บ้านหลินกั๋วอันเพิ่งขายหมูไปอีกคอกหนึ่ง ทั้งหมดสิบตัว แต่ละตัวน้ำหนักร้อยโลกว่า นี่เป็นหมูคอกที่สามแล้วที่เขาจับขายในปีนี้
ตอนกินข้าวเย็น ทิงเสวี่ยเอ่ยถามอาสามว่า “อาสามคงเอาเงินที่ขายหมูได้ไปฝากธนาคารอีกแล้วใช่ไหมคะ?”
หลินกั๋วอันตอบซื่อๆ “ยังเลย กะว่าพรุ่งนี้ค่อยไปฝาก”
ทิงเสวี่ยจึงเสนอ “อาสามคะ หนูว่าอาอย่าเพิ่งเอาเงินไปฝากธนาคารเลยค่ะ ลองซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าเข้าบ้านบ้างดีไหม หนูว่าอาติดโทรศัพท์สักเครื่องดีไหมคะ มีโทรศัพท์แล้วมันสะดวกดีออก คุณตาสองคน หรือญาติๆ คนอื่น ถ้าอยากจะมาหาพวกเรา จะได้โทรมาบอกก่อนได้”
ยังไม่ทันที่หลินกั๋วอันจะได้ตอบ หลินกั๋วผิงก็รีบพูดขึ้น “อาสามของลูกไม่ได้ค้าขายอะไร ญาติๆ เราส่วนใหญ่ก็อยู่ในหมู่บ้านนี้กับหมู่บ้านใกล้เคียง ติดโทรศัพท์ไปมันก็สิ้นเปลืองเปล่าๆ”
หลินกั๋วอันพยักหน้าเล็กน้อย ท่าทีของเขาก็คล้ายหลินกั๋วผิง คือจะติดก็ได้ไม่ติดก็ได้ แต่ยังไม่เห็นความจำเป็น
พอมีเงินเหลืออยู่บ้าง หลินกั๋วอันก็ไม่ใช่คนขี้เหนียวเอาแต่เก็บอย่างเดียว เมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ เขาก็เพิ่งซื้อโทรทัศน์สีขนาด 14 นิ้วมาเครื่องหนึ่ง แถมยังซื้อมอเตอร์ไซค์อีกคันด้วย
ทิงเสวี่ยรู้ว่าตนเองยังพูดไม่ชัดเจนพอ จึงเอ่ยต่อ “อาสาม เป้าหมายสูงสุดของอาคือการมีเมียใช่ไหมคะ?”
หลินกั๋วอันตอบทันที “ใช่สิ แต่มันเกี่ยวอะไรกับการติดโทรศัพท์ด้วยล่ะ?”
ทิงเสวี่ยอธิบาย “เกี่ยวสิคะ ลองคิดดูสิว่าในหมู่บ้านเรามีบ้านที่ติดโทรศัพท์สักกี่หลังกัน? ถ้าอาสามติดโทรศัพท์ ก็จะดูไม่เหมือนใครในหมู่บ้านแล้ว ทุกคนก็จะรู้ว่าอาหาเงินเก่ง อารวยแล้วนะ ทีนี้เพื่อนบ้านกับญาติๆ ก็จะยิ่งช่วยอาหาเมียกันใหญ่เลยไงคะ โบราณเขาถือกันว่า ปลูกต้นอู๋ถงถึงจะมีนกฟีนิกซ์มาเกาะ ผู้หญิงน่ะใครๆ ก็อยากแต่งงานกับผู้ชายรวยๆ แล้วมีชีวิตดีๆ ทั้งนั้นแหละค่ะ อาสามรวยแล้วก็จริง แต่เงินของอาอยู่ในธนาคาร นอกจากหนูกับพ่อ แล้วก็คนในธนาคาร ใครที่ไหนจะไปรู้ว่าอามีเงินเยอะแยะ แต่ถ้าอาเปลี่ยนเงินเป็นของใช้ในบ้าน ใครๆ ก็เห็นแล้วก็รู้เองค่ะ”
พอหลินกั๋วผิงได้ฟังคำพูดของลูกสาว เขาก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงเริ่มช่วยพูดเสริม “น้องสาม พี่ว่าข้อเสนอของเสียวเสวี่ยเข้าท่าดีนะ น้องก็ติดโทรศัพท์ไปเลย ปีหน้าก็สร้างบ้านสามห้องนั่นให้เป็นบ้านก่ออิฐถือปูนห้าห้องใหญ่ๆ ไปเลย พวกคนที่เขาอยากมีเมียกันน่ะ เพื่อรักษาหน้าตาตัวเอง บางคนถึงขนาดต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อข้าวของเครื่องใช้ ก็เพื่อให้ฝ่ายหญิงเห็นว่ามีฐานะ จะได้มาใช้ชีวิตดีๆ ด้วยกันไงล่ะ พี่เคยเจอคนขายก๋วยเตี๋ยวในตลาดอยู่คนหนึ่งนะ คนนั้นเขาพิการ แต่เขาก็ยังแต่งงานกับผู้หญิงสวยๆ แถมยังมีลูกแฝดชายหญิงอีกต่างหาก ผู้หญิงน่ะก็อยากแต่งงานกับผู้ชายที่รวยเลี้ยงดูให้อยู่สุขสบายได้ถ้ามีเงินแล้วใจกว้างกับลูกเมียหน่อย เรื่องความไม่สมประกอบของร่างกายก็เป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย”
หลินกั๋วอันเป็นคนหัวอ่อน เชื่อคนง่ายอยู่แล้ว
ครั้งนี้เขาจึงไม่ได้นำเงินที่ได้จากการขายหมูไปฝากธนาคาร แต่ตัดสินใจติดตั้งโทรศัพท์บ้านแทน
ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 สำหรับพื้นที่ชนบทแล้ว บ้านไหนมีโทรศัพท์ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก โทรศัพท์ยังเป็นของหายาก ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะมีกันได้ง่ายๆ
หมู่บ้านต้าเหอมีคนอยู่เป็นพันหลังคาเรือน แต่มีบ้านที่ติดโทรศัพท์ไม่ถึงสิบหลัง
การที่หลินกั๋วอันติดโทรศัพท์ ทำให้เพื่อนบ้านพากันแห่มาดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ
หลินกั๋วอันเองก็ไม่ใช่คนขี้เหนียว ใครอยากจะขอยืมใช้โทรศัพท์เขาก็ไม่ว่า ถ้าคุยไม่เกินสองสามนาทีก็ไม่คิดเงิน
การติดโทรศัพท์เป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น เพราะหลินกั๋วอันยังวางแผนจะทำเรื่องใหญ่อีกอย่าง นั่นคือการสร้างบ้านใหม่
บ้านสามห้องที่หลินกั๋วอันอาศัยอยู่ในปัจจุบันเป็นบ้านที่คุณย่าหลินสร้างให้ตั้งแต่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ก่อนเป็นแค่บ้านมุงจาก เพิ่งจะเปลี่ยนมามุงกระเบื้องได้ไม่นาน
คราวนี้หลินกั๋วอันตั้งใจจะรื้อบ้านสามห้องเดิมทิ้ง แล้วสร้างเป็นบ้านก่ออิฐถือปูนห้าห้องใหญ่ๆ มีชายคายื่นออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ในหมู่บ้านต้าเหอ มีบ้านเพียงไม่กี่หลังเท่านั้นที่สร้างเป็นบ้านก่ออิฐถือปูนห้าห้องใหญ่ มีชายคายื่นทั้งหน้าบ้านหลังบ้านแบบนี้
พอเข้าหน้าหนาวหมดหน้านาแล้ว หลินกั๋วอันก็จ้างคนงานกลุ่มหนึ่งมาช่วยกันเตรียมหินที่จะใช้สร้างบ้านในปีหน้า คนที่มาช่วยก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ที่แท้ก็คือเพื่อนบ้านและญาติๆ ในหมู่บ้านนั่นเอง
หลินกั๋วเซิ่งเห็นน้องชายทั้งสองคนมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ยิ่งรู้สึกขุ่นเคืองใจ
น้องรองชีวิตดีก็ยังพอทำเนา เขาฉลาดมาตั้งแต่เด็ก ฝีไม้ลายมือก็ดี แต่น้องสามเล่า? คนที่เกิดมาก็ร่างกายไม่สมประกอบ แถมยังซื่อบื้อทึ่มทื่อปานนั้น จะมีชีวิตดี๊ดีขนาดนี้ได้ยังไงกัน?
เพราะอารมณ์ไม่ดี หลินกั๋วเซิ่งจึงซดเหล้าไปหลายจอกระหว่างกินข้าวเย็น
หลินหงเหมยลูกสาวคนโตก็ไปเรียน ม.1 ในตัวอำเภอ หลินหงจวินลูกชายคนเล็กก็ขึ้นชั้น ป.1 แล้ว ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน
จางเสี่ยวเสียเห็นหลินกั๋วเซิ่งเอาแต่ซดเหล้าไม่หยุด ก็รีบฉวยจอกเหล้าในมือเขาไป “ดื่มไปตั้งหลายจอกแล้ว พอได้แล้วมั้ง! ยังจะไม่เลิกอีกรึไง? นึกว่าเหล้าที่แกกินมันตกลงมาจากฟ้ารึไงหา!”
กำลังดื่มเพลินๆ จู่ๆ ก็ถูกจางเสี่ยวเสียแย่งจอกเหล้าไป หลินกั๋วเซิ่งก็เกิดอาการหัวเสียขึ้นมาทันที “ฉันดื่มไปแค่ไม่กี่จอกเอง ทำยังกับว่าฉันจะกินบ้านกินเมืองเข้าไปได้!”
จางเสี่ยวเสียแค่นเสียงหึ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “พูดง่ายดีนี่ ถ้าแกหาเงินเก่งเหมือนน้องรองน้องสามของแกบ้างล่ะก็ อย่าว่าแต่ให้กินข้าวทีละหลายจอกเลย จะให้ซดทีละขวดฉันก็ไม่ว่าสักคำ!”
พอถูกเมียเอาไปเปรียบเทียบกับน้องชายทั้งสองคน หลินกั๋วเซิ่งก็ยิ่งรู้สึกเสียหน้าจนทนไม่ไหว เขาปัดตะเกียบในมือทิ้งลงพื้นทันที “อะไรนะ? นี่แกก็รังเกียจว่าฉันมันไอ้คนไร้น้ำยาสินะ?”
“แกมันก็ไร้น้ำยาอยู่แล้วนี่ ฉันจะรังเกียจไม่ได้รึไง? หลินกั๋วเซิ่ง ฉันแต่งงานกับแกมาสิบกว่าปี เคยมีวันไหนได้อยู่สุขสบายบ้างไหม? ฉันอุตส่าห์ออกลูกออกหลานให้แก แกเคยซื้อของดีๆ อะไรให้ฉันบ้างไหมหา? แกคิดว่าแกทำดีกับฉันนักหนารึไง?” เดิมทีจางเสี่ยวเสียก็พูดแทงใจดำหลินกั๋วเซิ่งอยู่แล้ว แต่นางกลับไม่หยุด ซ้ำยังสาดคำพูดใส่ไม่ยั้ง ยิ่งทำให้หลินกั๋วเซิ่งเดือดดาล
การถูกน้องชายทั้งสองคนแซงหน้าไปไกล ทำให้หลินกั๋วเซิ่งรู้สึกย่ำแย่อยู่แล้ว พอมาถูกเมียดูถูกเหยียดหยามซ้ำเติมอีก ความโกรธที่อัดอั้นอยู่ก็ยิ่งปะทุออกมา
โครม! หลินกั๋วเซิ่งคว้าชามกับข้าวบนโต๊ะทุ่มลงพื้นเต็มแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษถ้วยชามแตกกระจาย น้ำแกงหกเรี่ยราดไปทั่ว
“หลินกั๋วเซิ่ง! แกขว้างของให้ใครดูหา! ให้ใครดู!” จางเสี่ยวเสียเคยเป็นใหญ่ในบ้านมาตลอด ปกตินางขว้างปาข้าวของก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไร แต่นี่หลินกั๋วเซิ่งกล้ามาขว้างของใส่หน้านาง นางทนไม่ได้! แกขว้างได้ใช่ไหม ฉันขว้างได้แรงกว่าแกอีก! คิดดังนั้น จางเสี่ยวเสียก็คว้าถ้วยน้ำชาขว้างใส่หลินกั๋วเซิ่งทันที
ตอนนี้ฤทธิ์เหล้าของหลินกั๋วเซิ่งก็แล่นพล่านขึ้นมาเต็มที่ บวกกับความโกรธที่อัดแน่นเต็มอก โทสะที่ระเบิดออกมาจึงรุนแรงจนน่ากลัว