TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 98 เดินทางออกจากหมู่บ้านเควน

    ตอนที่ 98 เดินทางออกจากหมู่บ้านเควน


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 





    การกวาดล้างระลอกแรกที่เฟิร์สตั้งเป็นโจทย์ให้อีวาทำภารกิจ ผลสรุปปรากฏออกมาว่าเธอทำได้ดีเกินคาด ยามที่เธอต่อสู้ระหว่างมอนสเตอร์นับพัน การสังหารเหล่านั้นทำให้เธอไม่ต่างไปจากเทพีแห่งสงคราม


    ยิ่งมีมอนสเตอร์กรูเข้ามาเยอะมากเท่าไหร่ พวกมันก็ตายมากขึ้นเท่านั้น


    เสายักษ์ทั้งแปดทรงอานุภาพยิ่ง มันกวาดผ่านกองทัพมอนสเตอร์นับพันราวกับเป็นมดปลวก จำนวนแทบจะไม่ใช่ปัญหาของเธอเลยแม้แต่น้อย


    หากนับจำนวนให้ดีอีวาสามารถจัดการมอนสเตอร์ได้มากกว่าเฟิร์สเสียด้วยซ้ำ


    อีกทั้งเธอยังใช้ไอเทมสปีริตได้เป็นอย่างดี ฝูงเข็มสีขาวราวกับเป็นส่วนหนึ่งในร่างกายของเธอ จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่ทำให้เฟิร์สรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก


    นั่นก็คือการบ่มเพาะของเขาเลื่อนขั้นมาถึงขอบเขตดาราขาวเก้าแฉกเรียบร้อย


    เขาสามารถบรรลุดาราขาวเก้าแฉกโดยที่ไม่ได้ดูดซับแกนสปีริตเลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นจากการต่อสู้ของอีวา ซึ่งแม้แต่เธอเองก็แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองสามารถบ่มเพาะพลังจากการต่อสู้ได้


    เฟิร์สไม่ได้อะไรกับการบ่มเพาะพลังสปีริตมากอยู่แล้ว การบรรลุเข้าสู่ดาราขาวเก้าแฉกนั้นแทบจะเป็นที่แน่นอน เพียงแต่เขากลัวว่าเมื่อถึงจุดคอขวดเขาจะสูญเสียแกนสปีริตไปกับการทะลวงชีพจรยุทธ์ไปเท่านั้น 


    แต่เมื่ออีวาสามารถทำให้เขาบรรลุดาราขาวเก้าแฉกได้โดยไม่ได้ใช้แกนสปีริตเลยสักก้อน นั่นก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดี


    “เธอทำได้ดีมาก ... เธอพร้อมที่จะออกจากหมู่บ้านแล้วใช่หรือไม่?”


    นี่คือข้อความที่เฟิร์สฝากถึงอีวา


    “ฉันพร้อมแล้ว”


    และเป็นเวลาเดียวกันที่อีวาได้กลับร่างเดิมแล้วเขียนข้อความส่งให้เฟิร์สเช่นกัน


    ในอีกวันที่เฟิร์สกลับเข้าร่างอีวา เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางจากหมู่บ้านทันที


    เฟิร์สในร่างหญิงสาวแต่งตัวทะมัดทะแมน และแพ็คสัมภาระที่จำเป็นเพื่อออกเดินทาง


    “น่าเสียดายที่โลกนี้ฉันไม่สามารถใช้พลังอักขระได้ หากเดินทางออกจากที่นี่ บางทีฉันอาจจะหาอักษรที่มีพลังเจอก็ได้”


    เฟิร์สบ่นขณะที่เขาเก็บของ เพราะของทุกอย่างต้องพกใส่กระเป๋าและต้องแบกหามเอง การไม่มีมิติเก็บของมันช่างลำบากกับเขา


    การใช้พลังอักขระจำเป็นต้องหาตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อักขระที่มีพลัง ในโลกก่อนหน้านี้ที่นั่นมีทั้งอักขระเวทมนตร์ ทั้งอักขระสปีริต นั่นจึงทำให้เขากลายเป็นผู้ใช้อักขระได้


    แต่ในโลกนี้เฟิร์สยังไม่พบอักษรที่มีพลังในตัวของมันเอง มันอาจเป็นเพราะว่าโลกนี้เกิดจากสิ่งมีชีวิตหลากโลกาซึ่งมอบพลังสายเลือดให้เป็นส่วนใหญ่ จึงไม่มีพลังอื่นใดมาแทรกแซง


    แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็หวังว่าจะพบอักขระพลังสายเลือด ซึ่งหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ย่อมไม่มีให้เห็นอย่างแน่นอน


    มหาทวีปแห่งนี้กว้างใหญ่นัก เขาไม่เชื่อว่าในโลกแห่งนี้จะไม่มีอักขระและค่ายกลอยู่


    ก่อนหน้านี้เฟิร์สได้เข้าไปพบเหล่าครูฝึกและได้ขอบันทึกแผนที่การเดินทางมาจากพวกเขาแล้ว ซึ่งแผนที่ที่ได้รับมาเป็นแผนที่โดยรวมของอาณาจักรฮาดาเท่านั้น


    ส่วนอีวาก็ได้ล่ำลาคนสนิทของเธอในหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว


    ทุกคนในหมู่บ้านจึงรู้ว่าเธอกำลังจะเดินทางในฐานะนักผจญภัย


    “อีวากำลังจะไปแล้วหรอ? เอานี่ไปกินด้วยระหว่างทางนะ”


    “อีวาเอานี้ไปด้วย”


    “อีวาโชคดีนะ”


    “อีวา ...”


    ระหว่างที่เฟิร์สกำลังเดินทางออกจากหมู่บ้านเควน ชาวบ้านหลายคนต่างนำสิ่งของต่างๆ มาให้จนเฟิร์สต้องปฏิเสธไปหลายอย่างเพาะขนไปด้วยไม่ไหว


    กว่าจะออกจากหมู่บ้านมาก็ทำเอาเขาแทบเหนื่อย


    “ไม่ยักจะรู้ว่าเธอมีคนที่รักมากขนาดนี้” เฟิร์สเอ่ยออกมาอย่างยิ้มๆ


    หลายคนรู้สึกรักและเอ็นดูอีวามาตลอด นับตั้งแต่ที่พ่อแม่ของเธอถูกจับตัวไป


    หญิงสาวต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเลยเพราะคนหมู่บ้านนี้


    เฟิร์สในร่างอีวาแบกกระเป๋าใบใหญ่เดินทางออกจากหมู่บ้านเควน


    เขาเปิดแผนที่ที่ได้รับมาจากครูฝึก และสถานที่ที่เขาต้องการไปก็คือ ...


    เมืองฟิราเดเฟียร์ ซึ่งเจ้าเมืองแห่งนี้นี่เองที่เป็นผู้จับพ่อแม่ของอีวาไปแล้วยึดต้นประกายฟ้าทิพย์แล้วนำพ่อแม่ของเธอไปเป็นทาสที่เหมืองผลึกฟ้า


    ความจริงแล้วเฟิร์สสามารถหาวิธีชิงตัวพ่อแม่ของอีวาออกมาจากเหมืองแห่งนั้นได้ แต่เมื่อชิงตัวออกมา พวกเขาจะกลายเป็นนักโทษหลบหนี พวกเขาต้องถูกอาณาจักรไล่ล่า ซึ่งจะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบปกติได้อีกต่อไป


    หากคิดจะหลบออกจากอาณาจักร ในมหาทวีปแห่งนี้ก็ไม่มีที่ใดสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบได้นอกจากอาณาจักรฮาดาอีกแล้ว


    ดังนั้นการชิงตัวออกมาจึงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก จุดประสงค์ของการมาที่เมืองฟิราเดเฟียร์ก็คือการลงทะเบียนเป็นนักผจญภัยและการดูความเป็นอยู่พ่อแม่ของอีวา


    ซึ่งสองเรื่องนี้เฟิร์สไม่สามารถให้อีวาทำด้วยตัวเองได้ เพราะเธออาจเกิดอารมณ์อ่อนไหวจนบุกชิงพ่อแม่ของเธอออกมาก่อน เฟิร์สจึงอาสาทำเรื่องนี้แทน


    “ก่อนหน้านี้ฉันได้ดูดกลืนศิลาสายเลือดไปอีกสองลูกแล้ว แต่ดูเหมือนว่าประสิทธิภาพในการดูดซับจะอ่อนลงเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็รู้สึกว่ามันเข้าใกล้ขั้นกลางของขอบเขตบารอนแล้ว”


    เฟิร์สหยุดแล้วโคจรพลังท่าร่างเดินชมจันทร์


    ถูกต้องแล้ว


    แม้ว่าโลกนี้จะไม่มีลมปราณหรือเวทมนตร์ แต่เขาก็ยังใช้พลังสายเลือดมาทดแทนพลังในการขับเคลื่อนวิชาท่าร่างได้


    วิชาท่าร่างเดินชมจันทร์คือวิชาตัวเบาที่ใช้สำหรับการเดินทางและการหลบหนีโดยเฉพาะ มิหนำซ้ำมันยังฝึกฝนได้ง่ายเป็นอย่างมากสำหรับคนมีประสบการณ์เช่นเขา และเขาก็ได้สอนวิชาตัวเบานี้ให้อีวาได้เรียนรู้อีกด้วย


    ความจริงแล้วเฟิร์สเองก็สามารถฝึกฝนกระบี่ด้วยร่างนี้ได้เช่นกัน แต่มันอาจจะไม่เป็นประโยชน์ต่ออีวาเท่าใดนัก อีกทั้งการฝึกฝนแต่ละขั้นต้องใช้เวลานาน ดังนั้นเขาจึงมุ่งไปที่การบ่มเพาะพลังสายเลือดนี้มากกว่า


    เฟิร์สในร่างหญิงสาวที่หอบข้าวของอยู่บนหลังก้าวทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ปลายเท้าแตะไปยังยอดไม้แล้วดีดตัวออกไปต้นแล้วต้นเล่า


    ความเร็วในการเดินทางของเขาจึงไม่ต่างอะไรไปจากการเดินทางด้วยม้าเลย 


    ยิ่งมีการบ่มเพาะที่สูงมากเท่าไหร่ ความเร็วก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น เมื่อฝึกฝนวิชาเดินชมจันทร์ไปได้ถึงจุดสูงสุด เขาก็จะเปลี่ยนไปฝึกวิชาท่าร่างละอองแสงจันทร์ได้ ด้วยวิชาท่าร่างนั้น ความเร็วของมันแทบจะไม่ต่างไปจากการเดินทางด้วยความเร็วของเสียงเลยทีเดียว


    การเดินทางจากหมู่บ้านเควน โดยปกติแล้วจะใช้เวลาเดินเท้าถึงสามวันกว่าจะถึงเมืองฟิราเดเฟียร์ แต่เฟิร์สกลับสามารถเดินทางไปถึงที่นั่นได้ในหนึ่งวันรวดเร็ว


    ระหว่างทางเขาได้พบกับกลุ่มคนที่มีท่าทางประหลาดอยู่บ้าง ซึ่งเฟิร์สคิดว่าคนพวกนั้นคงเป็นโจรที่ดักปล้นผู้คนที่ผ่านไปมา แต่เขาที่เดินทางอยู่บนยอดไม้จึงไม่ได้ตกเป็นเป้าของพวกมัน


    เฟิร์สจึงตัดสินใจเดินทางผ่านพวกนั้นไป


    แต่ว่า ...


    เมื่อผ่านไปได้ครู่หนึ่งเขาก็กลับหยุดนิ่งแล้วหันกลับไปมองกลุ่มคนห้าหกคนที่อยู่ตรงนั้นอีกครั้ง


    “เงินเก็บของอีวามีน้อยมาก การค้าขายของเธอนั้นแทบจะไม่สามารถซื้อศิลาสายเลือดซักก้อนสองก้อนได้ด้วยซ้ำ ถ้าอย่างนั้นฉันก็ควรหาเงินติดตัวไว้สักหน่อย” เฟิร์สในร่างหญิงสาวยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์


    ทันทีที่ตัดสินใจได้ดังนั้นเขาจึงหันกลับไปทางเดิม และเดินทางด้วยการเดินเท้า


    เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่อยู่ในป่าเขา และเป็นเส้นทางหลักที่จะใช้เดินทางไปเมืองฟิราเดเฟียร์ การที่จะมีโจรป่าดักปล้นอยู่ที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนัก


    สำหรับเหล่าพ่อค้าแล้วพวกเขาจึงจำเป็นต้องว่าจ้างทหารรับจ้างหรือนักผจญภัยเพื่อคุ้มกันสินค้าของพวกเขาเพื่อการนี้


    เฟิร์สเดินย้อนกลับไปทางเดิม มันเหมือนกับว่าเขากลับเดินทางกลับจากเมืองฟิราเดเฟียร์


    หญิงสาวในชุดทะมัดทะแมน แม้จะเป็นชุดของผู้ชาย แต่แค่มองก็รู้ว่าเธอเป็นหญิงสาว แถมเธอยังแบกเป้ใบใหญ่ที่ราวกับกำลังขนของมีค่า


    หน่วยสอดแนมเมื่อเห็นหญิงสาวเดินทางมาคนเดียว เขาก็ยิ้มหวานและรีบแจ้งให้กับหัวหน้าในทันที


    “ลูกพี่ ฉันพบผู้หญิงกำลังเดินทางมาทางนี้ ดูเหมือนเธอกำลังขนสัมภาระมาเยอะด้วย”


    “หืม ... ผู้หญิง?” หัวหน้าโจรป่าหรี่ตาลงอย่างสงสัย


    “ใช่ แถมเธอยังเดินทางมาคนเดียว รูปร่างหน้าตาไม่น่าจะใช่พวกชั้นสูง เหมือนเธอจะเป็นชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น”


    “ผู้หญิงเดินทางคนเดียวในป่า แถมยังเป็นผู้หญิงชาวบ้าน ดูเหมือนว่าแกะตัวนี้จะผอมโซเกินไปแล้ว แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยๆ พวกแกก็น่าจะได้ของเล่นระบายอารมณ์เอาไว้ใช้บ้าง” หัวหน้าโจรกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจ้าเล่ห์


    ตอนนั้นเองกลุ่มโจรก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ซึ่งเต็มไปด้วยแววตาวาวโรจน์


    “ไป ไปจับลูกแกะตัวนั้นกัน”


    เฟิร์สที่แสร้งเดินทางเป็นหญิงชาวบ้านธรรมดา ดวงตาสว่างขึ้นเมื่อสัมผัสที่แผ่กระจายออกไปของเขาตรวจจับได้เห็นถึงกลุ่มโจรที่กำลังเดินทางเข้ามา


    “โอ้ เจ้าพวกโจรกลุ่มนี้ช่างอุกอาจเหลือเกิน เห็นว่าฉันเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวก็บุกเข้ามาอย่างหน้าด้านๆ แบบนี้เลย ... ดี! ฉันจะได้ไม่เสียเวลา” มุมปากของเฟิร์สปรากฏเป็นรอยยิ้ม

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน