“ไอ้ฟ้า...”เสียงเรียกที่แสดงความเป็ห่วงดังขึ้น เมื่อประตูห้องของ ณฟ้าเปิดออกจนได้เห็นสภาพของเพื่อนรัก พระพายโอบกอดเพื่อนเอาไว้ทันที“ถ้าแกอยากร้องก็ร้องให้เต็มที่ ถ้าแกอยากพูดก็พูดมาได้เลยฉันอยู่กับแกตรงนี้แล้ว”
พระพายปิดประตูห้องและประคองเพื่อนกลับมานั่งที่โซฟาตัวยาวที่โต๊ะกระจกตัวเล็กหน้าโซฟามีกระดาษเช็ดหน้าใช้แล้ววางกองอยู่ กอปรกับดวงตาที่เห่อแดงและฉ่ำไปด้วยม่านน้ำตาทำให้รู้ว่าเพื่อนรักร้องไห้อยู่นานแล้ว
“อิพี่แม็กซ์มันมีเมีย มีลูกอยู่แล้วอะแก ฮือออ”ณ ฟ้าพูดจบก็โผกอดเพื่อนสาว ซบไหล่ร้องไห้จนร่างบอบบางสั่นไหวไปทั้งตัว
สิ่งที่ได้ยินทำให้พระพายอึ้งไปเช่นกันสองมือโอบกอดเพื่อนสาวด้วยความสงสารสุดหัวใจ มือบางตบไหล่เพื่อนเบา ๆ ปลอบประโลมเธอรู้ว่าจิตใจเพื่อนกำลังบอบช้ำอย่างที่สุดความรักครั้งนี้เพื่อนเธอทุ่มเทที่จะสร้างฝันอันสวยงามกับเขา แต่สุดท้ายกลับจบด้วยความฝันที่กำลังจะกลายเป็รูปร่างต้องแตกสลายลงเธอรู้จักเพื่อนของเธอดี ณ ฟ้าไม่ใช่คนตีโพยตีพายไปก่อนล่วงหน้า ที่มีสภาพเช่นนี้แสดงว่าทุกอย่างกระจ่างชัดออกมาแล้ว สิ่งที่เธอทำได้ จึงมีเพียงการอยู่ข้าง ๆคำพูดปลอบใจหรือให้ความหวังก็ไม่จำเป็อีกต่อไป
หลังจากปล่อยให้น้ำตาเปียกเสื้อเพื่อนรักอยู่นานณ ฟ้าจึงได้ผละออกมา ยกมือปาดน้ำตาบนหน้าออกบ้างทั้งที่ก็ยังกลั้นให้มันหยุดไหลไม่ได้อยู่ดี “ฉันมันโง่เอง ที่ไว้ใจมากเกินไป น่าจะรู้ว่าผู้ชายบนโลกนี้แม่งก็เฮียหมด”
ประโยคที่ผสมมากับอารมณ์กรุ่นโกรธของเพื่อนรักทำเอาพระพายถึงกับสะดุ้ง
“เฮ้ย!ไม่หมดมั้ง” ไม่ได้อยากแย้งแรงแต่เมื่อนึกถึงสุภาพบุรุษของเธอแล้วก็อดปกป้องไม่ได้
“เออฉันเหลือคุณวัสกับน้องแกไว้สองคนก็ได้” เสียงกระเง้ากระงอดตอบกลับ
“ถ้าแกรู้อย่างนั้นก็อย่าไปเสียน้ำตาให้พวกเฮียพวกนั้นเยอะนักสิ ล้างตาแค่นี้ก็พอแล้วมั้ง ดูสิ ตาแกแดงช้ำหมดแล้ว จมูกก็แดงเป็ตูดลิงแล้ว” สองมือเล็ก ๆ ของพระพายโอบประคองดวงหน้าเล็กเรียวของเพื่อนสาวเอาไว้
“ก็มันอดไม่ได้นี่หว่าฮืออออ...” ว่าแล้ว ณ ฟ้าก็เบ้ปากร้องไห้ ซบหน้ากับไหล่เพื่อนสาวอีกครั้งอย่างสุดที่จะกลั้น
“เออฉันเข้าใจ รู้หมด แต่ก็อดไม่ได้ละเนาะ งั้นก็ร้องให้สาแก่ใจแกเลย”พระพายตบหลังเพื่อนเบา ๆ
ณฟ้าร้องไห้จนบนปวดหัว พระพายก็ลุกไปหยิบยามาให้กินแต่ก็ไม่สามารถห้ามน้ำตาไม่ให้ไหลได้อีกอยู่ดี เสียงสะอื้นยังคงออกมาเป็ระยะรู้สึกเ็ปทุกครั้งที่หลับตา เพราะสมองจะมีภาพเขากับเธอในวันวานเข้ามาตลอด
เสียงโทรศัพท์มือถือของพระพายดังขึ้นหญิงสาวรีบหยิบขึ้นมารับสาย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็ใคร สุดที่รักของเธอคงโทรมาตามแล้วซึ่งก็เป็ตามนั้นจริง ๆ
เจรจากันสักพักก็ได้ข้อยุติว่าเขาจะมารับทั้งเธอและ ณ ฟ้า กลับไปนอนที่บ้าน ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระพายไม่อาจปล่อยให้เพื่อนรักของเธออยู่คนเดียวได้ตอนนี้และวัสสะก็ไม่อาจปล่อยให้คนรักของเขาค้างที่อื่นได้ด้วยเช่นกันเพราะเขาเองก็นอนไม่หลับ หากขาดหมอนข้างนุ่มนิ่มเช่นเธอ ดังนั้นการที่เขาจะมารับทั้งสองสาวกลับบ้านจึงเป็ทางออกที่ดีที่สุด
ณ ฟ้า รู้สึกเหมือนตัวเองไร้เรี่ยวแรงปวดหัว มึนงง จากการร้องไห้อย่างหนัก เพื่อนรักจับลุกก็ลุก ดึงให้เดินก็เดินพาไปไหนก็ไป เหมือนไม่รับรู้เื่อื่นใด ในหัวมีแต่เื่ของผู้ชายคนนั้นเต็มหัวภาพวันเวลาที่ดีที่เขาทำให้เธอมีความสุข กับภาพความจริงที่เพิ่งรับรู้สลับกันไปมาทำให้เ้าตัวเดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวร้องไห้วุ่นวายไปหมด
กระทั่งมาถึงบ้านของวัสสะแล้วณ ฟ้าก็ยังไม่หยุดสะอื้นไห้ พระพายพาเธอขึ้นไปที่ห้อง และอยู่เป็เพื่อนอีกพักใหญ่กว่าคนที่ผิดหวังในความรักจะเพลียจนหลับไปเอง
วันรุ่งขึ้นณ ฟ้าตื่นสายกว่าปกติ พร้อมกับอาการปวดหัว แต่ก็ยังสำนึกได้ถึงความรับผิดชอบในหน้าที่รู้ว่าต้องไปทำงาน และรู้ว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอซึ่งเธอไม่อยากรบกวนเ้าของบ้านมากไปกว่านี้ รวมทั้งไม่อยากทำให้เพื่อนรักของเธอพานทุกข์ใจเพราะเป็ห่วงเธอไปด้วย
ก๊อก...ก๊อก...เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้น ทำให้หญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียงต้องส่ายหัวสลัดความมึนความปวดให้หายไป
“ฟ้าแกตื่นยัง? ฉันเข้าไปนะ” เสียงที่คุ้นเคยส่งเข้าไปบอกคนที่อยู่ในห้อง
“อืม...”เสียงตอบกลับสั้น ๆ ดังตอบเป็สัญญาณให้เพื่อนรักเปิดประตูเข้ามาได้
“เป็ยังไงบ้างแกทำไมหน้ายุ่งอย่างนั้นล่ะ”
“ปวดหัวอะ”
“ก็น่าอยู่หรอกนะฉันว่าแกไปอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่นดีกว่า แล้วลงไปกินข้าวกัน จะได้กินยา เสื้อผ้าในตู้แกหยิบใส่ได้เลย” พระพายตบไหล่เพื่อนเบา ๆ ก่อนเดินออกจากห้องไป
ณฟ้าใช้เวลาไม่นาน ก็จัดการตัวเองเสร็จและพาร่างกายอันเกือบไร้เรี่ยวแรงลงมาชั้นล่างได้สำเร็จวัสสะนั่งเป็ประธานอยู่ที่โต๊ะอาหาร ส่วนพระพายนั้นกำลังยืนจัดอาหารอยู่ที่โต๊ะหันมาหาเธอตามเสียงเดิน
“ไอ้ฟ้ามานั่งนี่เลย นี่ไงกับข้าวฝีมือฉัน ที่แกบ่นว่าอยากกินมื้อนี้ฉันทำให้แกสุดฝีมือเลยนะ” พระพายเดินเข้าไปประคองเพื่อนรักให้มานั่งที่โต๊ะอาหารก่อนจะถามด้วยความเป็ห่วง เมื่อเห็นว่าเพื่อนของเธอเลือกชุดทำงานมาใส่แทนที่จะเป็ชุดลำลองอย่างที่เธอคิด “แล้วทำไมแกใส่ชุดนี้ล่ะ ไปทำงานไหวเหรอไม่หยุดพักสักวันล่ะแก”
“ไม่ดีกว่าฉันว่าถ้าฉันหยุด ฉันน่าจะยิ่งฟุ้งซ่านเข้าไปอีกน่ะสิ สู้ไปทำงาน ให้มันยุ่ง ๆเข้าไว้จะดีกว่า”
“อืมก็จริง แต่ว่าแกปวดหัวนะ จะฟืนสังขารไหวเหรอ”
“ไหวสิก็กินข้าวเสร็จ ฉันก็กินยาไง เดี๋ยวก็หายแล้ว” ณ ฟ้ายิ้มให้เพื่อนแต่ช่างเป็ยิ้มที่จืดเจื่อนสิ้นดีพระพายมองยังไงก็รู้ว่าเพื่อนฝืนแสดงออกให้เธอไม่ต้องเป็ห่วงนั่นเอง แต่ก่อนจะได้พูดอะไรกันต่อก็มีเสียงจากคนที่สี่ดังขึ้น
“ไฮ...มอร์นิ่งค่ะพี่วัสพี่พาย” น้ำเสียงสดใสดังเข้ามาในห้องอาหารก่อนเ้าตัวจะโผล่มาให้ทุกคนเห็นหน้าเสียอีก
เพราะเสียงคุยกันที่ดังออกมาจากห้องอาหารทำให้ไอฝนรู้ถึงตำแหน่งของคนในบ้าน แต่เมื่อเดินเข้ามาในห้องอาหารแล้วจึงรู้ว่าเ้าของบ้านไม่ได้อยู่กันแค่สองคนอย่างที่คิด ยังมีแขกที่เธอไม่รู้จักอยู่อีกด้วย หน้าสวยๆ เจื่อนลงทันที เพราะรู้สึกว่าตนได้เสียมารยาทไปเสียแล้ว จึงได้ยกมือไหว้ขอโทษ“อุ้ย! ฝนขอโทษค่ะ ที่เสียงดังนึกว่าพี่วัสกับพี่พายอยู่กันแค่สองคน”
ถึงไอฝนจะใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างประเทศมากกว่าในเมืองไทยแต่ผู้เป็แม่ก็ไม่เคยหย่อนเื่การอบรมมารยาทให้กับเธอ
“ไม่เป็ไรจ้ะฝนนี่เพื่อนสนิทพี่เอง ชื่อฟ้า” พระพายที่ยืนจับบ่าทั้งสองข้างของ ณฟ้าที่นั่งประจำที่เรียบร้อยแล้ว หันไปบอกไอฝน ก่อนจะแนะนำให้เพื่อนของเธอได้รู้จักน้องสาวของคนรักด้วยเช่นกัน“ฟ้า นี่ไอฝนนะ น้องของคุณวัสน่ะ”
“สวัสดีค่ะพี่ฟ้า ฝนขอโทษนะคะ ที่มาถึงก็เสียงดังรบกวนเลย” ไอฝนเอ่ยขึ้นหน้ายังแหยด้วยรู้สึกผิดอยู่
“สวัสดีจ้ะ”ณ ฟ้าหันมารับไหว้ ด้วยใบหน้าซีดเซียวที่พยายามจะยกมุมปากขึ้นให้เกิดเป็รอยยิ้ม
“ฝนนั่งก่อนสิทานข้าวเช้าด้วยกันนะ เดี๋ยวพี่ไปเอาจานมาเพิ่มให้” พระพายพูดจบก็เดินเข้าไปหยิบจานในครัวซึ่งเป็ห้องที่อยู่ติดกัน
“ขอบคุณค่ะคิดไม่ผิดเลยจริง ๆ ที่ตั้งใจเอาท้องมาฝากไว้ที่นี่”
“เป็ยังไงบ้างเราน่ะสรุปได้คอนโดฯ รึยัง?” วัสสะเอ่ยถามน้องสาวด้วยแววตาที่แสดงถึงความเป็ห่วงเป็ใยระคนระอาใจอยู่ในทีทั้งนี้ก็เพราะเขาบอกให้น้องสาวพักอยู่ด้วยกัน แต่ไอฝนก็ยืนกรานจะไปหาซื้อคอนโดฯ พักอยู่ใกล้กับที่ทำงานใกล้รถไฟฟ้า เพื่อประหยัดเวลาเดินทาง ไม่ต้องผจญกับรถติด ไม่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบมากไปและยังไม่ต้องเสียเงินซื้อรถมาเพิ่มความแออัดให้กับท้องถนนอีกด้วย ถึงแม้ว่าเื่รถนี่พี่ชายเธอจะเสนอที่จะซื้อให้เองก็ตามแต่ไอฝนก็อ้อนขอเปลี่ยนงบประมาณที่จะเอาไปซื้อรถ มาช่วยแบ่งจ่ายค่าคอนโดฯ ของเธอแทนเพราะนอกจากการซื้อคอนโดฯ อยู่ใกล้ที่ทำงานจะมีข้อดีตามที่กล่าวมาแล้วการซื้อคอนโดฯ ยังถือเป็ลงทุนด้วยอย่างหนึ่ง เพราะหากเธอไม่อยู่ที่คอนโดฯ แล้ว ก็ยังสามารถขายทำกำไรได้แต่ถ้าหากซื้อรถมาใช้ ราคาก็จะมีแต่ลดลงเท่านั้นเองซึ่งเมื่อเธอบอกเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลนี้ให้พี่ชายของเธอฟัง ประกอบกับพระพายช่วยพูดอีกแรงสุดท้ายผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก็จนใจกับเหตุผลของน้องสาวที่คิดได้ถูกต้องทุกอย่าง
ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าความคิดของน้องสาวนั้นนับว่าถูกในเื่ของการลงทุนแต่ที่ยื้อไว้ไม่อยากให้น้องสาวไปอยู่ที่อื่น ก็ด้วยความเป็ห่วงล้วน ๆ ไม่ว่าการลงทุนอะไรก็ไม่เท่ากับลงทุนด้านความปลอดภัยของชีวิตหากได้เงินตอบแทนมากมาย แต่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง ยังไงก็ไม่คุ้มค่าแต่สุดท้ายเขากลับจนด้วยคำพูด เมื่อน้องสาวคนเดียวของเขาแย้งว่าถ้าการไปอยู่ที่คอนโดฯ ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างดีไม่ปลอดภัยแล้วละก็การขับรถอยู่บนท้องถนนนั้นคงยิ่งกว่า เพราะเห็นข่าวอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้นอยู่ทุกวันและถึงแม้ว่าวัสสะจะยอมให้ไอฝนไปอยู่คอนโดฯ ได้ แต่ก็ไม่วายกำชับด้วยความเป็ห่วงอีกมากมายหลายเื่
“ได้แล้วค่ะเป็คอนโดฯ ของแม่เพื่อนฝนเอง ซื้อไว้ขายทำกำไรอยู่แล้ว ฝนก็เลยขอซื้อต่อซะเลยใกล้สถานีรถไฟฟ้าด้วย เดินออกมาจากซอยนิดเดียว ก็ถึงสถานีรถไฟฟ้าเลยและที่สำคัญมีระบบรักษาความปลอดภัยดีมากค่ะ”ไอฝนตอบพี่ชายพร้อมกับรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า เมื่อลงมานั่งที่ข้าง ๆ กับพี่ชายของตน
“ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีสิคะน้องฝน”พระพายถือจานช้อนมาวางให้ตรงหน้าของไอฝน พร้อมกับตักข้าวใส่จานให้ด้วยก่อนจะไปนั่งที่ของตนเอง
“ขอบคุณค่ะ”ไอฝนขอบคุณพระพาย ก่อนจะตอบคำถามของพี่สะใภ้ “ใช่ค่ะ จะว่าฟลุ๊กก็ใช่นะคะพี่พายพอดีว่าแม่ของเพื่อนฝนหาคนซื้อได้แล้วค่ะแต่ว่าทางนั้นเขาติดปัญหาอะไรฝนก็ไม่แน่ใจ เลยมาบอกยกเลิกก่อนวันทำสัญญาค่ะพอเพื่อนฝนมาบอก ฝนงี้ดีใจมากเลยค่ะ” ไอฝนเจื้อยแจ้วที่มาของคอนโดฯที่เธอซื้อไว้ด้วยน้ำเสียงสดใส พูดไป ยิ้มไปอย่างคนร่าเริง จนพลอยทำให้ทั้งพี่ชายพี่สะใภ้ยิ้มไปตามๆ กัน
“ก็ดีแล้วพี่จะได้ไม่ต้องเป็ห่วงมาก แล้วเื่งานล่ะว่ายังไง”
“เื่งานก็เรียบร้อยดีค่ะอาทิตย์หน้าเริ่มงาน อันที่จริง เขาจะให้เริ่มเลยแต่ว่าฝนขอเขาเริ่มอาทิตย์หน้าเองแหละ ฝนว่าจะขอไปเที่ยวก่อนสักอาทิตย์หนึ่งั้แ่กลับมาเมืองไทยนี่ ยังไม่มีเวลาไปเที่ยวไหนเลย ขอสักหน่อยก็ยังดี” พูดด้วยเสียงออดอ้อนขอพี่ชายเที่ยวไปในที
ท่ามกลางเสียงพูดคุยและรอยยิ้มของคนบนโต๊ะยังมีหนึ่งคนที่นั่งเขี่ยข้าวในจานตรงหน้าไปมา ราวกับไม่ได้ยินสิ่งใด ๆ ทั้งสิ้นนอกจากความคิดฟุ้งซ่านในหัวของตัวเองเท่านั้น
พระพายหันไปเห็นสภาพเพื่อนจึงได้เอื้อมมือไปจับแขนเพื่อนเขย่าเบา ๆ เรียกให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด “ฟ้ากินข้าวเถอะ เสร็จแล้วจะได้กินยา” พูดจบก็ตักกับข้าวใส่จานให้เพื่อนรักอีกด้วย
“แล้วแกจะไปเที่ยวที่ไหนยัยฝนไปกับใคร ไปยังไง เราคงไม่ลืมใช่ไหม ว่าวันอาทิตย์เป็งานแต่งของพี่กับพายนะ” วัสสะกลับมาถามน้องสาวต่อด้วยเกรงว่าจะลืมวันสำคัญของตนเพราะเขาปรารถนาอยากจะให้ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาซึ่งพ่อแม่ของเขาก็จะบินมาเมืองไทย เพื่อร่วมงานสำคัญนี้ด้วย
“ฝนไม่ลืมหรอกน่ะใครจะลืมวันสำคัญของพี่ตัวเองได้ล่ะคะ”
“แล้วเราไม่อยู่ต้อนรับพ่อแม่ที่นี่ก่อนเหรอ?”
“ก็ถ้าอยู่ต้อนรับฝนก็ไม่ได้เที่ยวกันพอดีสิคะ และอีกอย่าง พ่อกับแม่น่ะ ก็มีพี่วัสกับพี่พายคอยดูแลต้อนรับอยู่แล้วไม่เห็นมีอะไรน่าห่วงเลยค่ะ”
“แล้วน้องฝนจะไปเที่ยวที่ไหนเหรอคะ?”
“ฝนว่าจะทำตัวเป็แบ็กแพ็กเกอร์แบกเป้ขึ้นเหนือค่ะไปเรื่อย ๆ เท่าที่เวลาจะอำนวย” ไอฝนตอบเสร็จ ก็ตักอาหารเข้าปากตัวเองไปอีกคำ
“แล้วจะไปกับใคร”วัสสะเอ่ยถามเสียงเข้ม อย่างเริ่มรับรู้ความคิดแผลง ๆ ของน้องสาว
“ไปคนเดียวค่ะ”ไอฝนตอบกลับพร้อมกับฉีกยิ้มจนเห็นฟันขาวสะอาดเรียงกันเป็ระเบียบสวยงามอย่างเอาใจพี่ชายแต่เสียงที่ตอบกลับมา กลับทำให้ริมฝีปากที่เปิดยิ้มอยู่นั้น ปิดลงทันที
“งั้นไม่ต้องไปพี่ไม่ให้ไป”
“พี่วัสอ้าาา...”เสียงลากยาวแบบตัดพ้อดังขึ้น “พี่วัสจะมาห้ามฝนทำไมคะแปลกตรงไหนถ้าฝนจะไปเที่ยวคนเดียวบ้าง ใคร ๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น”
“แต่เราเป็ผู้หญิงจะไปเที่ยวแบกเป้ไปอย่างไร้จุดหมายปลายทางได้ยังไง มันอันตรายเกินไป พี่ไม่ให้ไป”
“ฝนโตแล้วนะคะฝนดูแลตัวเองได้ ฝนไม่เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในที่เสี่ยงหรอกน่ะ”
“นั่นแหละถึงอย่างนั้นพี่ก็ไม่ไว้ใจ สมัยนี้ภัยอยู่รอบตัวเต็มไปหมด ผู้คนที่อยู่รอบตัวจะมีสักกี่คนที่แกรู้หน้าแล้วรู้ใจเขาด้วย ถึงแกจะพยายามดูแลตัวเองแต่ว่าคนที่จ้องจะทำร้ายแกจะอยู่ตรงไหนบ้าง แกจะไปรู้ได้ยังไง”วัสสะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด หน้าตาก็บอกให้รู้ว่าเขาจริงจังกับเื่นี้มาก
“แต่นี่มันคือความตั้งใจของฝนฝนอุตส่าห์ขอเลื่อนเวลาเริ่มงานออกไป ก็เพื่อการณ์นี้เลยพี่วัสจะมาทำให้ความตั้งใจของฝนต้องพังทลายไม่ได้ ฝนไม่ยอม!”ไอฝนหน้าตาบูดบึ้ง วางช้อนส้อม แล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้องอาหารไป โดยไม่คิดจะหันกลับมาเสียงเรียกของพี่ชายแม้แต่น้อย
“ยัยฝน...ยัยฝน...”
“คุณวัสคะ”พระพายจับมือเขาเบา ๆ พร้อมกับส่งสายตาปราม เพราะถ้าปล่อยให้พูดกันตอนนี้สองพี่น้องไม่มีวันคุยกันรู้เื่ นอกจากจะทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอารมณ์เริ่มคุกรุ่นกันทั้งคู่
ถึงแม้คนรักน้องสาวจะยังหน้าตาแสดงความหงุดหงิดแต่ก็ยอมที่จะเงียบเสียงลง และจัดการกับอาหารตรงหน้าต่อไป