ตอนที่ 4 ภาคจุดกำเนิดก่อเกิดรัก (19)
จากนั้นก็ไม่รู้ว่าเป็อะไรไป ทุกคนต่างไม่เอ่ยวาจา ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเช่นนั้น ถัดมาสักพักหนานิจวินจึงเอ่ยว่า “ส่งข่าวไปยังยอดเขาหลิงฉีก่อนเถิด ให้ทุกคนเตรียมพร้อมแต่เนิ่นๆ”
ชื่อเฉิงจวินพยักหน้าทันที แต่ขณะที่เตรียมส่งจดหมายจู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้นถามอีกรอบ “หนานิจวินแน่ใจหรือว่าเป็อูหม่าน คราวก่อนตอนอูหม่านปรากฏตัวซากศพเกลื่อนกลาดเต็มโลกมนุษย์แต่แรกแล้ว เหล่าเซียนก็ได้รับความเสียหายเกือบครึ่ง ครั้งนี้...ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวเงียบไปหน่อย”
“แรกเริ่มข้าก็คิดว่าสัตว์ปีศาจตนใดกำลังเล่นกลพรางตาหรือไม่” หนานิจวินกล่าว “แต่ต่อมาลองคิดอย่างถี่ถ้วน ครั้งนี้ผ่านไปแค่ร้อยปีจอมมารก็ปรากฏตัวอีกครั้ง คราวก่อนหลังสังหารหมู่ก็เงียบหายไปเลย เดาว่าคงมีเล่ห์เหลี่ยมอื่นอีก พวกเราเตรียมป้องกันล่วงหน้าไว้ก่อนดีกว่า”
เื่การปรากฏตัวของอูหม่านนั่นทำให้ชื่อเฉิงจวินไม่เหมือนชื่อเฉิงจวินคนเดิมแล้ว ถึงกับไม่มีการคัดค้านใดๆ ต่อคำพูดของหนานิจวิน ไปส่งข่าวให้ยอดเขาหลิงฉีอย่างแข็งขัน
คนอื่นๆ ยิ่งมีสีหน้าขมขื่น เหลียนเชวี่ยก็ได้แต่มองพวกเขาส่งข่าวไปให้ยอดเขาหลิงฉีอย่างสงบเสงี่ยม จากนั้นเร่งเดินทางตามไปด้วยกันอย่างไม่มีปากมีเสียง...เมื่อข่าวส่งถึงทางยอดเขาหลิงฉี เหล่าเซียนตั้งใจว่าจะพร้อมหน้ากันที่บริเวณใกล้เคียงวิมานพำนักของเหมี่ยวซือจวินเพื่อตั้งใจหารือเื่ราวต่อจากนี้
พอเร่งเดินทางก็นานนับสามวัน ในที่สุดก็มาถึงสถานพำนักของเหมี่ยวซือจวิน
ก่อนหน้านี้ยามอยู่ยอดเขาหลิงฉีก็รู้สึกแล้วว่าวิมานพำนักบนยอดเขาหลิงฉีหรูหราอลังการมาก ตอนนั้นคิดเพียงว่าหลิงฉีจวินเป็เซียนขั้นมหายาน ผู้นำแห่งเหล่าเซียน วิมานพำนักจะหรูหราสักหน่อยก็เป็เื่ธรรมดา แต่คิดไม่ถึงว่าสถานพำนักของเซียนชั้นล่างอย่างเหมี่ยวซือจวินถึงกับหรูหราอลังการไปกันใหญ่ ติดูเาใกล้แม่น้ำ อาคารบ้านเรือนทอดยาวเกือบพันลี้ ศาลาหอสูง ดอกไม้นกปลาแมลง สิ่งที่ควรมีล้วนมีหมด ได้ยินว่าคนแต่ละกลุ่มสามารถแยกพักที่เรือนพำนักเดี่ยวได้ โดยเด็กรับใช้จะเป็ผู้นำทาง
ที่แท้เซียนที่สถานพำนักซอมซ่อมีเพียงหนานิจวินคนเดียวหรือ
รอพวกชื่อเฉิงจวินไปที่เรือนพักของพวกเขาแล้ว เหลียนเชวี่ยรีบสะกิดสือหนิงทันที “สือหนิง วิมานพำนักของอาจารย์คนก่อนของเ้าเป็อย่างไรบ้าง สวยงามเช่นนี้เหมือนกันหรือไม่”
“ห่างไกลจากที่นี่หลายโข” สือหนิงลอบตอบคำถาม และยังฟังความหมายนอกเหนือจากคำพูดของเหลียนเชวี่ยออก “แต่ก็ยังดีกว่าของหนานิจวินหน่อย”
“ได้ยินว่าเหมี่ยวซือจวินคนนี้และหนานิจวินเป็เซียนชั้นล่างที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือ”
“ใช่แล้วละ แต่ไม่ได้เก่งกาจเท่าหนานิจวินแน่นอน เ้าดูชื่อเฉิงจวินยังเป็เซียนชั้นสูงได้เลย ข้าคิดว่าเขาก็ไม่ได้เก่งกาจเท่าหนานิจวินเหมือนกัน”
“แล้วทำไมที่อาศัยพวกเราถึงซอมซ่อขนาดนั้น”
“หนานิจวินคิดว่ามันเป็ของนอกกาย ไม่สำคัญกระมัง” ขณะพูดพวกเขาทั้งกลุ่มก็มาถึงเรือนรับรองกันแล้ว สือหนิงโบกมือให้เหลียนเชวี่ยทันที พุ่งตัวเข้าเรือนอย่างเริงร่าหน้าบาน ปากก็เอ่ยพูดเสียงดังกว่าเดิมเล็กน้อย “อันที่จริงข้าก็ไม่ได้สนใจ! แต่ในเมื่อมาแล้ว ต้องรีบะโขึ้นเตียง นอนหลับให้เต็มอิ่มไวๆ ดีกว่า!”
สือหนิงพุ่งออกไปคนแรกสุด เลือกเรือนข้างห้องหนึ่งก่อนใครเพื่อน ถัดมาต้วนเฟิงก็เข้าพักห้องติดกับสือหนิง ส่วนเหลียนเชวี่ยหดหัวเดินตามหนานิจวินไปที่ห้องหลัก
หนานิจวินถาม “เ้าไม่เลือกห้องเดี่ยวหรือ”
เหลียนเชวี่ยยู่ปากอย่างสลด เงยหน้ากล่าวว่า “อีกเดี๋ยวข้าไปจะนอนเอง ตอนนี้มีเื่จะพูดกับท่าน...วันนั้นตอนที่ทำลายค่ายกล ข้ากลืนอาวุธเวทในค่ายกลลงท้องไป พักนี้รู้สึก...ไม่สบายตลอด...”
หนานิจวินฟังแล้วใอย่างยิ่ง “เหตุใดไม่บอกแต่แรก”
เหลียนเชวี่ยบุ้ยปากหน้าจ๋อย “ทุกคนอยู่ในสภาพลำบากบาดหมางกัน ชื่อเฉิงจวินยังไม่เชื่อว่าข้าเป็คนทลายค่ายกล ข้ากลัวว่าพูดมากไปชื่อเฉิงจวินจะด่าข้าอีก ยัง...ยังคิดว่าผ่านไปสองสามวันของสิ่งนั้นจะหลุดออกมาเอง...”
หนานิจวินฟังจบก็ไม่รู้ว่าควรวิจารณ์อย่างไร เมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารจับใจของเหลียนเชวี่ยกลับนึกละอายใจขึ้นมาอยู่บ้าง เหลียนเชวี่ยทำลายวงเวทเพียงลำพังต้องประสบความยากลำบากมากมายเป็แน่ แต่ตนดันไม่ได้ถามไถ่ความเป็ไปโดยละเอียด ยิ่งคิดยิ่งโทษตัวเอง น้ำเสียงที่เอ่ยพูดก็เปลี่ยนเป็อ่อนโยนขึ้นมาก “ตอนนี้ไม่สบายตรงไหน ไม่สบายอย่างไร”
เหลียนเชวี่ยหน้าแดงซ่าน ลูบท้องน้อยของตัวเองเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ก็...เจ็บตรงนี้เป็พักๆ ก็ไม่ใช่ว่าเจ็บมาก แต่มันร้อนวูบวาบตลอด พอตกกลางคืน...ก็จะวูบวาบไปทั้งตัว เหมือนเหมือนฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้ว”
“ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วงั้นหรือ” หนานิจวินไม่เข้าใจ ตอนนี้อยู่ใน่หน้าร้อน จะบรรยายว่าตัวร้อนก็ไม่ควรบอกว่าเหมือนฤดูใบไม้ผลิ แต่ยามเข้าห้องและตรวจสอบให้เหลียนเชวี่ยเขาก็เข้าใจในทันที...เหลียนเชวี่ยกำลังติดสัด แท่งความเป็ชายใต้หว่างขาชูชันอย่างขันแข็งยิ่งนัก
หนานิจวินไม่ได้เพิ่งเห็นอาการนี้ของเหลียนเชวี่ยเป็ครั้งแรก และไม่ได้รู้สึกเขินอายเช่นเคย เพียงแต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนที่เหลียนเชวี่ยร้องเอะอะอยากบำเพ็ญคู่เป็่ฤดูใบไม้ผลิพอดี พอฤดูใบไม้ผลิผ่านไปก็เป็ผู้เป็คนขึ้นมาก สุดท้ายก็เป็เพียงนกตัวหนึ่ง ตนยังเปลืองสมองเพราะมันในเื่นี้เสียได้ บางทีอาจคิดมากไป
คิดมากไปหรือ หนานิจวินมึนงงบอกไม่ถูก พอถูกเหลียนเชวี่ยร้องเรียกเบาๆ จึงดึงสติกลับมา และตรวจดูร่างกายให้เหลียนเชวี่ยต่อ