"ทำแบบนี้จะดีแน่หรือเ้าคะท่านพี่" หญิงสาววัยกลางคนเอ่ยกับสามีด้วยสีหน้ากังวล แรกเริ่มนางเป็คนคิดแผนการขึ้นมา แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับรู้สึกขลาดกลัวขึ้นมาไม่น้อย
ร่างอวบของเขาที่กำลังยืนหันหลังยกมือไพล่หลังมองออกไปนอกประตูตอบพร้อมหันหน้ากลับมา "เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ทุกอย่างเป็เพราะนังลูกตัวดีคนนั้นคนเดียว!" ท้ายประโยคเสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้นด้วยความโกรธ
"อุตส่าห์หาผู้ชายดีๆ ให้มันแต่งงานด้วย แต่มันกลับใฝ่ต่ำหนีไปกับบ่าวเลี้ยงม้าในเรือน เ้าเป็แม่ของนาง เ้าสั่งสอนลูกยังไงกัน!" เขาเอ่ยขึ้นอย่างหัวเสีย
หลายวันก่อน แม่นมของนังลูกสาวตัวดีวิ่งเข้ามาหาเขาทั้งน้ำตาว่า 'ติงเหมยลี่' หายตัวไป หลังจากระดมคนออกตามหาตลอดทั้งวันก็หาตัวไม่พบ หนำซ้ำยังหายไปกับ 'หลงเปา' บ่าวเลี้ยงม้าในเรือนอีกด้วย ยิ่งคิดก็ยิ่งหงุดหงิดที่ไม่เคยมีใครระแคะระคายความสัมพันธ์ของสองคนนี้ ไม่เช่นนั้นคงสามารถยับยั้งเื่ราวบัดสีไม่ให้เกิดขึ้นได้
"อ้าว! ท่านพี่เอ่ยเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ ท่านพี่ก็เป็พ่อของนางเหมือนกัน แต่กลับมัวเอาเวลาไปเล่นการพนันจนไม่มีเวลาสั่งสอนลูก" หลี่เฝิงอี้เถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ถ้ารู้ว่าผู้เป็บุตรสาวใฝ่ต่ำขนาดนี้คงตัดหางปล่อยวัดไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้เื่ราวเลยเถิดมาถึงขนาดนี้เป็แน่
"เป็เพราะเ้านั่นแหละ... " เขาเริ่มขึ้นเสียงกับภรรยาอย่างไม่ไว้หน้า แต่ยังไม่ทันจะได้พูดจนจบประโยค แม่นมเจียงผู้ดูแลติงเหมยลี่ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"มากันแล้วเ้าค่ะ!"
สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องข้างนอกเรือน รถม้าคันใหญ่เคลื่อนเข้ามาจอดที่หน้าประตู พร้อมชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งอุ้มร่างบางของใครบางคนเดินเข้ามา
"เหตุใดต้องมัดนางแ่าขนาดนี้ด้วย" ฮูหยินใหญ่ของเรือนถามขึ้น
"นางฤทธิ์มาก หากไม่ทำเช่นนี้พวกข้ารับมือกับนางไม่ไหวแน่ขอรับ" ชายในชุดทหารผู้เป็หัวหน้าเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางกริ่งเกรง
"ช่างปะไร รีบแก้มัดให้นางได้แล้วเดี๋ยวข้อมือกับข้อเท้าจะเป็แผลก่อนวันส่งตัว" ติงไห่เอ่ยขึ้นบ้าง ที่บอกอย่างนั้น เขาไม่ได้เป็ห่วงหญิงสาวผู้นี้หรอก แต่เป็ห่วงอนาคตของตระกูลติงต่างหาก
"ขอรับ" นายทหารหนุ่มรับคำพร้อมเดินมาแก้มัดให้หญิงสาว
แต่เพียงแค่ผ้าปิดปากหลุดออก ทุกคนก็ต้องรีบยกมือขึ้นปิดหูทันที
"ปล่อยฉันไปนะ! พวกแกเป็ใครกัน กล้าทำแบบนี้ได้ยังไง นี่มันเป็การลักพาตัวกันชัดๆ อ๋อ รู้แล้ว! พวกแกคือขบวนการค้ามนุษย์ใช่ไหม คอยดูเถอะถ้าฉันรอดไปได้ฉันจะแจ้งตำรวจมาลากคอพวกแกเข้าคุก!"
"นางพูดอะไรของนาง" ติงไห่หันมองหน้าหลี่เฝิงอี้ด้วยสีหน้าประหลาดใจ
"นั่นสิเ้าคะ หรือนี่เป็สาเหตุที่ทำให้ลุงของนางขายนางให้เราเพราะทนกับเสียงแหลมๆ ของนางไม่ไหว"
มู่หนิงฮวากวาดสายตามองสำรวจบริเวณรอบๆ พลันสีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึง ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ล้วนแต่งกายประหลาดเหมือนคนสมัยก่อน รวมถึงบรรยากาศโดยรอบทำให้หญิงสาวอดนึกถึงตอนที่เธอถ่ายละครไม่ได้ แต่ทว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ให้ความรู้สึกสมจริงอย่างบอกไม่ถูก
แต่เธอไม่มีเวลาคิดสงสัยในเื่นั้น ตอนนี้เธอต้องเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันตรงหน้าให้ได้ก่อน เธอไม่ยอมเป็ทาสของพวกค้ามนุษย์แน่ แค่คิดก็สยองแล้ว!
"คุณลุง คุณป้าคะ ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ ฉันเป็ถึงนางร้ายเบอร์หนึ่งของประเทศ พวกคุณอยากได้เงินเท่าไหร่บอกมาได้เลยค่ะ ฉันจะให้ผู้จัดการไปหาเงินมาให้ หรือมีเช็คไหมคะ ฉันเขียนเช็คให้ตอนนี้เลยก็ได้" น้ำเสียงแข็งกร้าวในตอนแรกอ่อนโยนลง เธอมองผู้ชายกับผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยสายตาอ้อนวอน
"ถ้าอยากให้พวกข้าปล่อยเ้าไป เ้าก็หาเงินสิบชั่งที่ลุงของเ้าได้ไปมาคืนให้ข้าสิ" ติงไห่ยิ้มเยาะ เขารู้ว่าหญิงสาวยาจกเช่นนางไม่มีวันหาเงินมาคืนเขาได้แน่
"ลุง? ฉันไม่มีลุงนะคะ ฉันเป็คนตัวเปล่าไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนค่ะ" มู่หนิงฮวาถามด้วยความแปลกใจ หญิงสาวเติบโตมามีเพียงพ่อที่เลี้ยงดูเธอมาและไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน หนำซ้ำตอนนี้บิดาก็ลาจากโลกนี้ไปนานแล้ว
"เราจะไว้ใจเด็กคนนี้ได้จริงๆ หรือเ้าคะท่านพี่ ท่านลุงของนางเพิ่งมารับเงินจากเราไปเมื่อเช้าแท้ๆ นางยังกล้าโกหกว่านางไม่มีญาติพี่น้อง"
"ใช่ค่ะ ปล่อยฉันไปเถอะนะคะ ฉันมันเป็คนไม่ดี ขี้เหวี่ยง ขี้วีน แถมขี้โวยวายและเอาแต่ใจมาก เลี้ยงฉันไว้ก็ไม่ต่างอะไรจากเลี้ยงงูพิษหรอกค่ะ" มู่หนิงฮวารีบกล่าวขึ้น แต่ก่อนเวลามีใครด่าเธอ เธอไม่เคยยอมแต่นี่เป็ครั้งแรกที่เธอรู้สึกดีใจที่มีคนด่า
คำพูดของเธอทำให้ติงไห่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง
"ไม่ได้! อย่างไรก็ปล่อยนางไปไม่ได้ อย่าลืมสิว่าตอนนี้เราไม่มีทางเลือกอื่น งานแต่งใกล้เข้ามาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องส่งตัวนางให้ท่านผู้บัญชาการเสียก่อน"
มู่หนิงฮวาได้ยินเช่นนั้น ความอดทนที่มีก็ขาดสะบั้นลงทันใด เธออุตส่าห์แกล้งเล่นละครตบตาเพื่อหวังให้พวกเขาเกิดความสงสารแต่กลับไม่ได้ผล
"โอ๊ย! ลุงกับป้านี่แก่จนพูดไม่เข้าใจแล้วหรือไง กำลังซ้อมละครเป็คนยุคโบราณอยู่เหรอ? อินกับบทอะไรเบอร์นั้น ฉันคือดารานางร้ายอันดับหนึ่งของประเทศ ดูแค่นี้ก็รู้แล้วว่าปลอม!"
"นางพูดอะไรของนางข้าฟังไม่เข้าใจ" หลี่เฝิงอี้หันไปถามแม่นมเจียง
"บ่าวก็ไม่ทราบเ้าค่ะ"
"พวกเ้าพานางไปขังที่เรือนเล็กทางข้างหลังได้แล้ว ยิ่งเห็นหน้านางข้ายิ่งปวดหู เอ๊ย ปวดหัว อ้อ... เฝ้านางไว้ให้ดีล่ะ อย่าให้นางหนีออกไปได้จนกว่าจะถึงวันส่งตัวเ้าสาว"
หลังจากผู้เป็เ้านายพูดจบ บ่าวในเรือนก็รีบกรูเข้ามาจับตัวของหญิงสาวเอาไว้พลางออกแรงลากถูมู่หนิงฮวาที่วิ่งเข้าไปใช้มือกอดเสาเรือนไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"กรี๊ด! ปล่อยฉันนะ ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น คอยดูเถอะฉันจะเอาตำรวจมาลากคอพวกแกเข้าคุกให้หมดเลยคอยดูสิ!" เสียงแหลมส่งเสียงโวยวายที่ดังลั่นเรือนในตอนแรกค่อยๆ เบาลง จวบจนเงียบหายไปในที่สุด
"ไหนมู่ซือเฉิงบอกว่าหลานสาวของมัน อ่อนโยน เรียบร้อย พูดน้อย หัวอ่อนไงล่ะ เห็นทีครั้งนี้ท่านพี่คงโดนมันหลอกซะแล้ว หึ!" หลี่เฝิงอี้อดแขวะผู้เป็สามีไม่ได้ พูดจบจึงเดินนวยนาดออกไปพร้อมบ่าวรับใช้ที่ปรี่เข้าไปประจบ ทิ้งให้ผู้เป็ใหญ่ของเมืองไป่เหอทรุดตัวลงนั่งกุมขมับด้วยความหนักใจ
'เป็เพราะนังลูกไม่รักดีคนนั้นคนเดียว'
มู่หนิงฮวาถูกพาตัวมาที่เรือนเล็กข้างหลังจวนสกุลติง เธอกวาดสายตามองไปรอบเรือนด้วยความฉงน ในใจเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก บรรยากาศโดยรอบกับผู้คนที่อยู่ในชุดโบราณคล้ายบ่าวที่กำลังเดินสวนไปมาให้ความรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นคือเื่จริง
'บ้าน่า! การทะลุมิติข้ามภพอะไรนั่นก็มีแค่ในละครเท่านั้นแหละ'
"นับั้แ่วันนี้จนถึงวันแต่งงาน เ้าต้องอยู่ที่เรือนหลังนี้ห้ามออกไปไหนโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต" แม่นมเจียงกล่าวพร้อมส่งสายตามองหญิงสาวที่อยู่ในชุดเก่าๆ ซอมซ่ออย่างดูถูกดูแคลน
"อย่าเพิ่งไปสิ ฉันมีเื่อยากจะถาม" มู่หนิงฮวารีบวิ่งเข้าไปหาพร้อมคว้าแขนนางเอาไว้
ทว่า แม่นมเจียงกลับสะบัดแขนของนางออกจากการเกาะกุมของหญิงสาวอย่างแรงพลางใช้มือถูบริเวณแขนทำราวกับรังเกียจเธอเป็นักหนา
"อย่าเอานิสัยหญิงชั้นต่ำไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาใช้ที่นี่ พูดกับข้าต้องพูดมีหางเสียง!"
มู่หนิงฮวากัดฟันกรอด คันปากยุบยิบอยากเถียงออกไปใจแทบขาด แต่เมื่อตอนนี้อยู่ในสถานการณ์ที่เป็รองจึงแสร้งทำเป็ยิ้มอย่างประจบเอาใจ
"คุณป้าคะ"
"ป้าเป้ออะไรกัน อย่าริอ่านมานับญาติกับข้า แม่นมเจียง... เรียกข้าว่าแม่นมเจียง"
มู่หนิงฮวาแอบเบะปากพร้อมกลอกตาขึ้นบนด้วยความหมั่นไส้
"ค่ะ คุณแม่นมเจียงคะ ตอนนี้ที่นี่คือปีอะไรเหรอคะ"
"หญิงสาวชั้นต่ำไร้สกุลเช่นเ้าไม่รู้แม้กระทั่งว่าตอนนี้คือปีอะไรเชียวหรือนี่ ช่างโง่งมยิ่งนัก" แม่นมเจียงเอ่ยอย่างสมเพช
"เอาเถิด ข้าจะบอกเ้าให้ก็แล้วกัน ตอนนี้คือปี 1415 รัชศกหย่งเล่ออย่างไรล่ะ"
ทันทีที่ได้ยินคำตอบของแม่นมเจียง มู่หนิงฮวารู้สึกแข้งขาอ่อนแรงขึ้นมาทันใด
"ราชวงศ์ิ! ฉันย้อนเวลามาอยู่ในราชวงศ์ิหรือนี่"
เมื่อตั้งสติได้หญิงสาวรีบวิ่งไปที่กระจกบานใหญ่ที่ตั้งวางอยู่ ภาพสะท้อนในกระจกเผยให้เห็นดวงหน้างดงามแม้จะมอมแมมเต็มไปด้วยรอยเปื้อน แต่ก็ดูออกว่าเป็ใบหน้าแบบเดียวกับของมู่หนิงฮวาในยุคปัจจุบันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ทว่าแลดูอ่อนเยาว์ลงไปกว่าเดิมหลายปี แต่หญิงสาวผู้นี้กลับแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ โทรมๆ ซอมซ่อดูน่าสงสาร ทว่าบนคอของเธอกลับสวมใส่จี้รูปหัวใจดวงเล็กที่เธอใส่ติดตัวเป็ประจำอยู่ด้วย นี่คือสิ่งเดียวที่ติดตามเธอมา
"ว้าย! นี่เ้าเป็อะไรของเ้า เสียสติไปแล้วหรือไง" แม่นมเจียงร้องออกมาด้วยความใ เมื่อจู่ๆ มู่หนิงฮวาก็วิ่งตรงเข้ามาจับแขนของนางเอาไว้
"แม่นมเจียงบอกฉันทีว่าฉันชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ เป็ลูกเต้าเหล่าใคร"
"เ้าชื่อมู่หนิงฮวา อายุสิบเจ็ดปี เป็เด็กกำพร้า ลุงของเ้าชื่อมู่ซือเฉิงอย่างไรเล่า พอแล้ว! ข้าไม่คุยกับเ้าแล้ว ยิ่งพูดยิ่งเลอะเทอะ อาจูเข้ามานี่! นับจากนี้เ้าต้องเป็คนดูแลนางอย่าให้คลาดสายตา หากเ้าปล่อยให้นางหนีออกไปได้ ข้าจะบอกนายท่านกับฮูหยินให้ลงโทษเ้า!"
_______________________________
รู้ตัวจนได้นะมู่หนิงฮวา ????????