แสงแดดแรกของวันลอดผ่านช่องหน้าต่างบนหัวเตียงสาดส่องลงมากระทบเปลือกตาบอบบางของหญิงสาว พาให้เ้าของเสี้ยวหน้าอ่อนหวานดวงนั้น ยกมือขึ้นกำบังความสว่างจ้าโดยสัญชาตญาณแสงแดดรำไรในยามเช้าสร้างความรำคาญให้หล่อน พอ ๆ กับเสียงก่นด่าของใครบางคนที่ดังคลอเอื่อยขึ้นมาเรื่อย ๆ
“นังตัวดี!!นี่แกกวนประสาทฉันหรือไง ฉันพูดไปตั้งกี่ครั้งแล้ว ว่าอาหารเช้าของฉันต้องรสไม่จัดจนเกินไปมื้อเช้าต้องกินอาหารรสอ่อน ขืนกินของแบบนี้เข้าไป มีหวัง!ฉันคงปวดท้องจนไม่เป็อันทำอะไรพอดี”
เสียงแหลมแผดแหวดังลั่นเรียกคนนอนซมอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ให้รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทราเสียงนี้มันใช้งานได้ดีกว่าเสียงนาฬิกาปลุกซะอีกแล้วไม่กี่อึดใจแม่นกแก้วคนเดิมก็ตวาดลั่นขึ้นมาอีกรอบ
“บ้านช่องโสโครกขนาดนี้ไม่รู้อยู่กันได้ยังไง คนทำก็ทำไปเถอะ ส่วนคนไม่ทำ ก็ไม่นึกจะทำอะไรเลยจริง ๆ เช้าสาย บ่าย เย็น เอาแต่ี้เีตัวเป็ขน สักแต่จะอยู่ไปวัน ๆแบบนั้นใช้ได้ที่ไหนกัน”
ประโยคกระแนะกระแหนที่ถูกเอ่ยออกมาดูท่าว่าจะดังกว่าประโยคก่อนหน้าตั้งหลายระดับ ทำราวกับว่าแม่นกแก้วปากตลาด้าพูดสิ่งนี้เพื่อให้ใครบางคนได้ยิน มากกว่าเป็การเอ่ยพูดลอย ๆ ไปตามอารมณ์
และดูเหมือนว่าประโยคเสียดสีเ่าั้ จะเป็การตัดพ้อต่อว่าให้กับหญิงสาวคนหนึ่งที่ในขณะนี้ยังคงนอนสบายอยู่บนเตียงนอน
แต่ต่อให้แม่นกแก้วนั่นจะตวาดลั่นจนคอแตกก็ใช่ว่าคนที่พึ่งตื่นนอนจะลุกขึ้นมาโต้ตอบในทันที เพราะสิ่งแรกที่หล่อนทำก็คือเอื้อมมือไปยังโต๊ะเล็กข้างหัวเตียง แล้วคลำหาแว่นตาด้วยความคุ้นชิน แต่ทว่า!เ้าตัวก็ต้องชะงักงันไปครู่หนึ่ง เมื่อพบเพียงแต่ความว่างเปล่า
'แว่นตาล่ะ?แว่นตาหายไปไหน?'
พอปรับม่านตาได้ชัดแจ๋วหญิงสาวก็ผุดตัวลุกขึ้นมาอย่างรีบร้อนเมื่อััได้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเองหล่อนก็นั่งเบิกตากว้างด้วยความใ หล่อนจำได้แม่น ว่าก่อนที่ดวงตาเล็กแคบจะปิดสนิทลงร่างกายอวบอ้วนของหล่อนยังคงเบียดเสียดกับใครหลายคนในโดมคอนเสิร์ต
แล้วอยู่ดี ๆลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ดันมาโผล่อยู่ที่นี่ได้ยังไง
'ไม่ใช่ว่าฉันควรตายไปแล้วหรอกเหรอ?'
ภาพความโกลาหลจากกลุ่มคนจำนวนมากที่กำลังหนีตายไปทางเดียวกัน และภาพควันจากเปลวเพลิงซึ่งคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณตอนนี้หายวับไปราวกับว่าเหตุการณ์นั้นไม่เคยมีอยู่จริงแล้วภาพเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็เพียงภาพของห้องนอนกว้างขวาง ที่ค่อนข้างสะอาดตาและประดับประดาไปด้วยเฟอร์นิเจอร์สีน้ำตาลอ่อนแกมทองสไตล์ยุโรป
หล่อนกวาดสายตามองสำรวจไปรอบกายซึ่งดวงตากลมโตของหญิงสาวมันเจือปนไปด้วยความสงสัย สงสัยว่าที่นี่คือที่ไหนและสงสัยว่าหล่อนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ที่สำคัญ! หล่อนอยากรู้จริง ๆว่าเสียงด่าทอของคนด้านนอกนั่น มันคือเสียงของใครกันแน่?
แต่ทว่าการที่หล่อนลืมตาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองได้มาอยู่ที่นี่ มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไหร่นักมันย่อมดีกว่าการลืมตาตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองยังอยู่ในโดมคอนเสิร์ตหรือไม่...ก็อยู่ในโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่ง
พอคิดได้อย่างนี้หรานเหมยก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พลางยกฝ่ามือขึ้นสางเรือนผมยาวแล้วม้วนปอยผมไปทัดไว้ที่หลังใบหูอย่างลืมตัวแต่แล้วหรานเหมยก็ต้องหยุดชะงักกะทันหันแล้วรีบดึงเรียวมือเอากลับมาพลิกหน้าพลิกหลังหลัด ๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
มือเล็กขาวจัดเอาแต่กำแบซ้ำๆ สลับหมุนวนกลับไปกลับมา นี่สร้างความประหลาดใจให้หรานเหมยได้มากกว่าการที่หล่อนตื่นขึ้นมาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยนี่ซะอีกหรานเหมยเลิกผ้าห่มให้พ้นจากร่างกาย ก่อนจะลุกพรวดออกจากเตียงนอนแล้วเดินตรงไปยังกระจกบานใหญ่ ที่สามารถส่องได้เต็มตัว
วินาทีนี้เจียหรานเหมยแทบหวีดร้องออกมาด้วยความใ!
ก็สิ่งที่สะท้อนอยู่ในกระจกบานนั้นเป็หญิงสาวหน้าตาสะสวย ดวงตาหวานกลมโตมันรับกับโครงคิ้วบางที่เป็สีเดียวกันกับเส้นผมได้เป็อย่างดีแล้วไหนยังมีรูปปากเล็กเรียวที่หยักเป็กระจับนั่นอีกดูไปดูมาก็รู้สึกว่าสบายตาดีเหมือนกัน นี่ขนาดไม่ได้ทาลิปสติกเนื้อปากบางก็ยังขึ้นสีชมพูระเรื่อชวนัั
ที่สำคัญจมูกเล็กโด่งเป็สันแต่ทว่าส่วนปลายเชิดรั้นขึ้นสูง นั่นยิ่งเสริมให้ใบหน้าทั้งหมดดูมีเสน่ห์จนเหมือนไม่มีอยู่จริง
'ให้ตายสิ!นี่คือคนจริง ๆ ใช่ไหม เพราะดูยังไงก็เหมือนตุ๊กตาไขลานในโหลแก้วไม่มีผิด'
ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเพราะนอกจากหน้าตาที่สะสวยแล้ว ส่วนอื่น ๆ ก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน
ดวงตาของหรานเหมยมองสำรวจไปทั่วร่างกายเห็นเรือนผมอ่อนนุ่มสีน้ำตาลแก่ ยาวระอยู่เหนือเอวคอดกิ่วเล็กน้อย แขนและขาเรียวเล็กไร้ไขมันส่วนเกินดูสุขภาพดีรูปร่างบอบบางมีส่วนโค้งเว้าชัดเจน แถมสีผิวยังขาวเนียนสม่ำเสมอไปทั่วทั้งตัว
นี่เรียกได้ว่า!สวยสะพรั่งซะจนคนที่อยู่ในเพศสภาพเดียวกันอย่างเจียหรานเหมยเผลออึ้งชะงักแล้วอ้าปากค้างไว้หลายนาที!
“นี่มัน…”
เจียหรานเหมยเอ่ยพูดได้ไม่กี่คำหล่อนก็เบิกตากว้างอีกครั้ง ให้กับน้ำเสียงใสที่หลุดลอดออกมาจากปากตัวเองหล่อนยกมือขึ้นจับลำคอ ก่อนจะเลื่อนขึ้นบนใบหน้าสวยหวานแล้วเฝ้าถนอมจับด้วยััที่แ่เบาอย่างสุดแสนด้วยกลัวว่าจะเผลอลงแรงจนทำให้ใบหน้าสวยเกิดรอยช้ำ
แต่ปลายนิ้วเรียวเล็กก็ต้องสะดุดเข้ากับแผลเป็ที่นูนจาง ๆ อยู่เหนือคิ้วซึ่งเมื่อแตะโดนแล้วก็ยังพอทำให้รู้สึกระคายอยู่บ้างเล็กน้อย หล่อนค่อย ๆใช้ปลายนิ้วละเมียดเกลี่ยไรผมส่วนหนึ่งออก จึงเห็นว่าบนใบหน้าสวยที่ปรากฏอยู่นี้ต่างก็มีรอยแผลเป็ตรงตำแหน่งเดียวกันกับหล่อน ที่ครั้งหนึ่งเคยหกล้มไปชนขอบโต๊ะ
หรานเหมยนวดคลึงปลายนิ้วลงบนรอยแผลช้าๆ อย่างใช้ความคิด เฝ้าวิเคราะห์ต่อเื่ราวเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นหล่อนไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่แน่ ๆเหมือนว่าหล่อนจะได้เข้ามาอยู่ในร่างของใครสักคนหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความเป็อยู่ของคนในครอบครัวที่ไม่ค่อยจะดีนัก
แล้วหลังจากที่ยืนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งอยู่ ๆ ความทรงจำที่ฝังอยู่ในหัวของร่างนี้ ก็ไหลบ่าเข้ามาในโสตประสาทของหล่อนราวกับเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจำพวกน้ำป่าไหลหลากอะไรทำนองนั้น
หรานเหมยเพิ่งได้รับรู้เอาเดี๋ยวนี้เองว่าเ้าของร่างเดิม...ตายเพราะนอนเยอะเกินไป หรือที่พูดภาษาบ้าน ๆก็คือใหลตายนั่นแหละ
แล้วหรานเหมยก็ได้รับรู้อีกว่าตอนที่ร่างเดิมยังมีชีวิตอยู่หล่อนมีสถานะเป็ไม้เบื่อไม้เมากับแม่นกแก้วอะไรนั่นมานานแล้ว ซึ่งยัยคนนั้นมีสถานะเป็ภรรยาใหม่ของคุณพ่อควบด้วยตำแหน่งแม่เลี้ยงตัวร้ายเข้าไปอีกทั้งยังเป็เมียเด็กที่อายุห่างจากคุณพ่อตั้งสามสิบสามปี
เรียกได้ว่าแม่นกแก้วปากจัดคนนั้นเป็คนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเ้าของร่างก็ว่าได้เพราะคนทั้งคู่มีอายุยี่สิบสองปีเท่ากัน
ส่วนเื่ที่มักทำให้พวกหล่อนมีปากเสียงกันและต้องต่อล้อต่อเถียงกัน ชนิดที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ก็คงหนีไม่พ้นไปจากนิสัยไม่ยอมคนของพวกหล่อนทั้งคู่ ที่ขอแค่ให้ได้เจอหน้ากันทีไรเป็อันต้องมีปากเสียงกันได้ทุกเมื่อ จนคนที่มีศักดิ์ใหญ่สุดในบ้านอย่างหลินอี้เฉินต้องขอร้องให้พวกหล่อนต่างคนต่างอยู่แต่นั่นก็ไม่สามารถปราบปรามความดื้อรั้นของลูกสาวตัวแสบอย่างหลินลี่เฟยได้อยู่ดี
เจียหรานเหมยที่ตอนนี้กลายมาเป็หลินลี่เฟยเอาแต่ยืนนิ่งพยายามเค้นความทรงจำของร่างนี้ออกมาให้ได้มากที่สุดหวังจะใช้เป็ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตต่อจากนี้ แต่ความทรงจำที่ดึงออกมาได้กลับมีแต่เื่ไร้สาระที่เอามาใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลยสักอย่าง
หลินลี่เฟยคนใหม่ส่ายหัวให้ตัวเองด้วยความเหนื่อยใจนั่นก็เพราะความทรงจำของร่างนี้ มันเต็มไปด้วยเื่น่าปวดหัวทั้งนั้นเพียงแค่คิด...ก็ได้แต่ลอบถอนหายใจออกมาอย่างสุดเอือม หรานเหมยเวทนาตัวเองจริง ๆอุตส่าห์มีโอกาสได้มาอยู่ในร่างของคนที่สวยขนาดนี้และเป็รูปร่างหน้าตาที่หญิงอ้วนอย่างหล่อนใฝ่ฝันอยากมีมาทั้งชีวิตเ้าของร่างเดิมดันเป็คนนิสัยไม่ดี และสร้างวีรกรรมเอาไว้เยอะอีกต่างหาก
คะ ค๊ากกก โครกกกคร๊ากกก ~
เอาล่ะ!พอใช้กำลังสมองไปมาก ๆ เข้า ท้องไส้ก็เริ่มปั่นป่วนและประท้วงต่อความหิวมันส่งเสียงโครกครากออกมาถี่ขึ้น จนหล่อนต้องยกมือขึ้นลูบหน้าท้องเบา ๆแต่พอคิดว่าตัวเองจะต้องโผล่หน้าออกไปจากห้องนอน หล่อนก็ประเมินไว้ว่านี่มันมีโอกาสสูงมากนะ ที่หล่อนจะต้องประชันฝีปากกับแม่นกแก้วนั่น
เจียหรานเหมย!ต่อให้ดูเนิร์ด ๆ แต่หล่อนก็ไม่ใช่พวกขี้ตืดที่ไม่สู้คนหรอกนะแต่ที่ยังนิ่งเฉยและมัวยืนชั่งใจอยู่ในห้องนอนก็เพราะตอนนี้ยังไม่พร้อมไปมีปัญหากับใครที่สำคัญหล่อนยังไม่ค่อยชินกับร่างนี้สักเท่าไหร่
โครกกกกก! คร๊ากกก ~
ให้ตายสิโว้ยยยไอ้ท้องบ้า จะคำรามอะไรนักหนาวะ รู้แล้วน่า...ว่าหิววว ~
'จริงสิ!ร่างนี้ออกจะบอบบางขนาดนั้น ถ้าปล่อยให้ทนหิวนาน ๆคงจะไม่เป็ลมล้มพับไปกองบนพื้นหรอกนะ'
พอคิดได้อย่างนี้คนที่เพิ่งผ่านความตายมาหมาด ๆ ใหม่ ๆ อย่างเจียหรานเหมยก็ตัดสินใจพาร่างอ้อนแอ้นของหลินลี่เฟยออกไปจากห้องนอนด้วยความจำใจ…
นั่นไง!แล้วก็เป็เหมือนที่คิดไว้ไม่มีผิด ยัยนกแก้วนั่นยื่นปากเข้ามาทักทายหล่อนจนได้
“โถ ๆพระอาทิตย์จะหล่นลงมาทับอยู่แล้ว พึ่งจะโผล่หัวออกมาจากรูได้เหรอเนี่ย ไม่รู้จะทำตัวเป็คุณหนูไปถึงไหนอายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้วนะ ถ้าให้แนะนำ...ฉันว่าออกไปหางานทำซะทีเถอะมันคงจะดีกว่าอยู่เฉย ๆ ทำตัวไร้สาระแบบนี้ไปวัน ๆ”
เ้าของคำพูดถากถางเมื่อครู่ตอนนี้นั่งไขว้ขาอยู่บนเก้าอี้หรูติดกับหัวโต๊ะกินข้าว เ้าตัวใส่กี่เพ้าสีน้ำเงินเข้มลายดอกโบตั๋นบานบนคอใส่สร้อยไข่มุกเม็ดโต ติ่งหูประดับด้วยต่างหูมุกเม็ดเล็กชวนให้นายหญิงของบ้านดูมีสง่าราศีอยู่พอตัวแต่ทว่ารูปลักษณ์ภายนอกมันเกือบจะดีอยู่แล้วเชียว แต่มันจะติดก็ตรงที่เธอคนนี้ชอบพูดด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาท หลาย ๆ ครั้งมันก็เลยทำให้มาดราศีผู้ดีหดหายไปซะหมด
แล้วจริตจีบปากจีบคอพูดของยัยนั่นก็ชวนให้ลี่เฟยคนใหม่แอบก่นด่ากับตัวเองในใจว่า...
'ปากดีแบบนี้มันน่าตบให้ปากเจ่อจริง ๆ เลย พอได้มาััเองกับตัว ก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะว่าทำไมร่างเดิมถึงได้แต่งตั้งตัวเอง ให้เป็ไม้เบื่อไม้เมากับเมียใหม่ของพ่อเพราะขืนร่างเดิมอ่อนข้อให้ แล้วมัวแต่เป็แม่ดอกบัวขาว มีหวัง!คงถูกกดหัวรังแกจนอ่วมแน่ ๆ'