หลงจู๊เข้ามาถามเด็กทั้งสามคนว่า ้าซื้อสมุนไพรตัวใด มีใบสั่งซื้อยาสมุนไพรหรือไม่ ถามพลางตาก็มองเพียงพี่หยุ่นอี้
“สวัสดีเ้าค่ะท่านหลงจู๊ พวกข้าไม่ได้มาซื้อยาแต่มาขายสมุนไพรเ้าค่ะ” ฮุ่ยเหมยกล่าวด้วยความสุภาพนอบน้อม
ทำให้หลงจู๊ของร้านต้องหันกลับมามองเด็กสาวตัวเล็กผอมคนนี้ ดูไปแล้วเด็กหญิงคนนี้คงเป็คนที่ตัดสินใจทุกอย่าง เป็แค่เด็กคนหนึ่งแต่บุคลิกท่าทางไม่อ่อนไม่แข็ง ช่างเป็คนที่น่าสนใจเสียจริง
“เป็สมุนไพรใดหรือ เ้าเอามาให้ข้าดูหน่อย” ฮุ่ยเหมยเอาห่อผ้ามาวางบนโต๊ะ แล้วเปิดห่อผ้าออกต่อหน้าหลงจู๊
หลงจู๊อึ้งตะลึงงัน บอกว่าให้รอสักครู่แล้ววิ่งไปหลังร้าน สักพักหลงจู๊ก็เข้ามาพร้อมกับผู้ชายวัยกลางคน หน้าตาอิ่มเอิบ ท่าทางใจดีคนหนึ่ง ชายผู้นั้นแนะนำตัวเองว่าตนเป็เ้าของร้าน
“ข้าแซ่เหลียง พวกเ้าเรียกข้าว่าลุงเหลียงก็ได้ ไหนๆ หลงจู๊บอกข้าว่าพวกเ้ามีโสมมาขาย เอามาให้ข้าดูหน่อย” เมื่อฮุ่ยเหมยเปิดห่อผ้าออกมาอีกครั้ง ท่านลุงเหลียงก็รีบพาทั้งสามคนพี่น้องเข้าไปในห้องรับรองด้านหลังร้านทันที
“โอ๊ย... ข้าดีใจยิ่งนัก ที่ในที่สุดข้าก็ได้เจอโสมคนที่สมบูรณ์ แถมอายุโสมหลายพันปีเช่นนี้ หลงจู๊หวังเ้าไปเตรียมกล่องใส่โสมแล้วส่งที่เมืองหลวงโดยเร็ว ครั้งนี้เราต้องได้รับรางวัลใหญ่จากสำนักหมอหลวงเป็แน่ พวกเ้าด้วยข้าขอบใจพวกเ้าที่นำโสมที่มีค่าขนาดนี้มาขายให้ร้านของข้า”
ท่านลุงเหลียงพูดไปยิ้มไปไม่หยุด จนสีหน้าแดงก่ำบ่งบอกถึงความสุขในใจ
“แล้วพวกเ้าจะขายอย่างไร ดูไปแล้วโสมอายุหลายพันปีทั้งสี่ต้นนี้ล้วนสมบูรณ์ทุกต้น ไม่ว่าเ้าจะเรียกเท่าไหร่ข้าก็จะรับซื้อไว้ทั้งหมด”
“ข้าไม่รู้ราคาหรอกเ้าค่ะ แต่ที่ข้าได้ยินมานั้น ร้านของท่านลุงเหลียงเป็ร้านสมุนไพรที่ไม่เอาเปรียบชาวบ้าน ซื้อขายยาสมุนไพรด้วยความยุติธรรม ท่านลุงเหลียงให้ราคามาได้เลยเ้าค่ะ”
ฮุ่ยเหมยเอ่ยพร้อมมองหน้าท่านลุงเหลียงที่ยังคงส่งยิ้มมาให้
“ดี ดี ข้าไม่เอาเปรียบเ้าอยู่แล้ว โสมของพวกเ้าข้าจะให้ต้นละหนึ่งหมื่นห้าพันตำลึงทอง ทั้งหมดสี่ต้นก็เป็หกหมื่นตำลึงทอง เ้าว่าอย่างไร พอใจกับราคาที่ข้าให้หรือไม่”
ฮุ่ยเหมยนั้นเจรจาซื้อขายด้วยความสงบนิ่ง ผิดกับพี่หยุ่นอี้ตอนนี้ขาอ่อนยวบ ใกับราคาโสมที่ได้รับ จนต้องให้เสี่ยวหยางประคองไว้ไม่งั้นเขาคงล้มลงกับพื้นไปแล้ว
หลงจู๊นำเงินทั้งหมดมอบให้ฮุ่ยเหมย ฮุ่ยเหมยรับไว้ ทั้งสามกล่าวคำขอบคุณ ก่อนออกมาจากร้านท่านลุงเหลียง กำชับอีกว่าหากเจอสมุนไพรอีกก็ให้เอามาขายที่ร้านนี้ได้ตลอดเวลา
เดินออกมายังไม่พ้นหน้าร้านขายสมุนไพร ฮุ่ยเหมยส่งเงินให้พี่หยุ่นอี้ พี่ใหญ่ของเธอกลับผลักออกมาให้เธอคืนด้วยท่าทางหวาดกลัว บอกว่าให้เธอเก็บไว้เองเถอะ เธอจึงเอาเงินทั้งหมดเข้าไปไว้ในแขนเสื้อ จริงๆคือเธอเอาเข้าไปไว้ในมิติเรียบร้อย
ดูท่าทางน่าสงสารของพี่หยุ่นอี้ ที่ถูกเสี่ยวหยางประคองให้เดิน ฮุ่ยเหมยได้แต่ยิ้มขบขัน เข้าใจความรู้สึกของพี่หยุ่นอี้เป็อย่างดี ก็ใครจะกล้าคิดล่ะว่าจากคนที่จนที่สุด เพียงชั่วครู่สามารถกลับกลายเป็เศรษฐีในพริบตา ส่วนเสี่ยวหยางเองก็ยิ้มจนแก้มขึ้นเป็ลูกๆ น่าบีบเล่น
ตอนนี้เธอรวยแล้ว ฮุ่ยเหมยพร้อมมากที่จะเริ่มช้อปกระจาย เริ่มแรกต้องจัดการพี่ใหญ่และน้องเล็กให้กลายเป็คุณชายผู้สง่างามก่อน
“พี่ใหญ่ เสี่ยวหยาง หิวกันหรือไม่ ถ้าหิวเราจะได้....” ฮุ่ยเหมยพูดยังไม่จบคำ พี่หยุ่นอี้ก็โบกมือไปมา ทำหน้าเหมือนจะเป็ลม จนเสี่ยวหยางต้องประคองไปนั่งบนหินก้อนใหญ่ที่อยู่ข้างทาง
“ไม่ไม่ พี่ไม่หิวอะไรทั้งนั้น พี่ฝันไปหรือไม่น้องรอง น้องเล็ก ตอนนี้เรา.. เรามีเงินมากเพียงนี้” พี่หยุ่นอี้จ้องมองหน้าฮุ่ยเหมย แล้วพูดด้วยเสียงขาดๆ หายๆ และแ่ลงตอนประโยคสุดท้าย เพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน แถมหันซ้ายหันขวาบอกกว่ากลัวคนมาปล้น ยิ่งทำท่าทางแบบนี้ก็ยิ่งเวียนหัว ฮุ่ยเหมยจึงบอกให้พี่หยุ่นอี้หลับตา แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
พอได้พักสักครู่อาการของพี่หยุ่นอี้ก็ดีขึ้น หัวใจไม่เต้นแรงเท่าก่อนหน้านี้แล้ว อาการวิงเวียนคล้ายจะเป็ลมก็หายไป
พอลืมตาขึ้นก็เจอกับรอยยิ้มของน้องสาวน้องชาย พี่หยุ่นอี้ก็รู้สึกละอายใจ ได้แต่หัวเราะแหะแหะ ตนเป็ถึงหัวหน้าครอบครัว แต่เป็ที่พึ่งให้น้องๆ ไม่ได้ กลับเป็ภาระให้น้องเสียอีก ช่างน่าอับอายนัก