ไม่ใช่ ‘นางเด็กสมควรตาย’‘นางสารเลว’ หรือ ‘ไอ้เด็กเวร’ แต่เป็น ‘เป่าจู’ ที่เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสนิทสนมจนนางตะขิดตะขวงในใจ
“ท่านต้องการอะไร”หมิงเป่าจูถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างระแวดระวัง
“เป่าจูเอ๋ยดูเจ้าสิ ไฉนทำตัวเหินห่างเช่นนี้ อย่างไรเสียข้าก็เป็นป้าสะใภ้ของเจ้าพวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน” หวังซื่อขยับเข้ามาอีกก้าว ให้ใกล้หมิงเป่าจูยิ่งกว่าเดิม
“ครอบครัวเดียวกัน?เฮอะ อย่าบอกนะว่าท่านลืมไปแล้ว ข้ากับหมิงเถี่ยจู้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว”หมิงเป่าจูแค่นเสียงเยาะหยัน
น่าขันสิ้นดีบัดนี้ทำเป็นมาพูดว่าครอบครัวเดียวกัน ต่อให้เป็นเมื่อก่อนระหว่างพวกเขาก็มีเพียงความห่างเหินเท่านั้น
“กล่าวเช่นนี้ไม่ได้แม้กระดูกหักก็ยังมีเส้นเอ็นเชื่อมถึงกัน เลือดย่อมข้นกว่าน้ำมิใช่หรือ”หวังซื่อกล่าวพลางคว้ามือของหมิงเป่าจูเอาไว้แน่น “เจ้าจะใจจืดใจดำเช่นนี้มิได้”
“ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่ปล่อยข้านะ”
เลือดข้นกว่าน้ำ? ทีตอนใช้หวายชุบน้ำเย็นเฆี่ยนหมิงเป่าอวี้อย่างโหดเหี้ยมไยไม่คิดว่าเลือดข้นกว่าน้ำ ตอนบังคับนางให้แต่งงานกับชายชราวัยแปดสิบกว่าปี ก็ไม่เห็นจะคิดว่าเลือดข้นกว่าน้ำ!
ยังมีหน้ามาพูดว่านางใจจืดใจดำหากจะใจจืดใจดำก็เพราะพวกท่านบีบคั้นทั้งนั้น!
หมิงเป่าจูพยายามจะดึงมือกลับคืนมาแต่หวังซื่อกำแน่นเสียจนขยับไม่ได้
“เป่าจูซุนเถียนมารังควานที่บ้านไม่หยุดหย่อนหลายวันก่อนก็มาข่มขู่ท่านลุงของเจ้าว่าจะเผาบ้าน แล้วยังมาเอาเงินเก็บที่ลุงเจ้าสะสมมาทั้งชีวิตไปหมดตอนนี้พวกเราจะอยู่กันไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าพอจะให้พวกเราบ้างสักนิดได้หรือไม่”
หวังซื่อวิงวอนขอร้องอย่างไร้ยางอาย
หมิงเป่าจูหัวเราะออกมาหวังซื่อคงเสียสติไปแล้วกระมัง ถ้อยคำเช่นนี้ นางกล้าเอ่ยออกมาได้อย่างไร
ให้พวกเขาบ้างแม้แต่คำว่ายืมยังไม่หลุดจากปาก ราวกับเป็นสิทธิโดยชอบธรรมว่านางควรให้พวกเขาอยู่แล้วไม่คิดจะคืนตั้งแต่ต้นเลยกระมัง ช่างโอหังเสียเหลือเกิน
“ข้าไม่มี”หมิงเป่าจูปฏิเสธเสียงแข็ง ต่อให้มีก็ไม่ให้
“ไม่มี?ใครจะเชื่อกัน! วันนั้นข้าเห็นกับตา ในกระบุงของเจ้าน่ะมีห่อผ้าอยู่อีกห่อข้างในต้องเป็นเงินแน่นอน! ไม่ให้ก็ได้ แต่อย่างน้อยเงินหกตำลึงที่บุรุษชั้นต่ำที่เจ้าเลี้ยงไว้ขโมยของข้าไปเจ้าต้องคืนให้ข้า”
หวังซื่อตวาดเสียงดังสีหน้าบูดเบี้ยว ในสายตาหมิงเป่าจูนางช่างน่าชังยิ่งนัก
“บุรุษชั้นต่ำอะไรกัน!ระวังปากของท่านด้วย อีกอย่าง เงินของท่าน? นั่นไม่ใช่เงินที่ท่านกับหมิงเถี่ยจู้ร่วมมือกันขโมยไปจากบ้านข้าหรอกหรือ”
ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนพรรค์นี้อยู่ในโลกจริงๆขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นหวังครอบครองเป็นของตน พอถูกผู้อื่นดัดหลังด้วยวิธีเดียวกันกลับทำเป็นโจรร้องจับโจร[1] กล้ามาทวงคืนอีกด้วย!
“อายุยังน้อยอยู่แท้ๆกลับใจดำอำมหิตเช่นนี้ ใส่ร้ายลุงของตนเองไม่ว่า แล้วยังเห็นคนใกล้ตายไม่ยอมช่วยเหลือ”
นัยน์ตาหวังซื่อเต็มไปด้วยความเคียดแค้นวันนี้นางจะต้องได้รับผลกรรม!
ทั้งสองโต้เถียงกันเสียงดังขึ้นเรื่อยๆจนชาวบ้านที่ผ่านไปมาจำนวนมากเริ่มมองให้ความสนใจ
ทุกคนในหมู่บ้านรู้เรื่องบาดหมางของทั้งสองครอบครัวเป็นอย่างดีพอเห็นว่าคนที่ยื้อยุดกันบนสะพานคือหวังซื่อกับหมิงเป่าจูก็ยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น
ใครจะรู้ว่าจู่ๆก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เหมือนว่ามีคนผลักอีกฝ่ายจนตกลงไปในแม่น้ำพร้อมกันสร้างความตกใจให้กับคนที่อยู่บริเวณนั้นเป็นอย่างยิ่ง
หมิงเป่าจูไม่คิดจะต่อปากกับนางอีกต่อไปจึงพยายามดึงมือกลับมาสุดแรง
หลงคิดว่าในที่สุดพวกเขาก็ยอมหยุดเสียทีคาดไม่ถึงว่าวันนี้จะกลับมาทำเรื่องชั่วช้าอีกแล้ว เสียเวลานางจริงๆ
ทันใดนั้นหวังซื่อก็ร้องลั่นขึ้นมาโดยไม่คาดคิดว่า“อย่าผลักข้า!”
จากนั้นร่างของอีกฝ่ายก็เอนไปทางด้านหลังและตกลงไปในแม่น้ำมือที่จับนางไว้แน่นก็เลื่อนมาที่ไหล่แล้วออกแรงกระชาก ทำให้นางพลอยตกลงไปด้วย
“กรี๊ด”หมิงเป่าจูร้องเสียงหลง นางว่ายน้ำไม่เป็น!
กระแสน้ำเบื้องล่างเชี่ยวกรากหากตกลงไปคงถูกพัดไปไกล จนไม่มีโอกาสรอดชีวิต
นางหลับตาปี๋กลั้นหายใจ รอคอยวินาทีที่จะตกน้ำแต่แล้วเวลานั้นกลับมาไม่ถึงสักที
“ไม่เป็นไรแล้ว”
หลี่ไหวฺอวี้มองคนในอ้อมแขนด้วยความตื่นตระหนกไม่เคยรู้สึกโชคดีเช่นนี้มาก่อนที่ตนเองมีวรยุทธ์ติดตัว
ตอนที่เห็นนางร่วงลงมาจากบนสะพานหัวใจของเขาแทบหยุดเต้น พุ่งตัวออกไปทันที เคราะห์ดีที่ยังทันเวลา
เสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังขึ้นข้างหูแรงโอบรัดที่บั้นเอวบอกให้นางรู้ว่าตนเองมิได้ตกลงไปในน้ำ แต่ถูกช่วยชีวิตเอาไว้
เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นคางเรียวสลักเสลาปลายจมูกโด่ง และดวงตาล้ำลึกของหลี่ไหวฺอวี้
“ตกใจหรือไม่”หลี่ไหวฺอวี้เอ่ยถามเสียงเบา
นัยน์ตาของดรุณีน้อยเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสบางๆหนึ่งชั้น ความหวาดกลัวยังไม่ลดน้อยถอยลงไป
หมิงเป่าจูไม่ปิดบังความอ่อนแอของตนเองตอบอื้มเสียงเบา พลางสูดจมูกไม่ให้น้ำมูกไหลออกมา จากนั้นก็ผละจากอ้อมแขนของหลี่ไหวฺอวี้
“พี่หญิง!ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่!”หมิงเป่าอวี้ที่วิ่งตามมาอย่างรวดเร็วเอ่ยถามด้วยความร้อนใจเดินวนรอบตัวหมิงเป่าจูพลางสังเกตตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นว่าไม่บาดเจ็บถึงรู้สึกเบาใจ
“ไม่ต้องห่วงพี่ไม่เป็นไร” คนที่ควรจะเป็นอะไรคือผู้อื่นต่างหาก
บนริมตลิ่งที่อยู่ไม่ไกลจากนางมีคนผู้หนึ่งนอนอยู่เป็นหวังซื่อที่ผลักนางลงน้ำนั่นเอง ทั่วร่างเปียกโชกเห็นได้ชัดว่าพึ่งถูกช่วยขึ้นมาจากน้ำ
ชาวบ้านหลายคนรุมล้อมอยู่รอบตัวตรวจดูอาการบาดเจ็บ หมิงเป่าจูจึงเดินเข้าไป
“แม่หนูเป่าจูรีบมาดูป้าสะใภ้ของเจ้าเร็วเข้า นาง...”
สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยกับหมิงเป่าจูอย่างร้อนใจรู้อยู่ว่านางรู้วิชาแพทย์ จึงอยากให้นางช่วยดูอาการ
แต่ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกคนข้างๆ สะกิด “แม่หนูเป่าจู เจ้าเป็นคนจิตใจดีงามช่วยดูอาการหวังซื่อหน่อยเถิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ใช่ๆ!หวังซื่อ หวังซื่อ!” หญิงวัยกลางคนผู้นั้นเพิ่งรู้ว่าตนเองพูดผิดไปจึงรีบเปลี่ยนคำพูด
หมิงเป่าจูเดินไปหยุดอยู่ข้างกายหวังซื่อมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็ก้มลงมองอีกครั้ง จากนั้นก็ยืดตัวขึ้น
“นางไม่เป็นไร”หมิงเป่าจูเอ่ยเรียบๆ
“ไม่เป็นไรหรือ?แม่หนูเป่าจู ข้าเห็นว่าปกติเจ้าตรวจโรคต้องจับชีพจรไม่ใช่หรือไรเหตุใดดูแค่ครั้งสองครั้งก็รู้ว่าไม่เป็นไรเล่า” หลิวเกินเอ่ยถาม
“ใช่ๆเจ้าดูอีกครั้งเถิด” หลิวอู่พูดคล้อยตาม
“ไม่จำเป็นต้องดูหากพวกท่านเชื่อข้าก็แยกย้ายกันไปเถอะ หากไม่เชื่อ ก็เชิญพานางไปให้ท่านหมอหลี่ที่หมู่บ้านตรวจดูก็ได้”
ไม่จำเป็นต้องจับชีพจรแค่ดูสีหน้าก็รู้ว่าไม่เป็นอะไร หายใจแรงสม่ำเสมอ เพียงแต่ถี่กระชั้นกว่าปกติเล็กน้อย อาจเป็นเพราะแกล้งเป็นลมแล้วถูกคนมากมายจ้องมองจนตกประหม่า แสดงได้แนบเนียนจริงๆ
“เด็กคนนี้ถึงแม้พวกเจ้าจะตัดขาดกันแล้ว ก็ไม่ควรเห็นชีวิตคนเป็นผักปลา หวังซื่อแม้จะนิสัยไม่ดีไปบ้างแต่อย่างไรก็เป็นผู้อาวุโสของเจ้า เป็นหนึ่งชีวิตเหมือนกัน”
“โอ๊ยท่านอย่าพูดเลย ดูไม่ออกหรือไรว่าผู้อื่นไม่อยากยุ่ง หากหวังซื่อตายไปจริงๆ ไม่แน่ว่านางคงดีใจด้วยซ้ำ”
“นึกว่านางเรียนวิชาแพทย์แล้วจะกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ใครจะรู้ว่านิสัยยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ซ้ำยังผลักป้าสะใภ้ของตัวเองตกสะพานอีกต่างหาก”
“อะไรนะ?นางเป็นคนลงมือหรือ? ว่าแล้ว เหตุใดอยู่ดีๆ ทั้งสองคนถึงตกลงไปได้”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นรอบทิศคำพูดแต่ละคำล้วนทิ่มแทงหัวใจ เพียงเพราะนางไม่ยอมจับชีพจรหวังซื่อความผิดทั้งหมดจึงตกอยู่ที่นาง กลายเป็นคนชั่วช้าสามานย์!
หน้าอกของหมิงเป่าจูกระเพื่อมขึ้นลงไม่ถูกผลักตกน้ำตายก็คงโมโหตายเพราะคนกลุ่มนี้
หากเป็นเมื่อก่อนนางพอจะเข้าใจได้ว่าพวกเขาถูกหมิงเถี่ยจู้และหวังซื่อปิดหูปิดตา ไม่รู้ความจริง
แต่หลังจากผ่านเรื่องราวต่างๆมามากมาย คนเกือบทั้งหมู่บ้านต่างเคยกินยาที่นางปรุงให้โดยไม่คิดเงิน แต่สุดท้ายก็ยังมองไม่ออกว่านางเป็นคนเช่นไรอีกหรือ
[1] โจรร้องจับโจร(贼喊捉贼) หมายถึงตนเองทำผิดแต่กลับกล่าวหาผู้อื่นเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ