน่อยหรือคะท่านกัสโทนีย่า จากการตรวจสอบของข้าพวกเราใช้ศักยภาพของดินแดนแห่งนี้ไปแค่17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองนะคะ”
ตัวเลขที่น่าตกใจนี้ทำให้กัสกับบลูอายอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะยิ้มฝืนๆให้กันด้วยความรู้สึกที่จนใจ
“ช่วยไม่ได้นี่แองจี้..พวกเรามีคนจำกัดนะทำได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”
“เรื่องนั้นแองจี้ทราบค่ะ แต่พวกเราก็มีวิธีอื่นไม่ใช่หรือคะเช่น..เพิ่มศักยภาพของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ให้สูงขึ้น ซึ่งถ้าดูจากรายรับในปัจจุบันแองจี้คิดว่าถ้าจะสร้างสิ่งก่อสร้างระดับ6 ก็ทำได้นี่ค่ะ”
ได้ยินคำพูดของแองจี้แล้วกัสก็ยิ้มฝืนๆ พลางส่ายหน้าน้อยๆ
“แองจี้..เจ้ารู้ไหมว่าสิ่งก่อสร้างระดับ 5 กับระดับ 6มันต่างกันมากขนาดไหน”
คำถามนี้ทำให้แองจี้นิ่งคิดไปชั่วครู่พลางเปิดข้อมูลของเธอขึ้นมาดูและวิเคราะห์เปรียบเทียบกัน
“อ๊ะ..ข้าเข้าใจแล้วค่ะท่านกัสโทนีย่า แองจี้ต้องขอโทษด้วยจริงๆคะ”
“ไม่เป็นไรแค่เจ้าเข้าใจก็พอแล้ว ทีนี้คงจะรู้ใช่ไหมว่าจุดเด่นของสิ่งก่อสร้างระดับ6 มันคืออะไร”
“ค่ะ..คือการสนับสนุนด้านจำนวนคนสินะคะ”
“ใช่ สำหรับพวกเราตอนนี้ระดับ 4 ก็มากเกินพอแล้ว ส่วนระดับ 5หากเป็นไปได้ข้าก็อยากเพิ่มให้เป็นระดับ 5 ให้หมดเหมือนกัน แต่เพิ่มแล้วมันยังไงละคนไม่พอ ประสิทธิภาพก็คงเร่งไม่ขึ้น ทักษะความสามารถของพวกเราก็มีไม่พอ”
คำตอบของกัสนั้นไม่ผิดเลยทั้งยังตรงประเด็นเป็นที่สุดจนทำให้แองจี้หน้าเสียไปเลยทีเดียวที่เธอพลาดเพราะขาดความเข้าใจในข้อมูลด้านการปฏิบัติจริง
หากวิเคราะห์จากตัวเลขแล้วค่าที่แสดงออกมามันย่อมสวยงามน่าดูทีเดียว ทว่าแองจี้ก็ลืมคิดไปว่าต่อให้เธอคิดคำนวณออกมาได้สวยงามขนาดไหนแต่ถ้าคนที่ลงมือทำจริงๆ ไม่มีความสามารถพอแล้วละก็ แทนที่มันจะช่วยสนับสนุนมันจะกลายเป็นภาระแทน
สิ่งก่อสร้างยิ่งระดับสูงคุณสมบัติทางเวทมนตร์ของอุปกรณ์ต่างๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้น เมื่อถึงระดับ 5การใช้ผลึกเวทเพียงอย่างเดียวก็ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ยังต้องใช้พลังเวทของผู้ควบคุมร่วมด้วย
ถึงตอนนั้นปัญหาของข้ารับใช้ที่มีพลังเวทต่ำก็จะกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้ทำงานได้จำกัด
ในตอนนี้สิ่งก่อสร้างระดับ5 นั้นมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นคือโรงกลั่น ซึ่งจุดนี้หากคนที่ทำงานในโรงกลั่นไม่ใช่หญิงชราจากกลุ่มหนูใต้ดินที่มีประสบการณ์ทำงานมากบวกกับพลังเวทที่สูงแล้วละก็ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะทำงานได้ตลอดทั้งวัน
ผลลัพธ์ที่น่าลำบากใจนี้จึงนับเป็นข้อจำกัดที่ทำให้กัสไม่อาจเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากไปกว่านี้ได้อีก