ตอนที่สิบเก้า
สามเดือน่เวลาของการฝึกงานผ่านมาได้อย่างทุลักทุเล มีท้อบ้าง เหนื่อยบ้าง แต่ถือเป็ประสบการณ์ที่ดี ถึงแม้ว่าการฝึกงานที่มหาวิทยาลัย ดีไม่เท่าการฝึกกับบริษัทั์ใหญ่หรือบริษัทชื่อดัง แต่มันไม่ได้มีผลอะไรกับตัวผมมากอยู่แล้ว ยอมรับว่าฝึกงานแค่ให้จบๆ หลักสูตรไปอย่างนั้น เพราะยังไงจบออกมาแล้วก็ต้องช่วยงานที่ไร่อยู่ดี
“แทนคุณ โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ ไปเถอะนะลูกถือว่าไปลองทำสิ่งใหม่ๆ ไม่ไหวก็แค่กลับมาบ้านเรา งานที่ไร่ก็ไม่ต้องห่วง
มีพ่อกับน้องอยู่ยังไงก็ไหว” ผมได้ยินสิ่งที่พ่อบอกก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ
ผมคิดว่านนท์ละความพยายามที่จะให้ผมไปทำงานบริษัทนั้นแล้วสะอีก ปฏิเสธการฝึกงานไปแล้วยังติดต่อมาอีกครั้งแบบนี้ อยากรู้จังว่าเห็นอะไรดีในตัวผมนักหนา ถึงอยากได้ผมเข้าร่วมงานด้วยขนาดนั้น
“ใช่มั้ยครับคุณพ่อ ตอนฝึกงานก็ปฏิเสธไป แต่เขายัง้าตัวแบบนี้ มันไม่ใช่เื่ง่ายๆ เลย” ได้ทีเอาใหญ่เลยนะนนท์
“แต่ว่าพ่อครับ...” ผมมองหน้าพ่อแล้วคิดหาคำจะปฏิเสธ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร น้องใจก็แทรกขึ้นมา
“ไม่ต้องแต่อะไรทั้งนั้นเลยค่ะพี่แทน ไปเถอะ เชื่อหนู” ผมมองหน้าน้องแล้วยิ้มอ่อนให้ ทั้งพ่อทั้งน้องพูดมาอย่างนี้ ถึงอยากปฏิเสธยังไงก็คงปฏิเสธไม่ลง
“ดีมากน้องใจ” นนท์ยกนิ้วโป้งให้น้อง แล้วยังกระซิบกระซาบอะไรกันก็ไม่รู้ ดูเข้าขากันสุดๆ
“พี่ไปอยู่นู้น หนูจะได้หาข้ออ้างไปเที่ยวนู้นได้ด้วยไง ถ้าพี่อยู่นี่พ่อก็ไม่ให้หนูไป อีกอย่างมีพี่นนท์ทั้งคน พี่จะกลัวอะไร” ว่าแล้วคนอย่างน้องใจไม่มีทางคิดอะไรแบบนี้ได้หรอก ถ้าไม่มีพรายกระซิบที่กำลังปั้นหน้ายิ้มกว้างให้อยู่แบบนั้น
“มันไม่ใช่อย่างนั้น” ผมรีบโบกมือปฏิเสธ ผมไม่อยากกลับไปที่นั่นก็แค่กลัวความรู้สึกเดิมๆ กลัวอะไรเดิมๆ เหมือนตอนเรียนมันจะย้อนกลับมาอีก
“ไปนะแทน ถ้าแทนยอมไปเราจะได้โบนัสพิเศษด้วยที่สามารถทำให้แทนยอมรับข้อเสนอเข้าไปทำงานได้” นนท์ไม่พูดเปล่าแถมยังทำตาปริบๆ ให้อีก น่าเห็นใจมากมั้ง ทั้งที่ตัวเองมีแต่ได้กับได้ ต่างจากผมที่ไม่ได้อะไรเลย
“อ้าวพี่ หนูก็ช่วยโน้มน้าวพี่แทนด้วย แบบนี้หนูจะได้อะไรเนี่ย” น้องใจเท้าสะเอวแล้วจ้องหน้านนท์อย่างเอาเื่
“ถ้าแทนยอมนะน้องใจ พี่จะพาเที่ยวตามใจเลยเป็ไง” นนท์รีบโบกมือปฏิเสธพร้อมยื่นข้อเสนอให้
“แค่เที่ยวใจไปเองก็ได้ เอาอย่างอื่นสิ” น้องใจก็รีบตอบกลับอย่างไม่แพ้กัน
“ทำให้พี่ชายเราตกลงให้ได้ก่อนเถอะ เื่อื่นค่อยว่ากัน”
“ดีลค่ะ” ทั้งสองยกมือขึ้นชนกันเพื่อเป็สัญญา แต่ช่วยถามผมสักคำก่อนได้หรือเปล่า
“เ้าเด็กคนนี้นิ” พ่อที่ยืนดูอยู่ ยกมือขึ้นวางบนหัวลูกสาวแล้วพูดขึ้นด้วยความเอ็นดู
“เอาไงลูก ตัดสินใจเองเลย พ่อกับน้องยังไงก็ได้” ผมถอนหายใจออกมาอีกครั้ง คำว่ายังไงก็ได้ของพ่อกับน้องก็คือ้าให้ผมเลือกในสิ่งที่ตัวเอง้า
แต่จะทำไงได้ดูเหมือนว่าพ่อเองก็อยากให้ผมเข้าไปทำงานที่นั่นอยู่ไม่น้อย ผมเลยพยักหน้าตอบรับไป
“เย้ๆๆ” คำตอบของผมทำให้น้องใจกับนนท์แปะมือกันรัวๆ พร้ะโกนออกมาอย่างดีใจ
“ไปที่นู้น อย่าลืมไปเยี่ยมแม่แทนพ่อด้วยนะ ไม่รู้ว่าพ่อจะมีโอกาสไปหาแม่อีกเมื่อไหร่” พ่อเดินตรงมาจับที่ไหล่ผมเบาๆ แล้วพูดขึ้นก่อนจะเดินออกไป ปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตามประสาเด็กๆ
...
เหนือนั่งดูรูปของใครบางคนที่คุณย่ามักส่งมาให้ในทุกๆ เดือน เดือนนี้ก็เป็อีกครั้งที่รูปเพิ่งส่งมาถึง เกือบสี่ปีที่เขาไม่ได้เห็นหน้าคนในรูปนี้เลย หลังจากเลือกจะมาเรียนต่อที่นี่ เพราะเขาเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณย่าเคยให้คำสัญญาไว้ ก็เลยตัดสินใจทำหน้าที่ของตัวเองให้สำเร็จ จะได้รีบกลับไปทำตามความรู้สึกของตัวเองสักที
“ได้ข่าวจะกลับมาไวๆ นี้เหรอเ้าหลานรัก” ทันที ที่รับสายคุณย่าก็รีบท้วงเื่ที่เขาแพลนจะกลับขึ้นมา ทั้งๆ ที่ปกติจะถามถึงเื่รูปส่งมาถึงแล้วยัง เป็ยังไงบ้างหรือไม่ก็เล่าเื่ของคนในรูปให้ฟัง
“ครับ ผมกำลังเตรียมตัวไม่เกินเดือน สองเดือนนี้หรอกครับย่า”
“จ้า รีบๆ กลับมาเถอะ ย่าคิดถึง” คำว่าคิดถึงจากคุณย่าทำให้เขายิ้มกว้างขึ้น พลางหยิบรูปที่อีกคนกำลังยิ้มกว้างตัดผลเมล่อนขึ้นมาดู
“ผมก็เช่นกันครับ ว่าแต่เื่นั้นละครับย่า”
“หื้ม ย่าไม่เล่าก็รีบถามหาเลยนะ รีบๆ กลับมาเถอะ เดี๋ยวลูกก็จะได้รู้เอง” คุณย่าพูดแบบนี้ ต้องมีอะไรที่ปิดบังเขาอยู่อย่างแน่นอน
“บอกเลยไม่ได้เหรอครับ”
“จำเป็ด้วยเหรอ ลูกยังไม่มีใคร คนที่ลูกถามถึงก็ยังไม่มีใคร รีบๆ กลับมาจัดการเถอะ ย่ารอดูอยู่”
“ครับย่า ถ้าผมกลับวันนี้ พรุ่งนี้ได้ ผมก็คงกลับไปแล้ว ไม่ถามอะไรเยอะแยะหรอกครับ” ถ้าเป็ไปได้เขาก็อยากจะกลับมันวันนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ติดอะไรหลายๆ อย่างที่นี่ยังเคลียร์ไม่ลงตัว จะทิ้งไปเลยก็ดูจะเป็คนไร้ความรับผิดชอบเกินไป
“แล้วสิ่งที่ย่าส่งไปให้ มันไม่พอทำให้หลานหายคิดถึงบ้างเหรอ” หายคิดถึงมันก็หาย แต่ผมอยากเจอตัวเป็ๆ มากกว่าไงครับ
“มันก็หายครับ แต่อยากเจอตัวจริงมากกว่าไง”
“จ้าๆ กับย่าจะเป็แบบนี้มั้ยน้อ น้อยใจนะเนี่ย”
“โถ่ย่า ย่าก็บินมาหาผมตลอด กับเขาเกือบสี่ปีเลยนะที่ผมไม่ได้เจอ นอกจากรูปที่ย่าส่งมาให้”
“ย่าก็พูดไปงั้นแหละตาเหนือ รีบๆ กลับมาง้อสะใภ้ย่าได้แล้ว ถ้าช้ากว่านี้ย่าไม่รับประกันนะว่าเขาจะมีคนอื่นไปก่อน”
“ย่าก็ยื้อช่วยผมอีกหน่อยสิครับ” ตลอดสี่ปีที่ผ่านมาพวกเราต่างก็ยังไม่มีใคร กับอีกแค่สองสามเดือนช่วยรอกันหน่อยเถอะ
“จ้าๆ งั้นแค่นี้ก่อนนะลูก ย่าไปธุระก่อน”
“ครับย่า แล้วเจอกันนะครับ” เหนือวางมือถือลงแล้วหยิบรูปที่เพิ่งดู ไปรวมกับรูปเซ็ตก่อนๆ ที่เขาเก็บเอาไว้อย่างดี
“รอก่อนนะแทน ช่วยรอกันสักนิด”
เขาชักจะอดใจรอเวลาที่จะได้เจอหน้าแทนไม่ไหวแล้ว ช่วยรอกันหน่อยนะ ช่วยรอเขาคนนี้ก่อน อย่างที่เขารอคอยที่จะได้เจอมาตลอดสี่ปี
...
ไม่รู้ว่าผมตัดสินใจถูกหรือเปล่า ที่เข้ามาทำงานตามคำชักชวนของนนท์ เพราะดูเหมือนว่าพนักงานของบริษัทนี้ นอกจากนนท์กับหัวหน้าแผนกที่ผมทำอยู่แล้วก็ไม่มีใครดีกับผมสักคน
ทุกคนต่างต่อว่าผมเป็เสียงเดียวกัน เด็กเส้นบ้างหล่ะ เอาตัวเข้าแลกบางหล่ะ ถึงได้เข้ามาทำงานทั้งๆ ที่ไม่ได้ผ่านการฝึกงานจากบริษัทนี้หรือบริษัทในเครือมาก่อน เพราะพนักงานของที่นี่ทุกคนต้องผ่านการฝึกงานจากบริษัทนี้หรือบริษัทในเครือโดยตรงเท่านั้น ถึงจะได้รับเลือกเข้าทำงานและไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้รับโอกาสนั้น
แต่มันสมควรหรือเปล่าที่ทุกคนเอาเื่นี้มากดผม โยนงานที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการรับผิดชอบมาให้ผมทำ ดูถูกผมต่างๆ นาๆ แล้วยังถามหาเหตุผลที่ผมถูกรับเลือกให้เข้ามาทำงานที่นี่
แล้วจะให้ผมตอบยังไงในเมื่อตัวผมเองยังไม่รู้เลยว่าเพราะอะไรบริษัทนี้ถึงรับผมเข้ามาทำงาน ส่วนนนท์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงรายนั้นก็แทบไม่รู้อะไรเหมือนกัน บอกแค่ว่าเป็คำสั่งจากเบื้องบน
นี่ผมจะโดนเกลียดขี้หน้าทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดเนี่ยนะ โคตรไม่ชอบสถานการณ์ที่เป็อยู่ตอนนี้เลย
“เฮ้อออ” ผมมองกองงานที่วางอยู่ตรงหน้าแล้วถอนหายใจด้วยความเหน็ดเหนื่อย ทำงานในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบเสร็จยังไม่พอเหรอ
ยังต้องมารับผิดชอบงานของคนอื่นอีก
เห้อะ ผมโคตรไม่ชอบอะไรแบบนี้เลยจริงๆ แต่ก็กลัวเกินกว่าจะเอ่ยปากปฏิเสธไป
“เป็ไร” นนท์วางมือลงบนหัวผมแล้วถามขึ้นอย่างที่มันชอบทำในทุกๆ วัน ก่อนจะวางชานมที่ถือมาด้วยลงบนโต๊ะ
อิฉจาจังทำไมนนท์ถึงได้มีเวลาเตร่ไปเตร่มาได้ ผิดกับผมเอาแต่นั่งอยู่ที่เดิมั้แ่เริ่มงานยันเลิกงาน ข้าวกลางวันก็แทบไม่มีเวลาไปกิน
“เปล่า แค่เหนื่อยๆ” ผมตอบกลับเสียงอ่อนอย่างทุกที แต่กลับมีคนเดินผ่านมาแล้วพูดเหยียดผมขึ้น
“ทำแค่นี้เหนื่อย เหนื่อยนักก็ลาออกไปสะสิ” ผมเงยหน้ามองนนท์เบะปากให้แล้วถอนหายใจลากยาว ถึงผมอยากจะตอบโต้ยังไงก็ต้องเก็บไว้ในใจ ขนาดผมไม่ได้ทำอะไรให้ยังโดนขนาดนี้ ถ้าผมตอบโต้กลับไปคงโดนหนักกว่าที่เป็อยู่แน่
“ไม่ต้องไปฟังหรอกแทน” นนท์รีบยกมือขึ้นปิดหูผมไว้ นั่นทำให้เธอดูเหมือนจะไม่พอใจมากขึ้นกว่าเดิม เดินตรงมาที่ผมกับนนท์แล้วทวงงานที่เพิ่งให้ผมทำเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนขึ้นมาทันที
“งานที่พี่สั่งให้ทำไปถึงไหนแล้วคะ” เธอท้าวสะเอวมองมาที่ผมกับนนท์อย่างไม่วางตา
“งานแผนกพี่จะมาอยู่กับแทนได้ไงครับ” นนท์หันไปเลิกหน้าถามเธอกลับด้วยความสงสัย
“พวกเด็กมาใหม่ มันก็ควรเรียนรู้งานหลายๆ แผนกสิ ตอนเธอฝึกงานก็ทำแบบนั้นไม่ใช่เหรอไง” ผมได้แต่แค่นยิ้มขึ้นเมื่อได้ยินแบบนั้น
ในเมื่อหัวหน้าบอกว่า่โปรของผมคือเดือนแรก ถ้าผ่านมันมาได้ก็เป็พนักงานที่นี่อย่างเต็มตัว แต่นี่ก็ผ่าน่เวลานั้นมาจะสองอาทิตย์แล้วไง
“งั้นเหรอครับ แต่ตอนนี้แทนก็คือพนักงานของที่นี่แล้ว ไม่ใช่เด็กฝึกงาน เขาควรทำงานแค่ในส่วนที่เขารับผิดชอบคิดแบบนั้นหรือเปล่าครับ” นนท์ตอบกลับแล้วแสยะยิ้มกว้างให้ เมื่อเธอตอบโต้ไม่ได้ก็ถลึงตาใส่แล้วหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะตัวเองอย่างไม่พอใจ
“แทน มีเื่แบบนี้ทำไมไม่ยอมบอก”
“บอกอะไรเล่า ไม่อยากมีปัญหานะ” ผมก้มหน้างุดลงเพื่อหลบสายตา เมื่อนนท์เอาแต่จ้องหน้าเหมือน้าให้ผมตอบ
“ไม่ได้สิแทน ไหน งานไหนที่เธอเอามาให้แทนทำ” ผมเงยหน้าขึ้นแล้วปรายตามองกองงานที่วางอยู่บนโต๊ะแทนคำตอบ ก่อนจะถอนหายใจออกมาลากยาว แค่นึกถึงงานที่ต้องทำให้เสร็จภายในวันนี้ก็รู้สึกเหนื่อยขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
“หมดทั้งกองนี้นะเหรอ” นนท์ชี้ไปที่กองงานแล้วถามขึ้นเสียงแข็ง
“อืม”
“ต่อไป ไม่ต้องไปรับปากทำให้ใครอีกนะแทน อย่าให้พวกเขาเอาเปรียบได้สิ ทำแค่ในส่วนที่ได้รับคำสั่งมาจากหัวหน้าก็พอเข้าใจมั้ย” นนท์หอบงานที่ผมต้องรับผิดชอบขึ้น แล้วเดินตรงไปที่โต๊ะของเธอคนนั้นทันที
“นนท์อย่าทำแบบนี้เลยนะ” ผมรีบห้ามขึ้น เพราะสิ่งที่นนท์ทำมันมีแต่จะส่งผลเสียต่อพวกเรา
“งานใคร ก็ต้องรับผิดชอบเองสิ โยนมาให้คนอื่นทำแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนแทน” นนท์หันกลับมาตอบด้วยความไม่พอใจ
“เราทำเองได้นนท์” ผมเดินไปแย่งงานจากนนท์คืนมา แต่นนท์กลับขยับหนีไม่ให้ผมได้ทำอย่างที่้า ทำไมนนท์ถึงไม่เห็นใจกันบ้างนะ แค่นี้ชีวิตในที่ทำงานของผมยังแย่ไม่พออีกหรือไง
“ไม่ได้ งานใครคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบเองสิ นี่มันไม่ใช่โรงเรียนนะที่จะทำแทนกันได้ ถ้าอย่างนั้นเขาจะจ้างมาให้เปลืองเงินทำไม”
“ทำอย่างนั้น เราจะโดนเกลียดเอานะสิ” ผมเอ่ยขึ้นพร้อมแบมือไปตรงหน้านนท์เพื่อจะของาน แต่นนท์ก็ยังไม่ยอมง่ายๆ
“ไม่เห็นต้องแคร์เลยแทน” ผมลอบถอนหายใจแล้วยืนมองนนท์เอางานไปคืนเ้าของที่ต้องรับผิดชอบ ก่อนจะกลับมานั่งลงแล้วฟุบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความสิ้นหวัง
เฮ้อออ เตรียมตัวรับมือเื่ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้เลย
นนท์เดินเอางานที่ได้จากแทนมาวางลงกลางกลุ่มของคนที่ต้องรับผิดชอบ กำลังนั่งรวมกลุ่มพูดคุยกันอย่างสนุกปาก งานการไม่ยอมทำแล้วเสือกโยนงานตัวเองไปให้คนอื่นรับผิดชอบให้หน้าด้านๆ อีก
“อะไรของแก” การกระทำของนนท์ทำให้คนที่มีตำแหน่งสูงสุดในกลุ่มถามขึ้นอย่างไม่พอใจ
“งานที่พวกคุณต้องรับผิดชอบไงครับ” นนท์รีบตอบกลับพร้อมปรายตามองทุกคนที่นั่งอยู่แถวนั้น หน้าตามันไม่ได้บ่งบอกถึงความรับผิดชอบจริงๆ เลยสินะ
“แกอย่าคิดว่าผู้จัดการใหญ่เอ็นดูแก แล้วจะทำอะไรในบริษัทนี้ ก็ได้นะ เดี๋ยวจะโดนออกจากงานไม่รู้ตัว” นนท์ได้ฟังแบบนั้นก็แสยะยิ้มขึ้นมุมปาก ที่นี่อยู่ได้เพราะผลงานไม่ใช่เหรอไง แบบนี้ใครกันแน่ที่ควรออก ั้แ่ฝึกงานจนได้เข้าทำงานที่นี่ เพิ่งเห็นแทนคนแรกนี่แหละที่โดนปฏิบัติแย่ๆ แบบนี้
แล้ววิสัยทัศน์ของบริษัทก็ไม่ใช่แบบคนพวกนี้กำลังทำเลยสักนิด แบบนี้เขาควรปล่อยผ่านไปงั้นเหรอ เสียมาตรฐานกันหมด
“งั้นพวกคุณก็เหมือนกันนะครับ ทำแบบนี้บ่อยๆ ก็ระวังตัวไว้ให้ดี เดี๋ยวจะโดนออกจากงานไม่รู้ตัว ส่วนงานคุณอย่าลืมทำให้เสร็จภายในวันนี้นะครับ” นนท์ตอบกลับแล้วฉีกยิ้มกว้างให้พวกเธอ
“ไอ้เด็กนี่ มึงอย่าพลาดนะมึง มึงได้ออกจากงานแน่” นนท์หันหลังเดินตรงกลับมาหาผม ไม่ได้สนคำต่อว่าพวกนั้นด้วยซ้ำ ถ้าโดนไล่ออกจริงดูท่าแล้วนนท์คงไม่ยอมไปคนเดียวแน่นอน
“ได้เวลากลับบ้านแล้ว แทนกลับด้วยกันเลยมั้ย เดี๋ยวไปส่ง” ผมเลิกหน้ามองนนท์แล้วลอบมองไปที่พวกเธอ ถ้ากลับก่อนเวลาจะไม่มีปัญหาตามมาใช่หรือเปล่า ถึงจะเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีจะเลิกงานก็เถอะ
“นนท์ ทำแบบนี้จะดีเหรอ” ผมถามขึ้นเสียงอ่อน รู้สึกเหมือนโดนอาฆาตอยู่ยังไงก็ไม่รู้ ก่อนจะตอบรับคำชวนเพราะทนสายตาที่โดนจับจ้องมาไม่ไหว
“อืม กลับด้วยก็ได้ี้เีกลับเองอยู่พอดีเลย” นนท์ได้รับคำตอบอย่างนั้นก็ยิ้มกว้างขึ้นอย่างชอบใจ เหมือนกับรอคอยเวลานี้มานาน เพราะทุกครั้งที่นนท์ชวนผมมักจะบ่ายเบี่ยง หาเหตุผลร้อยแปดมาอ้างเพื่อปฏิเสธนนท์เสมอ
แต่วันนี้ผมทนสายตาที่จับจ้องมาไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้าต้องทนอยู่ต่ออีกสักนิด ผมคงประสาทแตกแน่ๆ