“เฮ้ย...” ลมหายใจพรูออกจากริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อโดยไร้ซึ่งการเติมแต่ง
หญิงสาวเ้าของดวงตากลมใส เธอมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจ้องมองหน้าจอสี่เหลี่ยมของโน๊ตบุ๊คคู่ใจ ผ่านแว่นตาทรงหยดน้ำหนาเตอะด้วยสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง และเสื้อผ้าที่กระเซอะกระเซิง รวมถึงใบหน้าที่ดูเหน็ดเหนื่อยเพราะเพิ่งจะผ่านการโหมงานหนักมาอย่างหามรุ่งหามค่ำ
ชื่อเสียงเรียงนามของเธอนั้นก็คือ หลินสืออี้ หญิงสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องใสซื่อ ผู้มีชีวิตสุดแสนจะธรรมดาและใบหน้าโหลที่หาได้ทั่วไปตามท้องถนน แต่จะต่างกันก็ตรงที่เธอเลือกใช้ชีวิตเป็นักเขียนนิยายออนไลน์ ด้วยวัยที่เหยียบเข้าสู่เลขสามอย่างเต็มขั้น
ในขณะที่คนทั่วไปชอบการเข้าสังคมหรือการมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เธอกลับเลือกที่จะนั่งอยู่เงียบ ๆ ไปกับโลกในจินตนาการส่วนตัว
แต่เธอไม่ได้ต่อต้านสังคมหรอกนะ
อันที่จริงมันเป็เพราะนิสัยที่ค่อนข้างจะเก็บตัวของเธอต่างหาก ที่ทำให้เธอรักความเป็อิสระ และงานที่ไม่ต้องพบปะกับผู้คนจึงเหมาะกับเธอมากกว่า
แม้จะเปิดตัวเป็นักเขียนอาชีพมาได้สักระยะ ทว่านิยายที่กลั่นกรองมาจากจินตนาการของเธอนั้นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก
กระทั่งเธอได้ย้อนกลับไปอ่านนิยายเื่ทรราชปีศาจแห่งบัลลังก์โลหิต ซึ่งเป็นิยายเื่ล่าสุดที่เธอพึ่งแต่งจบไป และกำลังถยอยเผยแพร่ออกไปสู่สายตาของนักอ่าน แต่ด้วยเนื้อหาที่เศร้าและะเืใจจนทำให้เธอเกิดความรู้สึกสงสาร ในชะตาชีวิตที่แสนรันทดของตัวร้าย
“ฉันสร้างเขาให้มีชีวิตน่าเวทนาเกิดไปหรือเปล่านะ ทั้งพ่อถูกฆ่า แม่ก็ตรอมใจตาย พอกลับไปแก้แค้นยึดบัลลังก์ได้สำเร็จ สุดท้ายก็ต้องฆ่าตัวตายเพราะกลายเป็คนเสียสติอยู่ดี”
หลินสืออี้กลับมานั่งกุมขมับ เพราะเนื้อเื่จะเน้นหนักไปกับการแก้แค้นเสียเป็ส่วนใหญ่ สุดท้ายเธอก็รู้สึกว่ามันขาดสีสันของความสุขไปอย่างมาก
‘หรือว่าเราควรจะเพิ่มบทให้กับตัวร้ายดีนะ ให้เขาได้พบรักกับผู้หญิงสักคน คนที่จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเขา ไม่ให้ต้องเจอกับโศกนาฏกรรมอันเลวร้าย’
แม้ส่วนใหญ่ตัวร้ายควรต้องได้รับผลกรรมในตอนจบ แต่สำหรับเธอแล้ว การให้ตัวร้ายได้กลับตัวใหม่และได้เลือกใช้ชีวิตที่ดีต่อไป มันดูจะเป็เื่ที่สมบูรณ์แบบมากกว่า
‘ก่อนอื่นคงต้องหาเหตุผลให้เขาละทิ้งความแค้นให้ได้เสียก่อน เนื้อเื่เก่าคงต้องปล่อยไป หรือเขียนแยกเป็ตอนพิเศษดี ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาย้อนอดีตกลับไปแก้ไขชะตาชีวิตตัวเองก็แล้วกัน’
ในระหว่างที่กำลังวางแผนเขียนงานในตอนพิเศษ จู่ ๆ ร่างกายที่อ่อนแรงก็เกิดการประท้วงอย่างหนัก ไม่ว่าหลินสืออี้จะพยายามถ่างตาฉุดตัวเองขึ้นมาอยู่หลายครั้ง แต่เพราะก่อนหน้านี้เธอ้าปิดตอนจบของนิยายหลักให้เร็วขึ้น เธอจึงโหมงานหนักอยู่หลายวัน อีกทั้งยังต้องอดหลับอดนอนอยู่หลายคืน
ร่างกายบอบบางที่ถูกความอ่อนเพลียเข้าจู่โจมจึงเกิดอาการวูบ สุดท้ายก็จบลงด้วยการฟุบหลับกลางอากาศ ใบหน้าอิดโรยซบลงไปกับโต๊ะทำงานของเธอ แล้วก็เข้าสู่ห้วงนิทราโดยสมบูรณ์
...ในห้วงหนึ่งของความฝัน ประสาทััรับรู้ถึงเสียงหวีดหวิวของสายลมที่เข้ามาปะทะกับใบหน้า สมองที่อ่อนล้าด้วยผลข้างเคียงจากการพักผ่อนน้อยเริ่มผ่อนคลายลง และกำลังล่องลอยเคว้งขว้างออกไปในอากาศ กายหยาบก็เบาราวกับขนนกที่ปลิดปลิวอย่างไร้ทิศทาง
ในเสี้ยวเวลาแห่งความเงียบสงัดนั้นเอง จู่ ๆ บรรยากาศก็เกิดเปลี่ยนเป็ความหนาวเหน็บขึ้นมาในฉับพลัน ไอเย็นแผ่ซ่านเกาะกินลึกลงไปยังกระดูก เยือกเย็นเสียจนขนทุกเส้นบนแผ่นหลังพากันลุกตั้งชัน
“เป็เ้าที่ลิขิตชะตาข้า ชีวิตที่น่าสมเพชเช่นนี้ เ้าคิดจะคืนมันให้ข้าเช่นไร”
น้ำเสียงทุ้มหนักแน่นดังแทรกขึ้นในความเงียบสงัด แม้จะไพเราะชวนให้หลงใหล ทว่าถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยการตัดพ้อต่อว่า
ผู้หลับไหลเริ่มได้สติพลางขยับแพรขนตางอนหนา ก่อนจะยกเปลือกตาขึ้น เผยให้เห็นั์ตากลมโตกระจ่างใสดุจแก้วที่เจียระไน
เมื่อปรับสายตาอยู่คู่หนึ่ง ภาพคมชัดก็แสดงให้เห็นว่าตรงหน้านั้นเต็มไปด้วยหมอกควันสีจาง ซึ่งดูยังไงมันก็ต่างจากห้องทำงานที่เธอเคยใช้ชีวิตอยู่เป็ประจำโดยสิ้นเชิง
หลินสืออี้หยัดตัวลุกขึ้นนั่ง พลางเหลียวซ้ายแลขวา พยายามใช้สายตามองหาที่มาของเสียงปริศนาที่ซ่อนอยู่ในเงามืดครึ้มนั้น
“คุณหมายถึงฉันเหรอ?”
จู่ ๆ ก็มีมือหนาอันแข็งแกร่งพุ่งออกมาจากกลุ่มหมอกหนานั้น จู่โจมเข้าที่ลำคอระหง ก่อนจะใช้ปลายนิ้วมือเย็นเชียบออกแรงบีบเสียจนผู้ถูกกระทำต้องฝืนหายใจอย่างยากลำบาก
หลินสืออี้ดิ้นรนในอุ้มมือใหญ่ั์นั้นอยู่สักระยะ สองมือเล็กพยายามจิกทึ้งดึงมือหยาบกระด้างนั้นออกจากลำคอของตน พร้อมกับการสูดลมหายใจเข้าปอดไปเฮือกใหญ่
“เ้าสร้างให้ข้าเป็คนชั่วที่มีชีวิตอยู่เพื่อการฆ่าแล้วก็การล้างแค้นนี่ ไยเพลานี้จึงคิดจะให้ข้าละทิ้งความแค้นไปเสียเล่า หรือเ้ารู้สึกสำนึกผิดขึ้นมา เชอะ! ช่างน่าขันสิ้นดี”
บุรุษั์ตาสีแดงก่ำเผยตัวออกมาจากม่านหมอกสลัว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว สร้างความน่าสะพรึงกลัวไม่ผิดไปจากบุรุษผู้หนึ่งที่เธอได้นิยามเอาไว้ในนิยาย
“หากอยากจะเปลี่ยนชะตาครั้งนี้นักละก็ เ้าก็ต้องเป็ผู้รับผิดชอบมันด้วยตัวเอง”
“หมายความว่ายังไง” หลินสืออี้อยู่ในอาการตื่นตระหนกอย่างหนัก ในใจคิดหาเหตุผลร้อยแปดพันเก้า
ในขณะเดียวกันก็พยายามเอาชีวิตรอดดั่งลูกกวางน้อยที่ดิ้นรนอยู่ในเงื้อมมือของราชสีห์ ทว่าความพยายามนี้กลับสูญเปล่า เพราะยิ่งดิ้นหนีมากเท่าไหร่ มือใหญ่อันแข็งแรงนั้นก็ยิ่งบีบแน่นมากขึ้นเท่านั้น
“ทำไมฉันต้องมารับผิดชอบด้วยเล่า มันก็แค่นิยาย นายจะจริงจังทำไมเนี่ย ปล่อยนะ...ฉันหายใจไม่ออก...”
แรงสตรีนั้นหรือจะสู้แรงของบุรุษ
หลินสืออี้รู้สึกว่าลมหายใจของตนเริ่มติดขัด ภาพที่มองผ่านดวงตากลมใสนั้น เพลานี้เริ่มจะขุ่นมัวด้วยเช่นกัน
ร่างผอมเริ่มหมดแรงต่อต้าน แต่ในชั่วขณะนั้นเธอกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังแว่วผ่านเข้ามาในหัว ราวกับเสียง์ที่ช่วยรั้งชีวิตของนางเอาไว้
“ตื่น ตื่นเร็วเข้า เ้าเป็อันใดกัน ไยจึงนอนละเมอเสียงดังเช่นนี้”
หลินสืออี้สะดุ้งสุดตัว ดวงตาเบิกโพรง ใบหน้าและร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เสมือนว่าการดิ้นรนเอาชีวิตรอดเมื่อครู่ มันช่างหนักหน่วงเสียจนอดคิดไม่ได้ว่า เธอคงไม่มีทางรอดกลับมาได้แล้วแน่ ๆ
“ฝันไปสินะ นี่เราเครียดกับงานถึงขนาดเก็บไปฝันเป็จริงเป็จังได้ขนาดนี้เชียว”
แม้จะโล่งใจ แต่ก้อนเนื้อข้างซ้ายก็ยังคงสูบฉีดโลหิตอย่างบ้าคลั่ง มือเรียวเล็กของเธอพลางปาดเหงื่อออกจากกรอบหน้า พร้อมกับเสียงลมหายใจที่ดังถี่กระชั้น ก่อนที่ดวงตากลมโตนั้นจะมองสำรวจออกไปรอบตัว
“ว่าแต่ ที่นี่มันคือที่ไหน”
ภายในห้องที่มีแสงจากเปรวเทียนที่พอจะให้แสงสว่าง เห็นเป็ภาพลาง ๆ และสภาพแวดล้อมโดยรอบได้ แต่ทว่าภาพที่เห็นนั้นมันกลับทำให้เธอรับรู้ถึงสิ่งที่ผิดปกติอย่างรุนแรง
ผนังและประตูต่างถูกสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งที่ให้ความรู้สึกถึงกลิ่นอายของความเก่าแก่ และที่ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือมันไม่ใช่สิ่งที่จะพบเห็นได้ทั่วไปในโลกยุคปัจจุบัน
ภายในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าแคบ ๆ นั้น ประกอบไปด้วยเตียงนอนยาวั้แ่หน้าประตูจรดไปจนถึงท้ายสุดของห้อง ประมาณด้วยสายตาคราว ๆ ก็คงจะมีความยาวราวสิบกว่าเมตรเห็นจะได้ และบนเตียงไม้นั้นก็มีผู้คนนอนเบียดเสียดเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งก็ประมาณได้สิบกว่าคน
หลินสืออี้ดันร่างผอมบางลุกขึ้นนั่ง มองไปยังบุรุษมากหน้าหลายตา ใบหน้าของเขาแต่ละคนดูจิ้มลิ้มพริ้มเพราราวกับสตรีในวัยแรกแย้มก็ไม่ปาน และพวกเขาทั้งหมดก็สวมใส่ชุดผ้าป่านสีขาวในแบบเดียวกัน แล้วสายตาทุกคู่นั้นก็กำลังจับจ้องมายังตัวเธออีกด้วย
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าฉันยังไม่ตื่นจากความฝัน” สองมือเธอจิกเส้นผมบนหนังศีรษะ ปากก็ลำพึงรำพันจนถึงขั้นโวยวายออกมาด้วยความความสับสนระคนสงสัย
“ฝัน...ใช่ ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันก็แค่กำลังฝันไป ฉันแค่ยังไม่ตื่นเท่านั้นเอง ต้องนอนต่อ เราต้องนอนต่ออีกสักหน่อย”
หลินสืออี้พยักหน้าหงึกหงัก พรางดึงสติกลับคืนมาพร้อมกับเอ่ยพึมพำกับตนเองไปเรื่อย ๆ ราวกับว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็เพียงภาพลวงตา เมื่อล้มตัวลงนอนแล้วตื่นมาทุกอย่างก็จะคืนสู่สภาพเดิม
แต่เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อฉุกคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เธอยังจำได้ว่าตัวเองเหนื่อยล้าจึงเผลอหลับไป จากนั้นก็เกิดฝันประหลาดขึ้นมา แต่หากว่าตอนนี้เธอกำลังฝันอยู่ แล้วก่อนหน้านี้ที่ได้พบกับเซี่ยชิงอวินเล่า มันคืออะไร
ฝันซ้อนฝันหรือ?
++.....+.....+.....+.....++
✨✨ หลังฉาก ????????
ตัวร้าย : เ้าจะคืนให้ข้ายังไง || ทำหน้าเหมือนกำลังจะทวงหนี้ ???? ||
หลินสืออี้ : ทำไมต้องคืน มันก็แค่ความฝัน ???? เอ๊ะ! หรือไม่ใช่ฝัน
..................
พื้นที่เม้ามอย ????
สวัสดีค่ะคุณรีดที่น่ารัก พระเอกเป็คนอารมณ์แปรปรวนง่ายไปนิดนะคะ ดูจากที่นางเอกฝันแล้วก็แอบร้าย แต่นาน ๆ ไปก็จะทิ้งลายตัวร้ายไปเอง ???? กดเ
ข้าชั้น กด ❤️ ให้ไรท์หน่อยน้าาา มาอ้อนขอกำลังใจ ????
ขอบคุณที่กดเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งในจินตนาการของไรท์ค่ะ จุ๊บ ????