หลังอนธการกลืนแสงสุดท้ายของวันจนสิ้นแล้ว ดวงดาราจึงทอแสงส่องล้าแทนจันทร์ในคืนเดือนเดับ แต่แสงดาวเพียงน้อยนิดมิอาจจรัสรอดก้อนเมฆเกลื่อนนภาในวัสสานฤดูได้
ทว่าดวงตาเปี่ยมริ้วรอยคู่หนึ่งยังคงมองฟ้าสีนิลอย่างอดทน รอเมฆเคลื่อนดวงดาวปรากฏให้ทำนายดวงแคว้นชะตาเมืองประจำเดือนเช่นเดิม
ไม่นานนักเมฆก้อนใหญ่ทางบูรพาทิศก็ลอยเลื่อนออกจากดาวกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่เด็กผมจุกวัยห้าขวบก้าวมายืนข้าง ๆ ชายวัยเจ็ดสิบสองพอดี
“ท่านปู่ มองอะไรอยู่หรือขอรับ”
ผู้เฒ่าเทียนร่างสูงใหญ่หลุบตามองหลานบุญธรรม ก่อนจะเอาผ้าขาวม้าลายตารางหมากรุกสีน้ำตาลตัดขาวบนบ่าขวามาคลุมตัวให้เด็กน้อยที่สวมเพียงกางเกงขาก๋วยย้อมดำ
“ข้าไม่หนาว” เด็กผมจุกพูดพลางยกมือปัดออก
"กูณฑ์ เอ็งยังเด็ก ลมเย็นเยี่ยงนี้ ไม่หนาวก็ต้องคลุมไว้” แม้เหตุผลจะน่าฟัง แต่เด็กน้อยก็ยังดื้อรั้น เขาจึงต้องยื่นคำขาด “ถ้าไม่คลุมก็กลับเข้าเรือนไป”
เสียงเฉียบของผู้เฒ่าคิ้วขาวได้ผลชะงัด เด็กน้อยยอมทำแม้จะไม่เต็มใจนัก แล้วทวงคำตอบด้วยการถามอีกครั้ง
“เมื่อกี้ท่านปู่มองอะไรบนฟ้ามืด ๆ ขอรับ”
ผู้เฒ่าเทียนเอามือไพล่หลัง เงยหน้ามองฟ้าทางทิศตะวันออกอีกครา ก่อนจะตอบสั้น ๆ ว่า “ดวงดาว”
เด็กน้อยมองตาม แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ขี้เมฆเยอะแยะ น่ามองตรงไหน”
“เฮอะ ๆ” เขาขบขันกับความใสซื่อของเด็กร่างอวบ แล้วเอ่ยว่า “ไม่ชอบดูก็ไปนอนเถอะ”
แต่เด็กผมจุกก็ยังยืนอยู่ตรงระเบียง ขยับตาชั้นเดียวมองหย่อมเมฆที่บดบังแสงดาวไปเรื่อย ๆ จนเห็นดารกะดวงใหญ่เท่ากำปั้นเจิดจรัญท่ามกลางหมู่ดาวกลุ่มหนึ่ง หลังเมฆก้อนเทาทางทิศเหนือลอยเลื่อนออกไปตามสายลม
“อุ๊ย ! ท่านปู่ ๆ” เขาเรียกผู้าุโด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “นั่นดาวอะไรขอครับ ใหญ่จัง”
พอมองไปตามมือของเด็กน้อย ริมฝีปากหนาก็อ้าปากค้าง สีหน้าตกตะลึงของผู้เฒ่าเทียนประหนึ่งเชื้อเพลิงที่จุดความกังขาของกูณฑ์ให้ลุกโชนยิ่งขึ้น เด็กน้อยจึงถามซ้ำด้วยน้ำเสียงเร่งเร้า
“ดาวอะไรขอครับ ท่านปู่”
“ดาวาาโชค” ผู้เฒ่าเทียนตอบโดยไม่ละสายตาจากดาวดวงนั้น
รอยเคร่งขรึมเริ่มปรากฏบนใบหน้าของผู้เฒ่าผิวสีแทนขณะครุ่นคิดพลางลูบเคราที่ยาวเกือบถึงกลางอก ไม่นานนักก็ดีดนิ้วดังหนึ่งเปาะให้ละอองเรืองแสงนับร้อยปรากฏขึ้นกลางอากาศสมใจนึก ก่อนจะรวมตัวกันเป็ผีเสือสื่อสารสีแดงเพลิงแปดตัว
“สวยจังเลย ๆ ” เสียงเล็ก ๆ เอ่ยพร้อมะโเหยง ๆ อย่างตื่นเต้น
ผู้เฒ่าเทียนมิได้สนใจเสียงไร้เดียงสา เพราะต้องสั่งงานเหล่าผีเสื้อที่กระพือปีกรออยู่เบื้องหน้า
“ไปจับตาดูบ้านที่กำลังจะคลอดเด็ก พอคลอดแล้วให้ส่งสัญญาณกลับมาทันที”
สิ้นคำสั่งแล้ว ผีเสือแปดตัวก็แยกกันบินไปแปดทิศของหมู่บ้านชงโค
“เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ” เด็กผมจุกรู้สึกสงสัยอีกแล้ว
“ถ้าอยากรู้ ก็ต้องรอดู”
“ขอรับ” กูณฑ์ตอบรับพร้อมรอยยิ้ม เขาเป็เด็กที่อยากรู้อยากเห็นไปหมดทุกอย่าง
เวลาผ่านไปสิบห้านาทีก็เกิดแสงสีเพลิงพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า ก่อนจะแตกกระจายคล้ายดอกไม้บานวูบหนึ่งแล้วดับลง
“มีเด็กคลอดทางทิศเหนือ” พูดจบ ผู้เฒ่าเทียนก็สังเกตดาวาาโชคที่อยู่ทางทิศเดียวกัน มันเปล่งแสงสุกสกาวสุดขีดก่อนจะสลายกลายเป็อากาศธาตุไปต่อหน้าต่อตา
ร่างสูงของชายชราก้าวฉับ ๆ ไปคว้าเสื้อผ้าฝ้ายสีครามที่แขวนอยู่ในห้องนอนมาสวม แล้วติดกระดุมเสื้อระหว่างเร่งฝีเท้าไปลงบันไดเรือนไม้ใต้ถุนสูง แต่เท้ายังไม่ทันแตะขั้นแรก ก็ยินเสียงหลานชายบุญธรรมเรียกพลางวิ่งมาหา
“ท่านปู่ ๆ” เขาจับขากางเกงของชายชราผมขาวโพลนพลางออดอ้อน “ท่านปู่ ให้ข้าไปด้วยนะขอรับ”
ผู้เฒ่าเทียนไม่พูดพร่ำ กระชับผ้าขาวม้าที่คลุมกายกูณฑ์ให้มิดชิดกว่าเดิม แล้วอุ้มลงบันไดทันที
“ไอ้ไม้ !” เขาะโเรียกบ่าวคนสนิทที่อยู่บริเวณนั้น “ไอ้ไม้ ไปเอาม้ามา !”
“มืดแล้ว นายท่านจะไปไหนขอรับ” ไม้ถามด้วยความสงสัย
“อย่าถามมาก ไปเอาม้ามา เร็ว !” เขาร้อนใจจนแทบอยากจะเหาะไปตอนนี้เลย
ดาวาาโชคมิใช่ดาวที่จะปรากฏให้เห็นเป็ประจำเฉกเช่นดาวศุกร์ มันเป็ดาวในตำนานที่เล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า ‘เมื่อใดดาวาาโชคปรากฏ เมื่อนั้นผู้สำเร็จพลังรบขั้นสูงสุดแต่กำเนิดมาจุติ’ เขาหวังเป็อย่างยิ่งว่า เด็กคนนี้จะเป็หนึ่งในคนที่กล่าวขานในตำนาน
ขณะที่ผู้เฒ่าเทียนอุ้มหลานขึ้นม้า ไม้ก็ถามขึ้นมาอีกว่า “นายท่านจะไปที่ใดขอรับ”
“เรือนทางทิศเหนือ ไม่รู้หลังไหนคลอดเด็ก จะไปดูเสียหน่อย” พูดจบแล้ว เขาก็ดีดตัวขึ้นหลังอาชาราวกับคนอายุสามสิบเศษเลย
“อุ๋ย ตะเกียง !” ไม้เพิ่งนึกได้ว่าลืมเตรียมตะเกียงนำทางให้เ้านาย “เดี๋ยวบ่าวไปเอาตะเกียงมาให้ขอรับ”
“ไม่ต้อง” พูดแล้ว ขายชราก็ยกมือขวาขึ้นมาลัดนิ้วเป๊าะหนึ่ง ลูกไฟดวงเท่ากำปั้นพลันปรากฏเหนือศีรษะ “เอ็งรีบตามข้ามานะ เอาเสื้อของกูณฑ์มาด้วย” เขาสั่งทิ้งท้ายก่อนจะกระตุ้นอาชาออกจากรั้วเรือนไป
ประมาณสิบห้านาทีอาชาสีนิลก็นำสองปู่หลานไปถึงบริเวณที่มีบ้านเรือนกระจายตัวอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านชงโค หลังจากใช้เวลาเสาะหาเรือนที่ให้กำเนิดบุตรสักพัก ผู้เฒ่าเทียนก็หยุดม้าหน้ารั้วเรือนไม้ไผ่ขัดแตะหลังหนึ่ง
“ต้องเป็หลังนี้แหละ หลังสุดท้ายแล้ว” แล้วผู้เฒ่าเทียนก็พาหลานบุญธรรมลงจากอาชา
บรรยากาศรอบเรือนเงียบผิดปกติ ไม่วุ่นวายเหมือนเรือนที่มีคนคลอดบุตรเลย ผู้เฒ่าเทียนเดาว่าการคลอดคงเสร็จสิ้นไปแล้ว แม่และเด็กน่าจะพักผ่อนอยู่ข้างใน เขาจึงส่งเสียงเรียกผู้เป็เ้าของเรือน
“แม่สุข ๆ”
แต่คนที่เปิดประตูเยี่ยมหน้าออกมามองเป็เพื่อนบ้านที่ชื่อ เพ็ญ
“ผู้ใหญ่บ้านมา” นางเอ่ยบอกผู้ที่อยู่ในเรือน แล้วเช็ดน้ำตา ก่อนจะก้าวลงมาหาแขก “ท่านผู้เฒ่า ข้ากำลังนึกถึงท่านอยู่พอดี”
“เกิดอะไรขึ้นหรือ แม่เพ็ญ” ผู้เฒ่าเทียนรู้สึกถึงความผิดปกติจากดวงตาแดงก่ำของหญิงวัยกลางคน
“แม่สุข ตายแล้วเ้าค่ะ ลูกที่คลอดก็เสียชีวิต”
“หา !” ชายชราใ เพลิงแห่งความหวังที่ลุกโชนเมื่อครู่ ถูกข่าวร้ายพัดดับลงในพริบตา สีหน้าแช่มชื่นราวบุปผาบานกลางแสงตะวัน สลดลงฉับ
พลันดุจผกามาศที่ขาดน้ำ หลังจากอึ้งไปชั่วขณะ เขาก็เอ่ยว่า “ข้าขอดูเด็กหน่อยสิ”
“รอประเดี๋ยวเ้าค่ะ” แล้วเพ็ญก็ะโเข้าไปในบ้าน “แม่อุ่นอุ้มเด็กออกมาหน่อย”
ไม่กี่อึดใจต่อมา หมอตำแยก็อุ้มทารกที่เสียชีวิตออกมาให้เพ็ญอุ้ม
“เด็กผู้ชายเ้าค่ะ น่าสงสารจริง ๆ ยังไม่ทันลืมตาดูโลกก็ตายเสียแล้ว”
ผู้เฒ่าเทียนรับเด็กมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน ดวงตาเบ้าลึกมองใบหน้าสงบนิ่งของร่างไร้ลมหายใจใต้แสงตะเกียงที่แขวนอยู่บนเสาหน้าเรือน ทั้งรู้สึกเสียใจและเสียดายที่ร่างของผู้ครองพลังรบสูงสุดแต่กำเนิดต้องกลายเป็ศพั้แ่แรกเกิด
ขณะที่ความเศร้าโศกครอบงำเรือนไม้ไผ่ แสงแปลบปลาบบนนภาก็ปรากฏให้พวกเขาตื่นใ
“อุ๊ย ! ฝนจะตกแล้วเ้าค่ะ รีบเข้าไปหลบฝนข้างในกันก่อนเถอะ” พูดจบหญิงสองนางก็พากันวิ่งเข้าเรือนไปก่อน เหลือแต่ผู้เฒ่าเทียนกับกูณฑ์ที่ยังไม่ขยับไปไหน
“ข้าขอดูน้องหน่อยขอรับ”
ผู้เฒ่าตัวสูงวางศพทารกลงบนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือนให้หลานดู “ไม่หายใจแล้ว”
กูณฑ์ได้แต่ยืนมอง ไม่กล้าแตะคนตาย แม้จะเป็เด็กก็ตาม
ไม่กี่อึดใจต่อมาก็เกิดเสียงเลื่อนลั่นคำรามข่มดังเปรี้ยงปร้างราวกับฟ้าจะถล่มทลาย ก่อนจะมีแสงสีขาวละม้ายดาวตกพุ่งลงมายังร่างของทารก สร้างความตื่นตระหนกให้กับเด็กและผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างแคร่ทั้งสองคน
“ท่านปู่ เกิดอะไรขึ้นขอรับ” กูณฑ์ถามพลางเกาะขาปู่ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
ยังไม่ทันที่คนเป็ผู้ใหญ่จะตอบอะไร ทารกที่สิ้นลมหายใจไปแล้วก็ร้องอุ๊แว้ ๆ ออกมาสร้างความตระหนกอีกครั้ง
“ทะ ทำไม ศพร้องไห้ได้” คราวนี้กูณฑ์เกาะขาปู่แน่นกว่าเดิม แถมแหกปากลั่นเพราะความกลัว “ผะ ผี ผีหลอก ๆ”
“หุบปาก ไอ้กูณฑ์” ผู้เฒ่าเทียนตวาด “ดูให้ดี ๆ ผีที่ไหนจะมีกายหยาบ”
พูดจบ ชายชราก็อุ้มทารกขึ้นมาดูใกล้ ๆ “ช่างประหลาดยิ่งนัก” เขาเปรยออกมาเบา ๆ ก่อนที่หญิงวัยกลางคนสองนางจะเปิดประตูเรือนออกมาดู
“หา ! นี่มันอะไรกันเ้าคะ” เพ็ญพูดพลางเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ พร้อมหมอตำแย “ยะ ยังไม่ตายหรือเ้าคะ”
“เอ่อ เมื่อครู่ข้าลองตีก้นเด็กแรง ๆ ปรากฏว่าร้องเสียงลั่นเลย” ฟังคำอธิบายของผู้ใหญ่บ้านแล้ว พวกนางก็สิ้นสงสัย รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของทุกคน ยกเว้นกูณฑ์ที่ขมวดคิ้วพลางนึกสงสัยในใจว่า ‘ปู่ตีตูดน้องตอนไหนเนี่ย’ แต่เขาไม่ได้ถามออกไปในตอนนั้น
“เอาล่ะ ฝนจะตกแล้ว พวกเ้ารีบกลับบ้านเถอะ เด็กคนนี้ข้าจะเอาไปเลี้ยงดูเอง” ผู้เฒ่าเทียนบอกด้วยรอยยิ้ม แม้เขาจะไม่รู้ว่าเหตุใดทารกที่ตายไปแล้วจึงฟื้นได้อีกครา แต่ผู้ที่สถิตอยู่ในร่างนี้ย่อมเป็ผู้ครองพลังรบสูงสุดแต่กำเนิดแน่นอน
“แล้วศพของแม่สุขล่ะเ้าคะ” หมอตำแยถาม
ผู้เฒ่าเทียนมองอาชาที่กำลังเหยาะย่างมาหยุดหน้ารั้ว แล้วจึงให้คำตอบกับอุ่น “ข้าจะให้ไม้จัดการเอง เ้าสองคนกลับไปพักผ่อนเถอะ”
หลังจากเพ็ญกับหมอตำแยอุ่นจากไปแล้ว ผู้เฒ่าก็สั่งให้ไม้จัดการนำศพคนตายไปทำพิธีทางศาสนาในวันพรุ่งนี้ แล้วรับเสื้อของเด็กมาใส่ให้กูณฑ์ ก่อนจะขี่อาชากลับเรือนไปพร้อมทารกน้อย
ระหว่างทางกลับเรือน กูณฑ์ได้ถามสิ่งที่คาใจออกมา “ท่านปู่ ท่านตีตูดน้องตอนไหนขอรับ น้องร้องเพราะใแสงนั่นต่างหาก”
“เ้ากูณฑ์ ฟังปู่นะ เื่นี้เป็ความลับระหว่างเราสองคน ห้ามเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าเอ็งเป็บ้า เข้าใจหรือไม่”
กูณฑ์ผงกศีรษะรับทั้งที่ไม่เข้าใจนัก
“แต่ ทำไมคนอื่นต้องคิดว่าข้าเป็บ้าด้วย ในเมื่อข้าพูดความจริง” เพิ่งรับคำไปหยก ๆ เด็กขี้สงสัยก็ถามขึ้นมาอีก ผู้เฒ่าเทียนชักจะรำคาญ จึงเปล่งเสียงคำรามจากลำคอขู่ให้เลิกถาม ทว่าไม่ได้ผล เพราะเขายังถามต่อ แม้ยังไม่ได้คำตอบจากผู้ใหญ่ “แล้วทำไม...”