เพลิงอสูรกลืนสวรรค์

    บทที่ 38 ข้าอยากได้ต้นทุน

    คืนนั้นหลินเย่นอนมองเพดาน

    แสงจันทร์ทอดเป็นแถบบนพื้นไม้ เขากลิ้งตัวไปนอนอีกข้าง ซอยหลังร้านเยี่ยจือยังอยู่ในหัวสายตาที่ตามมาไม่ไกล ไม่หนักพอจะเรียกว่าอันตราย ภาพในหัวเชื่อมกลับไปที่ร้านเรือนพฤกษา มู่หว่านหรง และสตรีชุดดำที่ยืนอยู่นอกร้านโดยไม่พูดสักคำ อาจเป็นนางที่คอยติดตาม ยังไม่ลงมือ ยังไม่ใช่ภัยในยามนี้

    กู่เหวย ชื่อนั้นลอยขึ้นมาเงียบๆ

    เขากลิ้งตัวไปนอนอีกข้าง โอสถที่หลอมขึ้นมานั้นคงเป็นสูตรเฉพาะที่มารเฒ่าผู้นั้นคิดค้นขึ้นเอง และคงไม่เผยแพร่สู่ผู้ใดง่ายๆ จึงดึงดูดความสนใจมาที่ตัวเขาเช่นนี้ แม้กู่เหวยไม่ได้มาสั่งสอนเขาตั้งแต่อยู่ตระกูลหลิน ก็ยังทิ้งตำราและวิชาโอสถไว้ให้ค้นคว้าด้วยตัวเอง ระหว่างนั้นก็ไปรับลูกศิษย์หญิงหน้าตางดงามเช่นนั้นเสียได้ เจ้ามารเฒ่า คำนั้นผุดขึ้นในใจก่อนที่เขาจะสะบัดมันออกไป

    สองเรื่องวนอยู่ในหัว โอสถที่ต้องหลอมโดยไม่ให้เงาชุดดำจับได้ และศิษย์พี่ที่ไม่มีตัวตน ที่ต้องสานต่อไปอีกนานแค่ไหน เขาไม่รู้ เขาหลับตาลง

    เช้าวันรุ่งขึ้นเริ่มต้นแบบเดิม หลินเย่กับหลินป๋อยืนอยู่กลางลานฝึกก่อนฟ้าจะสว่างเต็มที่ อากาศเช้ายังเย็น ไม่เย็นพอจะทำให้ลังเล

    "เริ่ม"

    ทั้งสองพุ่งเข้าหากัน หลินเย่ถือดาบไม้ที่ท่วงท่ายังเก้งก้างอยู่บ้าง ไม่คุ้นมือเท่าดาบเล่มจริงของตัวเอง ดาบไม้กลับมีประโยชน์คนละทาง มันตัดไม่เข้า จึงต้องคิดก่อนฟันทุกครั้ง ส่วนหลินป๋อถือขวานไม้พาดบ่า เดินวนช้าๆ สายตาจับอยู่ที่ท่วงท่าของหลินเย่ตลอดเวลา ใหญ่กว่าและแรงกว่า ส่วนเรื่องความเร็วนั้นหลินเย่ได้เปรียบ

    ทั้งสองปะทะกันสลับรุกและรับ เสียงไม้กระทบไม้ดังสนั่นลานฝึกเป็นระยะ เด็กบางคนที่หลับอยู่สะดุ้งตื่น บางคนขยี้ตาออกมายืนมองอย่างงัวเงีย ก่อนเดินกลับไปนอนต่อ หลังครบหนึ่งก้านธูป ทั้งสองจึงนั่งลงข้างลาน

    "น้องเย่ วิชาดาบของเจ้าช่างดุดันนัก" หลินป๋อเช็ดเหงื่อออกจากหน้าผาก มือที่เช็ดนั้นหยุดค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเช็ดต่อ "ในเจ็ดกระบวนท่าที่เจ้าฟาดดาบลงมา ข้ากันมันได้เพียงสองครั้ง ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง"

    "กล่าวชมกันเกินไปแล้วพี่ป๋อ ขวานใหญ่ของท่านเองก็มีแรงไม่แพ้กัน หากข้าพลาดเพียงก้าวเดียวเห็นทีคงเจ็บหนัก"

    ทั้งสองหัวเราะออกมาเบาๆ ความเงียบสงบของลานฝึกยามอรุณนั้นเป็นความเงียบคนละแบบกับยามราตรี หลินเย่ถามขึ้นหลังลมหายใจเริ่มกลับมาคงที่

    "พี่ป๋อ งานแข่งขันชุมนุมมังกรน้อยจะเริ่มเมื่อใด ท่านพอทราบหรือไม่"

    หลินป๋อหันมามองด้วยท่าทางแปลกใจ "เมื่อวานช่วงบ่ายเจ้าไม่อยู่ฟังหรือ"

    "ข้าออกไปซื้อสมุนไพรมา"

    "ท่านนายกองหลินตงแจ้งว่าอีกเจ็ดวันข้างหน้าจะเริ่มการแข่งขัน" หลินป๋อเว้นไปอึดใจหนึ่ง "เจ้าตื่นเต้นหรือไม่"

    "ก็มีบ้าง"

    "หนักแน่นหน่อย น้องเย่"

    เขาฟาดฝ่ามือลงกลางหลังหลินเย่เบาๆ จนอีกฝ่ายสะดุ้ง แล้วจึงชี้ออกไปที่เรือนพัก เด็กสายรองที่ทยอยตื่นเริ่มออกมาฝึกซ้อมหรือเดินมาโบกมือทักทาย บางคนตะโกนเรียกชื่อกัน บางคนช่วยกันอุ่นร่างกายก่อนเริ่มฝึก

    "พวกข้าตื่นเต้นกันมาก ไม่ใช่ข้าหรอก ข้าหมายถึงเด็กพวกนั้น" เสียงของหลินป๋อเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ใช่เสียงของคนที่กำลังพูดเรื่องสนุก หากเป็นเสียงของคนที่พูดเรื่องที่รู้จักมันดีเกินไป "เจ้าก็รู้ใช่หรือไม่ ว่าเด็กสายรองอย่างพวกเราลำบากแสนเข็ญกันเพียงใด"

    รู้ดี พวกเขาตื่นมาทำงานชั้นล่างสุดของตระกูลอยู่ทุกวัน ได้กินข้าวครบสามมื้อก็นับว่าดีแล้ว

    "งานแข่งพวกนี้เหมือนประตูให้เริ่มต้นชีวิตใหม่" หลินป๋อพูดต่อ เสียงช้าลงกว่าปกติ มือที่วางบนด้ามขวานไม้กระชับขึ้นทีละนิดโดยที่เขาไม่ได้มองมัน "หลุดพ้นจากกรงขังที่ถูกตีกรอบไว้ เพียงแค่มีฝีมือเข้าตา ก็ย่อมถูกคนในตระกูลจับตามอง หากโชคเข้าข้าง อย่างน้อยก็อาจถูกดึงตัวเข้าสำนักเล็กๆ สักแห่ง"

    หลินเย่มองออกไปที่เด็กรอบลาน พวกเขาสนิทกัน สายรองทุกคนต่างไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน พึ่งพากันโดยไม่ต้องเอ่ยปากว่าพึ่งพา เขาหันไปมองหน้าหลินป๋อ

    "ท่านทำให้ข้าคิดถึงสหายคนหนึ่ง"

    หลินป๋อหันมาด้วยท่าทางของคนฟังไม่ทันกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน "เจ้าว่าอะไรน่ะ"

    "ข้าเพียงบอกว่า" หลินเย่หยุดไปครู่หนึ่ง "บางทีข้าควรจริงจังมากกว่านี้"

    หลินป๋อทุบหลังอีกครั้งจนหลินเย่สะดุ้ง ใบหน้ายิ้มแย้มเต็มที่ "ดีมาก น้องเย่"

    แสงแดดเริ่มแรงขึ้นเข้าสู่ยามซื่อ

    หลินเย่อาบน้ำเสร็จ รับประทานอาหารเช้าแล้วกลับมานั่งที่ขอบเตียง มองลงไปที่ตะกร้าสมุนไพรที่วางไว้ข้างเตียงตั้งแต่คืนเมื่อวาน เขาล้วงมือเข้าไปใต้ก้นตะกร้า คลี่ผ้าที่ห่ออยู่ออก แหวนเหล็กเย็นสีนิลดำนอนอยู่บนผ้าผืนนั้น หลินเย่หยิบขึ้นมาส่องดู แสงอักขระที่เคยเห็นตอนมู่หว่านหรงวางมันลงบนมือเขานั้นหายไปหมดแล้ว ผิวของแหวนเรียบเหมือนโลหะธรรมดาที่ไม่ได้สลักอักขระใดไว้เลยสักตัว เป็นเพราะยังไม่ได้สวม หรือยังไม่ได้ขับปราณอย่างที่นางทำ ก็ไม่อาจรู้

    เขาลองสวมมันไปที่นิ้วกลาง แน่นกว่าที่คาด นิ้วเรียวยาวของสตรีกับนิ้วของบุรุษที่มือกระด้างนั้นย่อมต่างกัน ราวกับมันถูกทำขึ้นเพื่อมือของนางโดยเฉพาะ ยังดีที่พอสวมได้ เขาขับปราณจากตันเถียนขึ้นมาตามเส้นแขน ผ่านข้อมือ ลงสู่ปลายนิ้วที่สวมแหวน อักขระบนผิวแหวนเริ่มส่องแสงออกมา กะพริบอยู่หลายครั้งก่อนจะดับลง แล้วก็สว่างขึ้นอีกครั้งด้วยแสงสีที่ต่างออกไป

    ของนางเป็นสีม่วง ของเขาเป็นสีแดง

    หรือนี่คือกระบวนการปรับเปลี่ยนเจ้าของอย่างที่นางว่าไว้ เขาสังเกตอยู่ชั่วขณะก่อนจะลองสอดมือเข้าไปในอากาศข้างๆ แหวน ตามองไม่เห็นสิ่งใด มือกลับรับรู้ได้ถึงบางอย่าง ราวกับมีขอบของพื้นที่ที่มองไม่เห็นอยู่ตรงนั้น มือสัมผัสได้ว่ามันมีขอบเขต ประมาณขนาดลำตัวคนสองคนเรียงกัน

    ค่อนข้างกว้างขวาง

    หลินเย่หยิบสมุนไพรในตะกร้าสานมาหนึ่งกำมือ ยัดเข้าไปในช่องว่างอากาศนั้น แล้วปล่อยมือออก สมุนไพรหายไป ไม่ตกลงพื้น เขากวาดตามองพื้นรอบตัว เงียบ ไม่มีสิ่งใดตกลงมาสักชิ้น เขาลองดึงสมุนไพรกลับออกมา ขับปราณเข้าสู่แหวนอีกครั้ง คราวนี้รู้สึกได้ถึงสิ่งที่อยู่ในแหวน ราวกับมีสำนึกบางอย่างลอยเข้ามาในหัว บอกว่าข้างในมีสิ่งใดอยู่บ้าง แล้วเขาก็ดึงชิงเหอหนึ่งต้นออกมาจากอากาศ

    "สุดยอด"

    คำนั้นหลุดออกมา เขาหุบปากลงทันที เขาเริ่มเก็บของที่จำเป็น สมุนไพรที่เหลืออยู่ในตะกร้า ดาบ และขวดแก้วโอสถที่ว่างเปล่า ทั้งหมดเข้าสู่แหวนมิติอย่างเป็นระเบียบ เขาปาดเหงื่อที่หน้าผากหลังจัดการเสร็จ ถอดแหวนออก หาเชือกมาร้อยเป็นสร้อยแล้วแขวนไว้ที่ลำคอ ให้เสื้อปกปิดไม่ให้ผู้ใดเห็น

    หลินเย่ยืนอยู่กลางลานกว้างหน้าเรือนพัก คิ้วขมวดเข้าหากันเอง ร่างกายบอกว่ากำลังคิดหนัก แม้ปากจะไม่พูดออกมา สมุนไพรที่เตรียมและซื้อมานั้นยังขาดบางชนิดสำหรับโอสถขั้นสาม อีกทั้งยังขาดหม้อคุณภาพดีที่จำเป็นต่อการหลอม หม้อขนาดพอเหมาะนั้นพกพาลำบาก เขาจึงไม่ได้เตรียมมาด้วย จะให้คู่สามีภรรยาซื้อก็ดูท่าจะไม่มีเงินเพียงพอ รวมๆ ที่ต้องการคงประมาณสิบห้าเหรียญเงิน เวลาเหลือแค่นี้จะไปหาจากที่ใด

    ใบหน้าเริ่มบึ้งตึงมากขึ้นไปอีก แล้วมือเรียวยาวก็พุ่งลงมากลางหัวโดยไม่มีคำเตือน เขารู้สึกได้ก่อนที่มันจะถึงตัว ไม่หลบ ปล่อยให้มันประทับค้างอยู่บนหัวเช่นนั้น ยังยืนคิดต่อโดยไม่แสดงสีหน้าตอบสนองอันใด

    "เหตุใดข้าเจอเจ้าทีไร เจ้าถึงทำหน้าบึ้งตึงทุกครั้ง"

    หลินตงก้มลงดูใบหน้าของเขา คิ้วที่เกือบจะขมวดชนกัน สายตาที่จ้องออกไปโดยไม่ได้สนใจสิ่งใดตรงหน้าเลย หลินเย่ค่อยๆ แหงนหน้าขึ้นสบตานาง

    "ข้าขอยืมเงินท่านได้หรือไม่"

    มือที่ประทับอยู่บนหัวของเขาหยุดนิ่งไปหนึ่งจังหวะ แล้วจึงยกขึ้น หลินตงแทบสำลักเสียงหัวเราะของตัวเอง นางถอยหลังไปหนึ่งก้าว "อะไรนะ" มองหน้าเขาอยู่สักครู่ "เจ้าหนูนี่ไปเจออันใดมา ถึงขั้นยอมเปิดปากยืมเงินข้า"

    พวกเขาเจอกันเป็นประจำ ทว่าหลินตงกับหลินเย่ไม่เคยพูดถึงเรื่องเงินกันมาก่อนเลยสักครั้ง แม้เขาจะรู้ว่าทหารประจำการของตระกูลได้เบี้ยหวัดรายเดือนสูง นางถือมาตลอดว่าหากไม่จำเป็นก็จะไม่หยิบยื่นให้ ตระกูลหลินมีหนทางหาเงินจากภารกิจเล็กๆ พอกินข้าวสามมื้อต่อวัน แม้ลำบากก็ไม่อดตาย เป็นการฝึกให้หลินเย่ออกไปหาเลี้ยงตัวเองและเอาชีวิตรอดได้ด้วยลำแข้งของตน แม้จะไม่มีนางอยู่ก็ตาม และหลินเย่เองก็เข้าใจ ไม่เคยบ่นเรื่องพวกนี้กับนางสักครั้ง ครานี้จึงแปลกออกไป

    "ข้าอยากได้ทุนขอรับ"

    "ทุน" นางทวนคำ

    "ท่านก็รู้ว่าข้าเป็นนักหลอมโอสถ" เขาพูดต่อตามบทที่วางไว้ในหัวก่อนแล้ว "ข้าอยากซื้อหม้อกับสมุนไพรมาหลอมโอสถเพื่อค้าขายทำเงิน"

    นางยิ้มออกมาบางๆ ไม่ใช่ยิ้มขำ หากเป็นยิ้มของคนพอใจกับสิ่งที่ได้ยิน แขนที่กอดอกอยู่คลายออกข้างหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ

    "เจ้าหลินเป้ยบอกข้ามาแล้วว่าเมื่อวานเจ้าออกไปเดินเที่ยวในเมืองฟางหรง"

    หลินเย่นึกถึงทหารยามที่เขาแสดงป้ายตราให้ดูก่อนออกไปข้างนอก ชื่อเป้ยนี่เอง

    "ไม่เลว ความคิดเจ้าเข้าท่า รู้จักลงทุนนำเงินต่อเงิน"

    นางหยิบถุงเงินออกมาจากอากาศ แบบเดียวกับที่เขาเพิ่งลองทำกับแหวนมิติเมื่อครู่ แล้วโยนมาให้ ถุงตกลงในมือหนักกว่าที่คาด

    "สามสิบเหรียญเงิน เพียงพอหรือไม่"

    "ค่อนข้างมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ"

    "ไม่ได้ให้" นางพูดตัดสั้น "เจ้าต้องคืน ข้าไม่คิดดอกเบี้ย แต่เจ้าต้องคืน เข้าใจหรือไม่"

    หลินเย่พยักหน้ารับ ยืมสิ่งใดมาย่อมต้องคืนสิ่งนั้น

    "ไปได้" นางกล่าว "วันนี้ไม่ต้องขออนุญาตผู้ใดเหมือนเมื่อวาน ระวังตัวด้วย"

    เขาหันมาพยักหน้าก่อนเดินออกจากเรือน หลินตงยืนมองแผ่นหลังของเขาจนพ้นประตู เมืองฟางหรงอาจปลอดภัยกว่าป่าหรงซิ่ว ทว่านางก็ยังไม่วางใจ คืนที่เจียงซือบุกโจมตีนั้นบอกนางว่า มีคนรู้ตำแหน่งของขบวนมาตั้งแต่ต้น หากคนผู้นั้นยังอยู่ในเมือง หลินเย่ที่เดินออกไปเพียงลำพังก็ย่อมอยู่ในสายตาของคนพวกนั้นด้วย

    "ท่านพี่"

    นางพูดเบาๆ อยู่คนเดียว เสียงต่ำจนแทบไม่ได้ยิน

    "ศิษย์น้องค่อยๆ โตแล้ว ข้าอยากให้ท่านมาเห็นเหลือเกิน"

    คำพูดนั้นลอยอยู่ในอากาศนิ่งเงียบ ลมเช้าพัดผ่านลานกว้าง