ในวันที่ฉันรอคอยก็มาถึง.......
วันที่จะได้ไปสัมภาษณ์งานอีกครั้งซึ่งบอกเลยว่างานนี้มั่นใจมากว่าจะได้ เพราะเป็บริษัทที่เพื่อนของฉันได้ทำอยู่ก่อนแล้วและได้ชวนฉันให้ไปสมัครตำแหน่งเดียวกับที่ฉันจบมาด้วย ทำให้ฉันไม่ลังเลที่จะไปสัมภาษณ์งานนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
ก่อนไปสัมภาษณ์งานขวัญฤดีรู้สึกตื่นเต้นมากจนทำให้เธอนอนไม่ค่อยหลับกลัวจะเกินเวลานัดแต่เมื่อใกล้ถึงเวลาเตรียมตัว กับหลับสนิทจนตื่นสาย ขวัญฤดีสะดุ้งตื่นสุดตัวพร้อมกับคว้าโทรศัพท์ออกมาดูเวลา
“บ้าไปแล้ว หกโมงครึ่ง นัดสัมภาษณ์เก้าโมงจะทันไหมเนี่ย”
ขวัญฤดีอุทานกับตัวเองก่อนจะรีบวิ่งไปอาบน้ำแต่งตัวซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็เสร็จ เธอยืนมองกระจกอีกครั้งเพื่อความภาคภูมิใจพร้อมจัดแต่งทรงผมรวบตึงให้เข้าที่เข้าทางมากยิ่งขึ้น เพิ่มความมั่นใจก่อนจะทำการใส่แว่นตาแล้วรีบเดินลงมาจากห้องไปด้วยความเร่งรีบ
“แกจะรีบไปไหน อย่าบอกนะว่าจะไปสัมภาษณ์งานอีกแล้วนะ” ณฤมนต์จ้องมองลูกสาวที่วิ่งลงมาจากบันได้าด้วยความรีบร้อน
“ใช่ค่ะ”
“แกยังไม่เข็ดอีกเหรอ สมัครกี่ครั้งกี่ครั้งก็ไม่ได้ฉันบอกให้มาสืบทอดอาชีพฉันแกก็ไม่เชื่ออีกอย่างถึงแกไม่ทำงานจะนั่งกินนอนกินฉันก็เลี้ยงแกได้อยู่ดี” ณฤมนต์บ่นลูกสาวที่ขณะนี้กำลังวุ่นวายกับการเตรียมเอกสารต่างๆเข้ากระเป๋าอย่างรีบร้อน พร้อมกับเช็กโน้นเช็กนี้ใส่กระเป๋าเต็มไปหมด“แล้วแกจะไปสัมภาษณ์ที่ไหนอีก”
“บริษัทเดียวกับมุกดาไงแม่ มุกมันเป็คนชวน รับรองว่ารอบนี้ได้ชัวร์ๆเพราะหนูมีเส้น ฮ่า ฮ่า" เธอบอกผู้เป็แม่ดั่งผู้มีชัย และสิ่งที่เธอพูดยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเธอเองด้วยเพราะนี่ไม่ใช่การไปสมัครงานและสัมภาษณ์งานของเธอครั้งแรกซะเมื่อไหร่แต่กับทำให้เธอรู้สึกประหม่าอย่างไรไม่รู้ บอกอาการตื่นเต้นที่เกิดขึ้นไม่ถูก
ขวัญฤดีกำลังจะเดินออกจากบ้านณฤมนต์ก็เรียกเธอไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวก่อน”
ขวัญฤดีที่กำลังหยิบขนมปังใส่ปากพร้อมกับเดินออกจากบ้านต้องชะงักฝีเท้าลง หันไปมองผู้เป็แม่ด้วยความสงสัย
“ก่อนจะไปจับไพ่ให้แม่ก่อน หนึ่งใบ”ผู้เป็แม่ยื่นไพ่ที่ทำการสับหน้าไพ่เรียบร้อยแล้วให้กับลูกสาวได้หยิบ เพื่อเช็กดวงดูว่าควรไปหรือไม่ต้องไปดี หากไพ่ออกมาว่าไม่ได้งาน หรืองานนี้ไม่ดีจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปเพราะเธอเห็นลูกสาวของเธอไปสมัครงานมาก็เยอะแยะแต่ไม่เห็นจะมีวี่แววว่าที่ไหนจะรับเลย ไม่ใช่ว่าลูกสาวของเธอไม่มีความสามารถแต่ด้วยรสนิยมเชยๆ เป็มนุษย์ป้าหลงยุคนี่แหละที่ทำให้ลูกสาวของเธอไม่ได้งานซึ่งเธอก็ไม่เข้าใจว่าไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงชอบแต่งตัวทรงนี้
“แม่มันใช่เวลาไหมเนี่ย หนูจะไปสัมภาษณ์งานนะไม่ใช่ออกรบ” ขวัญฤดีมองไพ่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างอ่อนใจก่อนที่จะได้ยินคำพูดแทงใจดำจากผู้เป็แม่ จนทำให้เธอต้องรีบหยิบไพ่ขึ้นมาเช็กดูเพราะเธอก็เห็นด้วยกับผู้เป็แม่เช่นเดียวกัน
“นี่มันครั้งที่เท่าไหร่แล้วดูเผื่อไว้ หากดวงแกไม่ได้งานแกจะได้ไม่ต้องไปให้เสียเวลาปล่อยให้คนอื่นเขาไปเถอะแต่หากมีโอกาสได้ แกก็จะได้มีกำลังใจขึ้นมาไง” ผู้เป็แม่บอกลูกสาวอย่างห่วงใย“หรือหากแกไม่อยากดูก็แล้วแต่แกนะ แม่ไม่บังคับ”
“ก็ได้” ขวัญฤดีมองไพ่ที่อยู่ตรงหน้า อธิษฐานในใจขอให้เธอได้งานนี้ ก่อนจะค่อยๆจับไพ่ขึ้นมาหนึ่งใบ ตามคำบอกเล่าของผู้เป็แม่ ณฤมนต์ดูไพ่ที่ลูกสาวยื่นให้อย่างพิจารณา
“แม่ว่าแกมีโอกาสได้งานนี้นะที่สำคัญแกอาจจะได้เนื้อคู่ด้วยก็ได้”
“เนื้อคู่บ้าบออะไรแม่ หน้าตาอย่างหนู หมาเดินผ่านยังไม่มองเลย”พูดเสร็จขวัญฤดีก็เตรียมตัวเดินออกจากบ้าน เธอก็นึกขึ้นได้ว่าเธอให้แม่ซื้อดอกไม้ให้เพราะจะนำของไปไหว้เ้าที่เ้าทางที่ทำงานใหม่เผื่อว่าเ้าที่เ้าทางที่ปกปักรักษาที่นั่นจะเปิดทางให้ซึ่งเป็ความเชื่อของคนเป็สาวกสายมูอย่างเธอนั่นเอง ไม่ว่าจะไปไหนทำอะไรการไหว้และขอพรเป็สิ่งที่สำคัญที่สุด
“แม่ดอกไม้ที่สั่งไว้ได้ไหม”
"ได้ๆ "
ณฤมนต์เดินเข้าไปในบ้านหยิบถุงใส่พวงมาลัยพร้อมธูปและเทียนที่เตรียมไว้ยื่นให้กับลูกสาว
“เอาไปจุดที่ศาลทางเข้าบริษัทนะบอกกล่าวเ้าที่เ้าทางท่าน บอกว่าให้ได้งานนี้ ต้องไหว้ก่อนไปสัมภาษณ์นะเผื่อว่าท่านเ้าที่เ้าทางจะเมตตาให้แกได้ทำงานที่นั่นด้วย” ณฤมนต์แนะนำวิธีการไหว้ต่างๆให้กับลูกสาว ถึงแม้ว่าลูกสาวของตนจะเป็สายมูเตลูอยู่แล้วแต่เธอกลัวว่าลูกสาวของเธอจะทำไม่ถูก จึงให้คำแนะนำให้ลูกสาวก่อนที่จะออกจากบ้านไป
“รู้แล้วน่า”ขวัญฤดีรับเอาดอกไม้ธูปเทียนจากผู้เป็แม่ ใส่กระเป๋าสะพาย“ไปแล้วนะแม่เดี๋ยวเอาข่าวดีมาฝาก” เธอบอกกับแม่ด้วยความสดใส พร้อมออกเดินทางไปยังบริษัทที่เธอได้สมัครงานเอาไว้ด้วยความมั่นใจ เพราะผลที่ดูดวงกับแม่บอกว่าเธอจะได้งานนี้ทำให้เธอมีความมั่นใจยิ่งขึ้น
สำหรับที่ทำงานที่เธอไปสัมภาษณ์งานนั้นเป็บริษัทแปรรูปอาหารแช่แข็งที่เป็อันดับต้นๆของไทย ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเข้าไปทำงานที่นี่ยากมาก ที่เธอได้มีโอกาสไปสมัครงานที่นี่ได้นั้นก็เพราะว่ามุกดาที่เป็เพื่อนสนิทของเธอได้ทำงานที่บริษัทนี้อยู่ก่อนแล้ว และตำแหน่งที่เธอจะไปสมัครก็เป็ตำแหน่งที่เธอจบมาโดยตรงทำให้เธอมั่นใจอย่างยิ่งว่าเธอจะได้งานนี้
เมื่อเดินทางมาถึงหน้าบริษัทสิ่งแรกที่เธอทำก็คือการเข้าไปไหว้ศาลพระภูมิเ้าที่หน้าบริษัทก่อนเป็อันดับแรก เพื่อให้เ้าที่เ้าทางรู้จักเธอและเปิดทางให้กับเธอได้มาทำงานที่นี่ตามความเชื่อของสายมูอย่างเธอ
ซึ่งในการไหว้เ้าที่นั้นเธอก็ทำตามคำแนะนำของผู้เป็แม่ อย่างละเอียด ซึ่งแม่ของเธอนั้นก็ระบุตำแหน่งและคำอธิษฐานมาให้อย่างครบถ้วนเมื่อเธอมาถึงก็เห็นตำแหน่งที่แม่เธอบอกไว้อย่างกับตาเห็น เธอเตรียมทำการจุดธูปเทียนยืนพนมมือไหว้แล้วอธิษฐานตามคำอธิษฐานที่แม่ได้จดมาให้ หลังจากกล่าวตามคำอธิษฐานแล้วเธอก็ไม่ลืมที่จะขอพรเ้าที่เ้าทางต่ออย่างรวดเร็วจะได้ไม่ขาด่
“สาธุ เ้าที่เ้าทางเ้าค่ะ ลูกช้างมาสัมภาษณ์งานขอให้ลูกช้างได้งานที่บริษัทนี้ด้วยเทอญนะเ้าค่ะ ขอให้สัมภาษณ์เสร็จถูกใจ พร้อมรับเข้าทำงานเลยนะเ้าค่ะ ไม่ต้องถามเยอะไม่ต้องมีประสบการณ์ก็รับ แค่เขาเห็นหน้าสวยๆ ของหนูแล้วก็ถูกใจรับเลยนะเ้าค่ะสาธุ สาธุ สาธุ”
พอสิ้นคำอธิษฐานขวัญฤดีก็ยกมือขึ้นเหนือหัว ก่อนที่จะวางพวงมาลัยลงบนศาลปักธูปเทียนให้เรียบร้อย แล้วเดินเข้าบริษัทไปด้วยความมั่นใจ
ระหว่างเดินเข้าบริษัทด้วยความมั่นใจที่พกมาอย่างเต็มเปี่ยมก็มีรถหรูขับเข้ามาในบริษัทอย่างรวดเร็วเหยียบน้ำที่ขังอยู่ข้างทางกระเด็นใส่เธอจนเปียกเกือบจะทั้งตัวจนทำให้เป็ฉนวนความโมโหของเธอพุ่งจนสุดขีด ขวัญฤดีรีบจ้ำเท้าเดินตามรถคู่กรณีไปอย่างรวดเร็วสายตาจ้องมองเขาเขม็ง ล็อกเป้าหมายไม่ให้เขารอดสายตาเธอไปได้ และเมื่อเธอใกล้มาถึงรถคันนั้นเธอก็เห็นว่าเขากำลังจะออกมาจากรถหรู จึงรีบเพิ่มความเร็วจากการกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพิ่มความเร็วเป็วิ่งตามแทน เพื่อจะได้ถึงตัวคู่กรณีได้เร็วขึ้น แต่ก็ต้องพลาดกับผู้ชายคนนั้นไป เพราะมุกดาที่ได้มายืนรอเธออยู่หน้าออฟฟิศก่อนหน้านี้ รีบดึงแขนรั้งเธอเอาไว้เสียก่อนที่จะเดินเตลิดไปไกล
“นี่แกจะรีบไปไหน” มุกดาที่เห็นว่าขวัญฤดีที่เดินดุ่มๆ ไม่ได้สนใจอะไรจึงเรียกเอาไว้ก่อนที่จะเดินไปไกลมากไปกว่านี้แต่เมื่อมองไปที่เพื่อนของเธอก็ต้องใเพราะสภาพที่เปียกปอนไปด้วยน้ำเต็มตัวเต็มหน้าไปหมด “นี่แกไปฟัดกับหมาที่ไหนมา ทำไมสภาพดูไม่ได้เลย”
ขวัญฤดีก้มลงมองตัวเองก่อนจะตอบเพื่อนที่ยืนมองตัวเธอั้แ่หัวจดเท้าด้วยความโมโห
“ไม่ได้ฟัดกับหมาหรอก จะฟัดกับคนนี่แหละหน้าตาก็ดีแต่งตัวก็ดี แต่ขับรถไร้มารยาทที่สุด”
มุกดาที่ไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์เท่าไหร่ได้แต่ยืนมองเพื่อนด้วยความสงสัย
“แกว่าใครเหรอหนูดี ฉันไม่เห็นใครแถวๆ นี้เลยนะ”
“ไม่มีอะไรหรอกแก ฉันแค่ว่าพวกขับรถไม่มีมารยาทนะ ดูสิสภาพฉันดูได้ไหมเนี่ยห้องน้ำอยู่ไหน หากฉันไปสัมภาษณ์งานสภาพนี้พังแน่ๆ”
ขวัญฤดีได้แต่บ่นให้มุกดาได้ฟังก่อนที่จะถามหาห้องน้ำเพื่อจะล้างเนื้อล้างตัวและจัดการสภาพร่างกายใหม่ให้ดูดีก่อนที่จะไปสัมภาษณ์งานเพื่อนสาวของเธอก็พาไปห้องน้ำและจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เพื่อนทันทีที่มาถึงเพราะว่าปล่อยให้เพื่อนเช็ดเองคงจะไม่ทันเวลา
“ดีนะที่ไม่ได้ใส่เสื้อสีขาวมา หากใส่มาคงเสียฤกษ์สัมภาษณ์งานแน่”
มุกดาจ้องมองชุดเพื่อนแล้วเห็นด้วยกับคำพูดของเธอ
“ไปกันเถอะเดี๋ยวจะเลยเวลานัด” เมื่อมุกดาเห็นว่าขวัญฤดีได้จัดการล้างตัวเสร็จแล้วพร้อมกับเติมหน้าและจัดผมเรียบร้อย ทั้งสองก็พากันเดินออกจากห้องน้ำไป
มุกดาเดินมาส่งขวัญฤดีถึงหน้าห้องสัมภาษณ์ก่อนที่จะแยกย้ายไปทำงาน เมื่อมาถึงห้องนัดสัมภาษณ์ก็มีคนมารอสัมภาษณ์อยู่ก่อนแล้วสามสี่คนมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งแต่ละคนก็แต่งตัวดูสุภาพชวนมองกันทุกคน แต่เธอก็ไม่น้อยหน้าใครเช่นกันยิ่งแม่เธอบอกว่าวันนี้เธอจะได้งานนี้ ยิ่งทำให้เธอมั่นใจเพิ่มขึ้นไปอีก
การสัมภาษณ์ครั้งนี้เขาก็เรียกผู้สมัครเข้าไปคุยทีละคนโดยในห้องสัมภาษณ์นั้นจะมีผู้เข้าร่วมในการสอบสัมภาษณ์ทั้งหมด 5 คน ซึ่งถือว่าเป็จำนวนคนที่เยอะมาก เพราะจากประสบการณ์ที่เธอไปมาหลายๆบริษัทไม่ได้มีใครมาร่วมสัมภาษณ์เยอะขนาดนี้ ทำให้เธอเริ่มประหม่ามากยิ่งขึ้นเพราะยิ่งมากคนความกดดันก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
สำหรับลำดับในการสัมภาษณ์เธอได้คิวอันดับที่สามจากผู้สัมภาษณ์งานทั้งหมดแต่ละคนที่เข้าไปก่อนหน้านี้ บางคนก็ดูน่าเคร่งเครียดจนน่าอึดอัดบางคนก็ดูสดใสจนเธอก็ใจหาย แม้เธอจะผ่านการสมัครงานและสัมภาษณ์งานที่ไหนมาหลายที่แต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนอาจจะเป็เพราะเธอคาดหวังว่าจะได้งานนี้มากจนเกินไปก็เป็ได้