ในคืนหนึ่ง หลังจากที่เยี่ยนหลีได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุขในจวนอ๋องมาสักระยะแล้ว ขณะที่เยี่ยนหลีกำลังนอนหลับอย่างสนิทอยู่นั้น ใน่เวลากลางดึกกลับพลันปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งที่แอบเข้ามาในห้องนอนของนางผ่านทางหน้าต่าง ก่อนที่จะขึ้นมาเอนกายนอนอยู่บนเตียงข้างๆ กายนางด้วยท่าทีที่ดูไม่รีบร้อนแต่อย่างใด
เยี่ยนหลีที่เดิมทีก็เป็คนที่หลับลึกมากอยู่แล้ว การที่ใครจะแอบปีนเตียงนางนั้นจึงนับเป็เื่ยากที่จะทำให้นางตื่นขึ้นมาได้ จวบจนผู้มาเยือนนั้นได้เอนกายนอนลงข้างๆ นางพร้อมกับดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมให้ร่างของทั้งคู่
“อือ จื่อหยาง ไม่กวนนะ ข้าจะนอน” เยี่ยนหลีบ่นพึมพำออกมาเบาๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งจวนนี้มีเพียงจื่อหยางเท่านั้นที่เข้าออกในเรือนนอนของนาง และในวันนี้จื่อหยางคงไม่แคล้วมาแอบเข้ามาเพื่อที่ห่มผ้าให้นางในกลางดึกอีกคราเป็แน่
แม้ว่า่นี้อากาศจะเย็นลงสักเพียงใด แต่เยี่ยนหลีก็ยังพึงใจที่จะห่มเพียงผ้าบางๆ ผืนน้อยผืนเดียวเพียงเท่านั้น
“ช่างขี้เซาเสียจริง สตรีที่ไหนจะนอนหลับได้สนิทและน่าเกลียดน่าชังถึงเพียงนี้ เห็นทีจะมีแต่เ้าแล้ว” ผู้มาเยือนยามวิกาลนี้กล่าวตำหนิเ้าของห้องเบาๆ ก่อนที่จะถูกขาข้างหนึ่งของนางนั้นจะยกขึ้นมาและเกี่ยวพันที่ตัวของเขาไว้อย่างไม่ทันตั้งตัว
ในยุคก่อนที่เยี่ยนหลีจากมานั้น นางมักจะมีหมอนข้างหลายๆ ใบวางเรียงซ้อนกันจนเต็มไปทั่วทั้งเตียงนอน หากแต่มาชาตินี้ เนื่องด้วยไม่มีหมอนข้างคู่กายไว้คอยกอด ในทุกๆ คืนนางจึงค่อนข้างที่จะนอนดิ้นไปอยู่บ้าง
หากแต่คืนนี้ ทิศทางการนอนดิ้นของนางนั้นดูจะถูกสกัดกั้นไว้แทบทุกหนทาง เพราะไม่ว่านางจะพลิกกายหรือพยายามจะดิ้นไปในทิศทางไหน ก็ดูเหมือนว่าจะมีสิ่งที่คอยกอดรัดหรือขัดขวางตัวนางไว้เสียทุกครั้งไป
จากที่หลับลึกในคราแรก ถัดมาตัวนางก็เริ่มรู้สึกตัวสะลึมสะลืออยู่หน่อยๆ จวบจนผ่านไปสักพักเมื่อการนอนดิ้นยังคงถูกขัดขวางอยู่เช่นเคย ร่างบางจึงได้ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาเพื่อเพ่งมองหาสาเหตุในการนอนดิ้นไม่ได้ในค่ำคืนนี้ให้เต็มตาสักที
“จื่อหยาง นี่เ้าจะแกล้งข้า...กรี๊ด อื้ออ อื้ม อ่อย อ้า อะ” เยี่ยนหลีเพียงคิดว่า เมื่อตนลืมตาตื่นขึ้นมานั้นจะต้องเจอกับจื่อหยางแน่นอนที่ได้มาคอยจัดแจงการนอนและคอยห่มผ้าให้นาง หากแต่เมื่อลืมตาขึ้นมา สิ่งที่เจอนั้นกลับมีเพียงชายผู้หนึ่งที่เธอนั้นไม่ปรารถนาจะเจอมากที่สุดแล้วในชีวิตนี้ และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หัวใจของเยี่ยนหลีแทบจะหยุดเต้นและหลุดออกมาจากหน้าอกข้างซ้ายในทันที
“เ้าจะร้องเรียกให้ผู้อื่นต้องตื่นมาดูเ้ากับเปิ่นหวางนั้นร่วมหอกันหรืออย่างไร เงียบเสีย แล้วเปิ่นหวางจะคลายมือออก เข้าใจใช่หรือไม่” เสวียนเยว่กล่าวพลางใช้มือข้างหนึ่งปิดปากของเยี่ยนหลีไว้เพื่อไม่ให้นางได้มีโอกาสส่งเสียงดังโวยวายไปมากกว่านี้ เมื่อเห็นว่านางพยักหน้าอย่างเร็วระรัวแล้ว เมื่อนั้นเขาจึงค่อยๆ คลายมือออกจากริมฝีปากบางนุ่มของนาง
เยี่ยนหลีไหนเลยจะคิด นอนอยู่ดีๆ กลับต้องตื่นมาเจอชายผู้ที่ทำให้เธอต้องมาอยู่ในร่างนี้อย่างไม่ทันตั้งตัว แม้แท้จริงแล้วเยี่ยนหลีเองจะไม่แน่ใจได้ว่าใช่เสวียนเยว่หรือไม่ที่เป็คนอยู่เื้ัในการวางยานางในคืนแต่งงานครานั้น
หากแต่ภาพจำที่ปรากฏพร้อมกับท่าทีที่อีกฝ่ายปฏิบัติต่อเธอนั้น ก็ทำให้เยี่ยนหลีเลือกแล้วว่าควรที่จะวางตัวหลีกหนีอ๋องแปดผู้เป็สามีนี้ให้ไกลสักหน่อย อย่างน้อยๆ ก็เพื่อที่จะยืดระยะเวลาการมีชีวิตที่แสนสงบสุขในร่างนี้ออกไปบ้างสักเล็กน้อยก็ยังดี
สิ่งที่ควรเกี่ยวข้องกันระหว่างเขาและเธอนั้น เยี่ยนหลีภาวนาขอให้เป็เพียงสถานะของเ้าของจวนกับผู้อาศัยตัวน้อย เพียงเท่านั้นก็นับว่ามากเกินพอแล้ว เพราะหากต้องใกล้ชิดกันมากกว่านี้เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ที่เพิ่งจะประสบพบเจอกับความสุขสงบของนางนี้ อาจจำต้องมีเหตุให้ได้ด่วนจากไปก่อนวัยอันควรอีกคราเป็แน่
“ทะ ท่าน ถอยออกไปก่อนได้หรือไม่” เยี่ยนหลีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นระรัว หลับอยู่ดีๆ ตื่นมาก็เจอหน้าชายที่ตนนั้นไม่ปรารถนาจะเจอมากที่สุดในภพนี้นอนอยู่ข้างๆ กาย ถ้าเกิดร่างนี้มีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจมาก่อน เยี่ยนหลีก็เชื่อว่าเธอคงได้หัวใจวายตายไปแล้วแน่ๆ
“หืม ถอย? เหตุใดเปิ่นหวางต้องถอย เตียงนอนนี้ของเ้าเปิ่นหวางจะขอร่วมหลับนอนด้วยไม่ได้เลยรึ” กล่าวจบเสวียนเยว่ก็จ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายอย่างเฝ้ารอคำตอบ
กระต่ายน้อยตนนี้ เหตุใดต้องทำตาโตใมากมายถึงเพียงนั้น ตัวเขาและนางไม่เคยร่วมหอกันมาก่อนก็จริง หากแต่การพบเจอเขานอนอยู่ข้างกายบนเตียง ไม่ใช่ว่านางควรที่จะต้องดีใจหรืออย่างไร แล้วเหตุใดถึงได้แสดงสีหน้าหวาดกลัวและดูเป็กังวลในตัวเขาถึงเพียงนั้นเล่า
เสวียนเยว่พลางตั้งข้อสงสัยนี้ไว้ในใจ ในขณะที่เยี่ยนหลีนั้นได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน เฝ้ามองหน้าอีกฝ่ายด้วยความกลัวและความหวาดระแวงอย่างสุดหัวใจ