หลังจากออกมา เนย์ก็ก้มหัวให้กับทีมงานหน้าห้องตรงหน้ามีคนเกือบสิบคนกำลังนั่งรอเรียกอยู่ โชคดีที่เขามาก็ได้เข้าไปเลยไม่ต้องรอเขาเคยเห็นหน้าหลายคน วงการละครเวทีนั้นไม่ได้กว้างมากจะรู้จักหรือเคยเห็นหน้ากันก็ไม่แปลก
“เนย์ มาด้วยหรอเนี่ย”
“พี่พิมสวัสดีครับ” หนึ่งในนั้นก็คือพี่พิมจะเรียกว่าเป็ครูอีกคนหนึ่งของเขาก็ได้่แรกที่เข้ามาทำละครก็ได้พี่พิมนี่แหละคอยสอนคอยบอก
“พี่ก็ว่าจะทักหาเราอยู่ แต่จำได้ว่าเราอยู่ปีสองกลัวจะเรียนหนัก”
“เรียนหนักอยู่ครับแต่โปรฯนี้มาทั้งทีจะไม่มาได้ยังไง”
เขายืนคุยกับพี่พิมไม่นาน เพราะใกล้ถึงคิวพี่พิมเข้าห้องสัมภาษณ์แล้วไม่รู้ว่าป่านนี้พี่คีย์จะบ่นหรือยัง บอกว่าจะมาแค่ดูอย่างเดียว เนย์รู้ว่าถึงเขาจะรู้สึกว่าสัมภาษณ์แว้บเดียวแต่ความเป็จริงแล้วเขาใช้เวลาในห้องสัมภาษณ์ไปเกือบสามสิบนาทีเรียกได้ว่ามากกว่าคนอื่น ๆ ที่เข้าไปอย่างเห็นได้ชัด
เดินออกมาก็เจอพี่คีย์ที่กำลังยืนมองเชื่อสิว่าถ้าอีกพักหนึ่งเขาไม่ออกมาพี่คีย์คงเดินเข้าไปตาม
“ขอโทษครับตั้งใจว่ามาแค่เดินดูแต่กลับโดนเรียกเข้าไปสัมภาษณ์เลย”
“แล้วโอเคมั้ย”
“โอเคครับกรรมการเป็กันเองพอสมควรแต่เดี๋ยวคงต้องรอดูผลเพราะคนอื่นที่มาสมัครก็มีประสบการณ์เยอะอยู่แถมแต่ละคนยังโตกว่าผมด้วย”
“ทำได้อยู่แล้ว เชื่อใจตัวเองสิวันนี้เรากินข้าวข้างนอกกัน”
เนย์ยิ้มมองคนพี่ ทำไมจะไม่รู้ว่าที่ชวนออกไปกินข้างนอกก็เพราะจะพาเขาไปผ่อนคลายกลัวว่าจะคิดมากเื่นี้สินะน่ารักชะมัด
“ได้ครับ จะได้ไปเอาแหวนด้วยเลย”
จากโรงละครมาถึงห้างสรรพสินค้าใช้เวลาไม่นานเพราะอยู่ใจกลางเมืองเหมือนกัน
“เราอยากกินอะไร”
“กินสุกี้หรือชาบูกันมั้ยครับ” ผมเลือกในใจมีร้านแล้วแหละ แต่ก็ต้องให้พี่เขาเลือกด้วยมาด้วยกันจะเอาแต่ใจคนเดียวใช้ได้ที่ไหน
“เราอยากกินอะไรนำไปเลย พี่กินได้หมด”จบประโยคน้องก็ยิ้มกว้างทันทีทำไมจะไม่รู้ว่าเ้าตัวมีร้านอยู่ในใจก็เล่นทำหน้าอ้อนซะขนาดนั้น
น้องพาเดินมาที่ร้านสุกี้ชื่อดังที่ขึ้นต้นด้วยM ดูท่าทางจะเป็ร้านโปรดของเ้าตัวเพราะดูอารมณ์ดีมาก ๆแถมยังสามารถจิ้มเมนูที่อยากกินได้แบบรัว ๆ
“พี่คีย์อยากได้อะไรเพิ่มมั้ยครับ”ผมส่ายหัวเพราะที่น้องสั่งมาก็เยอะพอสมควรแล้วเดี๋ยวถ้าไม่พอค่อยสั่งเพิ่มก็ไม่มีปัญหาเพราะร้านนี้ไม่ได้เป็แบบบุฟเฟต์กินเท่าไหร่ก็จ่ายเท่านั้น
รอไม่นานหลังจากที่พนักงานนำหม้อมาวางยังไม่ทันที่น้ำในหม้อจะเดือด ชุดผักและเนื้อต่าง ๆ ก็ทยอยมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็วเมื่อน้ำเดือดก็ช่วยกันใส่ผักและตอกไข่ใส่ลงไปในหม้อก่อนจะปิดฝา
ระหว่างทานอาหารใน่แรกทั้งคู่ไม่ได้คุยอะไรกันมากนัก คีย์คีบหมูให้น้อง
“ขอบคุณครับ พี่คีย์ทานเลย ๆไม่ต้องคีบให้ผมแล้ว”
“พี่กินไม่เยอะหรอก”มื้อนี้นับเป็มื้อแรกที่เขากับน้องได้มาทานด้วยกันมีใครเคยบอกไว้นะว่าถ้าอยากรู้ว่าคนคุยของเราถ้าอยากรู้นิสัยกันให้พาไปกินบุฟเฟต์หรือชาบูเพราะเป็มื้ออาหารที่ใช้เวลาในการกินมากแถมยังได้รู้ด้วยว่าคู่เดตของเรามีนิสัยบนโต๊ะอาหารเป็ยังไง
“ปกติพี่คีย์ชอบทานอาหารแบบไหนหรอครับ”
“อืม จริง ๆ พี่ก็ทานได้หมดนะแต่ที่ชอบหรือกินได้บ่อย ๆ ก็คงเป็อาหารอิตาเลียน”
“จริง ๆ ผมก็ชอบนะครับ มีร้านหนึ่งที่อร่อยมากไว้วันไหนเราไปด้วยกันนะ”
“เอาสิ”
“หลังจากนี้พี่จะเริ่มไปเรียนเต้นและการแสดงนะคลาสเริ่มสิบเอ็ดโมงถึงประมาณบ่ายสามพรุ่งนี้เข้ามหา’ลัยใช่มั้ยเดี๋ยวพี่ไปส่งเราก่อน”
“จริง ๆ เนย์ไปเองได้นะครับพี่คีย์จะได้ไม่ต้องตื่นเช้าด้วย” เนย์บอก พี่คีย์จะได้ไม่ต้องวนรถไปมา
“ไม่เป็ไรหรอก”
“พี่คีย์กำลังทำให้ผมเสียคนถ้าเกิดผมี้เีขึ้นมาระวังจะต้องไปรับไปส่งผมตลอดนะครับ” เนย์แซวเล่น
“พี่ไปรับส่งเราได้ตลอดนั่นแหละแต่ถ้าพี่ต้องเข้าไปเป็เด็กฝึกอย่าร้องไห้ตามพี่ล่ะ” คีย์เองก็พูดหยอกกลับ สมัยเด็กทุกครั้งที่ไปเจอน้องที่บ้านทุกครั้งก่อนกลับเ้าตัวจะต้องร้องไห้ไม่ยอมให้เขากลับบ้านทุกครั้งจนบางวันได้อุ้มเด็กน้อยกลับไปนอนที่บ้านด้วยหลายคืน
คีย์คิดแล้วยิ้มพอได้อยู่กับน้องก็อดคิดถึงความทรงจำสมัยเด็กไม่ได้
“พี่คีย์แอบคิดอะไรน่าอายของเนย์อีกแล้วใช่มั้ย”น้องขมวดคิ้วมองหน้าก่อนจะคีบลูกชิ้นเข้าปาก
“ก็เราเล่นเหมือนตอนเด็กขนาดนี้พี่ก็อดคิดไม่ได้ดูสิ โตขนาดนี้พี่ก็มัวแต่ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้เลยไม่ได้พาเราเที่ยวพาเราไปกินร้านดี ๆ เลย”ตอนเด็กเหมือนเขาจะเคยสัญญาอะไรประมาณนี้ไว้กับน้อง
“อ๋า ใช่!พี่คีย์เคยบอกว่าจะพาเนย์ไปร้านขนมอร่อย ๆ ด้วย”
“เอาไว้วันหลังพี่พาไป”
“ใส่ได้พอดีครับ ไม่ต้องแก้อะไร”หลังทานเสร็จทั้งคู่ก็พากันเดินย่อยมาเรื่อยๆ ก่อนจะเข้ามารับแหวนหมั้นที่ร้าน
“เรียบร้อยครับ”คีย์คว้ามือน้องมากุมก่อนจะพาเดินออกจากร้าน
“เราเดินเล่นกันอีกพักหนึ่งค่อยกลับบ้านกัน”
เนย์เดินตามคนพี่โดยที่มือทั้งคู่ยังจับกุมกันอยู่
เนย์ใจเต้นตุบ ๆมันไม่เหมือนกับสมัยเด็กที่พี่คีย์คอยจับมือเขา ครั้งนี้มันอบอุ่นกว่ามากเขาลอบมองเสี้ยวหน้าของร่างสูงก่อนจะอมยิ้ม
“เราอยากได้อะไรมั้ย” คีย์หันมาถามน้อง
“เนย์อยากไปร้านหนังสือหน่อยครับ”เมื่อได้จุดหมายทั้งคู่ก็เดินไปยังร้านหนังสือขนาดใหญ่
“เนย์ขอหาหนังสือก่อนนะครับถ้าพี่คีย์เมื่อยไปนั่งรอเนย์ที่ร้านกาแฟได้นะ”ถึงจะบอกแบบนั้นแต่พี่คีย์ก็ยังเดินตามเขาอยู่
“เราหาหนังสืออะไรล่ะ เผื่อพี่ช่วย”
“เนย์หานิยายเื่ xx ครับจริง ๆ มันคือเื่ที่ดัดแปลงเอามาทำละครที่เนย์ไปสัมภาษณ์มาเมื่อกลางวันเนย์อยากหาอ่านดูเผื่อได้เข้าไปทำจะได้เข้าใจเื่มากขึ้น”
“ไม่เคยรู้เลยนะว่านิยายเกี่ยวข้องกับละครเวที”คีย์บอก ถือได้ว่าเป็ความรู้ใหม่
“ครับละครเวทีหรือละครเพลงดังหลายเื่ก็มาจากนิยายหรือวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงไม่ใช่ว่าไม่มีเื่ที่ถูกทำขึ้นใหม่เลยแต่เหมือนว่าต่างประเทศเขาจะมีกลุ่มคนที่ค่อนข้างหลงใหลในกลิ่นอายของเื่ที่เอามาจากนิยายมากกว่าเรียกว่าเป็รสนิยมอย่างหนึ่ง”
“แล้วของพี่คีย์ล่ะครับเวลาแต่งเพลงให้ลูกค้านี่พี่ได้ไอเดียมาจากไหนหรอ”น้องถามผมบ้าง
“อืม ก็แล้วแต่เลยนะแต่ถ้างานของลูกค้าส่วนใหญ่จะทำตามรีเควส เขาอยากได้อะไรแนวไหนหรือมีแนวเพลงที่ชอบมั้ย ส่วนใหญ่ก็จะฟังบรีฟเขาก่อนแล้วลองทำเดโมกับร้องไกด์คร่าวๆ ไปให้ว่าเนื้อหาที่เพลงสื่อไป เขาชอบมั้ยอยากได้อะไรเพิ่มหรือเปล่า”
“โห ยากเหมือนกันนะครับ”
“ยากสิ แต่มันก็ท้าทายดีแต่ก็อย่างที่เรารู้นั่นแหละว่าพี่เองก็ไม่ได้อยากเป็แค่นักแต่งเพลงแต่พอเจอกับแฟนเก่าความฝันมันเลยยิ่งดูห่างออกไปน่ะ”
“อ๊ะ เจอแล้ว”น้องคว้าหนังสือนิยายเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น
เมื่อจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อยก็พากันกลับไปที่คอนโด
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป
เยส!!!
“พี่คีย์! เนย์ผ่านการคัดเลือกแหละ” เสียงร้องอย่างดีใจดังออกมาจากห้องของเนย์ก่อนที่เ้าของห้องจะเปิดประตูแล้ววิ่งออกมาหา
“ยินดีด้วยนะ” เขายิ้ม
“ฮืออ ดีใจมากเลยอ่ะนี่ถือเป็โปรฯละครเวทีแรกของเนย์เลยที่ได้ทำในฐานะ Stage Manager ตื่นเต้นมาก ๆ ด้วย กลัวทำได้ไม่ดี”
“คิดอะไรแบบนั้นการที่เขาเลือกก็แสดงว่าเขาเห็นความสามารถของเราแล้วตั้งใจขนาดนี้จะทำได้ไม่ดียังไงล่ะ”เขายินดีกับน้องแม้จะไม่รู้ว่าตำแหน่งที่น้องได้นั้นต่างจากที่น้องเคยทำมั้ยแต่ท่าทางคงตำแหน่งใหญ่พอสมควรเลยดูจากความกังวลที่ผ่านออกมาจากแววตา
“ขอบคุณนะครับพี่คีย์” เขายิ้ม
“อย่ามัวแต่ยิ้มวันนี้มีสอบวิชาสุดท้ายด้วยไม่ใช่หรอ รีบไปอาบน้ำเร็ว”เ้าตัวที่ดีใจจนลืมทุกอย่างหน้าเหวอก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปหยิบเสื้อผ้าแล้วออกมาอาบน้ำ
“อ้าวมาแล้วหรอคีย์”
“ครับครู”หลังส่งน้องเสร็จเขาก็มาเข้าคลาสการแสดงต่อ
“จริงสิ ครูมีเื่จะถามเราด้วยั้แ่เดือนหน้าครูต้องเข้าไปเป็แอคติ้งโค้ชให้กับละครเพลงน่ะอาจจะไม่ได้มาสอนแล้วพอดีโปรดิวเซอร์ละครเขาเป็หุ้นส่วนกับที่นี่ด้วยเลยปฏิเสธไม่ได้”
“แล้วแบบนี้คือผมต้องหยุดเรียนไปก่อนมั้ยครับ”คีย์ไม่ได้อยากหยุดเรียนแต่ถ้าต้องไปเรียนกับครูคนอื่นเค้าก็ไม่สะดวกใจถึงจะเห็นว่าเขาเข้ากับเนย์ได้ดี แต่นั่นเป็เพราะเขารู้จักน้องอยู่ก่อนแล้วกับคนอื่นคีย์เองไม่ได้เป็คนเฟรนลี่ขนาดนั้นแถมยังเป็คนที่เข้าถึงยากพอสมควร
“เื่นี้แหละที่จะถามเราสนใจไปเล่นละครเพลงมั้ย มีบทหนึ่งขาดนักแสดงอยู่ ผู้กำกับเขาหาคนที่ถูกใจไม่ได้ครูเห็นบทแล้วคิดว่าเหมาะกับคีย์นะ”
“ผมไม่เคยเล่นละครครับ”
“ครูรู้แต่ถ้าเธออยากพัฒนาก็มีแต่ต้องไปลองแสดงจริง ๆ นะ อีกอย่างนี่เป็ละครเพลงเราร้องเพลงได้อยู่แล้วดังนั้นไม่ใช่ปัญหา ลองเอาบทนี่ไปอ่านดูก่อน ถ้าเราสนใจจริงๆ ครูจะช่วยฝึกให้ก่อนจะพาไปออดิชั่นกับทีมงานอีกที” แม้จะปฏิเสธแต่คีย์ก็รับบทมา
จบจากคลาสการแสดงคีย์มีเวลาพักหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนที่คลาสเต้นจะเริ่มเขาเอาบทที่ได้รับมาเปิดอ่าน
นี่มันบทละครเื่เดียวกับของเนย์นี่เพราะ่ที่ผ่านมาเห็นเนย์นั่งอ่านบทและเขียนนู่นนี่นั่นบ่อย ๆ เขาก็ไปนั่งดูด้วยแม้ว่าจะซื้อโต๊ะทำงานมาตั้งไว้ในห้องแล้วแต่เนย์ก็ยังออกมานั่งอ่านและนั่งทำงานที่ห้องรับแขกบ่อยๆ น้องบอกว่าห้องรับแขกมันสบายตาและผ่อนคลายมากกว่าทำให้สมองโล่ง
‘การแสดงละครเพลงหรือละครเวทีน่ะเป็ศาสตร์ที่ยากนะเพราะต้องใช้พลังงานและสมาธิสูงมากพวกเขาไม่มีโอกาสแก้ตัวเมื่อได้แสดงก็เหมือนกับเหล่าศิลปินหรือนักดนตรีเวลาที่ต้องขึ้นคอนเสิร์ตครูอยากให้เราได้ลองจริง ๆ ไม่เพียงแต่ทักษะการแสดงเท่านั้น ทั้งเื่การร้องและการเต้นก็มีอยู่ในละครนะลองไปหาดูละครเพลงเื่อื่น ๆ ดู’
เขาเก็บคำของครูมาคิดจนไม่ค่อยมีสมาธิถึงกับโดนครูในคลาสดุไป หลังเลิกคลาสยังมีโอกาสได้คุยเื่นี้กับครูสอนเต้นด้วย
“เป็ประสบการณ์ที่ดีนะรู้มั้ยว่ามีนักเต้นไม่น้อยที่อยากร่วมงานกับโปรฯ ละครเพลง แต่ไม่มีโอกาสมากนักเอาจริง ๆ ทักษะการเต้นของคีย์ก็ไม่ถือว่าแย่ เราอาจจะได้อะไรใหม่ ๆ กลับมาก็ได้”เพราะในละครมีหลากหลายแนวเพลง หลากหลายอารมณ์ โครีโอกราฟที่ทำหน้าที่ออกแบบท่าเต้นนั้นย่อมต้องเป็คนที่เก่งมากการได้ร่วมงานกับคนระดับนั้นจะยิ่งทำให้นักแสดงต้องคอยพัฒนาตัวเองเสมอ
“ลองเอาไปคิดดูนะ”ปิดท้ายด้วยประโยคนี้ก่อนจะเดินออกจากห้องไป