รถแท็กซี่คันใหญ่จอดเทียบหน้าประตูรั้วของบ้านเรือนไทยแทบจะไม่ทันใจของผู้โดยสารสาวที่ความอัดอั้นเสียใจคับแน่นจนจุกอก
อรณิชารีบก้าวลงมาด้วยความรวดเร็วก่อนจะวิ่งตรงเข้าไปในบ้านทั้งน้ำตาเวลานี้เธออยากได้ไออุ่นจากอกของมารดามากที่สุด
เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของบุตรสาวทำให้คุณนายมณีนุชที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่บริเวณห้องนั่งเล่นต้องรีบลุกออกมาดูด้วยความใ
“คุณแม่ขา... ฮือ... ฮึก...” อรณิชาโผเข้าสวมกอดมารดาทันทีที่เห็นหน้า
“หนูอร... เป็อะไรลูก ร้องไห้ทำไม” คุณนายมณีนุชกระชับอ้อมกอดอย่างปลอบโยนสิ่งใดกันทำให้ลูกสาวที่น่ารักของนางเสียใจได้ถึงเพียงนี้
“อรไม่อยู่กับเขาได้ไหมคะคุณแม่ อรอยากอยู่ที่บ้านของเรา” เสียงสะอื้นร้องบอกอย่างน่าสงสาร
“โธ่... ลูกแม่” คนเป็แม่ลูบผมนุ่มสลวยของบุตรสาวด้วยความรักจนสุดหัวใจ
“สวัสดีค่ะ คุณผู้หญิง” ชื่นที่เดิมตามมาทีหลังยกมือไหว้นายหญิงของบ้านอย่างนอบน้อม
“อ้าว ชื่น มากับหนูอรเหรอ แล้วหมอวิทยาล่ะมาด้วยหรือเปล่า” คุณนายมณีนุชถามพี่เลี้ยงของบุตรสาวด้วยความแปลกใจ
“คุณหมอไม่ได้มาค่ะ ชื่นนั่งแท็กซี่มากับคุณหนู” พี่เลี้ยงสาวตอบตามตรง
“ตายจริง... ทำไมเป็แบบนี้ล่ะลูก ไปๆ เข้าไปข้างในก่อนแล้วค่อยคุยกัน”นายหญิงของบ้านโอบประคองลูกสาวสุดที่รักเข้าไปในบ้านเพื่อจะได้ถามไถ่พูดคุยกันได้สะดวก
สองแม่ลูกนั่งกกกอดปลอบโยนกันสักพักเสียงสะอื้นของคนเป็ลูกก็ค่อยๆเบาลงจนเป็ปกติ นายแพทย์สินชัยที่เดินออกมาจากห้องหนังสือตามเข้ามานั่งข้างๆกับบุตรสาว
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมลูกสาวของพ่อถึงได้ร้องไห้มาแบบนี้” คนเป็พ่อที่หวั่นไหวกับน้ำตาของบุตรสาวอันเป็ที่รักถามขึ้นด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นมือหนาแตะที่ไหล่บอบบางเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความรักความห่วยใยก่อนจะมองสาวใช้ที่ส่งให้ไปคอยดูแลบุตรสาวด้วยสายตาตำหนิ
“คุณพ่อขา...” อรณิชาผละจากอกของมารดาขยับเข้ามากอดคนเป็พ่ออย่าง้าที่พึ่ง
“แล้วหมอวิทยาไปไหน ทำไมปล่อยให้ลูกของพ่อมาคนเดียวแบบนี้ล่ะ” นายแพทย์สินชัยเอ่ยถามด้วยความรู้สึกไม่พอใจ พร้อมทั้งส่งสายตาไปที่สาวใช้ซึ่งก็ได้รับคำตอบกลับมาเป็การส่ายหน้า
“อรไม่อยากอยู่กับเขา คุณพ่อให้อรอยู่ที่บ้านของเราไม่ได้หรือคะ” อรณิชาไม่พูดถึงชายหนุ่มที่คนเป็พ่อถามหาแต่กลับอ้อนวอนในสิ่งที่ตัวเอง้าออกไปแทน
“ไหนบอกแม่สิ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมหนูถึงไม่อยากอยู่กับพี่เขา” คุณนายมณีนุชถามบุตรสาวอีกครั้งด้วยความห่วงใย
“เอ่อ... อร” คำถามของมารดาทำให้ใบหน้าเนียนใสซับสีระเรื่อขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเธอไม่รู้จะบอกคนเป็แม่อย่างไรดี ว่าเขาทั้งดูถูกหาว่าเธอริรักในวัยเรียนชิงสุกก่อนห่ามอีกทั้งยังเหยียดหยามว่าเธอเป็เด็กใจแตก และก็... จูบเธอด้วย
อาการนิ่งงันประกอบกับใบหน้าที่เห่อแดงเป็ลูกตำลึงสุกของบุตรสาวทำให้นายแพทย์สินชัยเริ่มอมยิ้มออกมานิดๆ อย่างชอบใจแสดงว่าสาเหตุที่ทำให้บุตรสาวร้องไห้คงไม่ใช่เื่อะไรร้ายแรงที่ต้องเป็กังวลอีกแล้ว
“ถ้าลูกยังไม่พร้อมจะพูดตอนนี้ก็ไม่เป็ไรพ่อว่าลูกไปนอนพักสักหน่อยดีกว่าไหม เผื่อจะได้สบายใจขึ้น” คนเป็พ่อบอกอย่างเอาใจเพราะไม่อยากให้บุตรสาวต้องคิดมากในตอนนี้
“นั่นสิ นอนพักสักหน่อยนะลูก... ไปจ้ะ เดี๋ยวแม่จะเดินไปส่งที่ห้อง”คุณนายมณีนุชบอกบุตรสาวเสียงนุ่มและเมื่อได้คำตอบเป็การพยักหน้าน้อยๆนางจึงอาสาจะไปส่งลูกสาวสุดที่รักให้ถึงเตียงนอน
“ค่ะคุณแม่” อรณิชารับคำก่อนจะเข้าไปสวมกอดคนเป็พ่อจากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ห้องนอนของตัวเองพร้อมกับมารดา
“ว่าไงชื่น มีอะไรจะเล่าให้ฉันฟังไหม” นายแพทย์สินชัยหันไปถามสาวใช้ที่ยังนั่งเงียบอยู่กับพื้นตรงหน้า
“เอ่อ... คือ... ชื่นก็ไม่ทราบค่ะว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเช้าคุณหมอเข้าบ้านมาพร้อมกับคุณหนูก็ดูจะปั้นปึงกันนิดหน่อยค่ะแต่พอคุณหมอเรียกให้คุณหนูขึ้นไปคุยกันข้างบนห้อง สักพักก็มีเสียงเอะอะโวยวายจากนั้นคุณหนูก็วิ่งร้องไห้ลงมาแล้วบอกจะกลับบ้านท่าเดียวเลยค่ะ” ชื่นบอกเล่าสิ่งที่ตัวเองรู้อย่างไม่ปิดบังแม้จะไม่ใช้คำตอบที่ชัดเจนนักก็ตามแต่เธอก็รู้ก็เห็นมาเท่านี้จริงๆ
“แล้วหมอวิทยาล่ะ” คนเป็เ้านายยังคงถามต่อ
“ไม่ทราบค่ะ คุณหมอไม่ได้ตามลงมาด้วย”
“อืม... เธอมีอะไรก็ไปทำก่อนเถอะแล้วยัยหนูจะกลับบ้านโน้นตอนไหนฉันจะให้คนไปเรียก”
“ค่ะ”
นายแพทย์สินชัยนั่งคิดถึงเื่ของบุตรสาวกับบุตรเขยตามที่สาวใช้เล่าให้ฟังแสดงว่าทั้งสองต้องมีเื่ทะเลาะกันแน่ๆ แต่จะเื่อะไรนั้น เขาเองก็สุดจะรู้ได้แต่ภายในใจก็คิดว่าคนเป็ลูกคงไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายได้ฝ่ายเดียวหรอกเพราะบุตรสาวของเขานั้นทั้งดื้อทั้งเอาแต่ใจและแถมไม่ยอมใครอีกด้วย
“เห็นไหมคะคุณสิน แค่วันแรกก็ทะเลาะกันแล้ว อย่างนี้จะไปกันรอดหรือคะเนี่ย”คุณนายมณีนุชบ่นอุบหลังออกมาจากห้องนอนของบุตรสาวแล้วกลับมาหย่อนตัวลงนั่งตรงข้ามกับสามี
“ลูกเป็ยังไงบ้าง” นายแพทย์สินชัยถามอย่างห่วงใย
“หลับไปแล้วค่ะ สงสัยร้องไห้จนเหนื่อย เฮ้อ... น้องละปวดหัวจริงๆ” คุณนายมณีนุชถอนหายใจหนักๆ ด้วยความกังวล
“น่า... ไม่มีอะไรหรอก เด็กๆ คงแค่ทะเลาะกันนิดๆ หน่อยๆเมื่อกี้ผมถามกับชื่นแล้ว” คนเป็สามีปลอบใจภรรยาเสียงนุ่ม
“แล้วอย่างนี้จะทะเลาะกันทุกวันหรือเปล่าคะเนี่ย น้องเป็ห่วงลูกจังเลยค่ะ”
“แรกๆ ก็ต้องมีกันบ้างแหละเป็เื่ธรรมดา คนเพิ่งรู้จักกัน จู่ๆจะให้ทำอะไรถูกใจกันทุกอย่างก็คงยาก เดี๋ยวอีกหน่อยก็ค่อยๆ เรียนรู้กันไปเอง”นายแพทย์สินชัยพยายามหว่านล้อมให้คนเป็ภรรยาคลายความกังวล
“น้องจะไปอยู่เป็เพื่อนลูกดีไหมคะ” คนเป็แม่ไม่วายเป็ห่วง
“ฮื้อ... ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ลูกสาวเราโตแล้วนะคุณปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ชีวิตด้วยตัวเองบ้าง” ประมุขของบ้านปฏิเสธเสียงแข็งเอ่ยตักเตือนอย่างไม่เห็นด้วย
“แต่...” คุณนายมณีนุชเตรียมจะคัดค้านแต่ก็ถูกคนเป็สามีเอ่ยย้ำขัดขึ้นมาก่อน
“เชื่อผมเถอะ... เดี๋ยวเย็นๆ หมอวิทยาจะต้องมารับยัยหนูของเรากลับบ้านแน่ๆ”นายแพทย์สินชัยกล่าวอย่างมั่นใจ เขาเชื่อว่าตัวเองดูคนไม่ผิดการที่หมอวิทยาไม่ตามมางอนง้อบุตรสาวของเขาในตอนนี้ก็เพราะรู้ดีว่าต่างฝ่ายก็ต่างใจร้อนปล่อยให้ใจเย็นก่อนแล้วค่อยคุยกันจะดีกว่า
“คุณคิดอย่างนั้นหรือคะ” แม้จะไม่คลายความกังวลมากนักแต่ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก ยังไงก็ต้องรอดูกันไปก่อน หากเย็นนี้บุตรเขยจะมารับบุตรสาวของนางจริงๆคงได้พูดคุยกันให้กระจ่างกว่านี้
“ครับ ไม่ต้องคิดมากหรอก ลงไปเดินเล่นในสวนกับผมดีกว่าเผื่อจะได้เก็บผลไม้ให้ลูกเอากลับไปกินด้วย” ว่าจบนายแพทย์สินชัยก็ประคองภรรยาคนสวยให้ลุกขึ้นแล้วพากันเดินลงไปข้างล่างด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข
วิทยาตื่นขึ้นมาในตอนบ่ายหลังจากที่นอนหลับไปอย่างไม่รู้ตัวเพราะความอ่อนเพลีย
ร่างสูงขยับตัวลงจากเตียงแล้วตรงดิ่งไปอาบน้ำทันทีเพื่อให้ร่างกายสดชื่นจากนั้นก็เดินลงมาข้างล่างด้วยเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขาสั้นเสมอเข่าแบบสบายๆสำหรับวันพักผ่อนของเขา
“คุณหมอจะให้ตั้งโต๊ะอาหารกลางวันเลยหรือเปล่าคะ” สาวใช้นามว่าสายใจเดินเข้ามาถามคนเป็เ้านายเมื่อเห็นว่าเขาลงมาจากข้างบนแล้วพลางเหลือบมองรอยฝ่ามือที่เป็ปื้นแดงๆ บนใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างนึกแปลกใจแต่ก็จนปัญญาที่จะเอ่ยถามด้วยไม่ใช่เื่ที่ตัวเองควรจะเข้าไปยุ่ง
“อืม... ตั้งเลย แล้วเธอชื่ออะไรนะ... ขอโทษทีฉันจำไม่ได้” วิทยาถามกลับไป แม้จะรู้สึกคุ้นๆหน้าอยู่บ้างว่าเป็เด็กที่บ้านคุณแม่ของเขาแต่เขาก็ไม่เคยเรียกใช้เลยสักครั้งจึงจำชื่อไม่ได้
“สายใจค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นเ้านายพยักหน้าให้เป็การรับรู้ เธอจึงก้มตัวเล็กน้อยแล้วเดินออกไปเพื่อจัดโต๊ะอาหารให้ชายหนุ่ม
เ้าของบ้านเดินสำรวจไปทั่วบริเวณรอบๆ เพื่อตามหาใครบางคนแต่ก็ไม่พบเขาจึงเข้าไปนั่งที่โต๊ะอาหารซึ่งสาวใช้จัดรอไว้แล้วเมื่อเห็นว่าจานข้าวมีแค่ของเขาคนเดียวทำให้ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าหญิงสาวที่ทะเลาะกับเขาเมื่อเช้าเธอไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน
“เอ่อ... แล้ว... คุณอรณิชาไปไหน” หมอหนุ่มมีอาการลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามกับสาวใช้ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ใกล้ๆ
“เห็นบอกว่าจะกลับบ้านค่ะ... ไปกับพี่ชื่น”
คำตอบของสายใจทำให้คนเป็เ้านายนิ่งงัน ‘นี่คงจะร้องไห้ขี้มูกโป่งไปฟ้องแม่ล่ะสิเด็กหนอเด็ก’ วิทยาคิดในใจพลางส่ายหน้าอย่างนึกระอาแล้วจึงหันไปออกคำสั่งกับสาวใช้อีกครั้ง
“อืม... เธอมีอะไรก็ไปทำเถอะ ฉันไม่เอาอะไรแล้วหละ”
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็เดินเข้าไปที่ห้องทำงานเพื่อจัดเรียงหนังสือและเอกสารที่เขาขนมาจากบ้านโน้นให้เข้าที่เข้าทางเป็ระเบียบพร้อมสำหรับการใช้งานได้ทันทีจากนั้นก็ขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองเพื่อหยิบกุญแจรถและของใช้ส่วนตัวอีกสองสามอย่างแล้วกลับลงมาอีกครั้งเพื่อจะออกไปข้างนอก
“เย็นนี้ไม่ต้องทำกับข้าวเผื่อฉันนะ ฉันจะไปบ้านคุณแม่” วิทยาเข้าไปบอกสาวใช้ที่กำลังทำงานอยู่ในครัวก่อนจะเดินไปที่รถของตัวเองแล้วขับออกไปจากบ้านทันทีเขาคิดถึงหนูน้อยทิชาหลานสาวที่น่ารักของเขาเพราะเมื่อถึงวันหยุดทีไรเขามักจะขลุกอยู่กับหลานตลอดทั้งวันซึ่งถือเป็การพักผ่อนและคลายความเครียดไปในตัวด้วยโดยหมอหนุ่มไม่ได้คิดถึงหญิงสาวที่เป็ภรรยาในนามเลยสักนิดเพราะคิดว่าเมื่อเธอหายโกรธแล้วคงจะกลับมาเองอีกอย่างเธอก็มีพี่เลี้ยงคอยดูแลใกล้ชิดอยู่แล้วยิ่งไม่มีอะไรให้ต้องเป็ห่วงอีก
รถยนต์สัญชาติเยอรมันคันหรูประจำกายพาวิทยามายังบ้านหลังใหญ่ที่แสนอบอุ่นของมารดา
เมื่อจอดรถเรียบร้อยแล้วเ้าของร่างสูงโปร่งก็ก้าวลงมาด้วยความรวดเร็วแล้วรีบเดินตรงเข้าไปในบ้านทันทีและก็ไม่ผิดหวังเมื่อเขาพบหนูน้อยที่เขาตั้งใจมาหากำลังนั่งเล่นกับพี่เลี้ยงอยู่ในบริเวณห้องรับแขกพอดี
“ทิชา คิดถึงลุงไหมครับ” วิทยาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นแล้วอุ้มหนูน้อยมากอดไว้บนตักพร้อมทั้งก้มลงหอมแก้มยุ้ยๆทั้งสองข้างอย่างนึกมันเขี้ยวในความน่ารักน่าชังของเ้าตัวเล็ก
“แล้วนี่ทุกคนไปไหนกันหมด” ชายหนุ่มถามพี่เลี้ยงที่นั่งอยู่กับหนูน้อยตามลำพัง
“คุณนายพักผ่อนอยู่ข้างบนค่ะ ส่วนคุณกรกับคุณมลอยู่ในห้องทำงาน” สิ้นคำตอบของเด็กสาว ประมุขของบ้านก็เดินลงบันไดมาจากชั้นบนพอดีเมื่อเห็นบุตรชายคนโตที่นางกำลังเป็ห่วงอยู่จึงเอ่ยทัก
“อ้าว ตาวิท มานานหรือยังลูก ไม่ให้คนขึ้นไปตามแม่ล่ะ”
“สวัสดีครับคุณแม่ ผมเพิ่งมาครับ” วิทยายกมือไหว้มารดาพร้อมกับตอบคำถามเสร็จสรรพ
“แล้วหนูอรล่ะ ไม่ได้มาด้วยเหรอ” คุณนายกมลวรรณถามถึงลูกสะใภ้พลางกวาดตามองหาจนทั่วห้องแล้วหย่อนตัวลงนั่งที่โซฟาตัวยาว
“เอ่อ...” อาการอ้ำอึ้งของบุตรชายทำให้นางหันมาสบตาอย่างนึกสงสัยและเมื่อได้มองชัดๆ จึงเห็นรอยฝ่ามือเป็ปื้นแดงที่แก้มข้างซ้ายของคนเป็ลูก
“ตาวิท! นั่นหน้าไปโดนอะไรมาหะลูก มานี่สิ๊ มานั่งคุยกับแม่ตรงนี้หน่อย”คนเป็แม่ร้องถามด้วยความใและขยับตัวเล็กน้อยเพื่อให้บุตรชายขึ้นมานั่งใกล้ๆ
“ครับ” วิทยารับคำเบาๆ พลางยกมือขึ้นลูบแก้มที่เป็รอยช้ำของตัวเองแก้เก้อไปด้วยแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปนั่งข้างๆ กับมารดา
“เกิดอะไรขึ้นวิท” คนเป็แม่ถามขึ้นด้วยความกังวล
“เอ่อ... ผมรังแกคุณอรนิดหน่อยน่ะครับ เลยถูกเธอตบเอา” วิทยาตอบตามตรง ก็เขารังแกปล้ำจูบเธอจริงๆ นั่นแหละ หวังว่าคนเป็แม่คงเข้าใจและจะไม่ถามอะไรให้มากความอีกแต่เขาคิดผิดเพราะมารดายังคงถามในรายละเอียดต่อไป
“ตายแล้วตาวิท ทำไมเรียกเมียตัวเองว่าคุณแบบนั้นล่ะ เรียกน้องสิลูก...แล้วเราไปรังแกอะไรน้อง” คุณนายกมลวรรณขมวดคิ้วมุ่นบุตรชายของนางไปรังแกอะไรลูกสะใภ้ถึงได้โดนเธอตบซะช้ำมาแบบนั้น
“เอ่อ... คือ...” หมอหนุ่มอ้ำอึ้งด้วยไม่รู้จะบอกมารดาอย่างไรมันไม่ใช่เื่ที่จะเอามาเล่าสู่กันฟังได้ง่ายๆ เมื่อไรกัน
“อ้าวหมอวิท/พี่วิท มานานแล้วเหรอ” สองสามีภรรยาที่ออกมาจากห้องทำงานร้องทักคนเป็พี่ด้วยอาการดีใจก่อนจะเดินเข้ามาร่วมสนทนาด้วย
“แล้วพี่สะใภ้ของมลล่ะคะพี่วิท” พิชามลถามพร้อมกับมองไปรอบๆห้องรับแขกแต่ก็ไม่พบคนที่เธอกำลังพูดถึง
“พี่มาคนเดียวน่ะ” วิทยาตอบน้องสาวแล้วรีบหันไปทางอื่นเพราะไม่อยากให้คนเป็น้องเห็นร่องรอยที่น่าอับอายบนใบหน้าของเขา
“อ้าว มลเลยไม่ได้ทำความรู้จักกับพี่สะใภ้อย่างเป็ทางการสักที” พิชามลทำท่าผิดหวังเล็กน้อยก่อนจะลงไปนั่งเล่นกับลูกสาวที่กำลังชี้ชวนให้เธอดูของเล่นในมือ
“แล้วนั่นหน้าไปโดนอะไรมาครับ” ทินกรเอ่ยถามยิ้มๆอย่างรู้ทัน เมื่อเห็นรอยฝ่ามือบนใบหน้าหล่อเหลาของหมอหนุ่มและยิ่งแน่ใจมากขึ้นเมื่อใบหน้าขาวๆ ของอีกฝ่ายเห่อแดงอย่างคนเขินอาย ‘ไวไฟเหมือนกันนะเนี่ย คุณหมอ ฮึฮึ’
“ก็เนี่ย แม่กำลังถามเอาความกันอยู่ ว่าไปทำอีท่าไหน น้องเขาถึงได้ตบเอา”คุณนายกมลวรรณพูดแกมบ่นนิดๆปรายตามองคนเป็ลูกที่ถามไปก็เอาแต่อ้ำอึ้ง
“ผมว่าไม่ใช่ผิดท่าหรอกครับ คงผิดจังหวะมากกว่า จริงไหมครับหมอวิท” ทินกรแซวพร้อมกับส่งสายตากรุ้มกริ่มไปให้คนเป็พี่เขยอย่างหยอกล้อส่งผลให้หมอหนุ่มยิ่งหน้าแดงขึ้นไปอีก
“อะไรกันตากร แม่ไม่เข้าใจ” ผู้าุโทำท่าครุ่นคิดหันไปมองหน้าบุตรชายสลับกับบุตรเขยอย่างเป็คำถาม
“ผมว่าไม่ใช่เื่ร้ายแรงหรอกครับ คุณอรเธอคงไม่เคยแล้วหมอวิทก็ใจร้อนมันอาจจะผิดจังหวะกันได้” ทินกรพูดทีเล่นทีจริงเหมือนเป็เื่ขำขันซะมากกว่า
“ว๊าย! พี่กร พูดอะไรน่าเกลียด” พิชามลตวาดลั่นใส่คนเป็สามีที่พูดจาสองแง่สองง่ามชวนให้คิดลึก
“วิท ลูกบังคับฝืนใจน้องเหรอ” คนเป็แม่ถามออกไปตรงๆเมื่อคิดตามที่บุตรเขยบอก
“ปะ เปล่านะครับคุณแม่ ผมไม่ได้ทำถึงขนาดนั้น” วิทยาส่ายหน้าหวือรีบปฏิเสธทันควันพลางคิดในใจว่าเขาไม่น่ามาที่นี่เลย ไม่งั้นคงไม่ต้องรู้สึกอับอายขนาดนี้
“นั่นงะ... แสดงว่าทำ... ถึงแม้จะแค่นิดหน่อยก็เหอะ ฮึฮึ” ทินกรยังคงล้อเลียนอย่างสนุกสนาน
“พี่กร... พอแล้วค่ะ พี่วิทอายจนตัวแดงไปหมดแล้ว” พิชามลเอ็ดเบาๆพลางหยิกแขนอีกฝ่ายจนสะดุ้งตัวโยนก่อนจะได้รับสายตากรุ้มกริ่มเป็เชิงคาดโทษเอาไว้จากสามีสุดที่รัก
“ยังไงเนี่ยตาวิท” คุณนายกมลวรรณนึกสนุกเลยแกล้งถามกลับไปหน้าตาเฉยยิ่งเห็นบุตรชายเขินอายอย่างไม่เคยเป็มาก่อนนางจึงอยากให้คุณหมอเ็าหลุดมาดขรึมสักที
“ผมก็บอกคุณแม่แล้ว ว่าผมรังแกน้องเขานิดหน่อยเท่านั้น” วิทยาอ้อมแอ้มตอบไม่ค่อยเต็มเสียงนักพลางยกมือขึ้นขยับแว่นตาเป็การแก้เขิน เมื่อรู้ตัวว่ามีสายตาจ้องจับผิดอีกหลายคู่มองมาทางเขาชายหนุ่มจึงลุกพรวดแล้วลงไปนั่งเล่นกับหลานสาวตัวน้อยทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“แล้วตอนนี้น้องอยู่ที่ไหน” คนเป็แม่ถามเสียงเรียบปรายตามองบุตรสาวคนเล็กและบุตรเขยที่ส่งยิ้มมาให้อย่างรู้ทัน
“อยู่ที่บ้านของเธอครับ” อีกครั้งที่หมอหนุ่มตอบอย่างไม่เต็มเสียงนักเพราะเื่นี้เขาเป็คนผิดเต็มๆ ที่ทำให้เธอหนีไป
“ตายแล้วตาวิท! ลูกปล่อยให้น้องหนีกลับบ้านไปได้ยังไงป่านนี้คุณสินไม่โกรธแย่แล้วหรือเนี่ย” คุณนายกมลวรรณตำหนิเสียงขุ่นนึกกังวลใจไปถึงเพื่อนเก่าที่เกี่ยวดองซึ่งป่านนี้คงกำลังไม่พอใจบุตรชายของนางอยู่เป็แน่พลางคิดว่าเดี๋ยวต้องโทรไปหาอีกฝ่ายเพื่อหยั่งเชิงถามดูสักหน่อยแล้วก่อนจะหันไปออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดกับลูกชาย
“ไปเลยนะตาวิท เย็นนี้ไปรับน้องกลับมาอยู่กับเราที่บ้านให้ได้เชียว”
“ผมคิดว่าถ้าเขาหายโกรธก็คงกลับมาเองแหละครับ” คนเป็ลูกออกปากข้างๆคูๆ เพราะไม่อยากไปพบหญิงสาวตอนนี้
“ไม่ได้! จะรอได้ยังไง แม่ขอสั่งเลยนะวิท ไปรับน้องกลับมาให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม” เสียงเข้มๆ ของคนเป็แม่บ่งบอกว่าลูกชายที่ดีอย่างเขาไม่ควรปฏิเสธหรือโต้แย้งใดๆ อีก ดังนั้น หมอหนุ่มจึงทำได้เพียงก้มหน้าแล้วยอมรับคำสั่งแต่โดยดี
“ครับคุณแม่”
หลังรับคำสั่งจากมารดาไปแล้ววิทยาก็อิดออดโอ้เอ้ชวนหลานสาวเล่นสนุกอยู่เป็นานพอหนูน้อยทิชาเริ่มงอแงง่วงนอนแล้วนั่นแหละ คนเป็ลุงถึงเริ่มขยับเขยื้อนกายออกไปแต่ก็ไม่วายหันมาสบตาคนเป็แม่ที่จ้องมองเขาด้วยแววตาดุเข้มแกมบังคับอยู่ในทีตามด้วยน้องสาวและน้องเขยซึ่งทั้งสองต่างก็ส่งยิ้มให้เขาเพื่อเป็กำลังใจ
วิทยาใช้เวลาขับรถเพียงไม่นานก็มาถึงบ้านเรือนไทยของนายแพทย์รุ่นใหญ่ทันทีที่ร่างสูงก้าวลงมาจากรถก็พบกับสาวใช้ประจำบ้านยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“เชิญขึ้นเรือนก่อนค่ะคุณหมอ คุณท่านกำลังรออยู่” สาวใช้ส่งยิ้มให้เขาอย่างนอบน้อมแล้วเดินนำเขาขึ้นไปบนเรือนการมาที่นี่ถือเป็ครั้งที่สองสำหรับเขาครั้งแรกคือเมื่อวานที่เขามาในฐานะเ้าบ่าว แต่วันนี้เขามาในฐานะลูกเขยซึ่งความรู้สึกในตอนนี้กับเมื่อวานก็ไม่ได้แตกต่างกันเลยสักนิดเพราะเขายังรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นอยู่มาก
“สวัสดีครับคุณลุง... เอ่อ คุณพ่อ คุณแม่” หมอหนุ่มยกมือไหว้ผู้ใหญ่ด้วยความเคารพอดไม่ได้ที่จะเรียกขานท่านในแบบเดิมๆ ที่เคยถนัดจนได้รับสายตาดุๆของพ่อตาจ้องเขม็งนั่นแหละ เขาจึงรีบแก้คำให้เหมาะสมขึ้น
“สวัสดีลูก มารับหนูอรเหรอ” นายแพทย์สินชัยถามอย่างรู้ทันเพราะก่อนหน้านี้คุณนายกมลวรรณแม่ของอีกฝ่ายได้โทรมาเล่าเื่ราวให้ฟังคร่าวๆแล้ว และเขาก็ไม่ได้นึกโกรธเคืองอะไรโดยเฉพาะเมื่อได้เห็นรอยฝ่ามือที่ฝังอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของบุตรเขยทำให้เขานึกตำหนิบุตรสาวของตัวเองด้วยซ้ำที่ลงไม้ลงมือกับสามีตัวเองแบบนั้น
“ครับคุณพ่อ” วิทยาตอบเสียงเรียบพลางยกมือขึ้นลูบรอยช้ำบนแก้มสากเป็การแก้เก้อเมื่อรู้ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังจ้องมองอยู่คุณนายมณีนุชที่ตอนแรกจะรอต่อว่าบุตรเขยแต่พอมาเห็นแบบนี้แล้วนางถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียวเพราะดูท่าบุตรสาวของนางก็แผลงฤทธิ์กับอีกฝ่ายไม่น้อยเหมือนกัน
“เอ่อ... คือ... ผมขอโทษครับ ที่ทำให้น้องโกรธจนต้องหนีมา” คนเป็เขยกล่าวขอโทษจากใจ โดยยอมรับความผิดทั้งหมดไว้แต่เพียงผู้เดียวซึ่งนั่นยิ่งทำให้พ่อตานึกชื่นชมในตัวบุตรเขยมากขึ้นไปอีก
“ไม่เป็ไร พ่อเข้าใจคนสองคนเพิ่งรู้จักกันและต้องมาอยู่ด้วยกันตามลำพังแบบนั้นก็ต้องมีปากเสียงกันบ้างเป็ธรรมดา แต่ไม่ได้หนักหนาจนเกินทนใช่ไหมหมอวิท” พ่อตาบอกบุตรเขยพร้อมกับถามถึงความหนักแน่นของอีกฝ่ายไปด้วยในตอนท้าย
“ครับ” วิทยาตอบรับเสียงเข้มให้คนเป็พ่อตาได้ชื่นใจ
“น้องยังมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเองอยู่บ้าง เพราะความเป็ลูกคนเดียวบางครั้งน้องก็ยังมีความคิดแบบเด็กๆ หมอวิทต้องให้เวลาน้องบ้างนะลูก ค่อยๆปรับกันไป แม่ไม่สบายใจเลยที่เห็นลูกร้องไห้กลับมาแบบนี้” คุณนายมณีนุชอธิบายพร้อมกับฝากฝังกับบุตรเขยอย่างนุ่มนวลไหนๆ ก็ยกลูกสาวให้เขาไปแล้ว คงทำได้แค่ภาวนาขอให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันไปตลอดรอดฝั่ง
“ครับ ผมเข้าใจ... ผมต้องกราบขอโทษคุณแม่อีกครั้งนะครับที่ทำให้เป็กังวลและไม่สบายใจไปด้วย” วิทยาพูดพลางยกมือพนมไหว้คนเป็แม่ยายอีกครั้งด้วยความรู้สึกผิดจากใจ
คุณนายมณีนุชรับคำขอโทษของบุตรเขยด้วยรอยยิ้มอบอุ่นอดจะนึกชื่นชมในความนอบน้อมและมีสัมมาคารวะของอีกฝ่ายไม่ได้แวบหนึ่งนางชักเริ่มเห็นพ้องกับคนเป็สามีที่ยกบุตรสาวเพียงคนเดียวอันเป็ที่รักให้กับชายหนุ่มตรงหน้าได้เป็ผู้ดูแลต่อไปอย่างหมดห่วง‘สมคำร่ำลือจริงๆ หล่อ สุภาพ อบอุ่นนุ่มนวลมีความเป็สุภาพบุรุษ และไม่เ้าชู้’ คนเป็แม่ยายแอบรำพึงในใจยิ้มๆนางพอจะมีเพื่อนที่อยู่ในวงการแพทย์ด้วยเหมือนกันจึงแอบถามไถ่พฤติกรรมของลูกเขยมาบ้าง และก็ไม่ผิดหวังเพราะทุกคนต่างก็เอ่ยชื่นชมในตัวหมอหนุ่มคนนี้ให้ฟังทั้งนั้น
“งั้นอยู่ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนนะลูกแล้วค่อยกลับเดี๋ยวแม่ไปดูน้องก่อนและจะไปบอกให้เด็กตั้งโต๊ะด้วย” แม่ยายบอกพลางขยับตัวลุกขึ้นเพื่อเข้าไปตามบุตรสาวและดูความเรียบร้อยของโต๊ะอาหาร
“ครับคุณแม่ ขอบคุณครับ” คนเป็เขยรับคำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยเพราะความจำเป็และมารยาท ที่สำคัญยัยตัวแสบของเขายังไม่โผล่หน้ามาเลยด้วยซ้ำปล่อยให้เขารับผิดกับผู้ใหญ่แต่เพียงผู้เดียวนี่แสดงว่าคุณแม่ของเขาต้องโทรมารายงานพ่อตาแล้วแน่ๆท่านถึงไม่ซักถามอะไรให้มากความอีก
เมื่อคุณนายมณีนุชออกไปแล้ว เหลือเพียงพ่อตากับลูกเขยที่ยังนั่งสนทนาหารือกันด้วยเื่สำคัญอีกหลายเื่โดยนายแพทย์สินชัยตั้งใจจะให้บุตรเขยเข้าไปรับตำแหน่งเป็รองผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลสินกมลของเขาก่อนเพื่อเป็การปูทางและเตรียมความพร้อมสำหรับตำแหน่งผู้อำนวยการคนต่อไปที่หมอวิทยาจะต้องรับผิดชอบแทนเขาในอนาคตอันใกล้ซึ่งคนเป็เขยก็น้อมรับด้วยความยินดีและเต็มใจเป็อย่างยิ่ง
สองหนุ่มต่างวัยนั่งคุยกันอย่างถูกคอประกอบกับมีเสียงหัวเราะดังแว่วมาเป็ระยะๆตลอดเวลา ทำให้คนในบ้านพลอยยิ้มตามไปด้วยก่อนที่ทั้งสองจะถูกเชิญให้เข้าไปยังโต๊ะอาหารเมื่อทุกอย่างจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วโดยบรรยากาศการรับประทานอาหารเย็นมีเพียงเสียงพูดคุยของพ่อตาและลูกเขยเป็ส่วนใหญ่ส่วนคนเป็แม่ยายก็มีร่วมสนทนาบ้างเป็ครั้งคราวมีแต่ลูกสาวคนเดียวของบ้านเท่านั้นที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานอาหารเงียบๆ ไม่สนใจใครโดยเฉพาะชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามกับเธอ
หลังจากทั้งหมดรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วก็พากันมาพักผ่อนที่ห้องนั่งเล่นพร้อมทั้งทานของว่างไปพลางๆ ด้วย จนเวลาล่วงเลยไปพอสมควรกับมารยาทแล้วหมอหนุ่มจึงเอ่ยล่ำลาผู้ใหญ่ทั้งสอง
“งั้นผมขอลากลับก่อนนะครับคุณพ่อคุณแม่” วิทยาพนมมือขึ้นไหว้ลาประมุขของบ้านด้วยความนอบน้อมก่อนจะได้รับรอยยิ้มอบอุ่นจากใจของท่านเป็การตอบรับ
“จ้ะลูก ไปกันเถอะเดี๋ยวจะค่ำมืดซะก่อนแม่ฝากผลไม้กับขนมไปให้คุณวรรณด้วยนะลูกหมอวิท” คุณนายมณีนุชบอกฝากอย่างมีน้ำใจเพราะได้ยินที่บุตรเขยบอกว่าจะพาบุตรสาวของนางไปหาคุณนายกมลวรรณที่บ้านตามคำบัญชาในวันพรุ่งนี้นางจึงถือโอกาสฝากผลไม้และขนมไปให้เพื่อเป็การเชื่อมไมตรีที่ดีต่อกัน
“ครับคุณแม่ ขอบคุณครับ” วิทยายิ้มรับพลางค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นยืน
“แล้วเราด้วยนะหนูอร แม่ฝากไปให้ตานนท์กับหนูก้อยด้วย” คนเป็แม่ไม่วายเอ่ยฝากไปถึงเพื่อนรักของบุตรสาว
“ค่ะคุณแม่” อรณิชารับคำมารดาแต่ยังคงนั่งอิดออดอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับทำให้ชายหนุ่มที่ลุกขึ้นก่อนต้องยืนนิ่งงันทำอะไรไม่ถูกเมื่อคนที่เขามารับกลับทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ซะงั้น
“เอ้า! ไปสิลูก พี่เขายืนรออยู่นะ” คุณนายมณีนุชตีที่แขนของบุตรสาวเบาๆเป็การเตือน
“ให้อรขับรถไปเองนะคะคุณแม่” อรณิชาบ่ายเบี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงการอยู่กับเขาตามลำพังเพราะเธอยังหวาดหวั่นกับการกระทำของเขาอยู่
“ไม่ได้ลูก หนูนั่งรถไปกับพี่เขานั่นแหละดีแล้วเดี๋ยวรถของหนูแม่จะให้ชื่นกับคนขับรถขับตามไปให้พร้อมกับของฝาก” คนเป็แม่รีบแย้งทันควัน เพราะเข้าใจดีในความ้าของบุตรสาวนางจึงหาทางออกเตรียมไว้หมดแล้ว
“แต่...” อรณิชาเตรียมจะอ้าปากคัดค้านแต่เมื่อเจอกับสายตาดุๆ ของคนเป็แม่ที่บ่งบอกว่ายังไงก็ไม่ยอมเธอจึงก้มหน้ารับด้วยความจำใจ
“ก็ได้ค่ะ”
“แม่ฝากด้วยนะหมอวิท มีอะไรก็ค่อยๆ พูดค่อยๆ จากันนะลูก” คุณนายมณีนุชกล่าวฝากอีกครั้งเมื่อบุตรสาวและบุตรเขยกำลังเดินออกไป
“ครับ” คนเป็เขยรับคำอีกครั้งเพื่อให้ผู้ใหญ่หมดความกังวลแต่ภายในใจนึกมันเขี้ยวอยากจะจับยัยตัวแสบมาฟาดก้นเสียให้เข็ดโทษฐานที่ดื้อรั้นนำพาเื่เดือดร้อนมาให้บุพการีถึงบ้านแถมยังทำให้เขาไม่ได้อยู่เล่นกับหลานสาวตัวน้อยให้หนำใจอีกด้วย
เมื่อเดินมาถึงรถ อรณิชาก็เปิดประตูแล้วกระแทกก้นลงไปที่เบาะข้างๆกับตำแหน่งของคนขับด้วยใบหน้าบึ้งตึง ส่วนเ้าของรถที่เดินตามมาติดๆก็เปิดประตูอีกฝั่งก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่ของตัวเองโดยไม่ได้สนใจอาการกระฟัดกระเฟียดของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย
“ไหนว่าไม่ใช่เด็ก” วิทยาโพล่งขึ้นมากลางอากาศเมื่อเขาเลี้ยวรถออกมาจากบ้านเรือนไทยแล้ว
“อะไรของคุณอีกล่ะ” อรณิชาหันมาแหวใส่ทันทีที่เขาต่อว่าเธอ
“ก็ไอ้อาการที่ร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับบ้านมาฟ้องแม่เนี่ย...ไม่ใช่นิสัยของเด็กหรือไง” ชายหนุ่มว่าพลางปรายตามองหญิงสาวข้างกายนิดนึงอย่างนึกหมั่นไส้
“เื่ของฉัน” คนเอาแต่ใจกระแทกเสียงพร้อมกับเชิดหน้าแสดงอาการดื้อรั้น
“ผมรู้ว่าเื่ของคุณ แต่คุณก็ควรจะคิดบ้างคุณโตแล้วจะเอาเื่ไม่สบายใจมาให้ท่านเป็กังวลทำไม หัดแก้ปัญหาเองซะบ้างสิ”หมอหนุ่มบอกเสียงจริงจัง ลึกๆเขาก็หวังดีอยากให้หญิงสาวที่ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมานั้นได้มีความคิดแบบผู้ใหญ่และรู้จักพึ่งพาตัวเองบ้าง
“นี่คุณคิดจะสั่งสอนฉันหรือไง” อรณิชาทำเสียงขึ้นจมูกอย่างนึกไม่พอใจที่เขาทำตัววางอำนาจและสั่งสอนเธอราวกับพ่อแม่
“แล้วสอนได้ไหมล่ะ” วิทยาย้อนกลับเสียงเข้มบ่งบอกว่าเขาตั้งใจจะสอนเธอจริงๆ อย่างที่ปากว่านั่นแหละ
“เชอะ! ถ้าคุณไม่รังแกฉันก่อน ฉันจะร้องไห้หนีกลับมาแบบนี้เหรอ” หญิงสาวว่าพลางสะบัดหน้าพรืดหันไปมองวิวทิวทัศน์ด้านนอกรถต่อไป
“เื่นั้น... ผมขอโทษ” ชายหนุ่มเงียบไปนานก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยเสียงนุ่มทุ้มที่กลั่นออกมาจากใจจริงเพราะเื่นี้เขาเองก็มีส่วนผิดอยู่มาก ผิดที่ควบคุมตัวเองไม่อยู่และไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจให้ได้
“เก็บคำขอโทษของคุณไว้เถอะ ฉันไม่้าแต่ฉันอยากให้คุณสัญญากับฉันมากกว่าว่าจะไม่แตะต้องและทำแบบนั้นกับฉันอีก” อรณิชาหันมาบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง และหวังว่าเขาจะทำให้เธอได้
“ผมก็บอกแล้วไง ถ้าคุณไม่ยั่ว” คนทำหน้าที่ขับรถพูดพลางหยักยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ขณะสายตาคมยังคงจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้า‘ที่แท้ก็กลัวเขาปล้ำนี่เอง ฮึ! ทำเป็ไม่เคยไปได้ทั้งที่ประกาศอยู่ปาวๆ ว่ามีแฟนแล้ว’
“ฉันยั่วยวนคุณตรงไหนไม่ทราบ” คำพูดของชายหนุ่มทำให้คนที่ถูกกล่าวหาว่ายั่วหันมาตะคอกใส่ทันควัน
“ผมหมายถึงยั่วโมโห ไม่ใช่ยั่วยวนสักหน่อย...คนอย่างคุณไม่มีอะไรมายั่วยวนผมได้หรอก” หมอหนุ่มพูดเสียงดังอย่างจงใจให้เธอได้ยินชัดเจนก่อนจะปรายตามองคนตัวเล็กข้างกายแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ
“คุณวิทยา!” อรณิชากระชากเสียงเขียวแล้วยกแขนขึ้นมากอดอกไว้แน่นเมื่อเจอสายตาคมของเขาจ้องมอง
ชายหนุ่มทำเพียงกดยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากพร้อมกับทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปจากนั้นบรรยากาศภายในรถก็มีแต่ความเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรอีกเลยมีเพียงเสียงแอร์และเสียงเครื่องยนต์ที่กำลังดังอยู่เท่านั้น
จนกระทั่งรถแล่นเข้ามายังบริเวณบ้านที่เป็เรือนหอของทั้งคู่พอรถจอดสนิทหญิงสาวก็เปิดประตูแล้วก้าวลงไปโดยไม่ได้พูดอะไรแม้แต่น้อยร่างบางเดินลิ่วๆ เข้าไปในบ้านทันที
อรณิชาเข้ามาหยุดยืนที่ห้องรับแขกเพื่อตัดสินใจว่าจะขึ้นไปบนห้องหรือจะนั่งรอพี่เลี้ยงของเธอก่อนแล้วค่อยจัดการเื่ขนข้าวของเพื่อแยกห้องนอนกับเขาดี
ระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงพูดพร้อมกับมีแรงฉุดดึงที่ข้อมือบาง
“ขึ้นห้องสิคุณ ยืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้ หรือว่าหิว” วิทยาว่าพลางดึงแขนของคนตัวเล็กให้เดินตามเขาขึ้นไปข้างบน
“ฉันไม่ได้หิว แต่ฉันยังไม่อยากขึ้นไป ฉันจะรอพี่ชื่นก่อน” อรณิชาพยายามสะบัดแขนให้หลุดจากการเกาะกุมของชายหนุ่มแต่ก็เหมือนเขายิ่งบีบรัดข้อมือของเธอแน่นขึ้นไปอีกจนรู้สึกเจ็บ หญิงสาวจึงต้องยอมหยุดนิ่ง
“จะรอทำไม เดี๋ยวสายใจก็รอรับเองนั่นแหละ”
สายใจที่กำลังปัดถูทำความสะอาดอยู่หลังบ้านเมื่อได้ยินเสียงรถของคนเป็เ้านายจึงรีบวิ่งออกมาต้อนรับก็พบสองหนุ่มสาวกำลังฉุดดึงกันอยู่ตรงบันได ก่อนที่คนเป็เ้าของบ้านจะออกคำสั่ง
“เดี๋ยวรอรับชื่นด้วยนะ แล้วก็ปิดบ้านให้เรียบร้อยด้วยไม่มีใครเข้าออกแล้วหละ”
“ค่ะคุณหมอ” สาวใช้รับคำสั่งแล้วค้อมตัวเดินกลับไปทันที
เมื่อสั่งสาวใช้เรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็ออกแรงดึงรั้งร่างบางให้เดินตามเขาขึ้นไปบนห้องแต่โดยดี
หมอหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนใหญ่ ก่อนจะผุดรอยยิ้มขึ้นบางๆ ที่มุมปากเมื่อคนตัวเล็กไม่ได้ดื้อดึงดีดดิ้นด้วยแรงกายอีกแล้วแต่กำลังทำปากขมุบขมิบด่าทอเขาเบาๆอย่างไม่พอใจอยู่
เขาเลยนึกอยากจะแกล้งขึ้นมามือแกร่งจึงกระชากร่างบางเข้ามาชิดกับอกกว้างของเขาทันทีโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว
“โอ๊ย!” ร่างแน่งน้อยของอรณิชาลอยหวือเข้าไปในวงแขนของเขาทันทีด้วยความตั้งใจของคนเป็เ้าของ
“นี่คุณ!” หญิงสาวทำเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาอย่างเอาเื่ฝ่ามือบางฟาดลงไปที่แขนของชายหนุ่มเต็มแรงเพื่อให้เขาปล่อยเธอออกมา
“อ้าว มาตีผมทำไมเนี่ย ก็ผมได้ยินไม่ถนัดว่าคุณพูดอะไรก็เลยอยากได้ยินใกล้ๆ”ชายหนุ่มพูดพลางส่งยิ้มยียวนให้เธอวงแขนแกร่งยังคงกอดรัดเอวบางของหญิงสาวเอาไว้แน่นแม้จะรู้สึกเจ็บนิดๆบริเวณที่ถูกเธอกระหน่ำทุบตีก็ตาม
“ปล่อยนะ! ฉันไม่ได้พูดกับคุณ” คนตัวเล็กเริ่มโวยวายเรียวแขนบางพยายามผลักดันอกแกร่งให้ออกห่างเมื่อเขาเริ่มก้มตัวลงมาใกล้มากขึ้นทำให้เธอยิ่งรู้สึกกลัวเขาขึ้นมาจับใจก่อนจะค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็หวั่นไหวแปลกๆเพราะหัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นรัวแรงไม่เป็จังหวะเมื่อสบกับสายตาคมที่มองเธอราวต้องมนต์สะกด
ชายหนุ่มจ้องมองดวงตาหวานของเธอนิ่งเหมือน้าค้นหาอะไรบางอย่างซึ่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเขาทำแบบนี้ไปทำไม รู้แต่เพียงว่าลึกๆแล้วเขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเขาอยากเห็นตัวเองอยู่ในแววตาหวานซึ้งคู่นั้นของเธอ
ทั้งสองสบตากันนิ่งนานชั่วอึดใจก่อนที่วิทยาจะเป็ฝ่ายคลายวงแขนออกจากร่างบางที่เขากอดไว้ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งไม่เข้าใจตัวเองโกรธตัวเอง และเกือบจะยับยั้งชั่งใจตัวเองไม่อยู่อีกครั้ง ‘เธอเป็แม่มดหรือยังไงนะอรณิชา ทำไมเขาถึงควบคุมตัวเองไม่ได้ทุกครั้งที่เข้าใกล้เธอ’
ทันทีที่ถูกปล่อยให้เป็อิสระอรณิชารีบขยับตัวออกห่างจากเขาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เขาแตะต้องเธอได้อีก
“คุณ้าแยกห้องใช่ไหม” จู่ๆชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาท่ามกลางความหวั่นไหวที่ทั้งสองเริ่มมีให้กันทีละน้อยเขาตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะแยกห้องนอนกับเธอเพราะยังไงเขากับเธอก็ไม่ประสงค์จะมีความสัมพันธ์ใดๆที่มากไปกว่าคนรู้จักและเพื่อนร่วมบ้านที่อาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเท่านั้น
“ใช่” หญิงสาวตอบเสียงหนักแน่น
“งั้นก็เชิญ... ห้องของคุณอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมให้เด็กทำความสะอาดไว้แล้ว”หมอหนุ่มผายมือไปทางประตูเหมือนเป็การไล่กลายๆก่อนจะเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาตัวยาวซึ่งตั้งอยู่อีกด้านหนึ่งของมุมห้อง
อรณิชาเดินไปเปิดตู้หลังใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าทั้งของเขาและของเธอซึ่งถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็ระเบียบคนตัวเล็กพยายามรวบรวมเสื้อผ้าของตัวเองออกมาถือไว้ในมือเพื่อจะย้ายไปที่ห้องของเธอตามที่ชายหนุ่มบอก
อาการเก้ๆ กังๆ ทุลักทุเลของร่างบางตรงหน้า ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังนั่งมองการกระทำของเธออยู่เงียบๆต้องอมยิ้มชอบใจในความเป็เด็กของเธอ เมื่อเห็นท่าว่าคนตัวเล็กจะเอาจริงเขาจึงช่วยแนะนำให้ด้วยความสงสาร
“ก็เอาไปเฉพาะที่ต้องใช้ก่อนสิคุณพรุ่งนี้ค่อยให้พี่ชื่นของคุณมาขนไปจัดให้”
‘เออ จริงสิ เราจะขนไปทำไมทีเดียวหมด’ อรณิชาเห็นด้วยทันทีกับคำพูดของชายหนุ่มแต่แสร้งทำเป็ไม่ยอมรับกับคำแนะนำของเขา แล้วเถียงกลับไปอย่างข้างๆ คูๆ
“ฉันก็ว่าจะทำอย่างนั้นอยู่แล้วแหละ ไม่ต้องมาบอกหรอก”
“เหรอ... แล้วไอ้ที่เอาออกมาถือไว้น่ะ จะทำอะไรล่ะแม่คุณ” ชายหนุ่มเ้าของห้องถามอย่างรู้ทันนึกหมั่นไส้ในความอวดดีของอีกฝ่ายขึ้นมาตงิดๆ‘ก็เห็นอยู่ยังจะกล้าเถียงอีกอย่างนี้มันน่าจับตีก้นซะให้เข็ด’ วิทยาคิดในใจอย่างมันเขี้ยว
“กะ ก็เอาออกมาเลือกว่าจะใช้ตัวไหนยังไงล่ะ” คนตัวเล็กไม่วายเถียงต่อก่อนจะหันไปหยิบเสื้อผ้ากับของใช้ที่จำเป็อีกสองสามอย่างแล้วตรงดิ่งไปที่ประตูห้องทันทีแต่ก่อนจะก้าวเท้าออกไปหญิงสาวหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ชายหนุ่มเป็การยียวนเมื่อเห็นเขาทำท่าจะวิ่งเข้ามาหาเธอก็รีบแทรกตัวเผ่นออกไปทันทีด้วยความรวดเร็ว
“ฮึย! ฝากไว้ก่อนเถอะ ยัยเด็กแสบ” เ้าของห้องสบถอย่างมันเขี้ยวก่อนจะหัวเราะพรืดออกมาในความแก่นและกวนประสาทของเธอ
นานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกสนุกอะไรเช่นนี้บางครั้งการที่เขาแต่งงานกับเธอคงไม่ใช่เื่น่าเบื่อมากนักเพราะเพียงแค่วันสองวันที่เขาได้ทำความรู้จักและได้ใกล้ชิดเธอ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนลืมเื่ราวมัวหมองในใจไปได้หลายเื่ทีเดียวที่สำคัญหัวใจดวงแกร่งของเขากลับเต้นตึกตักขึ้นมาอย่างประหลาดอีกด้วย ทั้งๆที่เขาเคยคิดว่ามันจะไม่หวั่นไหวให้กับใครได้อีกแล้วด้วยซ้ำไป
‘หรือเขาจะตกหลุมรักเธอจริงๆแต่คงไม่ใช่หรอก ที่เขาหวั่นไหวแบบนี้คงเพราะผู้หญิงคนนั้นใกล้ชิดเขามากเกินไปต่างหากล่ะทางที่ดีต่อจากนี้ไปควรอยู่ห่างๆ กันไว้จะดีกว่าเมื่อถึงวันที่ต้องจากกันจะได้ไม่เสียใจ’ หมอหนุ่มพึมพำบอกตัวเองก่อนจะลุกขึ้นแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไปด้วยรอยยิ้มจางๆที่ยังติดอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาของเขา
อรณิชาเปิดประตูเข้าไปในห้องฝั่งตรงข้ามที่ชายหนุ่มเ้าของบ้านบอกว่าเป็ห้องของเธอ
หญิงสาวกวาดตามองอย่างสำรวจจนทั่วบริเวณแม้จะเล็กกว่าห้องที่เธอเพิ่งเดินออกมาแต่ก็ถือว่ากว้างขวางอยู่สบายสำหรับเธอแล้วภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกชิ้นอย่างที่ห้องนอนควรจะมีไม่เว้นแม้แต่เครื่องฟอกอากาศซึ่งบ่งบอกได้ว่าคนที่จัดห้องให้เธอใส่ใจในสุขภาพขนาดไหนแม้มันจะไม่จำเป็สำหรับเธอเลยก็ตามแต่ในเมื่อเ้าของบ้านใจดีหยิบยื่นให้เธอเองก็ไม่ขอคัดค้าน
เมื่อสำรวจห้องจนพอใจแล้วหญิงสาวจึงเตรียมตัวอาบน้ำเพื่อให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นขึ้นจากนั้นร่างบางก็ขึ้นไปนอนเอกเขนกบนเตียงกว้างอย่างสบายใจแล้วปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงชายหนุ่มห้องตรงข้ามอย่างไม่รู้ตัวเธอยอมรับว่าเขาหน้าตาดีและมีเสน่ห์น่ามองกว่าผู้ชายคนไหนที่เธอเคยพบมาก่อนแม้แต่นนท์ประวิธที่ว่าหล่อเหลาคมคายแต่ก็ยังไม่กระตุกหัวใจของเธอเช่นนี้
หญิงสาวพยายามสลัดความหวั่นไหวที่มีอยู่ตอนนี้ออกไปจากใจให้หมดเพราะถ้าหากเธอคิดถึงเขามากไปกว่านี้มีหวังหัวใจดวงน้อยของเธอจะต้องโบยบินไปอยู่กับเขาทั้งคืนเป็แน่แค่ตอนนี้เวลาเธอหลับตาใบหน้าของเขาก็ปรากฏขึ้นมาทุกที ซึ่งนั่นทำให้เธอไม่อยากหลับตาลงเลยแต่ก็ฝืนความเหนื่อยล้าไม่ไหวจำต้องปล่อยให้ใบหน้าหล่อๆของเขาวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดจนหลับไปในที่สุด
...........................
สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
mebmarket ...และ... ธัญวลัย ...และ... ookbee
หรือ้าลิ้งค์ซื้อ E-Book สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง
E-mail : oilza24@hotmail.com
ไลน์ : oilza_writer
(ในเว็บไม่สามารถวางลิ้งค์ได้ค่ะ)
